khimyo
Location :
ลำพูน Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Group Blog
 
<<
มกราคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
28 มกราคม 2563
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add khimyo's blog to your web]
Links
 

 
Day 4 กรุงโรมจ๋า.. ปราณีพี่ด้วย



ด้วยความที่พอรู้กิตติศัพท์ความเฮี้ยนของโจรอิตาลี โดยเฉพาะที่"กรุงโรม"มาล่วงหน้า 
ทำให้การย้ายโลเคชั่นมาโรมในวันนี้ เรารู้สึกตื่นเต้น ตื่นตัวตั้งแต่ขาก้าวลงจากตู้รถไฟ ซึ่งจอดส่งที่สถานี Roma Termini

ระยะทางจากโรม่าแตร์มินี่ไปถึงโฮสเทลที่พักประมาณ 400 เมตร
ระหว่างเดิน ก็สอดส่ายสำรวจข้างทางไปด้วย ในสถานีมีคนหลากหลายเชื้อชาติกว่าฟลอเรนซ์อย่างชัดเจน แต่ทหาร ตำรวจก็ประจำการอยู่เยอะเช่นกัน
บนทางเท้ามีโฮมเลสนั่งๆนอนๆอยู่ข้างๆ แต่เค้าก็ดูไม่สนอกสนใจใคร มีร้านค้า โรงแรม ร้านอาหารเปิดเรียงรายตลอดทางจนไปถึงโฮสเทล
อ่อ... มีปิดซ่อมทางเท้าแล้วต้องลงไปเดินกลางถนนแบบไม่มีอะไรมากั้น ให้ดูรถกันเอาเอง แบบกรุงเทพด้วยแหละ 

พักที่ Hostella Rome รวม 4 คืน เป็นโฮสเทลสำหรับผู้หญิงเท่านั้น เหมาะมากกับหญิงนักเที่ยวฉายเดี่ยวเยี่ยงเรา
เป็นที่พักเล็กๆ ตั้งอยู่บนชั้นสองของตึก (การนับชั้นแบบอิตาเลียน ชั้น 1 เรียกว่า Ground floor/ชั้น 2 เรียกว่า 1st floor)
ซึ่งต้องเดินลากกระเป๋าขึ้นบันไดไปเอง ถ้าใครมีกระเป๋าใบใหญ่ๆก็อาจทุลักทุเลได้ ทั้งโฮสเทลน่าจะรับแขกสูงสุดไม่เกิน 15 คนแน่ๆ 
ดังนั้นบรรยากาศด้านในก็จะเงียบๆ อาจมีชิทแชทนิดๆหน่อยๆแบบผู้หญิงคุยกัน ไม่เหมาะกับสายปาร์ตี้ค่ะ 
มีมื้อเช้าเบาๆเป็นครัวซอง ผลไม้ ชากาแฟให้ มีแพนทรี่ครัวเล็กๆให้เตรียมอาหารง่ายๆได้ที่ส่วนกลาง

สิ่งที่ชอบมาก คือเป็นที่นอนแบบเตียงเดี่ยว ไม่ได้เป็น bunk bed แบบโฮสเทลส่วนใหญ่
จัดข้าวของสำหรับออกไปเที่ยวต่อ ข้าวของก็จะกระจุยกระจายหน่อยนะคะ



เริ่มเที่ยวที่แรก โบสถ์ Santa Maria della Vittoria

ยังไม่ทันจะข้ามถนน เพื่อเข้าโบสถ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เราก็ได้ยินเสียงคนตะโกนเอะอะโวยวาย 
คือ เจอคนบ้าอ่ะค่ะ (หรือว่าเมาก็ไม่แน่ใจ) ลุงแกยืนอยู่หน้าโบสถ์ ชี้หน้าตะโกนใส่คนอื่นไปเรื่อย ซักพักก็ไปต่อยตีทะเลาะกับรั้วด้านข้าง
ก็เลยยืนสังเกตุกาณ์ ชั่งใจว่า ควรจะข้ามที่นี่ไปก่อนดีมั้ย ค่อยมาใหม่วันหลัง แต่เผลอแป๊บเดียวลุงก็เดินหายไปไหนไม่รู้ โล่งใจไปเปลาะนึง



