Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2551
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
18 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 

พจมาน สว่างวงศ์...แห่ง บ้านทรายทอง
















"

"บ้านทรายทอง" เป็นเรื่องราวของ "พจมาน" เด็กสาวผู้มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีและชาติกำเนิดของตน แม้จะเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาก็ตาม เธอจำเป็นต้องจากบ้านสวนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนหนังสือต่อ ตามความประสงค์ของบิดาที่เขียนสั่งไว้ก่อนเสียชีวิต ให้พจมานไปอาศัยอยู่กับครอบครัวหม่อมพรรณราย ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อที่บ้านทรายทอง ในกรุงเทพฯ ที่นี่พจมานได้พบกับ "หม่อมป้า" และ ญาติ ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ที่เธอไม่คุ้นเคยมาก่อน เธอได้รับการดูถูกเหยียดหยามต่าง ๆ นานา พวกเขามิได้เห็นเธอเป็นญาติ หากปฏิบัติต่อเธออย่างผู้อาศัยที่ต่ำต้อย ไร้เกียรติ...แต่ในที่สุดความดีงามพจมานก็ชนะใจ "คุณชายกลาง" ญาติผู้พี่ และทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกันในที่สุด...




บ้านทรายทอง เดิมเป็นของเจ้าพระยาราชพิพิธ ต้นตระกูลพินิตนันท์ของเรา ท่านมีลูกชายสามคน คนแรกได้เป็นพระยาราชาพิพิธแทนคุณทวด คนรองก็คือคุณปู่สุรพลของลูก คุณปู่ทวดของลูกสิ้นบุญไปก่อนคุณย่าทวด แต่ถึงกระนั้นคุณย่าทวดก็ไม่ลืมที่จะสั่งเสียไว้ก่อนที่ท่านจะสิ้นว่ายังไงบ้านทรายทองก็จะต้องตกเป็นของคุณปู่สุรพล ตั้งแต่พ่อจำความได้คุณปู่บ่นให้พ่อฟังเสมอว่า พินิตนันท์ถูกใส่ร้ายและตัดสิทธิ์จากกองมรดก




ด้วยเหตุผลเพราะนำความอัปยศมาสู่ต้นตระกูล คุณปู่ของลูกไม่ได้รับความยุติธรรม และความไม่ยุติธรรมนั้นก็ตกทอดมาถึงรุ่นพ่อ พจมานลูกรักตลอดชีวิตของพ่อ พ่อเสียดายอย่างเดียวที่ลูกมำได้เกิดมาเป็นชาย แต่พ่อก็เชื่อมั่นในจิตใจที่หนักแน่นของลูกที่จะกลับไปพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า คุณปู่สุรพลของลูกเป็นผู้บริสุทธิ์และสมควรที่จะเป็นผู้ดูแลและครอบครองบ้านทรายทองของบรรพบุรุษโดยแท้…"





อ่านแล้วผมก็ยังงงว่ามีลูกชายสามคน พูดถึงคนแรก คนที่สอง แล้วลืมคนที่สาม งงจริงๆ เอาง่ายๆแบบนี้ดีกว่า เราถือว่ามีลูกชายสองคน แต่เกิดเรื่องชิงรักหักสวาทกัน ก็คือพี่ชายคนโตซึ่งเป็น “พระยาราชาพิพิธ” กับ “สุรพล” ซึ่งเป็นน้องของพระยาราชาพิพิธ คุณสุรพลรักใคร่ชอบพอนางเอกละครที่ชื่อ “หุ่น” …แต่พระยาราชาพิพิธ แย่งคนรักของน้องไป คุณสุรพลจึงหนีไปต่างจังหวัดแล้วไปแต่งงานกับย่าของพจมาน มีบุตรด้วยกันหนึ่งคนคือคุณพระดุลย์ธรรมพินิต หรือคุณพนา พ่อของพจมาน คุณพนาก็แต่งงานกับแม่ของพจมาน มีลูกด้วยกันสามคน คือ พจมาน,พจนา,พจนีย์ พระยาราชพิพิธ ก็ไปแต่งกับคุณแข แม่ของพรรณราย กับแพรวพรรณ ฝ่ายหม่อมพรรณราย ก็ไปแต่งงานกับเชื้อเจ้าสกุล สว่างวงศ์ มีลูกด้วยกันสี่คนคือ ม.ร.ว.หญิงภาระดีสว่างวัฒน์ หรือหญิงใหญ่ ,ม.ร.ว.ภราดาพัฒน์ระพี หรือชายกลาง,ม.ร.ว.หญิง ภาวิณีจรัสเรือง หรือหญิงเล็ก กับ ม.ร.ว.นุทัตสวัสดี หรือชายน้อย เฮ้อ…เหนื่อย เพื่อความเข้าใจง่ายๆเรามาดูแผนภูมิประกอบด้านหลังนะครับ





ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบดีนะครับว่า พจมาน พินิตนันท์ มาที่บ้านทรายทอง เพราะคุณพนา ถึงแก่ความตาย และต้องการเรียนให้จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ตามที่คุณพนามุ่งหวัง แต่เงินไม่มีจึงต้องมาพึ่งใบบุญหม่อมพรรณราย ที่บ้านทรายทองให้ช่วยออกค่าเทอม ค่าอาหารการกิน จนกระทั่งเรียนจบ โดยที่พจมานเองรู้ว่าบ้านทรายทองเป็นของตระกูลพินิตนันท์ แต่ไม่อยากแสดงความเป็นเจ้าของจนกว่าจะเหลืออดจริงๆ จึงจะแพลมๆบ้างบางครั้งบางคราว แต่หม่อมพรรณรายรู้อยู่เต็มอกว่าบ้านทรายทองควรจะเป็นของใคร จึงต้องหาทางกีดกันพจมานสุดฤทธิ์สุดเดช โดยที่ลูกๆไม่รู้ความจริงคืออะไร เว้นแต่ชายกลางกับหญิงใหญ่ซึ่งมารู้ในภายหลัง



แต่ในที่สุด ความจริงก็เปิดเผยว่าพระยาราชาพิพิธเอาบ้านทรายทองมาเป็นของตัว ไม่ยอมยกให้คุณปู่สุรพลของพจมาน ทั้งๆที่ก่อนตายคุณแม่ของพระยาราชาพิพิธ ได้บอกว่า “ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ทั้งหมดให้พระยาราชาพิพิธ เว้นแต่บ้านทรายทอง ให้สุรพล” แต่พระยาราชาพิพิธเป็นคนหยาบอยากได้อะไรต้องได้ อยากได้แฟนของน้องซึ่งก็คือนางหุ่น ก็แย่งเอา แล้วก็ใส่ร้ายป้ายสีว่าสุรพลเป็นคนไม่ดี ต้องถูกตัดจากกองมรดก แล้วก็เข้าครอบครองบ้านทรายทอง





เอาละ ทีนี้พอพระยาราชาพิพิธใกล้จะตาย ความจริงก็เปิดเผยมาทีละน้อย จนหญิงใหญ่เริ่มรู้ว่าบ้านทรายทองต้องเป็นของพจมาน และตาของตัวเองโกงของน้องมา หญิงใหญ่ก็เริ่มเข้าใจในตัวพจมาน และเข้าใจว่ามารดาของตัวเองปกปิดความจริงมาโดยตลอด เมื่อถูกบังคับให้พูดหญิงใหญ่ก็เลยใส่ทั้งน้อง ทั้งแม่ จนคนทั่วประเทศรู้กันทั่วว่าพระยาราชาพิพิธโกงปู่สุรพลของพจมาน จนทำให้บ้านทรายทองมีอาถรรพ์หาความสงบสุขไม่ได้ เพราะแพรวพรรณกับพรรณรายก็ไม่ใช่จะญาติดีกันเท่าไรต่างคอยจ้องจะเอาส่วนแบ่งกันอยู่



