Group Blog
 
 
กันยายน 2557
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
29 กันยายน 2557
 
All Blogs
 
ฉบับ 1094 17/5/56 : End Credits กับ “ความโง่” ของ “โรงหนัง”

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของผู้ชมภาพยนตร์โดยทั่วไปที่จะลุกขึ้นและทยอยเดินออกเมื่อมีแถบตัวหนังสือแสดงรายชื่อผู้กำกับ นักแสดง และทีมงานฝ่ายต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่าEndCredits ขึ้นติดกันมาเป็นพรืดๆ ซึ่งเป็นเหมือนสัญญาณบอกว่า หนังจบแล้วออกได้แล้ว อย่าชักช้า...

แต่ในความเป็นจริงเชื่อว่าผู้กำกับภาพยนตร์ทุกคน ก็ย่อมอยากให้รายชื่อของผู้ที่มีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆได้ผ่านสายตาของผู้ชม เพื่อเป็นการขอบคุณ และให้เครดิต

ดังนั้นในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง จึงมีการนำเสนอ “เทคนิคใหม่ๆ” ของการใส่ End Credits คือการปรับเปลี่ยน/ดัดแปลงEnd Credits เพื่อจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไป สิ่งเพิ่มเหล่านี้เรียกกันว่าPost-credits Scene หรือ Movie Stinger

โดยผมจะขอสรุป“เทคนิคใหม่” คร่าวๆ ดังนี้ครับ

1.แบบใส่เนื้อเรื่องที่ยังเหลืออยู่: ลักษณะนี้มักจะเกิดจากภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ได้ผ่านจุดสำคัญหรือไคลแม็กซ์ของเรื่องไปแล้วแต่ยังคงเหลือเนื้อเรื่องที่อยากเล่าเรื่องต่อไปอีกหน่อย ในภาพยนตร์หลายเรื่องก็จะขึ้นชื่อผู้กำกับมาคั่นก่อนแล้วจึงเล่าเรื่องต่อ โดยมักจะย่อขนาดภาพลงแล้วขึ้นเครดิตทางขวาหรือซ้ายไปพร้อมๆ กันในกรณีนี้พอหนังจบ ก็มักจะขึ้น End Credits มาตรฐาน (พื้นดำ เจาะ(ตัวอักษร) ขาว) ตัวอย่างของ End Credits แบบนี้คือหนังไทยเรื่องพี่มาก...พระโขนง,สุดเขตเสลดเป็ด และคุณนายโฮ

2.แบบใส่เบื้องหลังการถ่ายทำ: ปกติจะพบได้แน่นอนในภาพยนตร์ของเฉินหลง ที่มักมีฉากเบื้องหลังตลกๆหรือหลุดๆ ใส่เข้ามา ส่วนใหญ่ใช้การย่อขนาดภาพแล้วขึ้นเครดิตขึ้นทางซ้ายหรือขวาเช่นกันEnd Credits แบบนี้เหมือนการผ่อนคลายอารมณ์ของผู้ชมให้สบายใจก่อนจบรวมทั้งใช้เบื้องหลังที่ถ่ายทำไว้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ตัวอย่างของ End Credits แบบนี้เช่น ภาพยนตร์จีนเกือบทุกเรื่องของเฉินหลง และหนังฝรั่งตระกูล Johnny English Reborn

3.แบบใส่ Music Video : กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน คือมีการย่อขนาดภาพแล้วขึ้นเครดิตขึ้นทางซ้ายหรือขวาและมักจะใช้เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ (OST หรือ OriginalSound Tracks) ที่ต้องการโปรโมตเป็นพิเศษแล้วให้นักแสดงมาเล่น MusicVideo ส่วนจะเหมือนหรือไม่กับ Music Video ที่โปรโมตเพลง ร่วมกับภาพยนตร์ก่อนฉายนั้นไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญนัก ตัวอย่างของ End Credits แบบนี้คือภาพยนตร์ไทยเรื่องรัก7 ปี ดี 7 หน, ส.ค.ส.และวาเลนไทน์ สวีตตี้

4.แบบใส่เนื้อหาสำหรับภาพยนตร์ภาคต่อไป : กรณีมักพบในภาพยนตร์ที่เป็นภาพยนตร์ภาคต่อแบบแฟรนไชส์ซึ่งจะนำเอาฉากที่เชื่อมโยงไปถึงภาคถัดไป ไปไว้ท้าย End Credits ซึ่งผู้ชมมักจะต้องชม End Credits จนจบก่อน ตัวอย่างของ End Credits แบบนี้เช่นหนังฝรั่งตระกูลFast and Furious

5.แบบใส่เนื้อหาสำหรับภาพยนตร์เรื่องอื่นในค่าย : กรณีนี้จะพบมากในภาพยนตร์แนวSuper Hero ของค่าย Marvel ซึ่งจะเชื่อมโยงเนื้อเรื่องที่มีเหล่าSuper Hero ทั้งหมดไปที่ภาพยนตร์รวมทีม Super Hero ของทางค่าย Marvel เอง คือ The Avenger ถือเป็นการใช้ End Credits ได้มีประโยชน์และน่าสนใจอย่างยิ่ง

