Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
13 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
เขาทำ "ถุงยางอนามัย"..กันยังไง



















ขอบรรยายขั้นตอนการผลิตถุงยางอนามัย ไปพร้อมกับบทความเลยนะครับ
เพราะทั้งบทความและรูป เยอะมาก
(รูปและเนื้อหา จะไม่ตรงกัน)

เริ่มขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่กรีดยางเลย
เพื่อเอาน้ำยางสด






ได้น้ำยางสด





ถุงยางอนามัยเป็นเพียงเครื่องมือแพทย์ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้งานขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อการคุมกำเนิดและการป้องกันโรคติดต่อทางเพศ แต่สำหรับคนไทยการใช้ถุงยางอนามัย ยังเป็นเรื่องที่ต้องแอบ ๆ ซ่อน ๆ ปิดบัง อาจเป็นเพราะการใช้ถุงยางอนามัยสำหรับคนไทยไม่ใช่การคุมกำเนิด



นำส่งโรงงาน


แต่หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์นอกบ้าน กับคนที่ไม่ใช่สามีภรรยา หรือการมีเพศสัมพันธ์แบบชั่วครั้งชั่วคราว หรือกับคนที่เราไม่มั่นใจในความปลอดภัยจากโรคติดต่อร้ายแรงที่ตามมาหลังความสุขชั่วข้ามคืน นี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ถุงยางอนามัยไม่ได้รับความนิยมในสังคมเซ็กส์เมืองไทย แต่เชื่อหรือไม่ว่า ประเทศไทยติด 1 ใน 5 ของโลก ของบรรดาประเทศที่ผลิตถุงยางอนามัยเป็นสินค้าออกมากที่สุด และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากคุณจะใช้ถุงยางอนามัยในอเมริกา ฝรั่งเศส อิหร่าน จาไมก้า หรือเอธิโอเปีย แต่เป็นถุงยางอนามัย Made in Thailand



นำใส่ไซโล


เชื่อหรือไม่ว่าโรงงานผลิตถุงยางอนามัยที่มีอยู่ 5 แห่งในประเทศไทย มีกำลังการผลิตถุงยางอนามัยรวมกันแล้ว อยู่ในระดับที่แข่งขันกับประเทศที่มีพลเมืองมากเป็นอันดับ1และ 2 ของโลกอย่างจีน และอินเดีย เพียงโรงงานผลิตถุงยางอนามัยไทยแห่งเดียวที่มีเจ้าของเป็นคนไทย ก็ต้องผลิตถุงยางอนามัยหลายร้อยล้านชิ้นต่อปี



เครื่องล้างแท่งแก้วใก้สะอาด ที่จะนำไปเป็นพิมพ์


เพื่อรองรับความต้องการถุงยางอนามัยของตลาดโลก ซึ่งแน่นอนว่า ตลาดโลกที่ว่านี้ไม่ใช่ตลาดในประเทศไทย ที่บริโภคถุงยางอนามัยไม่ถึงร้อยละ 10 ของถุงยางอนามมัยที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมดรวมกัน จากกล่องถุงยางอนามัยเล็ก ๆ ที่คุณเจอะเจอได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ จะพาเราไปสู่โลกอันยิ่งใหญ่ของถุงยางอนามัย ไม่ว่าคนไทยจะใช้ถุงยางอนามัยคืนละกี่ชิ้น โรงงานผลิตถุงยางอนามัยแห่งหนึ่งจะต้องผลิตถุงยางอนามัยให้ได้ไม่ต่ำกว่า 8 แสนชิ้น โดยมีเป้าหมายในการผลิตตลอดทั้งปี ถึง 400 ล้านชิ้น




ลำเลียงตามสายพาน


ทำไมประเทศไทย จึงกลายเป็นแหล่งผลิตถุงยางอนามัยป้อนสู่ตลาดโลก ความปลอดภัยคือหัวใจของถุงยางอนามัย เพราะกว่าที่ถุงยางอนามัยชิ้นหนึ่งจะได้ออกจากโรงงาน ถุงยางอนามัยต้องกระบวนการ กรรมวิธีและขั้นตอน และการทารุณกรรมต่าง ๆ นานา เพื่อพิสูจน์ว่าถุงยางอนามัยที่คุณใช้ปลอดภัย 100 % ไร้รอยรั่ว ไร้เชื้อโรคและสิ่งปลอมปน



เข้าชุบในอ่างยาง (ที่ผมสารเคมีแล้ว)


ส่วนที่มากไปกว่านั้น คือหากเปรียบถุงยางอนามัยเป็นหญิงสาวสักคน ถุงยางอนามัยไม่เพียงแต่จะต้องงดงามอย่างมีคุณค่าเท่านั้น แต่ยังจะต้องมีเสน่ห์ เร้ารึงใจ ครองใจชายหนุ่มได้เหนือสาวงามอื่น ๆ ทั้งปวง ถุงยางอนามัยจึงมีกระบวนการออกแบบ ศัลยกรรม ตกแต่ง เสริมสวย อันเป็นที่มาของรูป รส กลิ่น และสี ของถุงยางอนามัยเพื่อทางเลือกที่เร้าใจสำหรับชายหลากหลายรสนิยม เสน่ห์ที่เร้าใจบนพื้นฐานความปลอดภัยของถุงยางอนามัยสัญชาติไทย ทำอย่างไรถึงจะครองใจชายทั่วโลกได้





ทุกครั้งที่ใช้ถุงยางอนามัย เคยคิดบ้างไหมว่าวัตถุชิ้นเล็ก ๆ ที่ใช้เป็นเครื่องป้องกันโรค และเป็นเกราะกำบังสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมีบุตรนั้น มีที่มาและที่ไปอย่างไร เพราะกว่าที่จะกลายมาเป็นถุงยางอนามัยนั้นเส้นทางการผลิตล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วย ความยุ่งยาก และมีความลับซุกซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก





หากถามว่ารู้จัก "ถุงยางอนามัย" หรือไม่? ร้อยทั้งร้อยคงตอบว่ารู้จัก ยิ่งเป็นสุภาพบุรุษ ด้วยแล้วละก็ ย่อมต้องเคยได้ใช้กันบ้าง ไม่มากก็น้อย ยิ่งในยุคที่โรคเอดส์ได้กลายเป็น ปัญหาใหญ่ ที่คร่าชีวิตพลเมืองโลกไปเป็นจำนวนมหาศาล ถุงยางอนามัยยิ่งถือเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับบุรุษเพศที่ชื่นชอบในกามกรีฑาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศไทย ที่สัดส่วนการใช้ถุงยางในธุรกิจบริการทางเพศ ยังคงมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 70







อย่างไรก็ตามถุงยางอนามัยไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 10-20 ปี แต่วิธีการคุมกำเนิดที่เก่าแก่ที่สุด แบบหนึ่งนี้ มีประวัติความเป็นมา ที่สามารถนับย้อนหลังไปได้หลายร้อยหลายพันปีเลยทีเดียว เท่าที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ ถุงยางอนามัยปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกราว 807-677 ปี ก่อนคริสตกาล โดยชายชาวอียิปต์ในสมัยโบราณ สวมปลอกประเภทนี้เอาไว้เพื่อป้องกัน การติดเชื้อ การบาดเจ็บ และการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย





