บทสรุปของน้องเกรสและพี่ตูน



เป็นเวลากว่าสองปี ที่เราไม่ได้เห็นเด็กสองคนนั้น เพียงแต่รับรู้เรื่องราวต่างๆผ่านทางแม่โบว์ แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก เพราะแม่โบว์เองก็มีหลายอย่างเกิดขึ้น จนต้องต่อสู่ฝ่าฟันกับวิกฤตที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ในที่สุด ก็ผ่านมันมาได้ แค่ตอนนี้ แต่อนาคต ต้องรอดูกันต่อไป

หลังจากพ่อตาย เด็กๆถูกส่งไปอยู่กับเจ๊เกียง พี่สาวของมลที่เพชรบุรี ที่นี่พี่ตูนและน้องเกรสจะมีคนดูแล เด็กๆต้องย้ายโรงเรียน เจ๊เกียงผู้มีบทบาทสูงสุดในยามนี้ ทำหน้าที่เหมือนแม่ มีรถจักรยานยนต์หนึ่งคัน พาเด็กๆไปโรงเรียน พาไปเรียนพิเศษ ไปทุกๆที่ที่แม่มลอยากให้ไป

เจ๊เกียงทำให้เด็กๆมีระเบียบวินัยมากขึ้น รับผิดชอบตัวเอง ทั้งยังมีหน้าที่พิเศษในบ้าน เด็กๆปรับตัวได้ดี แม้บางทีจะรู้สึกว่า ถูกบังคับเหลือเกิน จนแม่แต่มลเองก็ยังรู้สึกสงสารลูก มลเคยบอกกับเจ๊เกียงว่า อย่าบังคับเขานักเลย ให้มันได้เล่นบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผลจากการเคี่ยวเข็นของเจ๊เกียง เด็กสองคน มีวินัย และเข้ากับทุกๆคนได้ดี


มลยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านเดิม บ้านที่เคยอยู่ด้วยกัน พ่อ แม่ ลูก บ้านที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของทั้งสองคน นอนตรงที่ที่สามีหยุดหายใจ

มลหัดขับรถ ซื้อรถใหม่ เพราะกระบะคันเก่าที่เคยสามวันดี สี่วันเสีย ไม่คุ้มค่าที่จะนำมาดูแลรักษาด้วยกำลังผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียว นับว่ายังมีความโชคดีในความโชคร้าย การตายของสามี ทำให้มลได้รับเงินส่วนนึงจากการทำฌาปณกิจสงเคราะห์ ไม่ได้มากมาย แต่ก็ทำให้ครอบครัวนี้ไม่ต้องลำบากจนเกินไป

มลเรียนต่อจนจบ ยังคงทำงานสองจ็อบ ทำงานประจำตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ มีโอทีเป็นบางวัน วันเสาร์ไปทำงานพิเศษครึ่งวัน เสร็จงานขับรถกลับไปหาลูกที่บ้านเจ๊เกียง เช้าวันจันทร์ กลับไปทำงาน เป็นอย่างนี้มาตลอด จวบจนปัจจุบัน


เคยเล่าแล้วว่าพี่ตูนได้เรียนว่ายน้ำในโรงเรียนอนุบาลแห่งแรก ตอนนี้พี่ตูนได้เป็นนักว่ายน้ำของโรงเรียน ไปแข่งขันจนได้เหรียญทอง ครั้งแรกที่แม่โบว์เล่าให้ฟัง เราดีใจสุดๆ เด็กน้อยที่กลัวน้ำคนนั้น กลายเป็นนักว่ายน้ำไปแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน แม่โบว์ฉลยความจริงที่มาของเหรียญทองว่า เด็กคนที่ว่ายนำ ว่ายมาเข้าลู่พี่ตูน แตะขอบสระของพี่ตูน เหรียญทองจึงตกเป็นของพี่ตูน ได้ฟังแล้วหัวเราะกันอยู่หลายวัน หัวเราะกันทุกทีที่พูดถึงเรื่องนี้

แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นแรงบันดาลใจให้พี่ตูนบอกใครๆว่า พี่ตูนจะต้องมีเหรียญทองที่มาจากความสามารถของพี่ตูนเองให้ได้ และแล้วในที่สุด เขาก็ทำได้ แม้จะมีทั้งเหรียญเงินและเหรียญทองแดงด้วย แม่มลบอกว่า ดีลูก มีหลายแบบดี ไม่เป็นไร แม่ชอบ


มีบางครั้งที่พี่ตูนก็เบื่อการว่ายน้ำ อยากจะไปทำอย่างอื่นบ้าง น้องเกรสได้ยินเข้าก็รีบบอกว่า ดีเลยพี่ตูน พี่ตูนเลิกว่าย น้องเกรสจะว่ายเอง จะให้ได้เหรียญเท่าพี่ตูนเลย ท้าทายกันซึ่งๆหน้าแบบนี้ ใครจะยอมแพ้


น้องเกรสไม่ได้พูดเล่นที่บอกว่าจะแข่งขันเอาเหรียญกับพี่ตูน วันหนึ่ง น้องเกรสบอกเจ๊เกียงว่า จะไปเข้าค่าย ว่ายน้ำกับที่โรงเรียน เจ๊เกียงบอกมล มลบอกว่าอย่าให้ไป เป็นเด็กผู้หญิง ไม่อยากให้ไปไกลหูไกลตา

