กุมภาพันธ์ 2551

 
 
 
 
 
2
3
4
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog
ความเห็นแพทย์ที่สอง เรื่องเล็กน้อยที่ใหญ่โต #2
อ่านตอนแรกที่
ความเห็นแพทย์ที่สอง เรื่องเล็กน้อยที่ใหญ่โต #1
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=mormaew&month=07-02-2008&group=1&gblog=21

เวลาความเห็นของแพทย์คนแรกและคนที่สองไม่ตรงกัน นอกจากเรื่องที่พูดๆกัน สาเหตุที่เจอได้บ่อยก็มีเรื่อง ...

1. ธรรมชาติของโรค
เรื่องธรรมชาติของโรคนี้เป็นสิ่งสำคัญ(น่าจะที่สุด)ที่ทำให้หลายๆครั้งความเห็นแรกและความเห็นที่สองไม่ตรงกัน
โรคแต่ละโรคไม่ว่าจะโรคที่เล็กน้อยหรือโรคที่รุนแรงต่างก็มีลักษณะความเจ็บป่วยของมัน ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาย่อมมีลักษณะความเจ็บป่วยที่ต่างกันไป
ในสายตาแพทย์ ถ้าหากเห็นโรคดังกล่าวตั้งแต่ต้นจนจบ ก็บอกได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็ฯสิ่งที่ปกติของโรคนั้น
ในทางกลับกัน หากเอาแพทย์สองคนมาตรวจในห้วงเวลาที่ต่างกัน แพทย์ทั้งสองคนอาจจะกลับบอกโรคดังกล่าวไปในคนละทิศคนละทางกันเลยก็ได้
ผมใคร่ขอยกตัวอย่างจากโรคเล็กๆไปยังโรคใหญ่ๆ

หวัด
บ่อยครั้งทีเดียวที่เวลาตรวจที่โรงพยาบาล จะมีผู้ป่วยที่เคยไปรับการรักษาจากแพทย์ท่านหนึ่งมาแล้วไม่หาย จากนั้นก็มาหาผมโดยบอกว่าไปรักษามาแล้วแต่อาการไม่ยักจะดีขึ้น ... บางคนพูดแรงหน่อยก็ระบุลงไปเลยว่าหมอคนแรกเลี้ยงไข้(เอกชน) หรือระบุไปว่าหมอคนแรกรักษาไม่ดี
กรณีเมื่อปลายๆปีก่อน เด็กไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งด้วยเป็นหลอดลมฝอยอักเสบ เจาะเลือด เอ็กซ์เรย์ปอด ได้รับยากินยาฉีดยาพ่นอยู่4-5วันไม่ดีขึ้นก็เลยขอย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลที่ผมอยู่
เมื่อมาถึงผมก็ตรวจดูและส่งตรวจพิเศษบางอย่าง จากนั้นก็บอกว่าก็เห็นด้วยกับการวินิจฉัยของแพทย์โรงพยาบาลแรก ว่าเป็นหลอดลมอักเสบ รักษามาถูกทางแล้วแหละแต่ระยะของโรคมันเป็นได้ตั้งแต่3-7วันอยู่แล้ว พ่อแม่เด็กก็ไม่ได้ว่าอะไร จากนั้นผมก็ให้เด็กนอนโรงพยาบาลรักษาเหมือนเดิมหมดทุกอย่าง
เช้าวันต่อมา เด็กไข้ลดลงหลังจากมานอนที่มารักษากับผมได้ไม่ถึง8ชั่วโมง ด้วยการรักษาที่เหมือนเดิมเป๊ะ!
พ่อเด็กบอกกับผมว่า" ดีที่มารักษาที่นี่ ตอนอยู่ที่นั่นหมอเลี้ยงไข้ไว้ตลอดไม่หายสักที"
จะด้วยความที่ไม่ชอบการพูดแบบนี้อยู่แล้ว หรือไม่ก็เพราะโมโหที่บอกไปหยกๆตั้งแต่แรกแล้วว่าจะรักษาเหมือนเดิม ผมเลยต้องอธิบายซ้ำอีกทีว่า หมอที่โรงพยาบาลแรกวินิจฉัยและรักษาถูกแล้ว และผมก็อธิบายไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานว่าเป็นเพราะธรรมชาติของโรคเลยทำให้หายช้า และก็บอกไปแล้วว่ารักษาเหมือนเดิม