จากนั้นถุงยางอนามัยได้มีการวิวัฒนาการมาเป็นลำดับจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เทคโนโลยี ใหม่ ๆ ได้เข้ามาช่วย ปรับปรุงการผลิตถุงยางอนามัยให้มีความทันสมัยขึ้นกว่า ที่บรรพบุรุษเคยใช้ เป็นอย่างมาก






ตัวอย่างที่ถือว่าเป็นสุดยอดของถุงยางอนามัยในขณะนี้ก็คือ การนำวัสดุโพลียูรีเทน ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเฉพาะตัว มีความเหนียวกว่ายางดิบถึงสองเท่า มาใช้ จนทำให้สามารถผลิตแผ่นฟิล์มที่บางและไวต่อความรู้สึกได้กว่าเดิม





เทคโนโลยีการผลิตเหล่านี้ ผู้ผลิตแต่ละค่ายต่างหวงแหนและถือเป็น "ความลับทางการค้าขั้นสุดยอด" ที่ต้องปกปิดเอาไว้ไม่ให้รั่วไหลออกไปสู่ภายนอก โดยเด็ดขาด ชนิดที่เรียกว่า ยิ่งกว่าไข่ในหินเลยก็คงจะว่าได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว อาจนำไปสู่การลอกเลียนแบบ และสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับทางบริษัท





ด้วยเหตุนี้ ระเบียบปฏิบัติในการเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตถุงยางอนามัยแต่ละแห่ง จึงถูก กำหนดเอาไว้อย่างรัดกุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทยักษ์ใหญ์ที่ครองความเป็นเจ้าตลาด ของสินค้าประเภทนี้





สุรเกียรติ เกษมสุวรรณ ผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัทลอนดอน รอยัล คอนซูเมอร์ โปรดักท์ส (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายให้ฟังว่า ทุกครั้งที่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก เข้าเยี่ยมชม โรงงานนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ๋ ที่ทางบริษัทให้ความสำคัญ และพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน บริษัทต้องทำเรื่องขออนุญาต ไปที่บริษัทแม่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ล่วงหน้าอย่างน้อย ไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ ก่อนที่บุคคลภายนอก จะได้รับการอนุมัติ ให้เข้าเยี่ยมชมเทคโนโลยี การผลิตถุงยางอนามัยเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยเงื่อนไขที่ว่า ห้ามถ่ายรูปภายในโรงงานเป็นอันขาด





"จริง ๆ แล้วในทุกขั้นตอนการผลิต ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความลับตลอด ไม่ว่าจะเป็น ในส่วนของสูตรน้ำยางที่ทางดูเร็กซ์คิดค้นและพัฒนามาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือแนวองศาในการเอียงของแท่งแก้ว เพราะฉะนั้น เราถึงต้องควบคุมเรื่องภาพถ่าย อย่างเข้มงวด เนื่องจาก ถ้าภาพถูกเผยแพร่ออกไป ผู้ผลิตรายอื่นที่มีปัญหา และยังแก้ไขไม่ตก เขาเห็นภาพเพียงแค่นิดเดียว เขาก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ในทันที"





นอกจากความลับที่ต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวดแล้ว กระบวนการผลิตถุงยางอนามัย ยังเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน มิหนำซ้ำยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ อย่างละเอียด ถี่ถ้วน ตั้งแต่ขั้นตอนแรกถึงขั้นตอนสุดท้ายเช่นกัน เพราะฉะนั้น กว่าที่ถุงยางอนามัย แต่ละชิ้น จะหลุดออกมา ให้เรา ๆ ท่าน ๆ ได้ใช้นั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่เพียงแค่เอาแท่งแก้ว สำหรับขึ้นรูป จุ่มไปในน้ำยาง อบให้แห้ง ก็สามารถนำมาใช้งานได้แล้ว



ลำเลียงเข้าเครื่องม้วน ขอบโคนของถุงยาง


กระบวนการผลิตถุงยางอนามัยเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในสวนยางพาราในประเทศมาเลเซีย ก่อนที่จะมีการส่งยางดิบเข้ามาที่โรงงาน จะต้องมีการนำตัวอย่างมาตรวจสอบเสียก่อน ถ้าตัวอย่างดังกล่าวไม่ผ่านการตรวจสอบ บริษัทฯ จะไม่รับยางในครั้งการผลิตนั้น เข้าสู่โรงงาน





กรณีที่ผ่านการตรวจสอบ จะมีการกำหนดรหัสประจำตัวที่ใช้ในทุกขั้นตอนการผลิต จากนั้นส่วนผสมต่าง ๆ ที่เป็นสูตรเฉพาะที่ส่งตรงมาจากอังกฤษ จะถูกนำมาผสมกับ น้ำยางดิบ เพื่อให้ยางมีความคงตัวและทนทาน หลังจากที่ใช้เวลาบ่มตัวไม่น้อยกว่า 10 วัน เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่วนผสมนี้จะถูกนำไปใช้ในขั้นตอนการผลิตต่อไป



นำเข้ากระบวนการ ทำให้ยางแห้งสนิท



ถัดมาคือขั้นตอนการจุ่มขึ้นรูป ขั้นตอนนี้จะต้องทำภายในห้องปลอดฝุ่นละออง ซึ่ง ติดตั้งระบบกรองอากาศไฟฟ้าสถิต โดยแท่งแก้วสำหรับขึ้นรูปที่เรียงต่อกันเป็นแถวจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงจุ่มในถังที่มีส่วนผสมน้ำยางธรรมชาติที่ต้องควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม





แท่งแก้วแต่ละแท่งจะหมุนไปรอบ ๆอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ส่วนผสมนี้ กระจายตัว ติดแท่งแก้ว ด้วยความหนาเท่า ๆ กันทั้งชิ้น จากนั้นแท่งแก้วจะเคลื่อนตัวผ่านเข้าตู้อบ อินฟาเรด เพื่อให้น้ำยางแห้ง





เมื่อออกจากตู้อบ แท่งแก้วจะต้องจุ่มน้ำยางอีกเป็นครั้งที่สอง เพื่อให้ถุงยางอนามัย มีความหนาและทนทานเพียงพอ และเมื่ออบแห้งครั้งที่สองแล้ว แท่งแก้วจะเคลื่อนที่ ผ่านแปรงขนนุ่มที่ทำหน้าที่ม้วนขอบถุงยาง ก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ตู้อบครั้งสุดท้าย เพื่อให้สารประกอบต่าง ๆ ในส่วนผสม น้ำยางธรรมชาติ ทำปฏิกิริยากันอย่างสมบูรณ์ รวมทั้ง ทำให้ชั้นของน้ำยางธรรมชาติ ที่เกิดจากการจุ่มครั้งที่สอง หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน





หลังจากนั้นแท่งแก้วจะผ่านขั้นตอนการล้างน้ำที่ผสมสารเคมีเพื่อให้ถุงยางอนามัย ลื่นหลุดออกได้โดยง่าย เมื่อขั้นตอนการขึ้นรูปเสร็จเรียบร้อย ในระหว่างนั้น ถุงยางจะถูกนำไป ล้างสารเคมีต่าง ๆ ให้หลุดออกจากผิวยางถุงยางอนามัยให้หมด พร้อมทั้งใส่แป้งเข้าไป เพื่อป้องกัน การจับตัวเป็นก้อน เมื่อล้างเสร็จก็จะนำเข้าตู้อบ อบให้แห้งต่อไป ขณะเดียวกันถุงยางบางส่วน จะถูกสุ่มตัวอย่าง เพื่อนำมาตรวจสอบคุณภาพ ใน 3 ส่วนด้วยกัน คือ ตรวจความรั่ว ทดสอบแรงดันอากาศ และทดสอบความทนทาน