มาถึงหญิงใหญ่กับหญิงเล็กอีก เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมา หญิงใหญ่เองเมื่อถูกขัดใจก็จะมีอาการร้องกรี๊ด.กรี๊ด แบบจิ้งหรีด อาการนี้ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่าฮิสทีเรีย (โรคนี้ไม่ใช่โรคบ้าผู้ชายอย่างที่เข้าใจกัน) ส่วนหญิงเล็กนั้นค่อนข้างเว่อร์ ชอบแต่งตัวกรีดกราย ทำตัวเหมือนหม่อมพรรณรายผู้เป็นแม่ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ดีเพียงภายนอก แต่จิตใจภายในเป็นไพร่ ชายน้อยก็เป็นคนพิการปากเบี้ยว แต่จิตใจดี มีก็แต่ชายกลางเท่านั้นที่รูปหล่อด้วย ใจดีด้วย พูดก็พูดเหอะ หากไม่มีชายกลางใช้ความมีคุณธรรมเป็นตัวตัดสิน ผมยืนยันได้เลยว่า บ้านทรายทองไม่ได้ตกเป็นของ “พินิจนันท์”แน่ ทำไมหรือครับ



เรามาดูข้อกฎหมายเรื่องมรดกกันดีกว่า เรื่องบ้านทรายทองนี้ไม่มีการทำพินัยกรรมก็ต้องมาว่ากันในเรื่องการแบ่งมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม อ้อ เพื่อความเข้าใจอันดี พินัยกรรมมีอยู่ ๕ แบบ นะครับ

๑.พินัยกรรมแบบเขียนเองด้วยลายมือตัวเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมเองแล้วลงลายมือชื่อของเจ้ามรดกไว้

๒.แบบให้คนอื่นเขียนหรือทำให้ แต่เจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน และพยานสองคนนั้นต้องลงชื่อรับรองลายมือชื่อของเจ้ามรดกในพินัยกรรมด้วย

๓.แบบเอกสารฝ่ายเมือง พูดกันง่ายๆคือให้อำเภอทำให้





๔.แบบเอกสารลับ แบบนี้ก็ยุ่งยากหน่อย คือเมื่อทำเป็นรูปพินัยกรรมแบบใดแบหนึ่งข้างต้นแล้ว ก็ใส่ซองปิดซองแล้วเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมต้องเซ็นชื่อคาบซอง แล้วต้องเอาไปอำเภอและมีพยานสองคน ให้ถ้อยคำ และถ้าพินัยกรรมนั้นคนอื่นทำให้ต้องบอกด้วยว่าคนทำเป็นใครอยู่ที่ไหน อำเภอเขาจะบันทึกการให้ถ้อยคำไว้บนซอง แล้วให้พยานลงชื่อ,นายอำเภอลงชื่อ แล้วประทับตรา เห็นแมะ…บอกแล้วว่ามันยุ่ง แหะๆ…อาจมีคนสงสัยว่าถ้าเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมแกเป็นใบ้ล่ะ จะทำยังไง ก็ไม่เห็นยุ่งยากหากแกเขียนหนังสือได้ก็ให้เขียนเองไว้บนซอง พูดไม่ได้แต่เขียนได้ มีอะไรหรือเปล่า…เฮอะๆ




๕.แบบสุดท้าย ทำด้วยวาจา เอ๊ะ..ๆ..ไหนอัยการว่าเรื่องบ้านทรายทองไม่มีการทำพินัยกรรม ถ้างั้นการที่เจ้ามรดกกำลังพะงาบๆอยู่ บอกว่าบ้านทรายทองให้สุรพล ทรัพย์สินอื่นให้พระยาราชาพิพิธ ไม่ใช้พินัยกรรมด้วยวาจาหรอกหรือ เดี๋ยวครับ ใจเย็นๆ การทำพินัยกรรมด้วยวาจานั้นจะต้องได้ความว่า ต้องมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำพินัยกรรมตามแบบที่ว่าข้างต้นได้ เช่นตกอยู่ในอันตรายใกล้ตาย หรือเวลามีโรค หรือสงคราม



แต่ในเรื่องบ้านทรายทองไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นนี่ครับ แบบสุดท้ายนี่นะครับ เจ้ามรดกต้องแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมต่อหน้าพยานสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัน และพยานสองคนนั้นจะต้องไปแสดงตัวต่อนายอำเภอโดยด่วน และแจ้งให้นายอำเภอทราบด้วยว่าเจ้ามรดกเขาสั่งเสียว่าอย่างไร และต้องแจ้งด้วยว่าเจ้ามรดกเขาสั่งความเมื่อวัน เดือน ปี ใดที่ไหนและพฤติการณ์พิเศษนั้นเป็นอย่างไรด้วย คงหมดสงสัยเสียทีนะครับว่าเรื่องบ้านทรายทองไม่มีการทำพินัยกรรม









"บ้านทรายทอง" เป็นนวนิยายอมตะ เรื่องหนึ่งของวงการวรรณกรรมไทย
เขียนโดย ก.สุรางคนางค์ (กัณหา เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2529) นักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียง
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารรายปักษ์ชื่อ "ปิยมิตร" ประมาณปี พ.ศ. 2493




ระหว่างที่นวนิยายเรื่องนี้กำลังตีพิมพ์ในหนังสือ ยังไม่จบดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล (เสด็จพระองค์ชายใหญ่) เจ้าของคณะละคร "อัศวินการละคร" ทรงเล็งเห็น "ความแรง" ของนวนิยายเรื่องนี้จึงทรงนำไปสร้างเป็นละครเวที เปิดการแสดงที่ศาลาเฉลิมไทย ตรงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ หัวมุมถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งปัจจุบันนี้ถูกรื้อไปแล้ว



หลังจากนั้นก็ได้มีผู้จัดอีกหลายคน ต่างยุคต่างสมัยนำ "บ้านทรายทอง" มาสร้างเป็นละครทีวี บ้าง ภาพยนตร์บ้าง หลายต่อหลายครั้ง แต่ละครั้งได้รับการต้อนรับจากผู้ชมเป็นอย่างดีเรื่อยมา แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง โดยเฉพาะตัวนางเอกของเรื่องคือ "พจมาน" ซึ่งเป็นการคาดหวังของผู้ชมอย่างมากว่า จะต้องตรงตามจินตนาการของผู้อ่านและผู้ชม แต่ในที่สุดก็จบลงด้วยคะแนนนิยมอันท่วมท้นเช่นเคย



ดาราผู้แสดงเป็น "พจมาน พินิตนันทน์" นางเอกของบ้านทรายทองคนแรกนั้นคือ คุณสวลี ผกาพันธุ์ เป็นละครเวทีดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ต่อมาเมื่อ ก.สุรางคนางค์ แต่งเรื่อง "พจมาน สว่างวงศ์" ซึ่งเป็นภาค 2 ต่อจากบ้านทรายทอง (ภาคแรก ที่จบลงตรงที่ คุณชายกลางแต่งงานกับพจมาน) จึงได้มีการนำภาค 2 มาทำเป็นละครทีวีซึ่งตอนนั้นเป็นยุคแรก ๆ ของไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม ที่ยังออกอากาศเป็นขาว-ดำ นางเอกซึ่งรับบทเป็น "พจมาน สว่างวงศ์" ครั้งนั้นคือ คุณพจนีย์ โปร่งมณี