ไข้เลือดออก
เป็นที่รู้กันในวงการแพทย์ว่า ไข้เลือดออก เป็นโรคที่อาการในวันแรกไม่สามารถแยกได้จากโรคหวัด
แม้ว่าจะมีคนบอกว่า อาจจะมีปวดหัว ปวดกระบอกตา ไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ ต่อมน้ำเหลืองไม่ค่อยโต และหลากหลายอาการนานาชนิดที่พยายามเอามาจับแยก แต่ก็ไม่พบว่ามีใครฟันธงได้อย่างมีหลักการและถูกต้องแม่นยำว่า คนคนนี้ป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยการตรวจร่างกายในวันแรก
การเจาะเลือดก็เช่นกัน ... ในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมก็เชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่สามารถเจาะเลือดแล้วบอกได้ในวันแรกที่มีไข้ว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นไข้เลือดออก (เพราะวิธีที่จะบอกตั้งแต่แรกๆ ตอนนี้รู้สึกจะมีวิธีการทำPCR Dengue ... ซึ่งแพงไม่คุ้มทุนมีที่ทำไม่มากและมักไม่มีประโยชน์ในการรักษาให้คุ้มค่า)
ผมเองเวลาตรวจผู้ป่วยแล้วสั่งเจาะเลือด เมื่อพบว่าเป็นลักษณะที่เข้าได้กับไข้เลือดออกแล้วบอกผู้ป่วยและญาติไป จะพบได้เสมอๆถึงความไม่พอใจต่อแพทย์คนแรก
"ไปหาหมอ...มา หมอบอกว่าเป็นหวัดธรรมดา"
ผมก็ต้องให้ความเห็ฯแบบวิชาการไปว่า ไข้เลือดออกวันแรกกับหวัด แยกกัน(แทบ)ไม่ได้

โรคเส้นเลือดสมองชนิด TIA Transient ischemic attack
สำหรับโรคเส้นเลือดสมองชนิดขาดเลือด จะมีกลุ่มอาการที่เรียกว่าTIA ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือเมื่อเป็นแล้วจะมีอาการเหมือนอัมพฤกษ์อัมพาต แต่ภายในเวลา24ชั่วโมงมันก็จะกลับเป็นปกติ
สมมุติผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลด้วยอาการอัมพาตครึ่งซีกเฉียบพลัน จากนั้นแพทย์คนแรกก็ได้รีบส่งต่อไปโรงพยาบาลจังหวัด ... เพราะว่าถ้าเป็นเส้นเลือดสมองตีบอุดตัน ก็อาจจะสามารถพอช่วยรักษาผ่อนหนักเป็นเบาได้
แต่พอไปถึงรพ.จังหวัด ผู้ป่วยลุกนั่งได้พูดคุยได้รู้ตัวดี อาการอัมพาตหายไปทางนั้นก็ส่งตัวกลับมาในทันที โดยบอกว่าตรวจไม่เจออะไรที่ผิดปกติ
ในทางการแพทย์ก็ถือว่าไม่แปลก เพราะTIA เวลาหายก็หายสนิท
แต่ปัญหาอยู่ที่ผุ้ป่วยและญาติ ที่ตกใจอยู่แล้วเมื่อได้ทราบว่าจะเป็นอัมพาตจากหมอคนแรก แต่เมื่อไปพบหมอคนที่สองกลับกลายเป็ฯว่าปกติดี(เพราะตอนตรวจปกติ)


เรื่องระยะของโรคเป็นปัญหาที่สำคัญซึ่งแพทย์ต้องระมัดระวังในการให้ข้อมูลบางอย่างแก่ผู้ป่วยทีเดียวครับ เพราะในบางครั้ง ผู้ป่วยเอาสิ่งที่แพทย์คนนึงพูดไปคัดค้านกับแพทย์อีกคนนึง
หากไม่ได้คำนึงถึงเรื่องระยะเวลาของโรค การให้ความเห็นบางอย่างออกไปก็สามารถทำให้แพทย์อีกคนถูกมองในแง่ลบได้ทันที



Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2551 21:04:34 น.
Counter : 4250 Pageviews.