พนักงานจะสุ่มตัวอย่างบางส่วนมาตรวจความรั่ว ด้วยการเติมน้ำเข้าไป 300 ซีซี แขวนทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที แล้วนำมาคลึงบนกระดาษสีซับน้ำ ถ้าถุงยางเกิดรอยรั่วจะสามารถสังเกตเห็นรอยน้ำรั่วซึมบนกระดาษสีได้ชัดเจน



น้ำฉีดยาง ออกจากแท่งพิมพ์


จากนั้นถุงยางก็จะถูกส่งต่อไปยังส่วนที่ทำการทดสอบแรงดันอากาศ อากาศจะถูกอัดเข้าไปในถุงยาง โดยมาตรฐานกำหนดเอาไว้ว่า จะต้องทนแรงอัดอากาศได้ไม่ต่ำกว่า 18 ลิตร ก่อนที่จะระเบิดแตกออก





บางส่วนจะนำไปทดสอบความทนทานด้วยการยืดชิ้นส่วนถุงยางอนามัยที่ตัดเป็นชิ้น กว้างประมาณ 20 มิลลิเมตร ชิ้นส่วนถุงยางจะต้องยืดออกได้ยาวถึง 8 เท่าของความยาวปกติ ก่อนจะขาด



ลำเลียงเข้าเครื่องซัก ทำความสะอาด


"นอกจากฝ่ายผลิตจะควบคุมคุณภาพเองแล้ว เรายังมีฝ่ายควบคุมคุณภาพ เข้ามาตรวจสอบ อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ได้ขึ้นกับฝ่ายเรา ถ้าฝ่ายควบคุมคุณภาพเจอรูรั่ว ไม่ผ่านคือไม่ผ่าน ผมไปต่อรองกับเขาไม่ได้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเขามีสายงานของการตรวจสอบ ที่ขึ้นตรง กับบริษัทแม่ที่ลอนดอน เขาสามารถรายงานฝรั่งที่อังกฤษได้เลย แม้แต่ผมเอง ซึ่งควบคุม โรงงานทั้งหมด ยังไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้เลย" มาร์ติน เบอร์เชลล์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายปฏิบัติการ ยืนยันคุณภาพของดูเร็กซ์





ก่อนที่จะนำถุงยางมาบรรจุกล่องในขั้นตอนสุดท้าย ถุงยางทุกชิ้นที่ผลิตได้ จะต้องผ่านการตรวจสอบด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตรวจหารอยรั่วหรือสิ่งผิดปกติอื่น ๆ ถุงยางแต่ละชิ้นจะถูกครอบลงบนแท่งโครเมียม จากนั้นจะปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงดันสูง ขนาด 2,000 โวลต์ เข้าไปสู่แท่งโลหะนี้ และจะมีสัญญาณเตือนให้ทราบ เมื่อถุงยางอนามัย ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง มีรอยรั่ว หรือสิ่งผิดปกติ ซึ่งถุงยางอนามัยชิ้นนั้น จะถูกแยกออกมาต่างหาก เพื่อคัดทิ้งต่อไป






"เราเคยเจอเหมือนกันนะ มีบางครั้งเกิดอุบัติเหตุแท่งแก้วสำหรับขึ้นรูปไประแทกกับกระจก แล้วเศษแก้วหล่นลงไปในน้ำยาง พอเรานำไปตรวจสอบรอยรั่ว ด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ ปรากฏว่า เกิดรั่วร้อยละ 50-60 เราก็จะไม่เสียเวลาคัด เราจะทิ้งไปทั้งลอตเลย นอกจากนี้แล้ว ในทุกๆ ชั่วโมง เราจะเอาถุงยางที่รั่ว มาเจาะรูให้รั่ว 12 ชิ้น แล้วนำไปผ่าน เครื่องอิเล็กทรอนิกส์อีกครั้ง เพื่อดูว่าเครื่องยังทำงานดีอยู่หรือไม่ ซึ่งทุกชิ้นจะต้องลงไปที่ ช่องรีเจกต์หมด ถ้าไม่รีเจกต์ทั้ง 12 ชิ้น เราจะหยุดเครื่อง แล้วให้ช่างมาทำการแก้ไข จนกว่าทั้ง 12 ชิ้น ถูกรีเจกต์หมด เราถึงมาใช้เครื่องนั้น อีกครั้ง" สุรเกียรติยกตัวอย่างให้ฟัง





อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนการตรวจสอบคุณภาพจะดำเนินไปอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพียงใด แต่ก็ใช่ว่าถุงยางอนามัยทุกชิ้นจะสมบูรณ์แบบและปลอดภัย 100% เพราะจากข้อมูล ที่ทางบริษัทผู้ผลิต บันทึกเอาไว้ เปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต ก็มีความเป็นไปได้ เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ รูรั่ว





"ผมพูดตรง ๆ เลยว่าไม่มีหรอกครับที่สินค้าชนิดไหนในโลกจะสมบูรณ์ โดยไม่มีข้อผิดพลาด ไม่ว่าคุณจะซื้อสินค้าราคาเป็นล้าน ก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่า คุณจะได้ของดีทุกอย่าง ซื้อรถยนต์ราคาเป็นล้านมาใหม่ ๆ ขับไปอยู่ดี ๆ เกิดเครื่องดับก็มี แต่ว่าเราพยายามถึงที่สุดที่จะให้เปอร์เซ็นต์รั่วออกมาต่ำที่สุด ปกติทั่วไปแล้ว มาตรฐาน ของ อย. กำหนดเปอร์เซ็นต์การรั่วเอาไว้ที่ 0.25% แต่ดูเร็กซ์ ทำได้ 0.0002% เรียกว่าต่ำกว่านั้นไปไม่รู้เท่าไร เพราะฉะนั้นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการใช้ถุงยางอนามัย ของเรา ก็ยิ่งต่ำมากขึ้นไปด้วย" ผู้จัดการฝ่ายผลิต อธิบายความปลอดภัยของการใช้ ถุงยางอนามัย



จากนั้น ทำการสุ่มตัวอย่างเพื่อไปทดสอบด้วยการอัดลม จนถุงยางแตก


จากนั้นถุงยางอนามัยที่ตรวจสอบคุณภาพแล้วจะถูกนำไปบรรจุฟอยล์และเติมสารฆ่าเชื้อ หรือกลิ่นต่าง ๆ เป็นขั้นตอนสุดท้าย





จะเห็นได้ว่า กว่าที่จะมาเป็นถุงยางแต่ละชิ้นนั้น เต็มไปด้วยความลับและความยุ่งยาก ในส่วนของผู้ใช้เอง ก็ต้องมีความระมัดระวัง และใช้ให้ถูกวิธีเช่นกัน เพราะมิฉะนั้นแล้ว แม้สินค้าจะมีคุณภาพ มากมายสักเพียงใด แต่ถ้าผู้ใช้ใช้ไม่เป็นแล้ว อันตรายก็ย่อมอาจ เกิดขึ้นได้ ที่สำคัญคือต้องพึงสังวรเอาไว้ว่า ไม่มีวิธีคุมกำเนิดใด ที่สามารถคุมกำเนิด หรือป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ 100%