จากนั้นก็ว่างเว้นไปนานพอสมควร จนความนิยมในละครเวทีเริ่มซาลง คุณสวลีก็หันไปโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมารับบท "พจมาน" อีกครั้งในละครทีวี บ้านทรายทอง ซึ่งรวมเรื่องราวจากภาคหนึ่งและสองเข้าไว้เป็นเรื่องเดียว และหลังจากนั้นการสร้างหนังหรือละครเรื่องบ้านทรายทองก็จะเป็นการรวมสองภาคเป็นเรื่องเดียวกันมาตลอด



นางเอก "บ้านทรายทอง" คนต่อจากนั้นมาก็จะเป็น เรวดี ศิริวิไล สร้างเป็นหนัง 16 มม. ตามด้วย อรัญญา นามวงศ์ อดีตรองนางสาวไทยปี 2508 เป็นละครทางช่อง 4 บางขุนพรหมอีกครั้ง ถัดมาเป็น ศันสนีย์ สมานวรวงศ์ นางเอกเขี้ยวเสน่ห์ ทำเป็นละครทางช่องไทยทีวีสีช่อง 9 และมาเป็นภาพยนตร์อีกครั้งโดยศรีบุญเรืองฟิล์ม แต่สร้างเป็น 35 มม. ผู้รับบทพจมานคือ จารุณี สุขสวัสดิ์



ว่างเว้นไปอีกช่วงหนึ่ง ช่อง 7 สี โดยดาราวีดีโอก็ได้วางตัวพจมานลงจอ โดยมอบหมายให้ มนฤดี ยมาภัย นางเอกหน้าหวานรับบทนี้ จนกระทั่งมาถึงเวอร์ชั่นล่าสุดของไก่-วรายุฑ ได้มอบหมายให้ รินลณี ศรีเพ็ญ รับบทเป็นพจมาน เป็นละครยอดฮิตของช่อง 3 ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปหลายกระแส บ้างชื่นชอบว่าสะใจดี และ บ้างก็โจมตีว่าเป็นพจมานที่ออกจะเก่งกร้าวกว่าในนวนิยาย...









ละครและภาพยนตร์

1.พ.ศ. 2494 - ละครเวที ศาลาเฉลิมไทย อำนวยการสร้างโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล นำแสดงโดย สวลี ผกาพันธุ์, ฉลอง สิมะเสถียร, กำจาย รัตนดิลก, กัณฑรีย์ นาคประภา

2.ไม่ทราบปี - ละครโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม นำแสดงโดย พจนีย์ โปร่งมณี

3.ไม่ทราบปี - ละครโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม (ภาคสองต่อจากละครเวที) นำแสดงโดย สวลี ผกาพันธุ์, ฉลอง สิมะเสถียร, มนัส บุญเกียรติ, กัณฑรีย์ นาคประภา





4.ไม่ทราบปี - ภาพยนตร์ฟิล์ม 16 มม. นำแสดงโดย เรวดี ศิริวิไล

5.ไม่ทราบปี - ละครโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม นำแสดงโดย อรัญญา นามวงศ์, ฉลอง สิมะเสถียร

6.พ.ศ. 2520 - ละครโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. นำแสดงโดย ศันสนีย์ สมานวรวงศ์, สมภพ เบญจาธิกุล





7.พ.ศ. 2522-2523 - ภาพยนตร์ฟิล์ม 35 มม. โดยศรีบุญเรืองฟิล์ม ผู้กำกับ รุจน์ รณภพ นำแสดงโดย จารุณี สุขสวัสดิ์, พอเจตน์ แก่นเพชร, ทาริกา ธิดาทิตย์, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช, ศรินทิพย์ ศิริวรรณ, สุพรรณี จิตต์เที่ยง






8.พ.ศ. 2532 - ละครโทรทัศน์ ช่อง 7 สี นำแสดงโดย มนฤดี ยมาภัย, ศรัณยู วงษ์กระจ่าง





9.พ.ศ. 2542-2543 - ละครเวที โรงละครกรุงเทพ, ​โรงละครกาด​เธีย​เตอร์ เชียง​ใหม่, ศูนย์ประชุมกาญจนาภิ​เษก ขอนแก่น ใช้ชื่อว่า "อลหม่านหลังบ้านทรายทอง" นำแสดงโดย จารุณี สุขสวัสดิ์ (ไม่ได้เป็นพจมาน), อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ, พรชิตา ณ สงขลา, นาเดีย นิมิตรวานิช





10.พ.ศ. 2543 - ละครโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 นำแสดงโดย รินลณี ศรีเพ็ญ, ศรราม เทพพิทักษ์

11.พ.ศ. 2548 - ละครเวที Bangkok theatre อีจีวี ​เม​โทร​โปลิส ​เวิลด์​เทรด​ เซ็น​เตอร์ ใช้ชื่อว่า "อลหม่านหลังบ้านทรายทอง" นำ​แสดง​โดย เข็มอัปสร สิริสุขะ, นาเดีย นิมิตรวานิช (พจมานสองคน), เซกิ โอเซกิ





มาถึงตรงนี้เราก็คงต้องไปคุยกับผู้ที่เคยรับบทเป็น "พจมาน สว่างวงศ์" กันว่า ในแต่ละยุคที่เธอแสดงบ้านทรายทองนั้น มีความประทับใจอย่างไรบ้าง








สวลี ผกาพันธุ์
รับบท "พจมาน" คนแรก

ในช่วงปี 2494 คุณสวลีเป็นนางเอกประจำคณะอัศวินการละคร มีงานแสดงละครเวทีอยู่ที่ศาลาเฉลิมไทย เป็นช่วงที่นวนิยายบ้านทรายทองกำลังดังมาก มีคอละครเขียนจดหมายมาขอให้อัศวินการละคร นำบ้านทรายทองมาแสดงเป็นละครเวที ทางคณะฯ จึงมอบหมายให้เธอแสดงเป็น พจมาน ส่วนพระเอกคือ คุณชายกลาง ผู้แสดงคือ คุณฉลอง สิมะเสถียร และตัวละครเด่น ๆ เช่น หม่อมพรรณราย รับบทโดย คุณกำจาย รัตนดิลก คุณหญิงเล็ก รับบทโดย คุณกัณฑรีย์ นาคประภา เป็นต้น ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับอย่างชื่นใจจากแฟนละคร



เมื่อโทรทัศน์เข้ามาเมืองไทย คุณสวลีก็เข้ามาเป็นผู้จัดละครทีวี และนำนวนิยายเรื่องบ้านทรายทอง กับ พจมาน สว่างวงศ์ มารวบเป็นเรื่องเดียวกัน แสดงทางช่อง 4 เพียง 2 คืนจบ และเธอก็รับบทนางเอกอีกครั้ง ตัวแสดงส่วนใหญ่ใช้ชุดเดิมสมัยเป็นละครเวที แต่จะเปลี่ยนตัวหม่อมพรรณรายเป็น คุณมนัส บุญเกียรติ