16 comments
  
คุณหมอแมวค่ะ นาน่าทำงานทางด้านรายการทีวี อยากติดต่อกับคุณหมอแมวและเข้าไปคุยกับคุณหมอเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ถ้าคุณหมอสะดวก อยากรบกวนให้คุณหมอแมวติดต่อกลับมาที่ jetboat_29@hotmail.com นะคะ ขอบคุณค่ะ
โดย: นาน่า IP: 58.10.128.172 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:12:19:18 น.
  
เดี๋ยวนี้บุคลากรทางการแพทย์วางตัวลำบากมากๆค่ะ
เป็นกำลังใจให้นะคะ
โดย: uncha วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:15:50:52 น.
  

หวัดดียามบ่ายๆๆวันอาทิตย์คะ

โดย: a_mulika วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:14:48:25 น.
  
โอ้วว คุณหมอแมวกำลังจะดังแว้ว มีคนมาติดต่อโด้ยย..คิคิ

เห็นด้วยเลยค่ะ คนสมัยนี้ ไม่ค่อยเข้าใจหลักธรรมชาติเรื่องการเจ็บป่วย เลยว่าโมเมหมอคนแรกไม่ดี เลี้ยงไข้ อย่างนู้นอย่างนี้ฯลฯ

เอาง่ายๆ เรื่องยาเหมือนกันค่ะ เข้าไปในห้องสวนลุมฯ มีคนโพสต์ว่า กินยาแก้อักเสบรักษาสิวอันตรายรึเปล่า มีคนตอบตรึมว่า ทำให้ฟันเหลือง ทำให้ท้องเสีย หมอเลี้ยงไข้ให้กินไปอย่างนั้นแหล่ะ ไม่มีประโยชน์ บ้างก็ว่ายาทาต้องดีกว่า มันทาไปตรงๆ ยากินจะไปช่วยอะไรฯลฯ

โธ่ๆ เป็นอะไรกันไปแล้ว พูดมาได้อย่างมั่นใจว่าข้อมูลถูกต้อง เนี่ยละ งานเหนื่อยของบุคลากรทางการแพทย์ที่จะอธิบายทำให้คนเข้าใจ ว่ายามีดีและโทษ misuse drug เยอะเหลือเกิน...เข้าใจหมอแมวเลยค่ะว่ากำลังพยายามทำให้คนเข้าใจอะไรมากขึ้น เป็นกำลังใจให้ค่ะ
โดย: หมอยาหนีไปบิน (GottaBeMary ) วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:17:53:27 น.
  
สวัสดีคะ แวะมาเยี่ยม มีความสุขมากๆ นะ
โดย: หน่อยอิง วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:8:13:46 น.
  
โอ๊ะ เพิ่งเห็นว่า หมอแมว กะลังจะดัง
โดย: a_mulika วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:19:48:52 น.
  


Commentโดนๆ...คลิ๊กที่นี่

โดย: a_mulika วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:0:04:23 น.
  
มาขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ค่ะ
เเวะมาเยี่ยม เเถมได้ความรู้กลับไปด้วย
โดย: girl_in_town วันที่: 16 มีนาคม 2551 เวลา:14:40:24 น.
  

แวะมาแจม ..
โดย: หมอหมู วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:17:50:41 น.
  
เข้ามาอ่านเรื่องของคุณหมอแมวโดยบังเอิญ แล้วก็ติดหนึบค่ะ รักหมอ และอยากเข้าใจหมอให้มากขึ้น แต่บางครั้งก็แอบน้อยใจที่ที่รักอ้างงานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลาให้เราเลย หมอแมวทำให้หายยั๊วะได้พอสมควรเลยค่ะ
โดย: ที่รักเป็นหมอ IP: 58.64.50.175 วันที่: 31 มกราคม 2552 เวลา:19:54:00 น.
  