ความรู้เรื่องถุงยางอนามัย



ถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์คุมกำเนิดที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่กลับไม่ค่อยชอบใช้กัน บ้างก็อ้างว่า ไม่เป็นธรรมชาติ ทั้งๆที่ถุงยางอนามัยนั้นทำมาจากยางธรรมชาติแท้ๆ อย่าว่าแต่พกถุงยางอนามัยเลย แม้แต่จะซื้อถุงยางอนามัยก็ยังอาย ก็ไม่รู้จะไปอายอะไรกัน พึงระลึกเสมอว่า "คนที่ใช้ถุงยางอนามัยนั้นคือคนที่มีความรับผิดชอบ" รับผิดชอบต่อตนเอง และรับผิดชอบต่อคู่ของตัว เพราะถุงยางอนามัยนั้นนอกจากจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้แล้ว ยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย ป้องกันตัวเองที่จะไม่รับเชื้อและป้องกันไม่แพร่เชื้อไปยังคู่ของตัวเอง






ความนิยมและอัตราการใช้ถุงยางอนามัย

ความนิยมใช้ถุงยางอนามัยเพื่อคุมกำเนิดมีอัตราแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้วมีอัตราการใช้สูงเกือบร้อยละ 20 ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาใช้ไม่ถึงร้อยละ 5 ประเทศญี่ปุ่นได้ชื่อว่ามีการใช้ถุงยางอนามัยมากที่สุดในโลก มีการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อการคุมกำเนิดสูงถึง ร้อยละ 80 ในช่วง10ปีที่ผ่านมา






แล้วบ้านเราล่ะ แต่ก่อนนี้มีการใช้น้อยมาก แต่ตั้งแต่เจ้าเอดส์ระบาดนี่ คนไทยใช้ถุงยางอนามัยกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะไม่ใช้ได้ยังไงละครับ ถ้าไม่ใช้หญิงบริการจะไม่ยอมให้อึ๊บโดยเด็ดขาด อยากอึ๊บก็เลยจำต้องใช้ แต่การใช้ถุงยางอนามัยเพื่อคุมกำเนิดในคนทั่วไปก็ยังมีน้อย ก็ด้วยเหตุผลทางค่านิยมที่รังเกียจกลัวคนจะรู้ว่าตัวเองพกถุงยางอนามัย "อาย" ว่างั้นเถอะ เราคงต้องเปลี่ยนค่านิยมอันนี้เสียใหม่แล้วครับ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเอดส์ และการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์ชนิดทูอินวัน อย่าลืมนะครับ "คนที่ใช้ถุงยางอนามัยคือคนที่มีความรับผิดชอบ"





ถุงยางอนามัยเป็นเครื่องมือแพทย์

คุณทราบหรือไม่ว่าถุงยางอนามัยเนียะ จัดเป็นเครื่องมือแพทย์นะครับ และเป็นเครื่องมือแพทย์อันเดียวที่คุณไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์แต่ก็สามารถใช้ได้ เมื่อถุงยางอนามัยเป็นเครื่องมือแพทย์ก็ต้องมีกฎหมายรับรอง ต้องมีประกาศมาตรฐาน ควบคุมการผลิต กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศเป็นกฎกระทรวงฉบับที่ 11 พ.ศ. 2535 ว่าให้ถุงยางอนามัยเป็นเครื่องมือแพทย์ เป็นอุปกรณ์ที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ น้ำยางสังเคราะห์หรือวัตถุอื่น ใช้สวมอวัยวะเพศชายเพื่อการคุมกำเนิด หรือใช้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์



จากนั้นนำไปทดสอบการรั่ว โดยระบบคอมพิวเตอร์



ชนิดของถุงยางอนามัย

ถุงยางอนมัยที่มีการผลิตจำหน่ายในโลกนี้มี 3 ชนิดตามวัสดุที่ใช้

1. ชนิดที่ทำจากลำไส้สัตว์ (Skin condom)

วัสดุที่ใช้ผลิตเป็นส่วนของลำไส้ส่วนล่างของแกะ ที่เรียก caecum มีใช้ในอเมริกา ราว ร้อยละ 5 เขาว่าใช้แล้วรู้สึกสบายยามสวมใส่ ไม่รัดรูป ให้ความรู้สึกสัมผัสที่ดีในขณะมีเพศสัมพันธ์ เชื่อว่าวัสดุจากลำไส้สัตว์สามารถสื่อผ่านความอบอุ่นของร่างกายสู่กันได้ และความชุ่มชื่นจากสารคัดหลั่งสามารถซึมผ่านเนื้อเยื่อได้ แต่เนื่องจากผิวของวัสดุมีรูพรุนเล็กๆที่ขวางได้เฉพาะตัวอสุจิเท่านั้น จึงไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ skin condom มีความหนา 0.15 มิลลิเมตร และไม่สามารถยืดตัวได้ (แต่มีความอ่อนนุ่ม) จึงสวมใส่แบบหลวมๆ ไม่รัดแนบแน่นแบบที่ทำจากยางธรรมชาติ ขนาดความกว้างเมื่อวางแบนราบ มีตั้งแต่ 62 มิลลิเมตร ถุง 80 มิลลิเมตรถุงยางชนิดนี้ไม่มีการผลิตจำหน่ายในเมืองไทย ไม่ต้องถามหากันนะครับ (อ้อ..ราคาแพงมากด้วยครับ)





2. ชนิดที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ (rubber condom or latex condom)

จากวัสดุที่ทำนี่เองจึงเป็นที่มาของคำว่า "ถุงยางอนามัย" ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดค้นชื่อนี้ ชอบครับ ถุงยางที่ถูกสุขอนามัย สะอาด ตรงและเหมาะสมจริงๆ แต่คนไทยไม่ชอบยาวๆ (ทีอย่างอื่นละก็เรียกร้องจะเอาแบบยาวๆ..เนาะ) กลับเรียกไปต่างๆนานา ปลอก นวม เสื้อ เสื้อฝน เสื้อเกราะ มีชัย ฯลฯ ฝรั่งก็มีชื่อเรียก นอกจาก Condom แล้ว ก็เรียก sheath, prophylactic, French letter, English cape เป็นต้น ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาตินี้มีราคาถูกกว่า บางกว่า ยืดหยุ่นได้ดีกว่าแบบทำจากลำไส้สัตว์ จึงมีขนาดความกว้างน้อยกว่า การสวมใส่ก็กระชับรัดแนบเนื้อ สามารถใช้ได้ทั้งเพื่อการคุมกำเนิดและป้องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย







3. ชนิดที่ทำจากPolyurethane (ถุงยางพล๊าสติก)