เปลาะที่ 2 ... ตรงประตูทางเข้า จะมีสาวคนนึงยืนถือตะกร้าให้บริจาคเงินก่อนเข้าโบสถ์
เท่าที่หาข้อมูลมาก่อน โบสถ์นี้ให้เข้าฟรี เราก็เลยชะงักไป ไม่รู้ว่าเค้าเป็นคนของโบสถ์ หรือว่าแค่มาขอเงินไปเลี้ยงตัวเองนี่สิ
...โอ้ยยย ระแวงไปหมดแแล้วเนี่ย
รีรอๆพักนึง มีคนเดินออกมาจากโบสถ์ ก็เลยเข้าไปถามว่าเราต้องเสียเงินค่าเข้ามั้ย เค้าบอกไม่ต้องเสีย 
สรุป ตอนเดินเข้า เค้ายื่นตะกร้าเงินมาขวาง เราก็แค่ส่งยิ้มให้อย่างสุภาพ แล้วผลักประตูเข้าโบสถ์ไปเลยค่ะ 
ขาออกนางยังถามว่าโบสถ์โอเคมั้ย ยื่นตะกร้ามาอีกรอบ เราก็แค่ยิ้มกลับไปอย่างใสซื่อ แล้วเดินจากมา..

เห็นด้านนอกเงียบๆ ด้านในโบสถ์คนเพียบนะคะ

การตกแต่งต่างจากแถวทัสคานีอย่างชัดเจน สิ่งก่อสร้างในโรมที่เราไปเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะในยุคบาโรค เป็นยุคที่ต่อมาจากเรเนซองส์
งานจะเน้นความดราม่า เน้นเส้นสายเป็นโค้งเป็นเว้า มีความซับซ้อน หรูหรา ลายตามากขึ้นกว่าเดิม 



ซักพักก็ได้ยินเสียงคุ้นๆ เหมือนเพิ่งได้ยินมา...
อ่าว... คุณลุงคนบ้า นึกว่าหายไปที่อื่น ที่แท้เดินมาโวยวายต่อในโบสถ์นี่เอง แต่คนเยอะ เราเลยไม่กลัวละ 

ชิ้นงานที่ตั้งใจมาดู คือ งานประติมากรรมชิ้นนี้ค่ะ Ecstasy of St Theresa
เป็นผลงานของแบร์นินี่ (Gian Lorenzo Bernini) ศิลปินคนดังในยุคนั้นของโรม รับรองว่าเดินไปในโรมต้องเจอผลงานของเค้าแน่ๆ

เหตุผลที่อยากมาเห็น เพราะมาตามรอยนิยายเรื่อง เทวาซาตาน หรือ Angels & Demons ใครเคยอ่านหนังสือหรือดูหนัง น่าจะพอนึกออก 
อีกอย่างรูปสลักนี้ก็มีลักษณะเด่นตรงการแสดงอารมณ์สุดสยิวของเซนต์เทเรซ่าตอนรู้สึกกับสัมผัสแห่งพระผู้เป็นเจ้าจากปลายลูกศรที่เทวดาน้อยนำมาปัก
ความฟินนี้ ฝรั่งเค้าเรียกว่าเป็น divine orgasm ไม่ก็ spiritual orgasm เลยทีเดียว



ขณะกำลังเดินไปยังสถานที่เที่ยวถัดไป ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนตามหลังมา หันไปเจอต้นเสียงจากอีกฟากถนน เป็นลุงโฮมเลสมอมๆอีกคน
ตั้งใจพูดให้เราได้ยินนี่แหละ เพราะแถวนั้นไม่มีคนอื่นเดินอยู่เลย ฟังไม่ออกหรอก แต่ภาษากายเหมือนจะด่านะ ฮ่าๆๆ
จุดนี้ก็คือเดินจ้ำหนีไปอย่างไว กลัวลุงจะข้ามถนนมาประชิดตัว แถมอีก 4-5 วันต่อมา เราก็เจอลุงคนนี้อีกรอบด้วย ตะโกนข้ามถนนมาแบบเดิม
ลุงประจำการอยู่แถว Piazza di San Bernado เผื่อใครอยากเจอลุง แหะๆ

