khimyo
Location :
ลำพูน Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2563
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
 
18 กุมภาพันธ์ 2563
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add khimyo's blog to your web]
Links
 

 

Day 5 วาติกันมิวเซียม งานศิลปะโอเวอร์โหลด

เริ่มอิดออดไม่ค่อยขยันเที่ยวแบบวันแรกๆ เพียงตัดแผนเดินตลาดกัมโปดิฟิออรีกับแผนเดินเที่ยวตราสเตเวเร่ออก 
แค่นี้... เราก็ไม่ต้องออกเที่ยวแต่เช้าแล้ว เฮ้!! (เนี่ย มาคนเดียวมันก็สบายตรงนี้)

สายๆค่อยเริ่มออกไปเที่ยว ถนนร่มรื่นมาก ระหว่างทางจากโฮสเทลไปบันไดสเปน
 


เราเดินมาโผล่ด้านบนของบันไดสเปน มีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่หน้าโบสถ์ของฝรั่งเศสที่ชื่อ Trinita dei Monti
จุดเริ่มต้นของการสร้างบันไดแห่งนี้ ก็เพราะทางฝรั่งเศสอยากสร้างทางเดินเชื่อมโบสถ์บนเนินเขากับจัตุรัสด้านล่าง
แต่เผอิญว่าใกล้ๆกับจัตุรัสมีสถานทูตสเปน (เป็นสถานทูตที่เก่าแก่ที่สุดในโลกด้วยตั้งแต่ปี 1480) คนเลยเรียกบันไดนี้ว่า บันไดสเปนไปซะงั้น



มองลงไปเห็น Piazza di Spagna อยู่ด้านล่าง เป็นทางบันไดที่กว้างที่สุดในยุโรป
แถวนี้ก็เป็นย่านช้อปปิ้งไฮเอนด์ของโรมเค้าล่ะ ที่พักหรูหราก็จะกระจุกตัวย่านนี้เช่นกัน 



ตอนนี้เค้าไม่อนุญาตให้มานั่งเล่นตามขั้นบันไดแล้วนะ ถ้าจำไม่ผิดนอกจากจะโดนไล่แล้ว อาจจะต้องเสียค่าปรับด้วย



มาถึงลานด้านล่าง ก็จะเจอ Fontana della Barcaccia 
น้ำพุเรือล่มที่แบร์นินี่เป็นคนออกแบบ เป็นศิลปินที่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะเจอผลงานของฮีเป็นระยะๆทั่วกรุงโรม



คุณยายมายืนส่องกุชชี่สาขาบันไดสเปน



Caffe Greco ร้านกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดในโรม ซึ่งเราไม่ได้เข้าในรอบนี้ 



ร้านขายดอกไม้มุมถนน



Piazza del Popolo จัตุรัสใหญ่อีกแแห่งในกรุงโรม
มีโบสถ์คู่แฝด ฝั่งขวา คือ Santa Maria dei Miracoli และฝั่งซ้าย Santa Maria di Montesanto
ส่วนถนนตรงกลาง คือ via del Corso ซึ่งในบลอกที่แล้ว เราได้ไปเห็นสุดสายอีกฝั่งของถนนเส้นนี้กันแล้วเนอะ



เดินถอยมาอีกหน่อย ตรงกลางจัตุรัสมีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่
ถ่ายแบบนี้ เสาก็บังถนน via del Corso ซะมิด