หมอครับ รบกวนสอบถามเรื่องการใช้ยานิดนึงครับ คือเมียผมท้องได้สามเดือน เป็นหวัดและไปหาหมอ หมอให้ยา Bromhexine มากิน แต่เท่าที่ผมทราบ ยาตัวนี้ไม่แนะนำให้ใช้กับหญิงมีครรภ์ //72.14.235.132/search?q=cache:keYyWY-NwuAJ:mnst.go.th/dicpharmacy/INFORMATION/DRUGpregnancy.doc+teratogenic&cd=10&hl=th&ct=clnk&gl=th&lr=lang_th&client=firefox-a

อยากถามว่าอย่างนี้ทำไงดี เครียดมาก กังวลจัด เพิ่งหัดเป็นพ่อ
โดย: โกวิท IP: 124.122.206.205 วันที่: 14 มีนาคม 2552 เวลา:22:36:53 น.
  
พี่เคยอ่านบทความของหมอแมว ในเว็บ mthai อยู่หลายเรื่องเลยค่ะ ชอบมากเลย ตอนนี้มีเรื่องขอคำปรึกษาค่ะ
ขอเรียนถามค่ะ
คุณป้าของพี่มีอาการเริ่มต้นว่าน่าจะเป็นอัลไซเมอร์ (พวกญาติๆแอบปรึกษาหมอแล้วค่ะ มีน้าคนนึงรับการรักษาโรคเครียดอยู่) คุณหมอแนะนำให้พามาพบแพทย์ แต่ปัญหาขอวงพวกเราก็คือ ไม่รู้จะทำยังไงดีให้เค้ายอมไปพบแพทย์ค่ะ

เคยชวนเค้าไปปรึกษาแพทย์ ช่วงที่สังเกตอาการว่าเค้าผิดปกติใหม่ๆ แต่เค้าก็ไม่สนใจ บอกว่าเค้าไม่เป็นอะไร พอปัจจุบันนี้ คุณป้า เริ่มคิดว่ามีคนจ้างนักสืบมาสะกดรอยตามเค้าค่ะคิดว่าญาติๆเป็นคนจ้างมา เนื่องจากกลัวว่าเค้าจะเอาเงินไปใช้ในทางไม่ดีต่างๆค่ะ เช่นไปแอบมีกิ๊กไว้ อะไรพวกเนี้ย ซึ่งไม่เคยมีใครไปสนใจในเรื่องส่วนตัวคนอื่นอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าเค้าไปได้ความคิดพวกนี้มาจากไหน

ที่พี่อยากปรึกษาก็คือ เราจะใช้วิธีไหนพาผู้ป่วยไปหาคุณหมอได้บ้างคะ ตอนนี้พี่นึกวิธีไม่ออกจริงๆค่ะ ตอนนี้คุณหมอให้ยาน้ำมาให้พวกเราเอาให้คุณป้าทาน 1 เดือน บอกให้ผสมในอาหารให้คุณป้าทาน ทานแล้วจะง่วงนิดหน่อย ให้ทาน 1 cc วันละครั้ง เป็นยาน้ำ ใส ไม่มีกลิ่น แต่ขม ที่ทราบว่าขมเพราะมีญาติลองชิมก่อนค่ะ นอกจากขมแล้ว ยังทำให้ง่วงมากด้วยค่ะ พวกเรามีความเห็นกันว่าให้ทานตอนเช้า ไม่ได้แน่เพราะคุณป้าขับรถไปทำงานค่ะ เดี่ยวต้องหลับระหว่างขับรถแน่นอน

ตอนแรกหมอก็ไม่ให้ยานะคะ พอเอาเรื่องไปปรึกษาหลายครั้งเข้า และคุณหมอทราบว่าคนไข้ไม่ยอมมาจริงๆ เลยยอมสั่งยามาให้พวกเราหาวิธีเอาให้คุณป้าทานดู บอกว่าทานแล้ว เค้าจะดีขึ้น และยอมมาหาหมอเอง

หมอพูดเหมือนง่าย แต่มันทำได้ยากค่ะ เพราะคุณป้าไม่ทานข้าวเช้า ทานแต่กาแฟแล้วก็ออกไปทำงาน กลับมาก็มืด แล้วก็ทานข้าวแต่ทานแค่วันละนิ๊ดดดดดดดดเดียวเท่านั้น ไม่รู้จะทำกับข้าวอะไรดี ที่รสชาดขมมันจะไม่แสดงออกมากนักน่ะค่ะ ตั้ง 1 เดือนเชียวนะคะ ไม่รู้จะทำอะไรดี