คุณสวลียังจดจำบรรยากาศของการแสดงบ้านทรายทองในครั้งนั้นเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เป็นความทรงจำที่เธอประทับใจไม่เคยลืมเลือน
"เรียกว่าประทับใจทุกตอน เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เด็กผู้หญิงทุกคนควรจะอ่าน ทุกยุค ทุกสมัย ตั้งแต่เริ่มเป็นสาวมาเลย มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความนับถือตัวเอง ความมั่นใจในตัวเอง ความรัก ความกตัญญู รักในเกียรติของความเป็นลูกผู้หญิง และรักในเกียรติของตระกูล มีครบทุกรส และก็เป็นตัวอย่างที่ดี เนื้อเรื่องมีความร่วมสมัยตลอดกาล ไม่ใช่เรื่องน้ำเน่า ที่เนื้อหาว่าด้วย คุณหญิง คุณชาย เพราะในสมัยก่อนนั้น ก็มีเชื้อพระวงศ์เหล่านี้อยู่เยอะจริง ๆ แล้วสมัยนี้เราก็ยังเห็นเชื้อพระวงศ์ที่เป็นอธิบดีกันอยู่



...ฉากที่ใช้ในละครเวทีสวยมาก ๆ เป็นฉากที่สร้างขึ้นเอง ไม่ได้ไปถ่ายทำที่ไหน เพราะละครเวทีคือการสร้างฉากอยู่แล้ว ตอนเล่นทีวีก็ใช้สร้างฉากในห้องส่งเช่นเดียวกัน

...เป็นที่แน่นอนว่าใครแสดงเป็นพจมาน ต้องถักเปียทุกคน เพราะเป็นบุคลิกเด่นในเรื่องอยู่แล้ว ในสมัยนั้น ใคร ๆ ก็ถักเปีย 2 ข้างกันหมด ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ในยุคนั้นยังมีสามล้อถีบอยู่เยอะ ไปไหนก็เห็นแต่ผู้หญิงถักผมเปียนั่งสามล้อ กลายมาเป็นทรงผมยอดนิยม ช่วงที่ดิฉันเล่นเป็นพจมาน เวลาไปไหนก็จะมีแต่แฟน ๆ ที่นิยม เข้ามาทักทาย จนถึงทุกวันนี้คนก็ยังจำได้อยู่..."

คุณสวลีซาบซึ้งในบทประพันธ์และตัวละครทุกตัว ไม่เพียงแต่บทของพจมาน เธอสามารถบอกถึงบุคลิกของตัวละครทุกตัวได้ถึงแก่น เพราะอ่านนวนิยายเรื่องนี้มานับครั้งไม่ถ้วน



"อย่างหม่อมพรรณราย นี่จริง ๆ แล้วเป็นผู้ดีมาก ค่อนข้างจะไว้ตัวเกินเหตุ แต่ก็ไม่ได้เป็นคนหยาบคาย หรือพจมานเขาก็ไม่ได้เย่อหยิ่งอะไรนักหนา เพียงแต่ว่าไม่ชอบให้ใครมาดูถูกพ่อเขา เป็นคนรักศักดิ์ศรี ใจจริง ๆ ที่เขาเข้าไปอยู่เนี่ย ก็เพราะตามคำบอกในจดหมายของพ่อ ซึ่งพ่อก็คิดเพียงแค่ว่า ไม่มีเงินจะให้ลูกไปอยู่โรงเรียนกินนอน เพราะว่าแพงเหลือเกิน ก็อยากจะอาศัยบ้านญาติที่ไหนสักแห่งอยู่ เพื่อไปโรงเรียนตามปกติ ไม่ได้รบกวนค่าเทอมอะไรทั้งสิ้น แต่ทีนี้คนที่รับจดหมาย คือหม่อมพรรณราย เป็นคนตีโพยตีพายเกินเหตุ เพราะรู้ความจริงมาโดยตลอด ว่าในพินัยกรรมพูดไว้ชัดเจนว่าบ้านทรายทองเป็นของพ่อพจมาน

ส่วนท่านชายกลางไม่รู้เรื่องพินัยกรรมเลย แต่เป็นคนรักความยุติธรรม แม้แต่ในฉากที่ขอความรักกัน ก็เป็นประโยคคำพูดดี ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการพูดคำว่ารักกันพร่ำเพรื่อ...
ในตอนท้ายคุณสวลีฝากข้อคิดถึงผู้จัด ที่จะนำบ้านทรายทองมาสร้างอีกในอนาคต 2 ข้อด้วยกัน



"ข้อแรกคือ อย่าไปคิดว่าต้องทำเรื่องเก่าให้เป็นสมัยนี้ ในเมื่อเราเอาเรื่องเก่ามาเล่น ก็ควรจะทำให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องเก่า เหมือนกับของสากล ที่ไม่จำเป็นจะต้องนำมาทำให้เป็นสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสื้อผ้า ทรงผม ฉาก เพราะว่าของเก่ามันเก๋ออก

ข้อที่สอง อยากให้คนทำบทอ่านเรื่องสัก 10 -20 เที่ยว แล้วค่อยเขียนบท ให้ซาบซึ้งไปกับเรื่องเสียก่อน ไม่เฉพาะแต่บ้านทรายทองนะคะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เอามาจากบทประพันธ์ ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือ การคัดเลือกตัวนักแสดง สมัยนี้ต้องถือว่ามีความหลากหลาย มีโอกาสเลือกเยอะกว่ามาก จากที่ในสมัยก่อนนั้น จะคัดเลือกตัวกันแต่ในคณะ ถ้าคณะไหนมีตัวแสดงที่ตรงกับบท ก็ถือว่าโชคดีไป..."

นอกจากเป็นนางเอกแล้วคุณสวลียังเป็นนักร้องที่ร้องเพลง "หากรู้สักนิด" ประกอบเรื่อง และเพลง "บ้านทรายทอง" ซึ่งเป็นเพลงไตเติ้ล



"เพลงหากรู้สักนิดนี่ ผู้แต่งทำนองคือ ม.ล.ประพันธ์ สนิทวงศ์ เนื้อร้อง เสด็จพระองค์ชายใหญ่ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล) ทรงนำข้อความในหน้าสุดท้ายที่ว่า...หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน หากเธอจักบอกฉัน ให้รู้สักนิด เพียงแต่กระซิบเบา ๆ ว่า 'สุดที่รัก' ฉันก็มิอาจพรากไปจากเธอได้ จิตใจของเราทั้งสองก็จะไม่สลายชอกช้ำขมขื่นไปนานครัน หากฉันรู้สักนิด...ว่าเธอรักฉัน...มาแต่งเป็นเนื้อเพลง"

ส่วนเพลง บ้านทรายทอง "...นี่คือสถาน แห่งบ้านทรายทองที่ฉันปองมาสู่..." นั้นมาแต่งภายหลัง ซึ่งคุณสวลีก็ได้ร้องอัดเป็นแผ่นเสียงไว้เช่นกัน แต่ไม่ได้อยู่ในเนื้อเรื่อง จุดประสงค์ที่แต่งขึ้นมาเพื่อประกอบเวลาขึ้นไตเติ้ล เป็นการเล่าเนื้อความตามเรื่องละคร ไม่ใช่เพลงประกอบในละคร อย่างเพลง หากฉันรู้สักนิด



แต่อย่างไรก็ตาม เพลงบ้านทรายทองก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ว่าจะสร้างเป็นหนังหรือละครครั้งใด ผู้จัดฯ ก็จะใช้เพลง ๆ นี้ขึ้นไตเติ้ล ขณะเดียวกัน เพลงหากฉันรู้สักนิดก็กลายเป็นเพลงอมตะที่ฟังไม่เบื่อไม่ว่ายุคสมัยใด









อรัญญา นามวงศ์
พจมาน...ผู้สวยสง่า

นางเอกพจมานคนต่อมา แสดงในละครโทรทัศน์ ซึ่งในขณะนั้นคุณเปี๊ยกเป็นนางเอกภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงมาก ๆ จัดเป็นนางเอกอับดับหนึ่งของวงการภาพยนตร์ยุคหนึ่งเลยก็ว่าได้
เหตุที่คุณเปี๊ยกได้มีโอกาสมาแสดงเป็นพจมานนั้น เพราะว่าเธอมีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับ คุณกัณฑรีย์ นาคประภา เจ้าของคณะละครในขณะนั้น
"ตอนนั้นได้เข้ามาแสดงหนังให้กับเสด็จพระองค์ชายใหญ่ และ คุณกัณฑรีย์ได้เห็นบทบาทการแสดงของดิฉันจึงได้ชักชวนให้มาเล่นละครเรื่องนี้ โดยที่มี คุณฉลอง สิมะเสถียร (สามีของคุณกัณฑรีย์ ) แสดงเป็นคุณชายกลาง..."