อีกด้านของจัตุรัส ยังมีอีกโบสถ์ซึ่งเราตั้งใจมาค่ะ Santa Maria del Popolo
การตกแต่งด้านในดูธรรมดาๆ แต่ขอฝอยตำนานของโบสถ์นี้หน่อย.. 
น่าจะพอรู้จักจักรพรรดิเนโรที่เค้าว่ากันว่าเป็นคนเผากรุงโรม.. คุ้นกันมั้ย.. 
ถ้ายังนึกไม่ออก ก็นึกถึงชื่อโปรแกรมเขียนแผ่นซีดี Nero Burning Rom ที่ได้ไอเดียชื่อมาจากวีรกรรมของเนโรนี่แหละ
เชื่อว่าที่ตั้งของโบสถ์ปัจจุบันนี้เป็นจุดฝังศพของเนโร สมัยยุคกลางผีเนโรเฮี้ยนมากจนต้องนิมนต์โป๊บมาปราบ ด้วยการให้สร้างโบสถ์มาทับหลุมศพ
จึงได้มี Santa Maria del Popolo ในทุกวันนี้



แต่เหตุที่เรามาโบสถ์นี้ไม่ได้มาล่าท้าผีนะ เรามาเพื่อตามรอยนิยายตะหาก
Habakkuk and the Angel ผลงานแบร์นินี่เจ้าเก่า ตั้งอยู่ใน Chigi chapel



แล้วก็ไปเจอของดีโดยบังเอิญ รูปวาด Crucifixion of St Peter ของคาราวัจโจ้  ก็อยู่ที่นี่ด้วย
แถมมีคนหยอดตังเปิดไฟชมรูปอยู่พอดี เลยรีบแชะรูปมาอย่างว่อง



ถ่ายได้ฝั่งเดียว ไฟดับไปซะแล้ว
เนี่ยค่ะ... คริสตพานิชย์ อยากเห็นรูปภาพชัดๆก็ใส่ 2 ยูโรแล้วจะมีไฟสว่างให้เห็นได้ชัดๆ



Conversion of St Paul ก็เลยต้องมองแบบสลัวๆ



จากนั้น ออกประตูเมืองโรมฝั่งทิศเหนือ ลองนั่งรถไฟใต้ดินที่เค้าว่าโจรร้ายนักร้ายหนากันหน่อย นั่งจากสถานี Flaminio ไปลง Cipro ค่ะ



ยังไม่ทันจะเข้าชานชาลา จะซื้อตั๋วที่ตู้ก็ทำไม่เป็นค่ะ หาช่องใส่เหรียญไม่เจอ ทันใดนั้นมีคุณป้ามายืนกดอยู่ข้างๆ เลยขอให้เค้าช่วยสอนวิธี
ปรากฎว่าเจอคนใจดีค่ะ คุณป้าสอนให้อย่างดี ไม่มีหลอกลวง จากนั้นก็ขึ้นรถไฟไปตามปกติ ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย สถานีจะมืดๆหน่อยนะ


 
บ่ายนี้เราจะไปวาติกันมิวเซียม ซึ่งส่วนใหญ่ถ้ามาเมโทรก็จะลงสถานี Ottaviano กัน
ที่เรามาลง Cipro เพราะวางแผนดอกจันทร์ว่าจะมากินพิซซ่าร้านนี้ Bonci Pizzarium (อ่านว่าบอนชิ่)
เป็นร้านพิซซ่าแบบแบ่งขายตามน้ำหนัก ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า pizza al taglio
จริงๆมีขายทั่วไปในโรม แต่ร้านนี้คือดังในหมู่นักท่องเที่ยวเยี่ยงเรา ไหนๆก็ได้มาแถวนี้เลยต้องขอแวะมาลอง

พิซซ่าหน้าตาดีมากๆ หยิบบัตรคิว ชี้เลือกว่าจะเอาหน้าไหน พนักงานก็จะตัดชั่งน้ำหนัก แล้วเอาโน้ตให้เราไปยื่นจ่ายตังกับแคชเชียร์
จากนั้นก็รอพักนึง เค้าจะเอาไปอบให้ร้อน แล้วค่อยไปรับพิซซ่าที่สั่งไว้ค่ะ 



