khimyo
Location :
ลำพูน Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Group Blog
 
<<
มกราคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
17 มกราคม 2563
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add khimyo's blog to your web]
Links
 

 
Day 2 ไต่บันไดไปสักการะคุณพ่อบรูเนลเลสกี้ ย้อนเวลาสู่เรเนซองส์

ใครที่พอจะรู้จักเมืองฟลอเรนซ์อยู่บ้าง ก็น่าจะพอรู้ว่าที่นี่เป็นเมืองต้นกำเนิดของยุคสมัยเรเนซองส์ หรือยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ

เป็นยุคสมัยที่มีแนวคิดชื่นชมในความงาม และความสามารถของมนุษย์ หรือ Humannism
ผู้คนเริ่มสงสัยตั้งคำถาม จนเกิดเป็นความรู้ใหม่ๆ เริ่มทดลองคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เป็นยุคเฟื่องฟูของนักคิด นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน

... ผลิบานที่ฟลอเรนซ์ อิตาลี และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ตื่นตัวไปทั่วยุโรป ...

หนึ่งในนักคิดนักสร้างของยุคสมัยเรเนซองส์ที่เราประทับใจมาก คือ Filippo Brunelleschi
และวันนี้จะเป็นวันที่เราได้เข้าไปใกล้ชิดกับผลงานชิ้นโบว์แดงของคุณพ่อบรูเนเลสกี้กันค่ะ กรี๊ดดดด

การเดินทางในฟลอเรนซ์ ง่ายๆค่ะ เดินอย่างเดียว เดินไปถึงทุกที่ 
มาโผล่ที่ลานหน้าฟลอเรนซ์ดูโอโม่อีกครั้ง 



เราได้จอง Il Grande Museo del Duomo ไว้ล่วงหน้า เป็นพาสที่ใช้เข้าชมสถานที่ในกลุ่มฟลอเรนซ์ดูโอโม่
ซึ่งประกอบด้วย โดมบรูเนลเลสกี้ หอระฆังจอตโต้ สุสานใต้ดิน มิวเซียม และหอศีลจุ่มซานโจวานนี ใช้เข้าได้ที่ละครั้ง ภายใน 72 ชั่วโมง
ส่วนการเข้าชมดูโอโม่ไน่นับอยู่ในพาสนี้ เพราะทุกคนเดินเข้าได้ฟรีอยู่แล้วค่ะ

หลังจากจ่ายเงินเสร็จ ตั๋วจะถูกส่งมาทางอีเมล สามารถใช้ตั๋วนี้เข้าสถานที่ได้เลย ไม่ต้องแลกเป็นตั๋วจริงอีกทีแบบที่อุฟฟิซี
ถ้าต้องการขึ้นโดมบรูเนลเลสกี้ต้องจองวันเวลาที่จะขึ้นมาล่วงหน้า ส่วนสถานที่ที่เหลือไปต่อแถวเข้าหน้างานค่ะ

Brunelleschi's Dome
จองรอบขึ้นโดม ตอนเก้าโมงเช้า มาถึงก่อนเวลาประมาณ 10 นาที ตอนแรกถึงกับอึ้งกับแถวอันยาวเหยียด
เข้าไปถามคนที่ปลายแถว เค้าก็บอกว่า เค้าก็จองคิวรอบนี้เหมือนกัน พอเรายืนซักพักก็มีคนเข้ามาถามแบบนี้อีกเช่นกัน แล้วแถวก็ยาวไปเรื่อยๆ



จนถึงเวลาเก้าโมง เจ้าหน้าที่ก็เริ่มปล่อยคนขึ้นไป เช็คตั๋วทุกคนที่ผ่านประตู ใครไม่ใช่รอบเก้าโมงเช้า เค้าก็คัดออก
สรุป คือ เค้าปล่อยคนขึ้นไปเป็นรอบๆ ตามเวลาที่จองมานั่นแหละ 