มาถึงโรมแค่ชั่วโมงเดียว รู้สึกตื่นเต้นกว่าอยู่ฟลอเรนซ์ 3 วันซะอีก

โบสถ์ San Carlino alle Quattro Fontane
ชื่อแต่ละโบสถ์เหมือนจะยาว แต่ถ้าเรารู้หลักการเรียกชื่อก็จะจำง่ายขึ้น 
อย่างโบสถ์นี้ ขึ้นต้นด้วย San Carlino หรือจะเรียก San Carlo ก็ได้ ก็คือโบสถ์ที่สร้างอุทิศให้ นักบุญชาร์ลส์
ส่วนชื่อด้านหลังมักเป็นตัวบอกลักษณะ หรือสถานที่ตั้ง อย่าง Quattro คือสี่ Fontane คือ น้ำพุ
โบสถ์นี้ตั้งอยู่ตรงสี่แยก แต่ละมุมถนนจะมีน้ำพุเล็กๆอยู่ทุกมุมค่ะ



มีคนนึงที่เราต้องขอบคุณมากๆในการมาเที่ยวอิตาลีครั้งนี้ คือ คุณ ha-meow ในพันทิพ มีชื่อซีรี่ส์ของกระทู้ท่องเที่ยวว่า ทัวร์ศิลปะการกิน
ที่เราอยากมาที่นี่ (และอีกหลายๆที่) ก็เพราะคุณ ha-meow นี่แหละ กระทู้อ่านสนุก ได้ความรู้ และมีอาหารน่ากินด้วย

แหงนคอดูเพดาน แล้วจะเห็น
สวยงาม เรียบง่าย เจอความยั้วเยี้ยลายตามาหลายวันเข้า ได้เห็นอะไรที่เรียบๆบ้างก็แก้เลี่ยนดี
โบสถ์นี้ออกแบบโดย Francesco Borromini เป็นสถาปนิกคู่ปรับกับแบร์นินี่เลยค่ะ เราว่าเค้าเก่งนะ แต่อาจจะเพราะเป็นคนอารมณ์ร้อน
ไม่ได้มนุษยสัมพันธ์ดีแแบบแบร์นินี่ เลยโดนปลดจากการว่าจ้างบ่อยๆ สุดท้ายเค้าก็เลยฆ่าตัวตาย
... ก็เลยรู้สึกว่าต้องมาชื่นชมผลงานของศิลปินที่ชีวิตแสนอาภัพคนนี้



Piazza del Quirinale เป็นจัตุรัสที่ตั้งอยู่บนเนินเขาควิรินาเล่ จุดนี้สามารถมองเห็นโดมของเซนต์ปีเตอร์ได้
ส่วนตึกข้างๆคือ Palazzo Quirinale เป็นตึกที่ทำการของประธานาธิบดีของอิตาลี เดินแถวนี้รู้สึกปลอดภัยมาก ทหารตำรวจเพียบ
เราผ่านตรงนี้ทุกวันที่อยู่โรม ถ้ามาช่วงจังหวะเหมาะพอดีก็จะเจอตอนที่มีพิธีเปลี่ยนเวรยามด้านหน้า 



เดินลงเนินไปเที่ยวกันต่อ



Fontana di Trevi น้ำพุเทรวี่ ไม่ต้องเล่ามากเนอะ สำหรับที่นี่ ฮิตสุดอะไรสุด



จุดไหนนักท่องเที่ยวหนาแน่น ก็จะมีรถตำรวจและเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ ไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
ที่เห็นคุยกันอยู่หลังรถนี่ ไม่รู้ว่ากำลังแจ้งความกันอยู่รึปล่าว
ที่อิตาลีจะมีตำรวจอยู่ 2 แบบ polizia คือตำรวจธรรมดานี่แหละ และ carabinieri คือทหารตำรวจ เอ๊ะยังไง
... รู้แต่ว่า carabinieri จะใส่กางเกงสีดำที่ฟิตมากมากกกกก ฮะฮะฮ่า



เป็นวันครึ้มฟ้าครึ้มฝน ได้ยินเสียงฟ้าร้องครืนๆเสียงดังอยู่ไกลๆ 



อีกแป๊บเดียวเท่านั้น ฝนก็ตกมาโครมใหญ่ ไม่นึกว่ายุโรปฝนจะตกหนักแบบบ้านเราเลยแฮะ รีบเข้าร้านอาหารหลบฝนดีกว่า