ปัจจุบันได้มีการนำวัสดุอื่นมาผลิตเป็นถุงยางอนามัยด้วย เช่น สาร Polyurethane เพราะถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาติก็มีข้อด้อย เช่นแพ้ รั่วได้ ใช้สารหล่อลื่นบางชนิดไม่ได้ กลิ่นไม่ค่อยชวนดมเรียกถุงยางอนามัยชนิดนี้ว่า ถุงยางพลาสติก (plastic condom) แต่เขาว่าถุงยางชนิดนี้ให้ความรู้สึกที่ดีกว่าแบบที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ คงทนกว่าแบบยางธรรมชาติ สามารถใช้สารหล่อลื่นที่ทำจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีได้ เท่าที่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ใช้ชื่อ AVANTI เป็นของ DUREX






แบบของถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยเมื่อเป็นสินค้าก็ย่อมมีการตลาด จึงต้องมีแบบต่างๆ ให้ลูกค้าเลือกมากมาย ตามความต้องการของลูกค้ารวมทั้งทำเพื่อเป็นจุดขายเพื่อการโฆษณาด้วย ถุงยางอนามัยที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติชนิดเข้มข้นมีรูปแบบที่เกี่ยวกับลักษณะสำคัญ 6 เรื่องคือ

1. สารหล่อลื่น มีทั้งแบบแห้งคือไม่มีสารหล่อลื่น และแบบที่มีสารหล่อลื่น แบบที่มีสารหล่อลื่นก็ยังแบ่งเป็นแบบสารหล่อลื่นธรรมดา และแบบที่มีตัวยาฆ่าเชื้อ เช่น nonnoxynol-9 หรือ N-9 เป็นต้น




ลองเอาเข็มจิ้มดู


2. ลักษณะของก้นถุง แบ่งเป็นแบบก้นถุงมนแบบถุงกาแฟ (plain) และแบบถุงมีกระเปาะ หรือติ่ง (reservoir-ended or teat) เพื่อเป็นที่เก็บน้ำอสุจิ ซึ่งแบบนี้จะเป็นที่นิยมมากกว่า และวิธีการสวมใส่ก็แตกต่างกัน

3. รูปทรงของถุง แบ่งเป็นแบบทรงกระบอกตรงๆ (straight) และแบบลูกคลื่น (rippled)

4. ลักษณะผิว แบ่งเป็นแบบผิวเรียบ (smooth) และแบบผิวไม่เรียบ (textured)





5. สี อันนี้คงรู้จักกันดี มีทั้งแบบสีธรรมชาติของยาง หรือ เจ็ดสีมีชัย ประกายรุ้ง

6. กลิ่นและรส มีให้เลือกทั้งกลิ่นรสมินต์ กลิ่นสตรอเบอรี่ กลิ่นมะนาว บางยี่ห้อมีกลิ่นทุเรียนด้วย การเติมกลิ่นและรสนี้เพื่อคนที่ใช้การร่วมเพศทางปาก (oral sex)







ขนาดของถุงยางอนามัย

คุณภาพมาตรฐานและข้อกำหนดของถุงยางอนามัยตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขปี 2535 ได้กำหนดประเภทของถุงยางอนามัยที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ เป็น 13 ประเภท ตามขนาดความกว้าง คือตั้งแต่ขนาด 44 มิลลิเมตร จนถึงขนาด 56 มิลลิเมตร และกำหนดความยาวของถุงยางวัดจากปลายเปิดจนถึงปลายปิดไม่รวมส่วนที่เป็นติ่งหรือกระเปาะ ต้องไม่น้อยกว่า 160 มิลลิเมตร ซึ่งกำหนดตามมาตรฐานขององค์การกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ (ISO) ปี ค.ศ. 1990

สำหรับตลาดในเมืองไทยเท่าที่มีจำหน่าย ก็มีอยู่ 2 ขนาด คือขนาดใหญ่กับขนาดยักษ์ (คนไทยไม่ชอบอะไรที่เล็กๆ)



ลำเลียงเข้าเครื่องม้วน เตรียมบรรจุห่อ



ขนาดใหญ่ (ความจริงมันก็ขนาดเล็กนั่นแหละ) หรือขนาด 49 มิลลิเมตร มีขนาดความกว้างเมื่อวางถุงยางที่คลี่แล้วแบนราบกับพื้น วัดจากขอบหนึ่งถึงขอบหนึ่ง 49 มิลลิเมตร มีขนาดความยาวไม่น้อยกว่า 160 มิลลิเมตร ขนาดนี้เหมาะกับคนไทยมากที่สุด

ขนาดยักษ์ หรือขนาด 52 มิลลิเมตร ความกว้างเมื่อวางแบนราบ เท่ากับ 52 มิลลิเมตร ความยาวเท่ากับ 180 มิลลิเมตร







ความหนาของถุงยางอนามัย

อย่างที่พูดไว้ข้างต้น ถุงยางอนามัยที่ทำจากลำไส้สัตว์หนาตั้ง 0.15 มิลลิเมตร แต่สำหรับถุงยางอนามัยที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติจะบางกว่านั้นมาก เพราะเหนียวและยืดได้มากกว่า ของญี่ปุ่นทำได้บางที่สุดในโลก คือ บางแค่ 0.02 มิลลิเมตร ส่วนของอเมริกากำหนดมาตรฐานไว้ที่ ไม่น้อยกว่า 0.03 มิลลิเมตร ของอังกฤษเจมส์บอนด์ กำหนดไว้หนาไม่เกิน 0.04 มิลลิเมตร ขององค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ ระหว่าง 0.05 - 0.08 มิลลิเมตร แล้วของพี่ไทยล่ะ… ไม่มีครับ ไม่มีกำหนดความหนาไว้ในประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2535 แต่เท่าที่เคยมีการกำหนดมาตรฐานของถุงยางอนามัยที่ประกาศในการจัดซื้อถุงยางอนามัยไว้ใช้ในโครงการวางแผนครอบครัว เมื่อปี 2526 ได้กำหนดความหนา ไม่มากกว่า 0.06 มิลลิเมตร เอาไว้




อาบน้ำยาฆ่าเชื้อและสารหล่อลื่น


ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยในการคุมกำเนิด

ถุงยางอนามัย เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ดี มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ ถ้าใช้ถุงยางอนามัยที่ได้มาตรฐาน ไม่เสื่อม ไม่รั่ว ไม่ซึม ใช้อย่างถูกวิธีและใช้อย่างสม่ำเสมอ จะมีอัตราตั้งครรภ์ 3 ราย ใน 100 ราย ที่ใช้ใน 1 ปี นี่พูดตามทฤษฎีนะครับ แต่ในทางปฏิบัติจริง พบว่ามีอัตราตั้งครรภ์ สูงถึง 10-15 ราย ใน 100 ราย ใน 1 ปี ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ??