ก่อนที่จะมาเล่นละครเรื่องบ้านทรายทองนั้น คุณกัณฑรีย์ได้ขอให้เธอแสดงเรื่อง ค่าของคน ซึ่งคุณอรัญญาก็ตกลงอย่างโดยดี ปรากฏว่า ละครเรื่องนั้นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทีเดียวทางคณะละครฯ เลยไม่รอช้า รีบทำเรื่องบ้านทรายทอง โดยประกบคู่กับ คุณฉลอง สิมะเสถียร ออกอากาศที่ช่อง 4 บางขุนพรหม ต่อเลยทันที
"ละครสมัยนั้นเขาจะเล่นสดไม่มีเทป กึ่ง ๆ ละครเวที คือไม่มีโอกาสแก้ตัวนะ ออกไปแล้วผิดก็ผิด บทก็ต้องเป๊ะ เป๊ะ เลย ต้องจำบทเองไม่มีใครมาบอกบท จะมีแต่คนคอยแนะกันลืมบ้างเท่านั้น
แต่ก่อนละครเขาก็จะมีเพลงประกอบช่วยให้มีบรรยากาศ และเพลงละครก็จะเป็นเพลงที่ร้องสดไม่ใช่มา 'มิกซ์ซาวน์ด์' ใส่ จะมีเปียโนหรือดนตรี มาเล่นคลอไปกับละครที่เล่น เหมือนอย่างละครหน้าม่าน พอร้องเสร็จก็จะมีรับ



เพลงบ้านทรายทอง ตอนที่เล่นก็ต้องร้องเองค่ะ ทั้งเพลงบ้านทรายทอง และ หากรู้ซักนิด เพราะเป็นเพลงหลักของเขา แล้วตัวอาฉลองเอง เป็นนักแสดงที่ร้องเพลงได้อยู่แล้ว อาฉลองจะร้องไตเติ้ลด้วย ร้องในฉากละครด้วย..."
สำหรับบทบาท พจมานที่เธอสวมนั้น คุณอรัญญาบอกว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามนวนิยาย ตัวเอกจะมีคาแร็คเตอร์ตามที่บทประพันธ์บอกไว้ทุกอย่าง พจมานจะเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง แต่ไม่ใช่คนที่แข็งกระด้าง และรู้จักอ่อนน้อม ถ่อมตน
"..เขาจะมีความพอดีของเขาเอง ถึงแม้จะเป็นเด็กก็ตาม อายุของพจมานจะอยู่ประมาณ 17-18 ประมาณนี้ และก็ใกล้เคียงกับวัยของเรา ตอนนั้นอายุประมาณ 20 เพราะจะหาคนอายุขนาดเท่ากันมาเล่นเลยไม่มีหรอก หายาก ไม่เหมือนสมัยนี้ ...




ส่วนมากพจมานจะถักเปีย 2 ข้าง ปล่อยผมก็มีบ้าง นุ่งกระโปรงสุ่ม แต่เวลาอยู่ปกติ พจมานจะใส่กางเกงขาสั้น เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป ในวัยของเขา..."
นางเอกหนัง-ละครยุคนั้นไม่มีโอกาสออกไปปรากฏตัวที่ไหน หรือใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไปได้ ไม่เหมือนนักแสดงอย่างทุกวันนี้ สิ่งเดียวที่เธอจะรู้ได้ว่า การแสดงของเธอได้รับความนิยมมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่จดหมายจากผู้ชมที่ส่งมาถึงเจ้าของคณะละคร ซึ่งคุณกัณฑรีย์จะหอบเอามาให้ดู ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข เพราะมีคนเขียนจดหมายมาชื่นชมกันอย่างล้นหลาม










ศันสนีย์ (สมานวรวงศ์) วัฒนานุกูล
ต้นร้ายแต่ปลายแรง...

เป็นพจมานอีกรุ่นหนึ่งที่ยังได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอ ผู้สร้างในเวลานั้น ก็ยังคงเป็น คุณกัณฑรีย์ นาคประภา โดยการคัดเลือกนักแสดงในครั้งนี้ คุณกัณฑรีย์ได้มอบบทพจมาน ให้กับ คุณศันสนีย์ ประกบคู่กับ สมภพ เบญจาธิกุล ออกอากาศทางช่อง 9 ในเวลานั้น
คุณศันสนีย์เป็นนักอ่านตัวยงคนหนึ่ง เธอชอบอ่านหนังสือทุกแนว ซึ่งก็รวมไปถึงนวนิยายด้วย และนวนิยายเรื่องหนึ่งที่เป็น นวนิยายในดวงใจของเธอเลยก็คือเรื่อง บ้านทรายทอง ของคุณ ก. สุรางคนางค์ สิ่งที่ชอบเรื่องนี้เป็นพิเศษคือ ผู้เขียนใช้ภาษาที่สวย คม บาด ใจ คนอ่าน รวมถึงความลึกซึ้งในนวนิยายที่กินใจเสียเหลือเกิน
"...ตอนที่รับเล่นใหม่ ๆ มันก็มีความรู้สึกสองอย่างก็คือว่า อยากเล่นมาก ๆ เลย อีกอย่างคือไม่อยากเล่นเลย กลัว...เพราะว่าคุณสวลี กับ คุณอรัญญาที่เคยแสดงเป็นพจมานสวยทั้งคู่เลย แล้วพี่ก็ตัวเล็กนิดเดียวและไม่ได้มีตำแหน่งความงามเป็นประกัน คือมันต่อสู้กันระหว่างความรู้สึกสองอย่าง ...




แต่ในที่สุดความอยากเล่นมันก็มีมากกว่า ก็คิดว่า เอาล่ะ ยังไงฉันก็จะเล่น ถูกด่าก็จะเล่น... แล้วมันก็จริง ๆ พอตอนละครออกไปประมาณ 2 ตอน พี่กับคุณสมภพถูกด่ามากเลย มีหนังสือ จดหมายเขียนมา โทรศัพท์มา ว่าพี่ไม่เหมาะอย่างโน้นอย่างนี้ ก็เลยนั่งคุยกับคุณสมภพว่า เราเนี่ยเหมือนกันเลยนะ เพราะว่าคุณสมภพคนดูเขาก็จะไม่รับว่าเป็นพระเอก เพราะคุณสมภพเล่นบทผู้ร้ายในภาพยนตร์มาก่อน คนดูเลยยังมองว่าเป็นผู้ร้ายอยู่ ส่วนตัวพี่เองถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับ สองท่านที่เป็นพจมานมาก่อน พี่ด้อยกว่าแน่นอน แต่ทำไงได้เรากระโดดลงมาแล้วนี่ เราต้องสู้...พอสู้ไปสู้มา คะแนนสงสารมันก็เลยกลับมา จนกระทั่งในที่สุด ก็เลยกลายเป็นละครอมตะของพี่ไป พอใครพูดถึงบ้านทรายทองปุ๊บ ...ก็จะมีคนคิดถึงพี่..."