ด้วยความฮิต ร้านนี้ก็จะราคาแพงกว่าร้านทั่วๆไปนะ โต๊ะก็ไม่มีให้นั่ง มีเคาเตอร์ให้ยืนกินอย่างเดียว เสียไป 12 ยูโรแหนะ
แต่แป้งอร่อยมากแบบไม่เคยกินแป้งพิซซ่าแบบนี้มาก่อน หน้าที่สั่งมาก็อร่อยใช้ได้ แต่เค้าใส่หอมหัวใหญ่เยอะไป ได้เขี่ยๆออก



ขณะกินไปไม่ถึงครึ่งก็เริ่มอิ่ม กำลังนึกเสียดายอยู่ว่าจะต้องทิ้งที่เหลือเหรอ
ก็มีคนเข้ามายืนกินข้างๆ เราเลยไปชวนเค้าว่าสนใจมาจอยถาดของเรามั้ย ซึ่งเค้าตอบตกลง ก็เลยกลายเป็นว่าไม่ต้องทิ้งอาหาร
เดชะบุญเป็นอเมริกันค่ะ ถึงว่า อัธยาศัยดีเว่อร์ เป็นคู่แฟนมาจากวอชิงตัน แวะมาทานพิซซ่าก่อนจะไปวาติกันมิวเซียมรอบบ่ายโมงเหมือนกับเรา
เลยได้เพื่อนคุยทั้งตอนกิน และตอนเดินไปวาติกันมิวเซียม 

และขอเดชะบุญรอบสอง ที่ได้มีเพื่อนเกาะเดินไปมิวเซียมด้วย เพราะระหว่างทางเงียบสงัดมาก มีกลุ่มคนผิวสีมารุมขายทัวร์ขายของ 
คือ ถ้ามาคนเดียวก็คงน่ากลัวมิใช่น้อย แต่พอมากับอเมริกัน ทุกคนไปรุมคนผิวขาวกันหมด เราก็สบายตัวไป ไม่มีคนเข้าหา แหะๆ



วาติกันมิวเซียม เป็นมิวเซียมที่ใหญ่มาก ทางเดิน(สำหรับเรา)สับสนงงงวยมาก และปวดคอมากที่สุด
จองรอบเข้ามาล่วงหน้าก่อนเช่นเคย เอาตั๋วจองที่ปริ้นต์มา ไปสแกนที่ตู้ออโต้ ได้ตั๋วจริงมาแบบนี้ค่ะ สะดวกสุดๆ 
เสียดายช่วงที่เราไปส่วนจัดแสดงอียิปต์ปิดปรับปรุง เลยอดเห็นมัมมี่ของจริง

เริ่มที่ Pinacoteca หรือส่วนจัดแสดงงานศิลปะ แค่ส่วนนี้ก็มี 18 ห้องแล้ว
กลางห้องคือรูปปั้นต้นแบบก่อนจะนำไปหล่อบรอนซ์ ฝีมือแบร์นินี่เจ้าเก่า ทำมาจากฟางมัดขึ้นรูปด้วยลวด แล้วใช้ดินเหนียวปั้นทำรายละเอียด
เราว่า ดูๆไปก็มีความอะนิเมะอยู่เหมือนกันนะ



Transfiguration วาดโดยราฟาเอล เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนลาโลกค่ะ
ส่วนใหญ่ภาพที่ราฟาเอลวาดจะแสงสีละมุนตา แต่รูปนี้เค้าใช้เทคนิคการวาดแบบ chiaroscuro วาดเน้นมืดสว่างตัดกันแบบชัดเจน



คนที่เป็นเจ้าพ่อแห่งการวาดภาพสไตล์ high contrast แบบนี้ ก็เห็นจะเป็นคาราวัจโจ้นี่แหละค่ะ
The Deposition by Caravaggio