สาเหตุของการล้มเหลวในการใช้ถุงยางอนามัย

ท้องได้ไง ก็ใช้ถุงยางแล้ว ..อ้าวทำไมปัสสาวะถึงแสบๆ ก็ใช้ถุงยางอนามัยแล้ว การล้มเหลวในการใช้ถุงยางอนามัย ย่อมทำมาซึ่งความหายนะอันใหญ่หลวงที่หลายๆคนเคยประสพมาแล้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

1. การใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอ นับเป็นสาเหตุสำคัญในการคุมกำเนิด ซึ่งอาจมาจากความไม่ร่วมมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือใช้ถุงยางอนามัยสลับกับการนับวัน หรือหลั่งภายนอ

2.การใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกวิธี เช่น คลี่ออกทั้งหมดก่อนสวมใส่ การใส่ผิดด้าน การใส่ที่ไม่เว้นส่วนติ่งไว้(คือดึงมาจนสุดไม่เหลือติ่ง) ไม่ไล่อากาศออกจากติ่งกระเปาะ ถูกเล็บหรือของมีคม(กรณีให้สาวใส่ให้) การนำกลับมาใช้ใหม่หลังจากที่ใช้ไปพักหนึ่งแล้วถอดออก การไม่จับขอบตอนถอนสมอ การใช้สารหล่อลื่นที่ไม่เหมาะสม หลั่งแล้วแช่นานจนนกเขาหลับ การใช้ไม่ถูกวิธีเหล่านี้นำมาซึ่ง การแตก รั่ว เลื่อนหลุดของถุงยางอนามัย หรือการการปนเปื้อนของน้ำอสุจิบริเวณช่องคลอด(หกปากถ้ำ)




ลำเลียงบรรจุใส่ซอง และใส่กล่อง



3. การแตกของถุงยางอนามัย แม้ได้ระมัดระวังอย่างดีแล้ว

4. การเลื่อนหลุดของถุงยางอนามัยแม้ได้ระมัดระวังอย่างดีแล้ว







การแตกของถุงยางอนามัย

แม้ได้ใช้อย่างถูกวิธี ระมัดระวังอย่างดี ก็ยังแตกได้ครับ มีรายงานตั้งแต่ร้อยละ 1 ถึง 12 เฉลี่ยก็ร้อยละ 5 แต่ถ้าร่วมเพศทางทวารหนัก จะหนักกว่านี้ จากการศึกษาของอีตา steiner แกพบว่า ครึ่งหนึ่งจะแตกตรงส่วนปลายปิด หนึ่งในสี่แตกตรงตัวถุง และอีกหนึ่งในสี่ แตกตรงปลายเปิด แต่ที่สำคัญคือ กว่าจะรู้ว่าแตก ก็เสร็จกิจไปแล้ว ถึงสองในสามของการแตก นี่ซิ ซวยชนิดไม่บอก







แล้วมันแตกได้ยังไง

1. ใช้ไม่ถูกวิธี

2. พฤติกรรมทางเพศ ที่ไม่เหมาะสม เช่น ร่วมเพศอย่างเมามันรุนแรง ยาวนาน หรือมีการเสียดสีอย่างมาก หรือช่องคลอดที่แห้งยังไม่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์ หรือช่องคลอดแห้งในสตรีวัยทอง

3. การใช้สารหล่อลื่นที่ไม่เหมาะสม สารหล่อลื่นที่ใช้กับถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาติ จะต้องมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำหรือซิลิโคนเท่านั้น ห้ามใช้สารหล่อลื่นที่ทำจากน้ำมันหรือ ผลิตภัณฑ์ที่มาจากน้ำมันโดยเด็ดขาด (petroleum and derivatives) รวมทั้งน้ำมันพืชด้วยนะครับ ยางกับน้ำมันไม่ถูกกันครับ จาการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่า ความแข็งแรงของถุงยางอนามัยลดลงถึงร้อยละ 90 เมื่อถุงยางอนามัยสัมผัสกับสารหล่อลื่นที่มีส่วนประกอบของน้ำมัน (เพียงแค่15นาที)







อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่ต้องสังวรไว้ก็คือความเชื่อที่เคยเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นที่สามารถล้างออกด้วยน้ำได้ ก็สามารถใช้ได้กับถุงยางอนามัยนั้น ไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะมีผลิตภัณฑ์บางชนิดมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำมันอยู่ด้วยก็มี

4.ใช้ขนาดของถุงยางอนามัยไม่เหมาะสม ในเมืองไทย มี 2 ขนาด คือขนาด 49 มิลลิเมตร และขนาด 52 มิลลิเมตร ขนาดที่เหมาะสมกับคนไทยคือ ขนาด 49 มิลลิเมตร








5. คุณภาพของถุงยางอนามัยไม่ดี ปกติถุงยางอนามัยที่มีจำหน่ายในตลาดเมืองไทย เขาก็ผลิตดี ได้มาตรฐาน ISO กันทั้งนั้น มีอายุเก็บไว้ได้นานถึง 5 ปี นับแต่วันที่ผลิตถ้าเก็บไว้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่ที่คุณภาพมันแย่ ก็มักเกิดขึ้นหลังจากผลิตออกมาแล้วทั้งสิ้น เช่น เก็บไว้แล้วโดนแสงอุลตร้าไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์(ตั้งโชว์ไว้หน้าร้าน) หรือโดนแสงนีออนนานๆ ความร้อน ความชื้น โอโซน ความเค็มของอากาศชายทะเล ล้วนเป็นเหตุให้ถุงยางอนามัยเสื่อมคุณภาพก่อนหมดอายุได้ทั้งสิ้น แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือพวกที่ชอบพกถุงยางอนามัยไว้ในกระเป๋าตังนี่ซิ แค่เดือนเดียวก็หมดสภาพแล้วครับ




แล้วที่โรงงานผลิตออกมาห่วยๆ มีไม๊…ก็มีครับ แต่ก็น้อยยยยมากกกกก เช่น ความหนาของผิวยางไม่สม่ำเสมอ มีฟองอากาศ เป็นรอยพับย่น มีเศษวัสดุแปลกปลอม รอยตำหนิเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของการแตกของถุงยางอนามัยได้เช่นกัน







สารฆ่าเชื้ออสุจิ

ในสมัยปัจจุบันมีหลายบริษัทได้เพิ่มสารฆ่าตัวอสุจิเคลือบถุงไว้ด้วย ด้วยหวังว่าถ้าเกิดเผื่อถุงยางแตก หรือรั่วก็ยังพอมียาตัวนี้ช่วยฆ่าเชื้ออสุจิด้วย แม้ไม่มากนักก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย สารที่ใช้มีหลายประเภท แต่ที่นิยมกันมากเป็นสารประเภท surfactant หรือ surfactant active เป็นสารเคมีในกลุ่ม detergent สารเคมีประเภทนี้ฆ่าตัวอสุจิโดยการจู่โจมเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของตัวอสุจิชำรุด เกิดการรั่วไหลของส่วนประกอบภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ตาย ตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุด(หรือเกือบทั้งหมด) ได้แก่ สาร nonoxynol-9 มีชื่อทางเคมีว่า nonylphenoxyl-polyethoxye-thanol (ต่อมาก็มีการพัฒนามาใช้ nonoxynol-11้ ) ต่อมาพบว่าสารนี้สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรคได้ รวมทั้งเชื้อเอดส์ด้วย ได้มีการทดลองในหลอดทดลอง โดยเอาเชื้อเอดส์ และเซลล์ที่ติดเชื้อเอดส์มาผสมกับตัวยาnonoxynol-9 ผลปรากฏว่า เชื้อตายหมดภายในไม่กี่วินาที







ชนิดของถุงยาอนามัย
ถุงยางอนามัยแบ่งชนิดตามลักษณะผิว เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดผิวเรียบ และชนิดผิวไม่เรียบ
การเลือกซื้อควรสังเกตดู ว่าเป็นชนิดที่ตรงกับความต้องการของตนเองหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้ซื้อควรสังเกตข้อความอื่น ๆ ว่าครบถ้วน และตรงกับความต้องการหรือไม่ เช่น ชื่อผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า รุ่นที่ผลิต เดือนปีที่ผลิต มีสารหล่อลื่น หรือสารฆ่าเชื้ออสุจิ มีสารแต่งกลิ่นหรือไม่ ฯลฯ




ประเภทของถุงยาอนามัย
ุ ถุงยางอนามัยแบ่งประเภทตามขนาดความกว้าง ( ครึ่งหนึ่งของเส้นรอบวงของถุงยางนามัย ) เป็น 13 ขนาด คือ 44 , 45 , 46 , 47 , 48 , 49 ,50 , 51 ,52 , 53 , 54 , 55 และ 56 มิลลิเมตร (มม.)
ขนาดที่มีจำหน่ายในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นขนาด 49 มม. 50 มม. และ 52 มม.