ต้องขึ้นบันได 463 ขั้น เพื่อไปถึงยอด บางช่วงที่ขึ้นก็ต้องใช้บันไดร่วมกันทั้งขาขึ้นขาลง
เห็นความแคบของช่องบันไดแล้วก็เข้าใจว่าทำไมถึงต้องให้ขึ้นเป็นรอบๆ
สควอทก่อนมาเที่ยว วันละ 80 ที กับเดินขึ้นตึก 10 ชั้นแบบไม่ใช่ลิฟท์ เพราะรู้ว่าต้องมาไต่บันไดนี่แหละ



มาได้ครึ่งทาง ก็โผล่ที่ฐานโดมด้านใน มีภาพวาด The Last Judgement ระบายอยู่เต็มพื้นที่

หลังจากสร้างโดมสำหรับมหาวิหารประจำเมืองเสร็จมาร้อยกว่าปี เจ้าเมืองฟลอเรนซ์ในขณะนั้นแกรนด์ดยุค Cosimo I de' Medici
ก็มีคำสั่งให้ศิลปินชาวฟลอเรนซ์ Giorgio Vasari วาดภาพตกแต่งเพดานโดมให้หน่อย 
วาซารีเลือกวาดภาพที่ได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรม The Divine Comedy ของดันเต้ นักเขียนชื่อดังที่เป็นชาวฟลอเรนซ์เช่นกัน
และยังได้ไปศึกษาภาพ The Last Judgement ของมิเคลันเจโลในโบสถ์น้อยซิสทีนก่อนร่างแบบอีกด้วย



วาดยังไม่ถึงครึ่งนึง... 2 ปีต่อมาวาซารีก็มาด่วนตายไปซะก่อน ดยุคคนใหม่เลยมอบหมายให้ Zuccari ศิลปินจากอูร์บีโนมารับช่วงต่อ
ซึ่งซุคคารีได้ "เท" ภาพร่างที่ทำไว้ของวาซารี และเปลี่ยนเทคนิคการวาดจากปูนเปียกเฟรสโก้ มาเป็นแบบแห้งสไตล์โรมที่เค้าถนัดแทน
คนฟลอเรนซ์เลยไม่ค่อยชอบใจกับสิ่งนี้ซักเท่าไหร่  แม้ว่าจะเป็นทีมงานซุคคารีจะเป็นคนวาดภาพส่วนใหญ่ก็ตาม 
เรามักจะรู้จักงานชื้นนี้ว่า เป็น Vasari's Last Judgement ไม่เคยได้ยินใครเมนชั่นถึงซุคคารีซักกะที
 
จากช่องแสงตรงกลางโดม ไล่ออกมา 6 ชั้น ภาพวงด้านในสุดเป็น 24 elders of the Apocalypse วงถัดออกมาก็เป็นเหล่าเทวดา นักบุญ
วิญญานศักดิ์สิทธิ์ กระทั่งวงนอกสุดคือ วิญญานบาปใช้กรรมในนรก 



เดินไต่บันไดต่อ... 
การเรียงอิฐ แบบ herringbone ที่บรูเนลเลสกี้เลือกใช้ในการก่ออิฐสร้างโดม เพื่อการกระจายน้ำหนัก



ยิ่งสูงยิ่งทางแคบเข้ามาเรื่อยๆ จนโค้งสุดท้ายเป็นแบบนี้ ที่ยืนนี่คือต้องแบ่งทางผลัดกันขึ้นลง มีช่องสำหรับเข้าออกจุดชมวิวแค่รูเดียว



ในที่สุด ก็ได้มายืนบนโดมที่โดดเด่น สวยงาม เป็นสัญลักษณ์คู่เมืองฟลอเรนซ์มาเกือบ 600 ปี
... แต่อยู่บนนี้ มองไม่ค่อยเห็นความสวยของโดม แต่ได้ใกล้ชิดกับงานระดับมาสเตอร์นะ แหะๆ



ส่วนล่างที่เป็นตัวอาคารของซานตามาเรียเดลฟิออเร่เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 1294 ออกแบบให้ยิ่งใหญ่สมฐานะของการเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ
ของยุโรปในสมัยนั้น แต่ตรงหลังคาโดมส่วนที่ตรงกับตำแหน่งแท่นบูชาหลัก กลับถูกทิ้งเอาไว้เป็นช่องโหว่ เพราะยังไม่มีใครคิดวิธีที่จะสร้าง
หลังคาคลุมพื้นที่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 เมตร สูงเหนือพื้นเกือบ 60 เมตรขึ้นมาได้

จนกระทั่งปี 1418 สภาเมืองฟลอเรนซ์จัดให้มีการแข่งขันประกวดแบบสร้างหลังคาโดม หลังจากที่ปล่อยให้พื้นที่ด้านในตากแดดตากฝนมาร้อยกว่าปี 
แล้วผู้ที่ชนะเลิศในวันนั้น ก็คือ พ่อบรูเนลเลสกี้คนเก่งคนดีศรีฟลอเรนซ์นี่เอง!!