เมื่อละครดังมาก ๆ เข้า นักแสดงที่แสดงเป็นตัวร้ายของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหม่อมพรรณราย หญิงเล็ก หรือ พจนีย์ ต่างก็หนาว ๆ ร้อน ๆ ไปตาม ๆ กัน เพราะเหล่าแม่ค้าพากัน "อิน" เข้าไปในเรื่องบ้านทรายทองกันหมด
"...เวลาไปที่บางลำพู แล้วเดินไปทานข้าวจะมีปัญหามากเลย ไปเดินกับพี่สุทธิจิตรที่เล่นเป็นหม่อมพรรณราย ก็ไม่ได้ เดินกับ พิมพ์แข ที่เขาเล่นเป็นพจนีย์ก็ไม่ได้ แม่ค้าแถวนั้น เขาชี้หน้าบอกว่า...ตายแล้วพจมาน ทำไมไปเดินกับอีพจนีย์ เนี่ยะมันเป็นน้องที่เลวมากรู้มั้ย (หัวเราะ)...แล้วทุกคนก็กลัวถูกแม่ค้าตบ





พอบ้านทรายทองจบ คุณกัณฑรีย์ก็สร้าง พจมาน สว่างวงศ์ ต่อเลย เพลงตอนนั้นก็ยังใช้เพลงเดิม แต่พี่เป็นคนร้องเอง ทั้งเพลง บ้านทรายทอง และ เพลงหากรู้ซักนิด..."
อีกสิ่งหนึ่งคุณศันสนีย์ปลายปลื้มมากก็คือ ในเวลานั้น คุณ ก. สุรางคนางค์ ซึ่งเป็นเจ้าของบทประพันธ์ ได้ชมละครที่เธอแสดงด้วย และออกความเห็นว่าคุณศันสนีย์แสดงได้ดี แต่เสียดายว่าตัวเล็กไปหน่อยเท่านั้นเอง
"..ถึงทุกวันนี้พี่ไปไหนมาไหนก็ยังมีคนจำได้ เขายังบอกลูกบอกหลานเขาว่าคนนี้ไงเคยเล่นเป็นพจมาน พี่ก็รู้สึกดีใจและขอบคุณมากที่เขายังจำพี่ได้..."









จารุณี สุขสวัสดิ์
"พจมาน" ยุคบ้านพิษณุโลก

ในยุคของคุณเปิ้ลแสดงนั้นเป็นยุคที่บ้านทรายทองได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยในตอนนั้นได้นางเอกดาวรุ่งอย่าง จารุณี สุขสวัสดิ์ จากค่ายสีบุญเรืองฟิล์ม ถูกวางตัวให้เป็นนางเอก โดยมี บ.ไฟว์สตาร์ฯ เป็นผู้สร้าง ผู้กำกับฯ ในตอนนั้นคือ รุจน์ รณภพ ซึ่งคุณเปิ้ลบอกว่า เธอรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขมากที่เธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับฯ ชื่อดัง และได้มีโอกาสแสดงหนังเรื่องนี้





"พี่เล่นเรื่องบ้านทรายทองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ซัก 23 ปีผ่านมาแล้ว บรรยากาศในการทำตอนนั้นสนุกมาก เพราะเราเป็นเด็กด้วยอายุ 17 ต้องทำงานไปเรียนไป ตอนนั้นเรียนพาณิชยการเจ้าพระยา และจะถูกเพ่งเล็งว่าเวลาเรียนต้องให้ครบ 80 เปอร์เซ็นต์ เลยขาดเรียนไม่ได้ แต่โชคดีที่เรียนใกล้กับสถานที่ถ่ายละคร ตอนนั้นถ่ายที่บ้านพิษณุโลก แล้วที่เรียนอยู่ตรงยมราช ก็มีนั่งรถเอาบ้าง วิ่งเอาบ้าง (หัวเราะ) ระหว่างกองถ่ายกับที่เรียน ตอนนั้นก็สอบด้วยหยุดไม่ได้ เวลาเราสอบเขาก็ปล่อยให้มา แล้วกองถ่ายเขาก็รอ.."






บ้านทรายทองเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 5 ของคุณเปิ้ล โดยเธอเริ่มแสดงหนังมาตั้งแต่อายุ 15 ก่อนหน้าที่จะเข้ามาแสดงเป็นพจมาน เธอมีโอกาสได้ชมละครตอนที่ คุณศันสนีย์ สมานวรวงศ์ แสดงอยู่บ้าง แต่เพราะเธอต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย จึงไม่ค่อยมีเวลาได้ติดตามอย่างจริงจังสักเท่าไหร่ ทราบเพียงแต่ว่าละครเรื่องนี้ชาวบ้านติดกันงอมแงมเท่านั้น





"...ตอนที่ได้เล่นบ้านทรายทองพี่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพราะพี่ไม่ค่อยได้มีโอกาสอยู่กับอะไรจนชัดเจนมาก เพราะเราต้องเรียนและทำงาน มันก็เลยไม่ได้ซึมเข้ามา แต่สิ่งที่รู้สึกก็คือ บทที่ได้รับและผู้กำกับฯ ซึ่งเราเข้ากับเขาได้ดี และเขาน่ารักจังเลย ใจดี คือ อารุจน์ รณภพ ผู้กำกับฯ จะอธิบายให้เราฟังว่า บทเป็นอย่างนี้ ในยุคนั้นมันยังก้ำกึ่งกันระหว่างผู้หญิงต้องเรียบร้อย เป็นแม่ศรีเรือน เป็นช้างเท้าหลัง อ่อนหวาน มีมารยาทนำหน้า ไม่เป็นตัวของตัวเอง คือต้องว่านอนสอนง่ายจึงจะเป็นผู้หญิงที่ดี กับ ผู้หญิงยุคใหม่ ที่ผู้หญิงกล้าแสดงออกเป็นตัวของตัวเอง พอจับมาทำก็ตรงอยู่กับช่วงอายุของเรา ก็เลยเข้าใจ และนอกจากบทประพันธ์ที่อารุจน์อธิบายแล้ว อารุจน์ยังมีความเข้าใจในตัวผู้หญิงมาก ก็เป็นโชคดีของพี่อีก คืออารุจน์เขียนบทเอง ก็เลยรวมกันระหว่างบทประพันธ์เดิมกับการเป็นตัวของพี่ ทำให้ดูเหมือนจะเนียน ๆ กันไป"





อีกอย่างหนึ่งที่คุณเปิ้ลถือว่าตัวเองโชคดีก็คือ ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ที่บ้านพิษณุโลก เพราะเธอเป็นคนชอบบ้านเก่า ๆ เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เมื่อได้เข้ามาแสดง จึงอินกับบทบาทเข้าไปอีก
ความโชคดีเรื่องอื่นก็จะเป็นดาราที่ร่วมแสดงด้วยกันไม่ว่าจะเป็น ...คุณมยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช ที่แแสดงเป็นหญิงใหญ่ คุณทาริกา ธิดาทิตย์ ผู้แสดงเป็น หญิงเล็ก หรือชายน้อย ซึ่งเป็นลูกของ คุณลุงโกร่ง กางเกงแดง หม่อมพรรณราย ผู้รับบทคือ คุณศรินทิพย์ ศิริวรรณ และแม่ของพจมาน คือ คุณมารศรี ณ บางช้าง



"ทุกคนเก่งและเล่นได้อย่างสมจริงสมจังในบทและคาแร็คเตอร์ของตัวเอง ทำให้มาส่งเสริมบทของเปิ้ลให้เด่นมากยิ่งขึ้น..."
เมื่อหนังเรื่องนี้ออกฉาย ปรากฏว่ารายได้เรียกว่า "ทะลุฟ้า" คือประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับค่าเงินในสมัยนี้ก็คงอยู่ราว ๆ 200 ล้านบาทเห็นจะได้
และที่สำคัญหนังเรื่องบ้านทรายทองนี้ ทำให้ จารุณี สุขสวัสดิ์ กลายเป็นนางเอกหนังเนื้อหอม มีผู้จัดติดต่อไปแสดงหนังมากมาย จนเธอขึ้นทำเนียบ นางเอกคิวทอง ไปในที่สุด!