ร้าน Pasta & Social



จริงๆมาโรมน่าจะสั่งพาสต้าคาโบนาร่า หรือกัจโจ้เอเปเป้ แต่ทำไมตอนนั้นไม่สั่งก็ไม่รู้
เราสั่ง Bucatini Amatriciana เป็นพาสต้าแบบเส้นกลวงคลุกกับซอสที่มีมะเขือเทศ แก้มหมู (guanciale) และชีสเพคโคริโน่
ขอบอกว่าตัวแก้มหมูนี่อร่อยมากๆ ถึงเราจะกินเส้นไม่หมด แต่เราควานเก็บแก้มหมูจนหมดนะ
เมืองไทยมีพริกน้ำปลาคู่โต๊ะอาหารฉันใด ที่อิตาลีก็มีโถชีสคู่กันฉันนั้น



โชคดีที่พอทานมื้อเที่ยงเสร็จ ฝนก็หยุดตกพอดี นี่โรมเริ่มจะใจดีกับเราแล้วใช่ไหมเนี่ย
วิธีแต่งตัวของผู้ชายอิตาเลียน นี่โดดเด่นจริง กล้าแต่งตัว กล้าใช้สีสัน ใส่เสื้อผ้าฟิตพอดีตัว อย่างผู้ชายสูทน้ำตาลเนี่ย มองไกลๆก็รู้ว่าเป็นคนแถวนี้ (ใช่มั้ย?)



บนถนน via dei Fori Imperiali มุ่งหน้าไปยัง 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 
ก็ต้องยอมรับว่าโรมเป็นเมืองที่บ้านเมือง ถนนหนทางส้วยสวย



Trajan Forum 



ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักรโรมันค่ะ



พอเริ่มอารมณ์ดี ก็เริ่มยิ้มแย้ม ถึงกับไปทักทายคู่สามีภรรยาคู่นึงที่เดินสวนกัน ว่า เอ๊ะ.. เราเจอกันที่ฟลอเรนซ์เมื่อวานรึปล่าว
แถมเค้าบอกกลับมาว่า เออใช่ๆ ชั้นก็คุ้นหน้าเธอ เราเจอกันที่ดูโอโม่ใช่มั้ย แต่ซักพักเรารู้สึกเองว่าเราน่าจะจำคนผิด 
ก็ชิทแชทเรื่องฟ้าฝนต่ออีกนิดหน่อย สุดท้ายก็ร่ำลากันไปแบบงงๆ เท่าที่เจอนักท่องเที่ยวในโรมจะช่วยเหลือกันเองดีมาก และอัธยาศัยดีสุดๆ 

โคลอสเซียม (Colosseo)
สร้างมาเกือบๆ 2000 ปี ทั้งยิ่งใหญ่และอยู่ยงคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้ ก็สมควรเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกจริงๆแหละ
เราจองรอบเวลาเข้ามาก่อนล่วงหน้า ตอน 14.15 น. มาถึงบ่ายสองพอดี เจ้าหน้าที่ยังไม่ให้เข้าไป 
วันที่ไปคนน้อย ด้านหน้าไม่มีคิว อาจจะเป็นเพราะฝนเพิ่งหยุดตก ระหว่างรอก็ยืนมองคนมาซื้อตั๋วหน้างานเดินเข้าไปก่อนพลางๆ 



ก่อนเดินไปถึงลานแสดงด้านใน มีส่วนนิทรรศการให้ความรู้ เล่าเรื่องความเป็นมาในแต่ละยุคสมัย



มาถึงด้านในแล้วค่า ส่วนตรงกลาง ชั้นล่างสมัยแรกเริ่มตอนโคลอสเซียมเปิดใหม่ๆ เป็นแหล่งเก็บน้ำ ส่งน้ำเข้าออก ใช้ตอนมีการแสดงการรบทางเรือ ไฮเทคมากๆ
ต่อมาระบบระบายน้ำมาทำทะเลไม่เอาแล้ว โละมาทำเป็นห้องเก็บอุปกรณ์การแแสดง ไม่ว่าจะคน สัตว์ สิ่งของแทน
ในสมัยที่ยังมีการใช้งานอยู่ ก็จะมีแผ่นพื้นปูปิดห้องด้านล่างเอาไว้