เดินเก็บบรรยากาศจนพอใจ ก็กลับลงรูกันค่ะ ทั้งขึ้นทั้งลงใช้ด้วยกันนี่แหละ



บันไดที่สอดไส้อยู่ระหว่างผนังโดม 2 ชั้น เป็นหนึ่งในแนวคิดการออกแบบสร้างโดม



กลับมาที่ฐานโดมอีกครั้ง ขาลงจะถ่ายรูปสบายกว่าขาขึ้นนะ เพราะค่อยๆทยอยกันลงมาตามอัธยาศัย ไม่ได้ปล่อยทีเดียวแบบขาขึ้น



มีเครื่องมือเครื่องไม้โชว์นิดหน่อย ถ้าอยากรู้เรื่องราวแบบเน้นๆ เดี๋ยวไปเข้ามิวเซียมกันต่อ



บรรยากาศลานรอบๆดูโอโม่ ช่วงสายๆคนยังไม่เยอะ ถ้ามาเดินเย็นๆนี่คนแน่นเชียว



บรรยากาศด้านในดูโอโม่ ถ่ายมาหนึ่งแชะก่อนประตูทางออก



รูปสลักของคุณพ่อบรูเนลเลสกี้ กำลังนั่งคุมงานก่อสร้าง



และเงยหน้ามองดูผลงานของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ 

โดมที่ดูไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ เมื่อ 600 ปีก่อน พอสร้างเสร็จสมบูรณ์ได้จริง
ก็ไม่น่าแปลกใจที่คนยุคเรเนซองส์จะเชื่อในความคิด เชื่อในศักยภาพของคนธรรมดา จริงมั้ยคะ



เราว่าบรูเนลเลสกี้ โชคดีมากๆอีกอย่างก็คือ เค้าได้มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่การก่อสร้างโดมเสร็จ ได้รับคำชื่นชมด้วยตัวเอง
หลายๆคนกว่าจะดัง กว่าจะได้รับการยอมรับ เจ้าตัวก็ไม่อยู่บนโลกนี้ซะแล้ว

Museo dell'Opera del Duomo
เห็นตึกดูมอซอ แต่ด้านในสวยเด้อววว



โถงต้อนรับของมิวเซียม ใครมีพาสก็เดินเข้าช่องขวาสุดได้เลย



เค้าเก็บรายละเอียดงานตกแต่งของดูโอโม่ หอศีลจุ่ม และของมีค่าทั้งหลายมาไว้ในนี้



เราชอบมิวเซียมนี้ ด้านนอกดูเก่าๆ แต่ด้านในคือ โปร่ง สว่าง ดูทันสมัย


เนื่องจากตอนที่มีการแข่งขันออกแบบโดม บรูเนลเลสกี้ค่อนข้างจะหวงไอเดียมาก กลัวคู่แข่งตลอดกาลอย่างกีแบร์ตีจะรู้แบบก่อสร้างของตัวเอง เลยต้องแอบซ่อนอะไรต่อมิอะไรตลอดเว ...อย่างเช่น หลุมนี้ เค้าเพิ่งไปขุดเจอมาเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง คาดว่าเป็นสถานที่ทดลองก่ออิฐแบบแฮริ่งโบนแบบเดียวกับบนโดม



แบบโดมที่สร้างจากไม้โดยบรูเนลเลสกี้



Death mask ของคุณพ่อ 



Gates of Paradise ของดั้งเดิมอยู่ในมิวเซียม บานนี้แหละ
ประตูทางเข้าหอศีลจุ่มซานโจวานนี่ฝั่งทิศตะวันออก ที่มิเคลันเจโลเห็นแล้วทึ่งในความสวยงามจนบอกว่า เหมือนประตูแห่งสรวงสวรรค์
ทำมาจากบรอนซ์ โดยแบ่งเป็น 10 ช่องย่อย เนื้อหาแสดงเรื่องราวในพระคัมภีร์ 

...และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความไม่ลงรอยระหว่าง Lorenzo Ghiberti และ Filippo Brunelleschi


ในปี 1401 เมืองฟลอเรนซ์ได้มีการประกวดแบบประตูหอศีลจุ่มฝั่งทิศตะวันออก ซึ่งเป็นประตูหลักหันหน้าเข้าดูโอโม่ มีผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้งสิ้น 7 คน มีภาระกิจตัดสินผู้ชนะคือ ให้เวลา 1 ปีไปสร้างผลงานจากบรอนซ์ กำหนดหัวข้อให้เป็นเรื่องตอนอัมบราฮัม จะบูชายัญลูกชายตามบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า

ผ่านไปหนึ่งปี ถึงวันตัดสิน ปรากฎว่าได้คะแนนสูสีกันอยู่ 2 คน คือกีแบร์ตีและบรูเนลเลสกี้ สุดท้ายขณะกรรมการให้กีแบร์ตีเป็นผู้ชนะ และด้วยความที่ผลงานสูสีกันมาก ตอนแรกยังเสนอให้บรูเนลเลสกี้มาทำงานสร้างประตูร่วมด้วย แต่ด้วยความแค้น ในความพ่ายแพ้ครั้งนี้ บรูเนลเลสกี้บอกไม่ทำจ้า หนีไปเลียแผลใจ ไปศึกษาวิธีการสร้างโดมแพนธีอันอยู่โรมพักใหญ่ ก่อนกลับมาชนะกีแบร์ตีตอนประกวดออกแบบโดม ในอีก 17 ปีต่อมา ...เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แก้แค้นสิบปียังไม่สายนะคะ ฮ่าาาาา
 
แท่นพิธีจากหอศีลจุ่มซานโจวานนี่ ทำมาจากเงิน แวววาวมาก



ชิ้นนี้ก็สมบัติจากหอศีลจุ่มเช่นกัน รูปสลักแมรี่ มักดาลีน ทำจากไม้ ผลงานของโดนาเตลโล่



แอคเซสเซอรี่ต่างๆ



คนไม่เยอะ เดินสบาย มีที่นั่งพักขาเยอะดี ชอบ



ชั้นบนสุดมีระเบียงชมวิว ได้เห็นแบบนี้ ฟินมาก



บรรยากาศแว่บหนึ่ง บนถนนในฟลอเรนซ์ มีทั้งรถม้า คนจูงหมา และคนปั่นจักรยาน


เท่าที่ไปนอนมา 3 เมืองในอิตาลี เห็นหมาในเมืองนี้ออกมาเดินเที่ยวกับเจ้าของเยอะสุด
 
 
มื้อเที่ยงที่ร้าน Il Coccolo
 
 

Coccolo เป็นอาหารประจำท้องถิ่นทัสคานี เป็นแป้งโดว์เอาไปทอดกรอบ ถ้าจะทานเป็นของหวานก็บีบไส้เข้าไป
แต่มื้อนี้้เราทานเป็นอาหารคาว เค้าจะเสิร์ฟมาพร้อมครีมชีสกับแฮม 
กินไปแค่ 2 ชิ้นก็แน่นแล้ว ที่เหลือก็ขอห่อใส่กล่อง กะเอาไปกินต่อเมื่อหิว แต่สุดท้ายก็คือหิ้วกลับไปทิ้งที่โฮสเทล

นี่แหละ ข้อเสียของการมาเที่ยวคนเดียว กินทิ้งกินขว้างแทบทุกมื้อ



ผ่านโบสถ์ Santa Croce เป็นโบสถ์ที่ใช้ฝังศพคนดังมากมาย เช่น กาลิเลโอ มิเคลันเจโล
มีรูปสลักของดันเต้ตั้งอยู่ด้านหน้าไว้เป็นอนุสรณ์