แต่เจ๊เกียงเห็นว่าน่าจะให้ไป ก็เลยปล่อยน้องเกรสไปโดยไม่ได้บอกมล มลมารู้ก็เมื่อตอนน้องเกรสเอาเหรียญเงินจากการแข่งขันว่ายน้ำมาให้ดู


แม่ตาได้กลับไปเยี่ยมบ้านเมื่อเดือนก่อน หลังจากที่จากไปเสียสองปี สิ่งแรกที่อยู่ในความคิดคือ อยากเจอเด็กๆ สิ่งแรกที่แม่โบว์บอกคือ เสาร์ อาทิตย์นี้ไปเพชรบุรีกัน


ครั้งแรกที่ได้เห็น พี่ตูนโตขึ้นมาก สูงขึ้น คล้ำขึ้น ยังคงใส่แว่นตา พูดจาฉะฉาน ชัดเจนขึ้น แข็งแรง ชอบเล่นแรงๆ และซนเหมือนเดิม พี่ตูนจำแม่ตาได้เพียงลางๆ และเขาไม่เรียกแม่ตา แม่โบว์อีกแล้ว เขาเรียก น้าตา น้าโบว์


เราใช้เวลาไม่นานในการพูดคุย ทำความรู้จักกันอีกครั้ง พี่ตูนชอบเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แต่ไม่ชอบสุขศึกษา ตอนนี้พี่ตูนเรียนดนตรีไทยเพิ่มอีกอย่างนึงด้วย วิชาเอก ฆ้องวง



ส่วนน้องเกรส สุดยอดแห่งความภาคภูมิใจ น้องเกรสแข็งแรง สมส่วน ไว้ผมยาว ถักเปียสองข้าง เป็นอาหมวยน้อย ขี่จักยานไปมาอย่างคล่องแคล่ว ที่สำคัญ ช่างพูดมาก


แม่โบว์เล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนพ่อตาย มลไม่ยอมให้ลูกเห็นน้ำตาซักหยด จนกระทั่งวันเผา มลสุดจะกลั้น ร้องไห้อย่างไม่มีอะไรเหลือ น้องเกรสเห็นแม่ร้องไห้ ถามแม่ว่า แม่ร้องไห้ทำไม มลบอกลูกว่า แม่เสียใจ กลัวพ่อไม่ได้ขึ้นสวรรค์

น้องเกรสรีบบอกแม่ทันทีว่า " แม่ แม่ พ่อได้ขึ้นสวรรค์ นั่นไง พ่อกำลังขึ้นไป พ่อโบกมือให้น้องเกรสด้วย"

ถึงตรงนี้ เรากลั้นน้ำตาไม่อยู่ ไม่ได้เสียใจ แต่ภูมิใจ ปลื้มใจ เด็กสามขวบพยายามให้กำลังใจแม่อย่างสุดความสามารถ


ในอนาคตวิถีชีวิตของคนเหล่านี้จะเป็นอย่างไร เราไม่อาจคาดเดาได้ หวังแต่เพียงสิ่งดีๆ จะบังเกิดแก่คนดีๆ คนที่ทำทุกอย่างเพื่อดำรงความเป็นครอบครัว ไม่ท้อแท้ ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

ในช่วงชีวิตของคนเรา มีสิ่งต่างๆผ่านเข้ามามากมาย บางคนหยิบยื่นโอกาสเพียงน้อยนิด แต่หวังตักตวงทุกหยาดหยด จนตัวเราแห้งเหือด ไม่เหลือแม้แต่กำลังใจ

บางคนอยู่เคียงข้างเสมอ ทุกโมงยาม ไม่ว่ายามสุขสบาย เจ็บไข้ คอยเป็นกำลังใจให้ แถมไม่เคยเรียกร้องอะไร

ส่วนบางคน ผ่านเข้ามาเพียงเพื่อให้เราได้เห็นบทเรียนชีวิตอันมีค่ายิ่ง


เราจึงเขียนเรื่องของเขาเหล่านี้เพื่อบันทึกถึงบุคคลที่ควรค่าแก่การจดจำไปจนชั่วชีวิต




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2550
4 comments
Last Update : 19 ตุลาคม 2550 21:23:52 น.
Counter : 3559 Pageviews.

 

I was touched.

 

โดย: Alex IP: 86.134.13.160 19 ตุลาคม 2550 23:45:08 น.  

 

Sorry - I meant - I am touched.

 

โดย: Alex IP: 86.134.13.160 19 ตุลาคม 2550 23:46:00 น.  

 

ตานะตา เขียนเรียกน้ำตานี่หว่า เราก็อยากเห็นตูนจัง จะจำเราได้มั้ยน้อ

 

โดย: หมอเขียด IP: 81.48.75.192 22 ตุลาคม 2550 17:13:22 น.  

 

ได้เลยหมอเขียด เดี๋ยวส่งรูปไปให้ดู

 

โดย: Febie 22 ตุลาคม 2550 19:52:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


Febie
Location :
Vermont, Green Mountain State United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 202 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2550
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
19 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Febie's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.