สวนกลางวาติกันมิวเซียม มีหลายชื่อ ทั้ง Belvedere courtyard ตั้งตามที่อยู่ของโป๊บในวาติกัน Villa Belvedere
แต่เราชอบชื่อ Pinecone courtyard มากกว่า เพราะด้านนึงของสวนจะมีรูปลูกสนทำจากบรอนซ์ลูกเบ้อเร่อตั้งอยู่
เป็นของโบราณ คาดว่าสร้างมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 1 โดยลูกสนเป็นสัญลักษณ์ของการรู้แจ้ง แสงสว่างในความหมายของชาวโรมัน
ฟังก์ชั่นคล้ายๆต่อม pineal gland ต่อมรูปทรงลูกสนในสมองของเราที่สร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน ควบคุมวงจรการนอนหลับเลยค่ะ



The Sphere within a Sphear เป็นงานศิลปะสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่กลางคอร์ทยาร์ด โดดเด่นมากค่ะ
กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวาติกันมิวเซียมไปแล้ว



Chiaramonti museum แสดงงานประติมากรรม ที่เกือบโดนฝรั่งเศสยึดไปสมัยนาโปเลียนเรืองอำนาจ



New wing หรือ Braccia Nuovo ส่วนต่อขยายจากเกียรามอนติมิวเซียม 
เราว่างานประติมากรรมในนี้สวยกว่าเกียรามอนตินะ ใครมาเที่ยวอย่าเพิ่งหันหลังกลับไปก่อน เดินมาจนสุดทางของเกียรามอนติแล้วถึงจะเจอ
Statue of the Nile God ลูกหลานเยอะจริง



มาถึงอีกคอร์ทยาร์ด octagonal coutyard ใน Pio-Clementine Museum



Laocoon ประติมากรรมยุคโบราณ ที่สร้างความประทับใจในฝีมือการสลักให้ใครหลายๆคน รวมถึงมิเคลันเจโลที่ไปนั่งเฝ้าตั้งแต่ตอนขุดเจอ
เป็นช่วงเวลาที่เลโอโคออนและลูกกำลังต่อสู้กับงูทะเล ก่อนจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป



Sala Rotunda ห้องโถงสูง มีหลังคาเป็นโดมที่ได้แรงบันดาลใจจากแพนธีอัน



กลางห้องมีอ่างขนาดใหญ่ทำจากหินลาวาสีม่วงแดง เจ้าของเดิม คือ จักรพรรดิเนโร



งานโมเสกแบบละเอียดยิบ



เที่ยวแล้วปวดคอมาก นี่ไม่ได้เว่อร์แต่อย่างใด เดี๋ยวก้มหน้า เดี๋ยวแหงนคอ (ขั้นกว่าของเงย)



The Tapestries Hall
โถงยาวที่ 2 ข้างแขวนพรมจากช่างทอชั้นยอด ฝั่งซ้ายจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซู ส่วนด้านขวาเป็นชีวประวัติของโป๊บ Urban ที่ 8
ส่วนบนเพดาน แต่งด้วยภาพวาดแบบ 3 มิติ!!



The Resurrection of Christ 
เป็นพรมที่มีความพิเศษ คือ เมื่อเรามองตาพระเยซู แล้วเคลื่อนที่ พระเยซุจะมองตามมาค่ะ บึ้ยยย
หรือจะมองตรงก้อนหินที่พระเยซูเหยียบอยู่ก็ได้ มี moving effect เหมือนกัน



พรม The Last Supper



The Maps Hall 
ทุกคนที่เพิ่งเดินเข้าห้องนี้ จะแแหงนหน้ามองเพดานโดยอัตโนมัติ มลังเมลืองสุด



เป็นห้องที่เก็บรวบรวมแผนที่โบราณไว้  หน้าตาก็มีคลาดเคลื่อนกับปัจจุบันไปบ้าง
แผนที่แดนรองเท้าบูท



มองเห็นโดมของเซนต์ปีเตอร์จากมิวเซียมด้วย (มุมไหนห้องไหน ลืมไปแล้วค่ะ)