6.แบบเฉลยเนื้อเรื่อง/เฉลยตัวละคร : กรณีนี้ล่าสุดพบในหนังฝรั่งเรื่อง Cloud Atlas ที่ใช้ฉากหลังEnd Credits เพื่อเฉลยว่าใครเป็นใคร เป็นอะไรมาบ้าง ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าไม่ได้รอดู

7.แบบเปรียบเทียบภาพจริงกับภาพในภาพยนตร์ : แบบนี้พบในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมออสการ์เรื่องล่าสุดคือ Argo เนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้นำมาจากเรื่องจริง จึงได้มีการนำภาพในภาพยนตร์มาเทียบกับภาพจริงคือนำดาราผู้แสดงในภาพยนตร์มาเทียบกับบุคคลจริงๆ ในเหตุการณ์ ตอนที่ได้ชม ผมชอบมากครับเพราะทำให้ทึ่งสุดๆ กับกระบวนการแคสติ้งของ Argo

8.End Credits แบบอื่นๆ : ตัวอย่างเช่น Wreck-it ralph ทำเป็นภาพจากเกมส์ 8 บิต หรือผสมผสานหลายๆ แบบ อย่างในหนังไทยเรื่อง ATMเออรักเออเร่อ ที่เป็นส่วนผสมระหว่างเบื้องหลังกับMusicVideo

            ฯลฯ

สำหรับประเทศไทยซึ่งผู้ชมภาพยนตร์โดยส่วนใหญ่ จะลุกออกจากที่นั่งทันทีเมื่อ End Credits ขึ้น การที่ฉากซ่อนไว้ท้าย End Credits มักจะไม่มีใครได้ดูดังนั้น วิธีแก้ปัญหาที่เป็นวิธีมาตรฐานไปแล้ว คือการมีประโยคเตือนขึ้นมาตรง Subtitleช่วงท้าย ก่อนเข้า End Credits เช่น “ความสนุกยังไม่หมด รอชมหลัง End Credits”“ยังมีต่ออีกนิดนะ” ฯลฯ

ซึ่งผมคิดว่าช่วยได้พอสมควร

แต่เท่าที่เคยพยายามรอดูฉากหลังEndCredits จะพบกับบรรยากาศแปลกๆ (จะเกิดชัดเจนมากๆในกรณีที่มีข่าวลือว่ามีฉากต่อแต่ไม่มี Subtitle ขึ้นเตือน) เช่นสายตาทิ่มแทงของผู้ชมท่านอื่นที่อยู่ในแถวเดียวกันที่รอให้เราลุกออก เพื่อจะได้ลุกออกตามประมาณว่า “จะรอดูอะไร?”

หลายครั้งที่อยากดูผมจะต้องลุกออกมายืนดูที่ทางเดินซ้าย-ขวา หรือที่หน้าจอเพื่อยืนรอดูได้โดยไม่ขวางใคร

ที่สำคัญที่สุดก็คือพอผมลุกออกมายืนบนบันไดทางเท้าข้างเก้าอี้ดูหนัง ผมก็มักเหลือบไปเห็นสายตาทิ่มแทงของคนกลุ่มที่2 คือ พนักงานของโรงภาพยนตร์ที่บริเวณประตู โดยเฉพาะพนักงานที่รอเข้ามาทำความสะอาดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฉายรอบต่อไปประมาณว่า “คนอื่นเค้าเดินออกไปกันหมดแล้ว รออะไรอยู่?” หลายครั้งก็จะถูกกระตุ้นด้วยประโยคว่า“ทางออกทางนี้ เชิญครับ/ค่ะ” เพื่อกดดันเพิ่มเติมให้รีบออกไป

ยังไม่นับการ“เปิดไฟสว่างจ้า” จากฝีมือของคอนโทรลด้านบน (ห้องฉาย) มันจะอะไรกันนักกันหนา!

ดังนั้นการพยายามดู End Credits หรือฉากหลัง End Credits ให้จบสำหรับประเทศไทยต้องอาศัยความอดทนและ “หน้าด้าน” พอสมควรครับ!

ทั้งที่จริงแล้วผู้สร้างภาพยนตร์ทุกเรื่องย่อมมีความต้องการที่จะให้ผู้ชมได้ชมทุกส่วนของภาพยนตร์อย่างครบถ้วนและไม่มีใครมากดดัน

แม้ผมจะทราบว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว EndCredits โดยเฉพาะแบบที่มีฉากเพิ่มอยู่ท้ายสุด เป็นสิ่งที่ทำให้การบริหารเวลาในการฉายของโรงภาพยนตร์เกิดปัญหาได้เพราะการจัดฉายในรอบต่อไป ต้องมีเวลาในการทำความสะอาดและเตรียมความพร้อม...