ข้ามมาอีกฝั่งของแม่น้ำอาร์โน จะออกนอกกำแพงเมืองแล้ว
 
 

เดินมาจนถึง จุดชมวิวยอดฮิต Piazzale Michelangelo
สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคนดีศรีฟลอเรนซ์ที่ทุกคนคุ้นหูกันดี Michelangelo Buanarotti
ชื่อของเค้าจะอ่านว่า ไมเคิลแองเจโล ก็ได้ แต่เราชอบเรียกตามภาษาต้นฉบับว่า มิเคลันเจโล มากกว่า 

กลางลานจัตุรัส มีเดวิดจำลองยืนเปลือยกายท้าทายแสงแดด ของต้นฉบับอยู่ที่ Galleria dell'Accademia ซึ่งเราไม่ได้ไปในทริปนี้

เป็นผลงานโด่งดังที่สุดชิ้นหนึ่งของมิเคลันเจโล แสดงถึงความงามของร่างกายมนุษย์ แถมยังเป็นเรื่องราวของเดวิด ชายหนุ่มอาชีพเลี้ยงแกะที่สามารถเอาชนะยักษ์โกไลแอทได้ ซึ่งก็แทนแนวคิดที่เชื่อในความสามารถของคนธรรมดาของยุคเรเนซองส์ได้เป็นอย่างดี 
 
 
มีลานชมวิว ที่มองออกไปจะเห็นฟลอเรนซ์ได้ทั้งเมือง



ไม่ได้เอากล้องใหญ่ไป ก็ได้ภาพมาแค่นี้แหละ 



ขาลงดอย เดินผ่านทางสวนสาธารณะชื่อ Giardino delle Rose เข้าฟรี



และได้พบจุดชมวิวที่ชิลมากอีกแห่ง



กลับมาสู่พื้นราบอีกครั้ง ทางเดินที่ลอยข้ามเหนือถนน ก็คือ วาซารีคอริดอร์ เห็นยาวเป็นแนวต่อไปยังสะพานเวคคิโอ



ต้นสายของวาซารีคอริดอร์ คือ ที่นี่ Palazzo Pitti สถานที่สำคัญในนิยายอินแฟร์โน
ชอบลานด้านหน้า เป็นสโลปลาดลงมา และกว้างมาก
วันที่ไปแดดร้อนโคด เราเดินจนจักแร้เปียก แต่ฝรั่งเค้าดูชิลกับการนั่งตากแดดมาก ทำไมทนร้อนกันจัง คนเมืองร้อนอย่างเราไม่เข้าใจสิ่งนี้


ไม่ไกลจากวังปิตตี แถวโบสถ์ Santo Spirito เป็นย่านที่มีร้านเก๋ๆ คนไม่ค่อยพลุกพล่าน ของเมือง 



กะว่าจะมากินญอกกี้ครีมทรัฟเฟิลที่ร้านนี้ แต่ท้องยังแน่นจากมื้อก่อน เลยได้แต่นั่งมองอยู่ห่างๆ



ใจอยากจะลองกินอาหารอิตาเลียนให้ได้มากที่สุด แต่ร่างกายมันไม่ไหวจริงๆ รีเสิชหาร้านอาหารก่อนมาไว้เยอะ มีแต่ของน่ากินทั้งนั้น
มาลองเจลาโต้โคนแรกในอิตาลี ที่ Gelateria la Carraia ร้านนี้เห็นมีสาขาในเมืองด้วย แต่ที่เรามาเป็นร้านดั้งเดิมที่สะพานคารายย่า



โคนนี้แค่ 2 ยูโร ไม่ถึง 70 บาท เดี๋ยวนี้ไอติมดีๆที่เมืองไทย โคนนึงเป็นร้อยแล้ว
ตอนกินก็ไม่ได้ว้าวขนาดนั้นนะ ส่วนตัวคิดว่ามันริช  เข้มข้นเกิน อาจจะเป็นคนชอบรสแบบญี่ปุ่นๆ เบาๆ นวลๆ ไรงี้
(แต่ร้านเจลาโต้ที่ไปทานที่โรมวันก่อนกลับ อร่อยมากกกก ค่อยเล่าในบลอกของวันนั้นละกัน)