จากการสำรวจพบว่าปกติชายไทยจะใช้ถุงยางอนามัยขนาด 49 มม. หากเป็นชายไทยรุ่นใหม่ ขนาด 52 มม.จะเหมาะสมกว่า การเลือกซื้อคงจะต้องซื้อในขนาดที่เคยใช้สวมใส่มาแล้ว หากมีขนาดใหญ่เกินไปจะหลวมและหลุดง่าย หากเล็กไปจะฉีกขาดได้ง่าย ซึ่งจะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่อยากใช้และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อถุงยางอนามัย




การเลือกซื้อถุงยางอนามัยมีประเด็นที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้

อ่านฉลากก่อนซื้อ จะทำให้ทราบว่า ถุงยางอนามัยดังกล่าว ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้วหรือไม่ หมดอายุการใช้งานหรือยัง มีความเหมาะสม ตรงกับความต้องการหรือไม่ ข้อความสำคัญที่ควรพิจารณาจากฉลากได้แก่ เครื่องหมาย อย.
เป็นการแสดงว่าถุงยางอนามัยดังกล่าวได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้วหรือยัง โดยสังเกตข้อความที่แสดง ตามตัวอย่างด้านล่าง ใบอนุญาตเครื่องมือแพทย์ที่ อย. ผ. ../ปี พ.ศ. ในกรณีที่เป็นการผลิตในประเทศ หรือ อย. น…/ปี พ.ศ. ในกรณีที่เป็นการนำเข้า ฯ





เครื่องหมาย อย. ทื่แสดงบนภาชนะบรรจุ วันหมดอายุ การกำหนดวันหมดอายุของถุงยางอนามัย ผู้ผลิตจะเป็นผู้กำหนดเองตามความเหมาะสมผู้ซื้อสามารถสังเกตว่าถุงยางอนามัยหมดอายุหรือไม่ โดยการสังเกตคำว่า "หมดอายุ" หรือ "ต้องใช้ก่อน" ซึ่งจะแสดง เดือน และ ปี ที่หมดอายุไว้ทั้งบนฟอยล์บรรจุหนึ่งชิ้นและบนซองหรือกล่องย่อย ดังตัวอย่างข้อความที่มีการแสดงต้องใช้ก่อน 6/2542" เป็นการแสดงวันหมดอายุโดยใช้คำที่เข้าใจง่าย และตรงไปตรงมา ซึ่งหมายความว่าถุงยางอนามัยดังกล่าวจะหมดอายุ หรือไม่ควรใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนมิถุนายน 2542 เป็นต้นไป
หมดอายุ 6/2542" การแสดงข้อความโดยใช้คำว่าหมดอายุ เมื่ออ่านผ่าน ๆ แล้ว อาจไม่มีข้อสงสัยอะไร แต่จะพบว่ามีความเข้าใจเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก มีความเข้าใจว่าเดือนมิถุนายน 2542 ถุงยางอนามัยยังสามารถใช้ได้ และจะหมดอายุตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 กลุ่มที่ 2 เข้าใจว่าถุงยางอนามัยดังกล่าว หมดอายุตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2542





จากคำนิยามคำว่า "วันหมดอายุ" หมายความถึง วันกำหนดที่แจ้งบนฉลากสำหรับการผลิตแต่ละครั้ง ซึ่งแสดงว่าในช่วงระยะเวลาก่อนวันนั้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังคงมีคุณภาพมาตรฐานตามข้อกำหนด วันเวลาดังกล่าว ได้จากการรวมอายุของผลิตภัณฑ์ต่อจากวันที่ผลิตแต่ละครั้ง วันสิ้นอายุแจ้งเป็น เดือน ปี ท่านั้น หมายความว่า ลิตภัณฑ์ยังคงมีคุณภาพตามข้อกำหนดจนถึงวันสุดท้าย ของเดือนนั้น งนั้นในกรณีที่มีการแสดงข้อความว่า "หมดอายุ 6/2542" ความหมายที่ถูกต้อง คือ ถุงยางอนามัยดังกล่าวมีอายุการใช้งานจนวันที่ 30 เดือนมิถุนายน 542 หรือไม่ควรใช้ถุงยางอนามัยดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 เดือนกรกฎาคม 2542 เป็นต้นไป





การเก็บรักษา
ถุงยางอนามัยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ ซึ่งจะเสื่อมสภาพได้ด้วยตัวของมันเอง เมื่อระยะเวลาผ่านไป แต่จะเสื่อมสภาพได้มากขึ้นหากมีการเก็บรักษาอย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพก่อนถึงระยะเวลาที่กำหนด จึงควรมีวิธีการเก็บรักษาอย่างถูกต้อง ดังนี้





> ไม่ควรเก็บรักษาในที่มีความชื้นสูง ในที่ร้อนหรือสัมผัสโดยตรงกับแสงแดดหรือแสงฟลูออเรสเซนต์
> ไม่ควรเก็บถุงยางอนามัยไว้ในช่องเก็บของในรถยนต์เนื่องจากมีโอกาสได้รับความร้อนสูงเป็นระยะเวลานาน
> ไม่ควรเก็บในลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น ในกระเป๋าสตางค์ หรือกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพราะจะมีการกดทับ ทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดได้ง่าย






ชนิดของถุงยางอนามัย

*Fiared หมายถึง ถุงยางอนามัยที่มีขนาดพิเศษสำหรับอวัยวะเพศที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่
*Contoured เป็นถุงยางที่มีด้านปลายเรียวเล็กเพื่อเพิ่มความรู้สึกสัมผัสให้กับส่วนหัวขององคชาต
*Extra Thih คือ ถุงยางที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับองคชาตที่ต้องการความรู้สึกสัมผัสแนบชิดกว่าปกติ อาจมีทั้งที่ทำจากโพลียูเรเทนด้วย
*Snugger Fitting ทำขึ้นโดยเฉพาะสำหรับชายที่มีองคชาตขนาดค่อนข้างเรียวเล็ก
*Extra Wide สำหรับชายที่มีองคชาตอ้วนล่ำ
*Ribbed or Dotted คือถุงยางอนามัยที่มีผิวหยาบ หรือเป็นปุ่ม ซึ่งเชื่อกันว่าจะมีความพิเศษตรงที่ปลุกเร้าอารมณ์ฝ่ายหญิง
*Non-Spermicide Lubricant ควรใช้เมื่อฝ่ายหญิงแพ้น้ำยาพ่นหรือเคลือบที่เจาะจงฆ่าเชื้ออสุจิ
*Polyurethane ใช้เพื่อเพิ่มความรู้สึกสัมผัส และคุณสามารถเลือกใช้สารหล่อลื่นตามที่คุณต้องการได้ และเหมาะสมที่จะใช้กับผู้ที่แพ้ยาง (ถูกยางแล้วคัน)
*Coloured เพื่อเพิ่มความสนุกด้วยสีที่หลากหลาย
*Fiavoured สำหรับผู้ที่มีรสนิยมทางด้านออรัลเซ็กซ์และต้องการรสชาติที่เปลี่ยนแปลง
*TeatIess เป็นแบบที่ไม่มีจุกส่วนปลายถุง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับการสัมผัสกันอย่างแท้จริง
*NoveIty เป็นถุงยางเรืองแสงในที่มืด ช่วยเพิ่มความสนุกสนานในเกมรักให้มากขึ้น