มองจากโคลอสเซียมออกไปเห็นโรมันฟอรั่ม ซึ่งเราจะไปกันที่นั่นกันต่อ
มุมถ่ายรูปโคลอสเซียมที่เราจัดว่าเด็ด คือส่วนด้านขวาบนของรูป ตรง Temple of Venus and Roma



Arch of Constantine มุมสูง 



ไม่เจอใครเข้ามาตื๊อขายของ ไม่มีใครเข้ามาเอาเชือกมัดข้อมือ ไม่เจอยิปซีอะไรทั้งสิ้น
เจอแค่คนเดินขายของธรรมดา น้ำดื่ม ร่ม ไม้เซลฟี่ ของเล่น เค้าเดินเค้ามาถาม เราก็แค่ตอบว่าไม่เอา ยิ้มตอบให้ด้วย
ยังสงสัยว่าจะขายใครได้มั่งมั้ย เพราะนักท่องเที่ยวแต่ละคนก็ระวังตัวกันทั้งนั้น บางคนเดินหนี ทำหน้าไม่ดีใส่
แว่บนึงก็นึกสงสารนะ แต่ ณ จุดนี้ สงสารตัวเองก่อนดีกว่า 



Roman Forum ถือเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโรมัน
จริงๆมีทางเข้าด้านที่ติดกับโคลอสเซียมด้วย เดินไปแล้วแต่คิวเข้ายาวเฟื้อย เลยยอมเดินอ้อมมาเข้าทางฝั่งถนน Fori Imperiali



Via Sacra หรือ Sacred Road ถนนเส้นหลักของโรมันฟอรั่ม
ก่อนมาเที่ยวหลงรักถนนที่ปูด้วย cobblestone แต่หลังจากเดินบนสิ่งนี้มา 4 วัน ตอนนี้เลี่ยงได้เลี่ยงค่ะ ทรมานเท้ามาก



Temple of Romulus 
จากรูปอาจมองไม่ค่อยเห็น แต่ประตูเข้าวิหารที่เปิดอยู่สีเขียวๆ เป็นประตูบรอนซ์บานดั้งเดิมเมื่อสองพันปีก่อน



จริงๆการเที่ยวเมืองเก่าที่พังๆแแบบนี้ ถ้ามีความรู้มาบ้างหรือมากับไกด์จะทำให้เราเที่ยวได้สนุกขึ้น นึกภาพสมัยรุ่งเรืองออก 
แต่นี่เราไม่ทำซักอย่าง ไม่ควรนำไปเป็นเยี่ยงอย่าง



มาถึงจุดที่เราคิดว่าเด็ดในการถ่ายรูปคู่กับโคลอสเซียมที่บอกไปก่อนหน้านี้ เงียบ ไม่มีคน ดูปลอดภัย ถ่ายนานๆได้ไม่ต้องเกรงใจ



ความตั้งใจตอนแรก คือจะขึ้นไปถ่ายรูปมุมสูงของโรมันฟอรั่ม จากนู้นนน บนปาลาติเน่ฮิลล์ แต่เห็นความสูงแล้วขอไม่สู้ค่ะ
ต้องอยู่ตัวคนเดียวไปอีก 5 วัน ถนอมร่างไว้ก่อนดีกว่า



โรมันฟอรั่มสอนให้เรารู้ว่า ถึงแม้ว่าจะยิ่งใหญ่ มีอำนาจมากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถอยู่ยั่งยืนได้ตลอดไป มีรุ่งเรืองก็ต้องมีเสื่อมเป็นธรรมดา



เมืองสวยโรแมนติกอ่ะ



Campidoglio จัตุรัสที่ออกแบบโดยมิเคลันเจโล ตอนเย็นมีคนออกมานั่งพักผ่อนเพียบ 



แล้วคือบันไดที่ขึ้นมา อย่างเท่



มีงานประติมากรรม ฝาแฝด Castor และ Pollux ตั้งอยู่สองฝั่งบันได ในตำนานกรีกและโรมันสองคนนี้กลายเป็นกลุ่มดาวคนคู่ของราศีเมถุน