เดินเยอะๆ เผื่อท้องเราจะว่างเร็วขึ้น มาแว่บผ่านหน้าโบสถ์ Santa Maria Novella
(ที่โผล่ออกจากสถานีรถไฟ แล้วเจอเลยเป็นด้านหลังโบสถ์เด้อ)



วกกลับมาแถวดูโอโม่อีกที เพื่อกลับมาเข้าหอศีลจุ่มซานโจวานนี่ ที่ไม่ยอมเข้าทีเดียวช่วงเช้า เพราะกลัวเอียน
ตอนแรกว่าจะแบ่งเก็บไว้ดูวันถัดไป แต่ด้วยความที่โปรแกรมจบเร็วกว่าที่คิด ข้าวก็ยังไม่หิว เลยยกคิวมาใส่วันนี้ซะ
Baptistery of San Giovanni
 


ทีเด็ดของที่นี่นอกจากประตูสู่สวรรค์ของกีแบร์ตี คือ เพดานโมเสกทองบลิงๆ 
 
 
เกือบลืมถ่ายฟาซาดสวยๆของฟลอเรนซ์ดูโอโม่ ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อน 3 สีซะแล้ว
 


แม้ว่าอิตาลีเองจะเป็นเมืองต้นกำเนิดสินค้าแบรนด์เนมอยู่หลายเจ้า แต่ทางเราไม่สันทัดเรื่องนี้เอาซะเลย 
ดังนั้นการเดินชอปปิ้งจึงเดินเข้าร้านของกิน ของฝากเล็กๆน้อยๆไป อย่างร้านนี้ขายซอสและครีมที่ทำมาจากเห็ดทรัฟเฟิล มีหลายแบบให้เลือกชิม
 


ลากสังขารกลับโฮสเทล ผ่านด้านหน้ามหาวิหารซานลอเรนโซ่ (เมื่อวานผ่านด้านหลังเจอเมดีชีชาเปล)

ที่นี่เคยถูกใช้เป็นดูโอโม่ของเมือง ก่อนจะย้ายไปยังที่ปัจจุบัน และเป็นวิหารประจำตระกูลไฮโซสุดๆอย่างเมดีชี แต่กลับมีหน้าโบสถ์ที่เหมือนยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่ง.. ก็ยังสร้างไม่เสร็จตามที่ตั้งใจไว้จริงๆนั่นแหละ เดิมที่มิเคลันเจโลได้ถูกว่าจ้างให้ออกแบบฟาซาดหน้าโบสถ์ไว้แล้ว วัสดุจะเป็นหินอ่อนสีขาว แต่ไปๆมาๆไม่ได้ทำซะงั้น...
 
เลยเห็นแค่อิฐแบบเพลนๆไม่มีการตกแต่งอะไร
 

เพื่อนแนะนำให้มาทานพิซซ่าร้านนี้ อยู่ระหว่างทางเดินกลับ เลยแวะตามรอยซักหน่อย ชื่อร้าน Mamma Napoli



นี่ก็สั่งตามเมนูตามเพื่อนแนะนำมาเลย เป็นหน้า Chef recommend อะไรซักอย่าง ถาดใหญ่มาก กินไม่หมดก็ห่อกลับ
 


หลังจากนั้นก็ข้ามถนนมายังตลาดใจกลางเมือง Mercato Centrale
ชั้นล่างจะเป็นตลาดสด มีร้านขายอาหาร ขายวัตถุดิบ เปิดตั้งแต่เช้า พอบ่ายแก่ๆก็ปิด ส่วนชั้นบนเป็นฟู้ดคอร์ทปิดดึกค่ะ
 


เราไปถึงช่วงทุ่มนึง อดสำรวจตลาดชั้นล่างเพราะปิดไปแล้ว ส่วนฟู้ดคอร์ทด้านบนดูคึกคักดี
 

อยากกิน Florentine steak แต่เค้าเสิร์ฟเนื้อชิ้นโตๆทั้งนั้น 62
 



Create Date : 17 มกราคม 2563
Last Update : 17 มกราคม 2563 17:01:53 น. 1 comments
Counter : 180 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณnewyorknurse, คุณKavanich96


 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 19 มกราคม 2563 เวลา:1:23:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.