เคล็ดลับในการใช้ถุงยาง

**ตรวจดูวันหมดอายุของถุงยางที่คุณซื้อมา การแกะซองเพื่อนำมาใช้ควรใช้ความระมัดระวัง อย่าใช้ของแข็งที่มีปลายแหลมคมแทงทะลุซอง อาจจะทำให้ถุงยางทะลุรั่วเป็นรู และอย่าใช้ถุงยางนั้นหากซองที่ใช้บรรจุมีรอยแตกมาก่อนคุณเปิด
**ฝ่ายหญิงควรเป็นฝ่ายสวมใส่ถุงยางให้เขาเป็นเกมชนิดหนึ่งที่เพิ่มความสนุกในการใช้ถุงยางเพื่อร่วมรัก
**บีบส่วนปลายถุงยางก่อนสวมเพื่อไล่อากาศออกไปก่อนจะทำให้การสวมใส่กระชับดียิ่งขึ้น การสวมควรสวมจากส่วนปลายแล้ค่อยม้วนถอยไปยังส่วนโคน
**หลังจากทีหลั่งน้ำรักออกมาแล้ว ต้องรวบโคนถุงยางให้ดีก่อนถอนอวัยวะออกไปเพื่อป้องกันการหกหยด และอย่าสอดใส่กันและกันอยู่จนกระทั่งอวัยวะเพศของฝ่ายชายอ่อนตัว
**ก่อนทิ้งถุงยางอนามัยควรห่อด้วยกระดาษชำระให้มิดชิด








คำคมวันนี้

กอดมาก จูบมาก...ไม่ได้หมายความว่า "รักมาก" เสมอไป







ที่มา

พีรยุ ดีประเสริฐ

Youtube.com






















Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2552 0:21:25 น. 8 comments
Counter : 15253 Pageviews.

 
ขอส่งความสุข ให้ถึงบ้าน กับ คุกกี้วาเลนไทม์หวานๆนะคะ






โดย: praewa cute วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:1:41:00 น.  

 
เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่ากรรมวิธีเป็นงี้นี่เอง


โดย: ถั่วงอกน้อยค่ะ วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:7:34:14 น.  

 
ถูกต้อง

ที่บ้านผลิตถุงยางทุกวัน อีกไม่กี่วันต้องหยุดผลิตแล้ว เพราะว่าต้นยางผลัดใบ เป็นฤดูพักร้อนของต้นยาง

เสียงเค้าว่ากันพรรณนั้น จ๊ะ


โดย: บ้าได้ถ้วย วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:9:59:54 น.  

 
เรื่องน่ารู้จริงๆๆ

ขอบคุณค่ะ


โดย: ลั้นลา~ร่าเริง วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:16:28:47 น.  

 
ดีๆๆ


โดย: seed IP: 180.183.97.50 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2552 เวลา:15:30:44 น.  

 
ถุงยางดียังไง ไม่เห็นรู้


โดย: 15 IP: 125.26.167.127 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2552 เวลา:18:19:38 น.  

 
รักใคร ใส่ถุง


โดย: คนชอบ Sex IP: 101.51.142.133 วันที่: 18 พฤษภาคม 2554 เวลา:12:45:07 น.  

 
ควรจะเข้าใจกันซะทีว่าถุงยางอนามัยคืออะไร จะได้ไม่มี Teenmom เต็มประเทศ


โดย: คุณยาย IP: 101.108.206.62 วันที่: 16 มกราคม 2557 เวลา:22:18:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นอกลู่นอกทาง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]








ภาพถ่ายดาวเทียมด้านอุตุนิยมวิทยา
ภาพสดๆจากที่ต่างๆทั่วมุมโลก
Ban Na Song BKK, Thailand
Karon Beach , Phuket , Thailand
Federal Highway, Angkasapuri ,Pantai Valley , Malaysia
Delta Estate , Singapore
Malate ,Manila , Philippines
Bandar Seri Begawan , Brunei
Guangxi Guilin, China
달빛무지개분수(Banpo Bridge Fountain )Sin’gilsa-dong , Seoul , South Korea
Hong Kong skyline from Admiralty, China
Shiomidai , Kanagawa , Japan
Cable Beach, Broome, Western Australia, Australia
Keahua Hawaii , USA
Sacramento California, USA
Washington D.C., USA
Manhattan , New York , USA
McCulloch Kelowna, Canada
Niagara Falls , Ontario , Canada
Panama Canal , Bella Vista , Panama
Santiago de Chile , Región Metropolitana , Chile
Fairbanks, Alaska Forecast Arctic
Mar del Plata Buenos Aires , Argentina
Tasiilaq , Østgrønland , Greenland
London Skyline from the Sheraton Park Tower , Knightsbridge , United Kingdom
Trafalgar Square , London , United Kingdom
Eiffel Tower Paris, France
Harstad Nordland , Norway
Halsum , Svalbarð , Iceland
Amsterdam , Netherlands
Vatican City State, Saint Peter's Basilica Borgo , Italy
Berlin, Germany
Чебоксарский залив, Yakimovo, Chuvashia , Russia
Udaipur Lake Pichola , Rājasthān , India
Mount Everest , Junbesi , Sagarmāthā , Nepal
Cape Town Sanddrift, South Africa
Orpen , Richmond , South Africa
Abū Hayl Dubai , United Arab Emirates
Kairo, Egypt
Medhufushi, Maldives
Mawson station Antarctica

Profile Visitor Map - Click to view visits
หนังทุกเรื่องหรือเพลงทุกเพลงในบล็อกนี้ เป็นเจ้าของ ของลิขสิทธินั้นๆตามเจ้าของเดิม นำมาเพื่อแบ่งปันชมกันในหมู่เพื่อนพ้อง ชาวบล็อกแก้งค์เท่านั้นครับ....
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ 2539 หากผู้ใดคิดจะ ลอกเลียน หรือนำส่วนใดส่วนหนื่ง ของข้อความใน Blog แห่งนี้ไปเผยแพร่ ให้นำไปได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาต จขบ. แต่ต้องคัดลอกแจกจ่ายให้ครบ 50 ก็อปปี้ ไม่เช่นนั้น จะมีอันเป็นไป ต่างๆนานา ถึงขั้นชีวิตตกอับ อิอิ หากแต่ว่า..นำชื่อ จขบ. ไปใช้ในทางเสียหายหรือประจาน จะถูกดำเนินคดี ตามที่ กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด นะจ๊ะ
Friends' blogs
[Add นอกลู่นอกทาง's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.