พี่จึงนึกถึงหมอแมว และลองเขียนมาขอคำแนะนำค่ะ ขอความกรุณาด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
และขอบคุณสำหรับทุกๆบทความของหมอแมว อ่านแล้วได้ประโยชน์จริงๆ พี่จะเป็นแฟนคอลัมน์ของหมอแมวต่อไปนะคะ
โดย: อ้อม IP: 124.120.173.67 วันที่: 1 เมษายน 2552 เวลา:14:57:03 น.
  
ขอคุงครับ

ทารก
โดย: Kingkimson วันที่: 13 มีนาคม 2553 เวลา:10:01:16 น.
  
เบื่อจริงๆเวลาได้ยินใครพูดว่าหมอเลี้ยงไข้
คร๊ายยย..ใครมันจะอยากเลี้ยงไว้
อยากให้หายๆกลับบ้านกันไปซะทั้งนั้น
...จะได้หมดห่วงกันไปอีกหนึ่ง...เนอะ
โดย: หมาแหงน วันที่: 21 มิถุนายน 2553 เวลา:23:47:54 น.
  
หวัดดีค่ะ หมอแมว

อยากจะขอคำปรึกษาเรื่องอาการหลังการผ่าตัดไส้ติ่งหน่อยค่ะ
วันที่นี้วันที่ 8 กรกฎาคม 2553
ชื่อเอ๋ค่ะ อายุ 29 ปี น้ำหนัก 56 กก. สูง 154 ซม. เข้ารับการผ่าตัดไส้ติ่งเมื่อวันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน 2553 มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายวันศุกร์(ก่อนวันผ่าตัด) อาการคือ ตื่นนอนประมาณ 10 โมงเช้า มีอาการเสียดท้องด้านขวาใต้ชายโครง จะรู้สึกเจ็บตอนที่เอี้ยวตัว ลุกขึ้นนั่ง,ยืนหรือนอนและเดินค่ะ ไม่ใช่ที่ท้องน้อยด้านขวานะคะ และมีอาการท้องอืดทำให้ปวดมวนท้องมาก เรอตลอดเวลา ไม่อยากอาหาร คลื่นไส้ อาเจียนตอนประมาณบ่ายโมง ตอน 4 โมงเย็นซื้อข้าวอีซี่โกจาก เซเว่น ขนมเลย์ และน้ำเป๊ปซี่มาทาน ตอนแรกไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไร คิดว่าท้องอืดธรรมดา เลยคิดว่ากินเป๊ปซี่ให้เรอแล้วอาจจะดีขึ้น แต่ก็ยังปวดเหมือนเดิม ทานน้ำครั้งสุดท้ายตอน 6 โมงเย็น รอแฟนกลับจากที่ทำงานมารับไปหาหมอที่โรงพยาบาลของจังหวัด
หมอตรวจกดที่ท้องด้านบน ถามว่าเจ็บไหม ก็ตอบว่าไม่เจ็บค่ะ กดที่ด้านซ้าย ก็ไม่ กดตรงกลางท้องน้อยก็ยังไม่เจ็บ และมากดที่ท้องน้อยด้านขวาล่าง ก็เจ็บค่ะแต่ไม่มากถ้ากดที่ใต้ชายโครงด้านขวาคงจะเจ็บมากกว่านี้ หมอจึงให้ไปตรวจเลือดและปัสสาวะ และกลับไปให้หมอคนเดิมดูผลอีกครั้ง หมอก็บอกว่าสงสัยจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ และให้ไปเอ็กซ์เรย์ มีบุรุษพยาบาลให้นั่งรถเข็น เข็นไปให้ เอ็กซ์เรย์เสร็จก็ไปที่ตึกประกันสังคม มีพยาบาล 3 คน ซักประวัติ และให้เปลี่ยนเสื้อผ้าของโรงพยาบาลเป็นสีเขียวเข้ม และเดินไปห้องผู้ป่วยรวมประกันสังคมหญิง เพราะว่าอยู่ใกล้ เวลาตอนนั้นประมาณ 20.40 น. ได้แล้วค่ะ นอนที่เตียงเจาะสายน้ำเกลือเสร็จประมาณ 20.45 น. ก็มีบุรุษพยาบาลมารับบอกว่าคุณหมอให้มาพาไปเข้าห้องผ่าตัด ตอนนั้นยังไม่ได้เตรียมใจเลย T^T