School of Athens อีกหนึ่งจุดหมายของคนที่มาวาติกันมิวเซียม วาดโดยราฟาเอลค่ะ
เป็นภาพวาดที่รวมเอานักคิดนักปราชญ์ในหลากหลายยุคสมัยมารวมกันในภาพเดียว 
จากตรงกลางภาพ ชาย 2 คนที่ยืนอยู่ คือ เพลโต(ใช้หน้าดาวินชีมาเป็นแบบ) และอริสโตเติล (ใช้บรามันเต้มาเป็นแบบ)
เราว่าภาพนี้เหมือนรวมเหล่าเซเลบในวงการ เลยทำให้คนสมัยปัจจุบันอินได้ง่าย มีเรื่องที่ทุกคนพอจะรู้จักไรงี้



ภาพ School of Athens ถูกวาดอยู่บนผนังห้องด้านนึงในห้องที่ชื่อ Stanza della Segnatura
โดยที่ราฟาเอลตั้งใจวาดให้ผนังแต่ละด้าน เล่าแทน 4 หัวข้อ  คือ กวี ความยุติธรรม ปรัชญา เทววิทยา



ปลายทางของวาติกันมิวเซียมจะมาจบที่ Sistine chapel แต่ด้านในเค้าไม่ให้บันทึกภาพ
ตอนเข้าไปนอกจากนึกถึงฉากเลือกตั้งพระสันตะปาปาในเรื่องเทวากับซาตาน ก็แหงนมองเพดานเฟรสโก้สุดบ้าพลังของมิเคลันเจโล
หาช่องที่วาดเรื่อง The Creation of Adam แต่มันสูงมองไม่เห็นรายละเอียดหรอก ถ้าจะดูชัดๆ ค้นเนตดีกว่าค่ะ 
ผนังห้องด้านนึง ก็เป็นเฟรสโก้  The Last Judgement ผลงานมิเคลันเจโลเหมือนเดิม แต่กลับมาทำตอนอายุมากแล้ว
ระยะเวลาตอนวาดห่างจากภาพบนเพดานเกือบ 30 ปีแหนะ

ว่าแล้วก็สอยกระเป๋าลาย Creation of Adam กลับไปเป็นที่ระลึกซะเลย 



ก่อนจะออกมิวเซียม ก็ต้องเดินลงบันไดวน ร่ำลามิวเซียมไปด้วยความประทับใจ 
21 ยูโรที่เสียไป คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม งานศิลปะแน่นมาก ปวดทั้งขา ทั้งคอ และสมองเลยค่ะ เหอเหอ



จากนั้น เดินมาเข้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ต่อ กะว่ามาเย็นๆคิวไม่น่าจะยาวแล้วล่ะ
ผ่านทางเดิน The Colonnade ที่แบร์นินี่ออกแบบให้โค้งโอบรอบจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์เอาไว้



คิวรอเข้าเซนต์ปีเตอร์ตอนห้าโมงกว่าๆ ..ผิดคาดมากๆ แถวยาวอ้อมมาเกินครึ่งลานเซนต์ปีเตอร์อีก 
เราคำนวณว่าอีกชั่วโมงนึงจะถึงเวลาปิดวิหารแล้ว เลยตัดสินใจไม่ต่อแถวดีกว่า ค่อยกลับมาแก้ตัววันอื่นละกัน



เดินจากมาแบบไม่ได้เข้าเซนต์ปีเตอร์



Castel Sant'Angelo ป้อมปราการที่มีทางเดินลับไปด้านในวาติกัน (แต่ตอนนี้คงไม่ลับแล้วล่ะ)



เจอตำรวจม้าด้วย



บริเวณรอบๆ Piazza Navona จนถึง Pantheon ถนนหนทางเป็นซอยเล็กซอยน้อย เราเดินแถวนี้แล้วหลงทุกที
แต่บรรยากาศสวย ดูปลอดภัยดีค่ะ มีร้านรวงน่ารักๆ ดูโร้มโรมแหละ