ตายค่ะ วิว



Altare della Patria สร้างเป็นอนุสรณ์แก่ Victor Emmanuele ที่ 2 และเป็นที่ฝังศพทหารที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1
ตรงบันไดห้ามนั่งเด็ดขาด มีเจ้าหน้าที่มองอยู่ตลอด



Eternal flame and statue of Victor Emmanuele the Second



มองหันหลังกลับไป จะเห็น Piazza Venezia ถัดจากนั้นเป็น via del Corso 
ถนนที่ตัดตรงใจกลางกรุงโรมไปสู่อีกฟากที่ Piazza del Popolo



มุมนี้ ที่เราเคยเห็นในแมกาซีนท่องเที่ยวซักเล่ม 



สำหรับเรา.. โรมเป็นเมืองที่สวยจัดๆ สวยมากๆ ตกหลุมรักตั้งแต่วันแรกเลยเนี่ย



ขณะเดินอย่างมีความสุขกลับโฮสเทล ก็ไปเจอกับผู้ชายคนนึง เดินนำอยู่ด้านหน้า 
ถึงจะเห็นแค่ด้านหลัง แต่จำบูทสีเหลืองมัสตาร์ดที่เค้าใส่อยู่ได้ คิดว่าคราวนี้จำคนไม่ผิดซ้ำสองอีกแน่
เราตะโกนเรียก Hey, Malaysian ผู้ชายคนนั้นก็หันมา โอ้ยย ดีใจเว่อเหมือนได้เจอเพื่อนสนิทเลยค่ะ 
โลกกลมแบบไม่น่าเชื่อ คือ คนนี้เราเจอเค้าครั้งแรกตอนขึ้นบรูเนลเลสกี้โดม 
วันต่อมาเจอตอนกินมื้อเช้าที่โฮสเทลในฟลอเรนซ์ เลยทักกันนิดหน่อยว่าอ้าวเราพักที่เดียวกันเหรอ เค้าบอกว่าเป็นคนมาเลเซีย 
แล้วก็วันต่อมาคือวันนี้ เดินมาเจอกันที่โรมต่อเฉย รอบนี้เลยรู้ชื่อ แล้วก็เม้ามอยอัพเดทชีวิตการเที่ยวกัน 
ฮีชวนไปกินข้าว แล้วถามว่าพรุ่งนี้จะไปเซนต์ปีเตอร์พร้อมกันมั้ย เราปฏิเสธไปทั้งหมด บอกกลับไปว่าถ้ามีโชคเราก็คงได้เจอกันอีกแหละ
... แล้วหลังจากนั้น ก็ไม่ได้เจออีกจนทุกวันนี้ แป่ววว 

มหาวิหาร Santa Maria degli Angeli e dei Martiri ด้านหน้าไม่ซ้ำใคร 
เพราะก่อนจะมาเป็นโบสถ์ เคยเป็นโรงอาบน้ำ( Roman bath) มาก่อน ฟาซาดเลยใช้ของเดิมๆ ส่วนงานอินทีเรียด้านในออกแบบโดยมิเคันเจโลเชียวนะ



ลาซานญ่าที่แวะซื้อร้านข้างทาง เอากลับมาทานที่โฮสเทล แบบไม่หวังอะไรมาก กลายเป็นว่าอร่อยสุดๆ ใส่พิสตาชิโอ กับเนื้อหมูส่วนไหนซักอย่างนี่แหละ




Create Date : 28 มกราคม 2563
Last Update : 28 มกราคม 2563 9:22:15 น. 3 comments
Counter : 317 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณtuk-tuk@korat, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณสาวไกด์ใจซื่อ


 


โดย: สมาชิกหมายเลข 5715106 วันที่: 28 มกราคม 2563 เวลา:10:46:27 น.  

 
ตามมาเที่ยวด้วยคนค่ะ


โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 28 มกราคม 2563 เวลา:12:33:17 น.  

 
ตอนที่ไปโรมอนุเสาวรีย์ของ King Emmanuelle ปิดซ่อมอยู่ครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 31 มกราคม 2563 เวลา:20:58:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.