ซึ่งโดยปกติช่วงที่มี EndCredits คือช่วงเวลาทองของพนักงานทำความสะอาดที่จะได้ไม่ต้องรีบร้อนเก็บกวาดแต่เมื่อมีผู้ชมนั่งรอชมจนจบ End Credits ก็ย่อมจะใช้ช่วงเวลาทองนี้มิได้

แน่นอนว่าโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย ย่อมมีวิธีแก้ไข...

วิธีที่1 เป็นวิธีที่ค่อนข้างน่าเกลียด คือการตัดทิ้งไปดื้อๆ แบบ “ปิดเครื่องฉาย” ซะเลยซึ่งมักจะทำในกรณีที่ภาพยนตร์ได้ผ่านการฉายในสัปดาห์แรกไปแล้ว แต่วิธีนี้เสี่ยงต่อการโดนด่าจากผู้ชมที่ต้องการชมจึงมีวิธีที่ 2

วิธีที่2 คือการตัดฉากท้าย End Credits มาโปะไว้ต่อจากท้ายเรื่องเลยวิธีนี้ผู้ชมย่อมชื่นชอบแน่นอน ไม่มีใครบ่น เพราะไม่ต้องรอนาน แต่น่าจะมีข้อจำกัดที่ทำได้เฉพาะระบบฟิล์มเพราะระบบฉายแบบดิจิตอล น่าจะทำไม่ได้ และน่าจะทำได้อีกไม่นานเพราะระบบเครื่องฉายกำลังถูกทยอยปรับเปลี่ยนจากระบบฟิล์มเป็นระบบดิจิตอลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆซึ่งเชื่อว่าทางโรงภาพยนตร์คงจะหาวิธีอื่นๆ มาแก้ไขอีกในอนาคต

จากที่กล่าวมาล่าสุดมีสิ่งเลวร้ายที่โรงภาพยนตร์บางแห่งในประเทศไทย กระทำกับ End Credits เกิดขึ้น คือการตัด End Credits ของ“พี่มาก...พระโขนง” ทิ้ง!

ผมคิดว่าจุดประสงค์หลักก็คือ เพื่อลดระยะเวลาฉายของภาพยนตร์ (ในทางกลับกันก็คือเป็นการเพิ่มจำนวนรอบที่ฉายให้มากขึ้นเพราะผู้ชมแทบจะเต็มตลอดทุกรอบทุกโรงนานเป็นเดือน)

อย่างไรก็ดีวิธีนี้เป็นวิธีที่แฟน “พี่มาก” มิอาจยอมรับได้!

เพราะEndCredit ของ “พี่มาก...พระโขนง” มีฉากและมุกตลกสำคัญหลายฉาก...

ดังนั้นผู้ชมภาพยนตร์ควรเรียกร้องสิทธิของท่านเสมอ หากพบว่ามีการตัด End Credits ทิ้งไป โดยแจ้งไปทางผู้กำกับผ่านค่ายภาพยนตร์ต้นสังกัด!

ผมเชื่อว่าค่ายภาพยนตร์และผู้กำกับทุกคนย่อมไม่ต้องการส่วนแบ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนรอบที่ได้เพิ่ม โดยการหั่นงานสำคัญที่ตนเองต้องการนำเสนออย่างแน่นอน

และสุดท้ายEndCredits แบบปกติที่ไม่มีฉากใดๆ ก็เคยสร้างให้เกิดข้อถกเถียงกันอย่างมากมายมาแล้วอาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่...

เช่นสิ่งที่เกิดขึ้นคือในหนังไทยเรื่อง “กวน มึน โฮ”

EndCredits ของ “กวน มึน โฮ” จะมีรายชื่อนักแสดงที่มีส่วนสำคัญต่อเนื้อเรื่องในตอนจบทว่าในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ได้ถูกตัดฉากนั้นทิ้งไป (จึงไม่มีฉากและนักแสดงท่านนั้น)

แต่แล้วในที่สุดแผ่น DVDSpecial Feature ของ “กวน มึน โฮ” ได้นำฉากของนักแสดงท่านนั้นใน  Extended Scene กลับมาใส่...

ดังนั้นนักดูหนัง ถ้าไม่รีบร้อนจนเกินไป ลองรอชม End Credits ให้จบดูนะครับเผื่อจะเห็นอะไรดีๆ และช่วยๆ กันกดดันโรงหนังผ่านไปยังค่ายหนังร่วมกันให้ความสำคัญกับ End Credits กันต่อๆ ไป

ผมคิดว่าประเด็นนี้จะเป็นประโยชน์ อย่างน้อยก็กับนักเรียนหนังในปัจจุบันและอนาคตครับ.




Create Date : 29 กันยายน 2557
Last Update : 29 กันยายน 2557 16:53:39 น. 0 comments
Counter : 207 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Mr. Coffee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




สวัสดีครับทุกๆท่าน ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมครับ
Friends' blogs
[Add Mr. Coffee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.