ช่วงเดินหลง ก็ไปถามทางกับผู้หญิงคนนึงที่เพิ่งเดินออกมาจากโบสถ์ ด้วยเข้าใจว่าเป็นคนพื้นที่
แต่จริงๆก็เป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกันนี่แหละ เค้าก็เที่ยวไปหลงไปเช่นเรา เป็นชาวแคเนเดียน เคยมาเชียงใหม่บ้านเราด้วย 



ตั้งใจมาถ่ายรูปมุมสวยๆที่ซอยนี้ค่ะ เห็นในอินสตาแกรมของนางแบบที่เราตามอยู่ เป็นมุมที่สวยงามจับใจ(ในอินสตาแกรม)มาก
แต่ของจริง อาจจะเพราะมาตอนแสงใกล้หมด เลยดูมืดไปหน่อย



มาโผล่นาโวน่าเฉ้ยย



กลางจัตุรัสนาโวน่า เป็นที่ตั้งของน้ำพุ Four Rivers Fountain ให้ทายว่าฝีมือใคร
..
..



เฉลย แบร์นินี่ไง จะใครล่ะ ขยันจิ๊งงง พ่อคุณ

ก่อนแบร์นินี่จะได้สร้างน้ำพุแห่งนี้ ผู้ว่าจ้างได้มอบหมายให้บอรอมมินี่(สถาปนิกดวงอาภัพ คู่ปรับกับแบร์นินี่ที่เราพูดถึงในบลอกก่อน) เป็นคนออกแบบ
แต่ด้วยความอยากได้จ๊อบนี้มาก แบร์นินี่เลยเอาแบบน้ำพุของตนไปเสนอให้น้องสะใภ้ของโป๊บ แล้วให้นางไปเกลี่ยกล่อมให้ใช้แบบของตัวเองแทน
ปรากฏว่า ทำสำเร็จค่ะ เราเลยได้เห็นน้ำพุจตุมหานทีแบบในทุกวันนี้

แต่การออกแบบปรับด้านหน้าโบสถ์ Sant'Agnese in Agone ให้เว้าเข้าไป เพื่อเพิ่มความกว้างขวางให้ลานน้ำพุเป็นฝีมือบอรอมมินี่นะ



ไม่ได้ตั้งใจจะมา แพนธีอัน วันนี้ แต่ไหนๆเดินผ่านแล้วก็แวะเลยละกัน



พอเข้ามา รู้สึกเกินความคาดหมาย ด้านในคือกว้างขวางมาก ลมพัดสบาย ทำเราทึ่งไปเลย
ก่อนมาคิดว่าคงงั้นๆ ธรรมดาๆ แต่กลายเป็นว่าประทับใจกับแพนธีอันมากค่ะ



ใช้เป็นที่ฝังศพบุคคลสำคัญหลายๆคน รวมถึง Victor Emmanuele ที่ 2 ซึ่งเป็นคนที่รวมเมืองต่างๆจนเป็นประเทศอิตาลีในทุกวันนี้
Padre della Patria เป็นพ่อของแผ่นดินอิตาลีค่ะ



น้ำพุเทรวี่ยามเย็น คนแน่นม้ากกก 



วันนี้เดินผ่านตอนช่วงเปลี่ยนเวรยามหน้าทำเนียบประธานาธิบดีด้วย




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2563
1 comments
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2563 12:08:49 น.
Counter : 436 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณอุ้มสี, คุณtuk-tuk@korat

 


บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
พายุสุริยะ Travel Blog ดู Blog
ธนูคือลุงแอ็ด Health Blog ดู Blog
สาวไกด์ใจซื่อ Review Food Blog ดู Blog
โอน่าจอมซ่าส์ Travel Blog ดู Blog
khimyo Travel Blog ดู Blog

ตามมาเที่ยวต่อ
เพราะโควิดทำให้ไปเที่ยวเองไม่ได้
มาชมภาพละกันค่ะ
เจิมบอก

 

โดย: อุ้มสี 11 มีนาคม 2563 5:43:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.