รินลณี ศรีเพ็ญ
เกิดเต็มตัวกับบท "พจมาน"

มาถึง "บ้านทรายทอง" เวอร์ชั่น ล่าสุด ของผู้จัดคนเก่งอย่าง ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา ออกอากาศทางช่อง 3 เมื่อ 3 ปีก่อนบ้าง ครั้งนี้ได้ว่าได้รับทั้งความสนใจ รวมไปถึงเสียงพิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนทุกแขนง และจากประชาชนคนดูแบบสุดสุด แต่ไม่ว่ากระแสจะออกมาในทิศทางไหน ก็ถือว่าเป็นการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของ จอย-รินลณี ศรีเพ็ญ ให้เธอกลายมาเป็นนางเอกยอดนิยมจนถึงทุกวันนี้



"เรื่องบ้านทรายทอง เป็นบทประพันธ์ที่จอยรู้ว่า เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของทุกคน มีการสร้างมาแล้วหลายครั้ง เคยดูมาบ้าง แต่ก็จำไม่ค่อยได้ เพราะว่ายังเด็กมากๆ ก็มีความรู้สึกว่า เป็นบทประพันธ์ที่คลาสสิค และทุกครั้งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ได้รับความนิยมอย่างสูงทุกครั้ง"
...ตอนที่ได้รับการติดต่อให้จอยรับบทเป็นพจมาน ก็รู้สึกดีใจที่ตัวเองได้รับบทดี ๆ แบบนี้ แต่ก็หนักใจเหมือนกัน ด้วยความที่เคยทำกันมาหลายครั้งแล้ว ครั้งหลัง ๆ ก็อาจจะไม่รู้สึกประทับใจคนดู เท่ากับครั้งแรก ๆ เพราะเราเองก็เป็นเหมือนกัน คือเวลาที่ดูงานเก่ามาแล้ว พอดูของทำใหม่ ก็จะรู้สึกว่าชอบครั้งแรกมากกว่า มันเป็นความประทับใจครั้งแรกของเรา



...แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ากดดันอะไรมาก เพราะทางผู้จัดคือ พี่ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา ต้องการจะให้ครั้งนี้ดูแปลกไปจากของเดิมที่เคยสร้างมาด้วย เมื่อได้รับการติดต่อมา ก็ใช้เวลาในการตัดสินใจไม่นานเลยค่ะ เพราะถ้านักแสดงสักคน ได้รับโอกาสให้รับบทดี ๆ ก็คงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ มีแต่ความดีใจที่จะได้เล่นค่ะ"
เรื่องที่หนักใจที่สุด ในตอนที่จะมารับบทเป็นพจมาน คงจะหนีไม่พ้นความเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ซึ่งเพิ่งผ่านการแสดงละครมาเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น คือ กัลปังหา อีกทั้งบท "พจมาน" ที่เธอได้รับเป็นเรื่องที่สอง ก็มีเรื่องราวให้ได้แสดงความสามารถตั้งแต่ยังเด็กอยู่ จนโต และแต่งงาน จึงเป็นเรื่องที่ยากไม่น้อย สำหรับเธอ





"จริง ๆ แล้วฟีดแบ็ค ก็มีทั้งดีและไม่ดี ในส่วนที่ไม่ดีก็คือ คนที่ไม่ชอบ เขาจะบอกกันว่า พจมานเวอร์ชั่นนี้ดูแข็งไปหรือเปล่า ดูก้าวร้าวไปไหม ทั้ง ๆ ที่ผู้จัดต้องการจะสร้างให้ดูแตกต่างจากเวอร์ชั่นอื่น ๆ แล้วก็เป็นเหมือนยุคใหม่ สู้คนมากขึ้น แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า ถ้ามีการสร้างขึ้นมาหลายครั้งเมื่อไร มันก็จะต้องเกิดการเปรียบเทียบ ละครที่นำมาสร้างใหม่ ก็มักจะเจอกับปัญหาแบบนี้
...ส่วนในข้อดีก็คือ ทำให้หลายคนรู้จักจอยมากขึ้นจากเรื่องนี้ กลายเป็นที่รู้จัก เรียกว่าเปลี่ยนจากนักแสดงหน้าใหม่ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก กลายเป็นไปไหนก็มีแต่คนเรียกเราว่าพจมาน ถึงขนาดเรื่องบ้านทรายทองจบไปแล้ว จอยเล่นละครเรื่องอื่นอยู่ คนก็ยังเรียกจอยว่าพจมานอยู่เลย เป็นที่รู้จักในฐานะนางเอกก็จากเรื่องนี้เลยค่ะ"





เมื่อถามถึงเรื่องความคล้ายของ "พจมาน" และ "รินลณี" จอยบอกเราว่าคงจะเป็นเรื่องที่ว่า เป็นคนรักครอบครัว และเป็นคนที่รักในศักดิ์ศรีมาก ๆ ซึ่งตัวเธอเองก็มีนิสัยแบบนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเกิดกันคนละยุค ถึงแม้จะไม่ได้เหมือนไปทั้งหมด แต่ก็ยังคงมีความคล้ายกันอยู่บ้าง ในสองเรื่องที่บอก





"ความจริงจอยก็ถูกจับตามองมาตั้งแต่เป็นข่าว ว่าพี่ไก่จะให้จอยรับบทนี้แล้วค่ะ ตอนที่จอยมารับบทพจมาน จอยไม่ได้นำเทปของนักแสดงรุ่นพี่คนก่อน ๆ ที่เคยเล่นเป็นพจมานมาศึกษาก่อนเลยค่ะ เพราะคิดว่าจะแสดงไปตามบทของผู้กำกับฯ ไม่เคยเอาของเก่ามาดูเลย คือจำรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้ว แต่รู้ว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก ๆ ด้วยตัวบทที่ผู้กำกับฯ ปรับไปด้วย ก็เลยคิดว่าเล่นในแบบของตัวเอง ให้ตรงกับที่ผู้กำกับฯ ต้องการเท่านั้นเองค่ะ"


























 

Create Date : 18 ตุลาคม 2551
10 comments
Last Update : 18 ตุลาคม 2551 0:01:28 น.
Counter : 17897 Pageviews.

 

ดูมาหลายเวอร์ชั่นเหมือนกันค่ะ

 

โดย: โอน่าจอมซ่าส์ 18 ตุลาคม 2551 0:55:03 น.  