เข้าไปในห้องผ่าตัด นอนรออยู่ประมาณ 20 นาที ระหว่างที่รอก็ยังคิดว่าตัวเราเองอาจจะไม่ได้เป็นไส้ติ่งก็ได้ เพราะไม่ได้ปวดที่ท้องน้อย ก็พยายามบอกคุณหมอหรือพยาบาลไม่รู้ค่ะใส่ชุดเตรียมผ่าตัดสีเขียวๆ คุณหมอก็เลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวให้หมอใหญ่ดูให้อีกที คุณหมอใหญ่คือ น.พ. สมเกียรติ จำนามสกุลไม่ได้แล้ว คุณหมอมากดเหมือนหมอที่ตรวจตอนแรก กดด้านซ้าย ด้านบน ด้านล่างไม่เจ็บเลย พอกดท้องน้อยด้านขวาหน้าเบี้ยว เพราะมันปวดใต้ชายโครงมันก็ไปโดนที่ปวดด้วย หมอก็บอกว่าเป็นไส้ติ่งอยู่แล้วเนี่ย หมอกดไปหน้าก็เบี้ยวแล้ว... -.-
การผ่าตัดใช้วิธีดมยาสลบค่ะ พยาบาลก็มัดมือทั้งสองข้าง สูดเข้าไป 3 ฮึดก็ไม่รู้อะไรอีกเลย รู้แต่ว่าตอนสูดยาสลบแสบโพลงจมูกมาก และวันที่ไปผ่าตัดก็เหมือนจะไม่สบายด้วยเพราะตอนเช้าเจ็บคอมีเสมหะเป็นสีเขียวเหนียวข้นมาก ติดอยู่ที่คอ และไอบ้าง... (เคยหาหมอที่คลีนิก หมอบอกว่าเป็นภูมิแพ้ หามา 4 ปีแล้วค่ะ แต่ไม่เคยเข้ารับการตรวจโรคนี้จริงๆซะที)
ผ่าตัดเสร็จรู้สึกพยาบาลปลุกให้ตื่นก็พยายามจะลืมตาแต่มันก็ไม่ค่อยไหว รู้สึกเพลียมาก พยาบาลก็ให้ใส่อ๊อกซิเจนไว้ก่อน มีน้ำเกลือ 1 ขวด และ ยาฆ่าเชื้อ+แก้อักเสบอีก 1 ขวด คืนนั้นนอนไม่หลับเลยปวดท้องมาก ท้องอืดมากๆ ทนไปจนถึงตี 4 ก็บอกพี่สาวว่าไม่ไหวแล้วปวดแผลมากๆ พยาบาลมาฉีดยาให้ เข้าที่สายน้ำเกลือโดยดึงสายยาออก 1 สาย และฉีดเข้าไป รู้สึกว่าเย็นและปวดตามเส้นเลือดมากๆ แต่พอฉีดยายังไม่หมดสลิงความเจ็บปวดก็หายไปหมดเลย เหมือนไม่เป็นอะไรเลย ฉีดปุ๊ปก็ง่วงปั๊ป หลับถึง 6 โมงเช้าก็ตื่นเพราะเสียงดังจากแม่บ้านที่มาทำความสะอาด

คุณหมอสมเกียรติมาตรวจตอนเช้า 7 โมง
หมอ : เมื่อคืนเป็นไงหลับได้ไหม?
เอ๋ : ไม่ได้เลยค่ะ
หมอ : หลับไม่ได้เลย ใช่สิ ไส้ติ่งหนิ แตกด้วย เป็นเยอะด้วย วันนี้ไม่ให้นอนนะ ให้ลุกขึ้นนั่งให้เดินไม่งั้นเดี๋ยวเป็นผังผืด ต้องผ่าใหม่อีกรอบนึงนะ *แล้วคุณหมอก็เดินออกไป
เอ๋ : ..... T^T

แผลปิดพลาสเตอร์ใหญ่ตลอดไม่มีการล้างแผล
อยู่โรงพยาบาลจนถึงวันพุธที่ 9 มิถุนายน 2553 คุณหมอก็ให้กลับบ้านได้ วันที่ 12 มิถุนายน ก็มาตัดไหม และให้ปิดแผลอีก 2 วัน เย็นวันจันทร์จึงจะอาบน้ำได้ ใบรับรองแพทย์ให้หยุดงาน 2 อาทิตย์เมื่อครบกำหนดจึงไปทำงาน

ตั้งแต่วันผ่าตัดมาจะเจ็บแปลบๆ ที่ท้องด้านในแผล เกือบตลอด ระยะหลังเริ่มเจ็บมากขึ้น และเสียดท้องด้านซ้ายบ้าง เดินและนั่งก็จะเจ็บบ้าง เคยกลับไปหาหมอ 1 ครั้ง คุณหมอกดที่ท้องกดตรงไหนก็ไม่เจ็บ เลยให้ยา Mefenamic acid 500mg. มาทานอาการเจ็บข้างใน ก็ทุเลาลงแต่ก็ยังมีเจ็บบ้างแต่ไม่บ่อยและไม่มากแล้ว

และมาถึงวันนี้ วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 ตื่นนอนมา 06.10 น. มานั่งยองๆ บนส้นเท้าหาของในลิ้นชักตู้ พอเริ่มรู้สึกเจ็บก็จะลุกขึ้นยืน รู้สึกเจ็บรุนแรงมาก เหมือนแผลที่เย็บไว้จะแยกออกจากกัน(เปรียบเปรย) พอไปทำงานก็เจ็บมากขึ้นจนเริ่มรู้สึกจะทนไม่ไหว ท้องก็ใหญ่กว่าปกติ คิดว่าเนื่องจากวันนี้ไม่ได้ถ่าย ประจำเดือนมาเป็นวันที่ 2 ด้วย ตอนเย็นไปหาหมอ หมอก็บอกว่าผ่ามานานแล้วคงไม่เป็นอะไรก็ให้ยาตัวเดิมมา และให้ยาตัวใหม่ที่แรงกว่าเดิมมาด้วยชื่อว่า Tramadol HC1 50mg. มาอีกตัวและบอกว่ายาตัวนี้มีผลข้างเคียงมากกว่าตัวเก่าด้วย...

อยากจะเรียนถามคุณหมอแมวว่าอาการเจ็บนี้จะเป็นไปอีกนานไหมคะ แล้วทำไมจึงยังเจ็บอยู่ เพราะพยาบาลบอกว่าแผลผ่าตัดคลอดของเค้าใหญ่กว่าตั้งเยอะ เค้ายังไม่เจ็บเลย พูดประมาณว่าเราเจ็บเวอร์ไปหรือเปล่า ฟังแล้วเซงนะ เพราะมันเจ็บมากๆ จริง มันอาจจะเกิดจากการนั่งทำงานบนเก้าอี้ตลอด ตัวงอเพราะต้องใช้คอมฯ ตลอด และกระโปรงที่ใส่อาจจะรัดทำให้เจ็บแผลหรือเปล่าคะ ถ้าไม่ดีขึ้นคิดจะไปหาคุณหมอสมเกียรติ ให้ดูอาการให้ พอดีเปิดคลีนิกอยู่ในตัวจังหวัด รบกวนหมอแมวช่วยวินิจฉัยหน่อยได้ไหมคะ จะขอบคุณมากค่ะ
โดย: ayvii IP: 114.128.60.23 วันที่: 8 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:56:07 น.
  
เปนแบบเด่วกันเลยayvii อยากรู้เหมือนกันว่ามันเปงไรทรมานอ่ะ
โดย: นี่ก้อแมว IP: 124.121.220.77 วันที่: 12 มีนาคม 2554 เวลา:16:29:56 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมอแมว
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]