 

นัททันดูครั้งแรกก็สมัยมลฤดีค่ะ น่ารักดี ชอบๆๆ

ว่าแต่ว่าบ้านทรายทองรูปเปิดนี่ มันตำหนักดารารัศมี ตำหนักเจ้าดารารัศมีที่อยู่ อ.แม่ริม บ้านนัทนี่คะลุง

 

โดย: Picike 18 ตุลาคม 2551 1:54:42 น.  

 

เคยทั้งดูเเละอ่านในห้องสมุด จำได้เเม่นค่ะ..ชอบ

 

โดย: YUCCA 18 ตุลาคม 2551 3:05:58 น.  

 

ขอบคุณค่ะ...มาแวะอ่านตรงนี้แล้วหยุดไม่ได้เลย

ละเอียดและสนุกค่ะ จะแวะมาเยี่ยมอีกน๊ะค๊ะ

 

โดย: Bigmommy 18 ตุลาคม 2551 4:39:16 น.  

 

จารุณีสมัยสาว ๆ สวยจริง ๆ
เรื่องนี้เคยได้ดูเหมือนกันค่ะ
เป็นการนำหนังเก่ามาฉายช่อง 7

 

โดย: โสดในซอย 18 ตุลาคม 2551 8:28:30 น.  

 

ให้ข้อมูลละเอียดมากจริง ๆ ค่ะ ปรบมือให้ดัง ๆ

อ่านแล้วเหมือนพจมานมีตัวตนอยู่จริง ๆ เลย

ขอบคุณมากนะคะที่นำเรื่องราวของพจมานมาให้คิดถึงกันอีกครั้ง

 

โดย: แค่คนหนึ่งคน 18 ตุลาคม 2551 8:45:29 น.  

 

แล้วภาพน้องกบ สุวนันท์ มาได้ยังงัยครับ งงๆ

ผมก็ได้ดูตั้งแต่เวอร์ชันศันสนีย์ (นิดหน่อย) มาดูเต็มๆ ก็เวอร์ชัน จารุณี ส่วนเวอร์ชัน มลฤดี ไม่ได้ดู เพราะตอนนั้นไม่ได้อยู่เมืองไทย ส่วนเวอร์ชันของน้องจอย รินลนี ไม่ได้ดูเลยครับ เพราะรู้แล้วว่า เรื่องมันเป็นยังงัย ถึงจะดัดแปลงยังงัย พจมาน ก็ได้แต่งงาน กับชายกลางอยู่ดี เลยไม่มีลุ้น (ถ้าไปแต่งกับชายเล็ก คงสนุกกว่า ฮิๆๆๆ)

 

โดย: ครูเอก 18 ตุลาคม 2551 12:06:34 น.  

 

ภาพยนตร์เรื่องบ้านทรายทองฉบับจารุณี สุขสวัสดิ์ที่กำกับโดยคุณรุจน์ รณภพนั้นเป็นของบริษัทไฟว์สตาร์ โปรดัคชัน ไม่ใช่ของศรีบุญเรืองฟิล์ม เพียงแต่ช่วงนั้นคุณจารุณีเป็นนักแสดงในสังกัดของคุณพร้อมสิน ศรีบุญเรืองหรือคุณพันคำ ครับ ถ้ายังจำกันได้ในยุคนั้น คุณจารุณีเป็นนักแสดงที่ทำให้ผู้กำกับหลายท่านที่ก่อนหน้านั้นทำหนังไม่ได้ตัง กลับประสพความสำเร็จอย่างงดงามและทำรายได้ถล่มทลายอย่างมากมายมหาศาล เป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์แพรวพราวในการสวมบทบาทและวิญญาณของตัวละครที่แฟนๆของเธอในยุคนั้นยังจดจำได้ไม่รู้ลืม

 

โดย: ประวิทย์ IP: 158.108.54.180 11 มิถุนายน 2552 17:06:08 น.  

 

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ยังประทับใจบ้านทรายทองเวอร์ชั่นจารุณี ที่คุณรุจน์ รณภพสร้างได้คลาสสิคมากๆ คุณจารุณีตอนสาวๆเป็นพจมานที่สวยน่ารักเป็นที่สุดค่ะ ติดตาตรึงใจนางเอกคนนี้มากๆตราบจนทุกวันนี้ รักพจมาน=จารุณี

 

โดย: แสงเหนือ IP: 223.206.228.249 25 กุมภาพันธ์ 2555 19:49:41 น.  

 

ชอบเวอร์ชั่นพี่ตุ๋ย-พี่ตั้ว คลาสสิคที่สุด

 

โดย: กุงกิง IP: 183.89.99.92 1 พฤศจิกายน 2555 21:11:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


นอกลู่นอกทาง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]








ภาพถ่ายดาวเทียมด้านอุตุนิยมวิทยา
ภาพสดๆจากที่ต่างๆทั่วมุมโลก
Ban Na Song BKK, Thailand
Karon Beach , Phuket , Thailand
Federal Highway, Angkasapuri ,Pantai Valley , Malaysia
Delta Estate , Singapore
Malate ,Manila , Philippines
Bandar Seri Begawan , Brunei
Guangxi Guilin, China
달빛무지개분수(Banpo Bridge Fountain )Sin’gilsa-dong , Seoul , South Korea
Hong Kong skyline from Admiralty, China
Shiomidai , Kanagawa , Japan
Cable Beach, Broome, Western Australia, Australia
Keahua Hawaii , USA
Sacramento California, USA
Washington D.C., USA
Manhattan , New York , USA
McCulloch Kelowna, Canada
Niagara Falls , Ontario , Canada
Panama Canal , Bella Vista , Panama
Santiago de Chile , Región Metropolitana , Chile
Fairbanks, Alaska Forecast Arctic
Mar del Plata Buenos Aires , Argentina
Tasiilaq , Østgrønland , Greenland
London Skyline from the Sheraton Park Tower , Knightsbridge , United Kingdom
Trafalgar Square , London , United Kingdom
Eiffel Tower Paris, France
Harstad Nordland , Norway
Halsum , Svalbarð , Iceland
Amsterdam , Netherlands
Vatican City State, Saint Peter's Basilica Borgo , Italy
Berlin, Germany
Чебоксарский залив, Yakimovo, Chuvashia , Russia
Udaipur Lake Pichola , Rājasthān , India
Mount Everest , Junbesi , Sagarmāthā , Nepal
Cape Town Sanddrift, South Africa
Orpen , Richmond , South Africa
Abū Hayl Dubai , United Arab Emirates
Kairo, Egypt
Medhufushi, Maldives
Mawson station Antarctica

Profile Visitor Map - Click to view visits
หนังทุกเรื่องหรือเพลงทุกเพลงในบล็อกนี้ เป็นเจ้าของ ของลิขสิทธินั้นๆตามเจ้าของเดิม นำมาเพื่อแบ่งปันชมกันในหมู่เพื่อนพ้อง ชาวบล็อกแก้งค์เท่านั้นครับ....
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ 2539 หากผู้ใดคิดจะ ลอกเลียน หรือนำส่วนใดส่วนหนื่ง ของข้อความใน Blog แห่งนี้ไปเผยแพร่ ให้นำไปได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาต จขบ. แต่ต้องคัดลอกแจกจ่ายให้ครบ 50 ก็อปปี้ ไม่เช่นนั้น จะมีอันเป็นไป ต่างๆนานา ถึงขั้นชีวิตตกอับ อิอิ หากแต่ว่า..นำชื่อ จขบ. ไปใช้ในทางเสียหายหรือประจาน จะถูกดำเนินคดี ตามที่ กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด นะจ๊ะ
Friends' blogs
[Add นอกลู่นอกทาง's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.