### Review ### สะพายกล้องท่องไข่มุกแห่งอันดามัน ** Sri panwa Phuket **

ทริปนี้ไปภูเก็ต 5 วัน หลังจากเข้พักที่ วิจิตร รีสอร์ทมา 2 คืนคราวนี้ก็ได้เวลาเปลี่ยนที่พักซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของทริปนี้จริงๆซะทีครับ



ผมรู้จัก "ศรีพันวา" ครั้งแรกผ่านนิตยสารออนไลน์ของคุณชานไม้ชายเขา การได้ดูรีวิวครั้งนั้นทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่าจะพาคนรักไปพักที่นั่นให้ได้ซักครั้งในชิวิต ..

ฝันของผมเป็นจริงเมื่อได้บอกเล่าความประทับใจที่ได้เห็น "ศรีพันวา" ครั้งแรกกับคนที่ผมอยากจะพาไปด้วย โดยที่ตอนแรกคิดว่าจะไม่ให้ดูภาพต่างๆที่เกี่ยวกับ ศรีพันวา โดยบอกว่าที่นี่พิเศษจริงๆอยากพาไปนะ .. แล้วมาวันนึงผมก็ได้รับอนุมัติให้ทริปนี้เกิดขึ้น ...



เช็คราคาและรู้จักศรีพันวาได้ทางนี้ครับ //www.sripanwa.com

เดี๋ยวผมพาเที่ยวภูเก็ตก่อนแล้วกันนะ



บ้านเรือน ตึก อาคารของเมืองภูเก็ตยังมีกลิ่นไอความเก่าแก่สไตล์ "ชิโนโปรตุกีส" อยู่มากครับ มีทั้งเก่าจริงและทำให้เก่าปะปนกันไป

"ซอยรมณีย์" บ่งบอกได้ถึงความเก่าและคลาสสิกได้เป็นอย่างดี(ไม่รู้ใครมือบอนพับป้ายซะงั้น)



ถ้ามาภูเก็ตแล้วไม่มาที่นี่เหมือนมันไม่ถึงภูเก็ตยังไงไม่รู้ครับ เป็นสถานที่ที่น่ามาถ่ายรูป Portrait จริงๆครับ



ตึกเก่าๆทาสีสดๆ สวยไปอีกแบบครับ



ผมเลยถ่ายทั้งคนทั้งวิวไปหลายรูปเลยครับ



หลายๆห้องเปิดเป็นร้านอาหาร ไม่ก็ขายของที่ระลึก ส่วนใหญ่ยังคงความเก่าอยู่



ให้รู้ว่ามาแล้ว ...



เดินออกมาถนนดีบุกก็เจอตึกเก่าๆมากมาย



จำได้มั๊ยครับ ร้านนี้เคยเป็นฉากในหนังเรื่อง ม.3 ปี 4 เรารักนาย ในเรื่องเป็นร้านติ่มซำ แต่จริงๆเค้าเป็นร้านหนังสือ ชื่อ หนัง(สือ)๒๕๒๑



ถ้าจะชมวิวของเมืองภูเก็ตก็ต้องขึ้นเขารังครับ ใครชอบกาแฟก็มีร้านกาแฟอร่อยวิวดีอยู่ด้านบน



มีวัดเก่าๆน่าเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปอยู่หลายวัด หนึ่งในนั้นคือวัดพระทอง คนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อพระผุด ถ้ามาจากสนามบินก็ถึงก่อนเข้าเมืองครับ



มาภูเก็ตตอนเด็กๆก็เคยมานมัสการ คราวนี้ไม่พลาดเช่นกันที่จะมาไหว้เพื่อเป็นสิริมงคล (เหมือนไปเชียงใหม่ทีไรก็ต้องขอไปไหว้พระธาตุศรีจอมทองให้ได้..ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน)



พาเที่ยวเยอะแล้วเข้าที่พักกันดีกว่า

แต่ต้องขอออกตัวก่อนเลยว่ารูปที่ถ่ายมาส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในรีสอร์ท เพราะผมกับหวานใจใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในวิลล่า ขนาดอาหารเช้ายังไม่ได้ไปแตะเลยครับ

วิลล่าที่เข้าพักชื่อเรียกแบบเป็นทางการคือ Lv.17 ชื่อ Spinner ครับ



การเดินทางเข้าพักผมใช้การเดินทางด้วยรถยนต์ที่เช่าไว้ตั้งแต่มาถึงวันแรก และนัดให้บริษัทที่เช่ามารับรถที่ศรีพันวาในวันที่ 2 ที่เข้าพักที่นี่ครับ

จริงๆที่ซื้อแพ็คเกจไว้จะมีบริการ รับ-ส่งที่สนามบินด้วยนะครับ แต่คราวนี้ผมขาดทุนเพราะไม่ได้เข้าพักที่นี่ที่เดียวเลยเข้ามาเอง

ก่อนหน้าเข้าพัก 1 วันจะมีพนักงานโทรมานัดหมายเวลาการเข้าพักครับ ผมนัดหมายเข้าที่พักเวลา 14.00น. แต่มัวขับรถไปนั่นไปนี่กว่าจะเข้าที่พักจริงๆก็ 4 โมงนิดๆแล้วครับ

ศรีพันวาตั้งอยู่ปลายแหลมพันวา หาไม่ยากครับถ้าจะไปก็มองหาป้าย"พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำภูเก็ต"ครับ เพราะทางเข้าศรีพันวาจะอยู่หน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์เลยครับ



มองดูแผนที่ตอนแรกก็ว่าไม่ไกลกันกับ วิจิตร รีสอร์ท แค่รู้สึกว่าอยู่กันคนละฝั่งของอ่าวฉลอง โดยมีเกาะโหลนขวางอยู่แค่นั้นเอง เอาเข้าจริงขับจากห้าแยกวงเวียนฉลองแยกไปไกลพอดูเหมือนกันครับ

พอไปถึงหน้าศรีพันวา พี่ๆรปภ.เดินเข้ามาสอบถามแบบหน้างงๆ คงไม่ค่อยมีแขกเข้าพักด้วยการใช้รถส่วนตัวเท่าไหร่มั้งครับ ใช้เวลาเช็คกับทางฝ่ายต้อนรับซักครู่ก็ผ่านฉลุยขับเข้ามาได้ครับ

ส่วนตรงนี้ไม่มีภาพเลยครับ มัวแต่เกรงที่มีคนล้อมหน้าล้อมหลังต้อนรับ กะว่าจะมาถ่ายรูปซ้ำตอนมาทานอาหารเช้าแทนก็ไม่ได้ออกมาจากวิลล่าเลยครับ

ลานจอดรถจะอยู่ส่วนล่างของศรีพันวาครับ ต้องนั่งรถกระป้อมาที่Reception และเราสามารถรียกใช้รถนี้ตลอดเวลาที่อยู่ในรีสอร์ทครับ

ลงมาที่ Reception ซึ่งอยู่ร่วมกับ Baba Dining Lounge ซึ่งเราจะต้องมาทานอาหารเช้าที่นี่ด้วยครับ

ไปดูแผนที่กันแทนดีกว่ามองภาพกันไม่ออก



ส่วนที่จอดรถจะอยู่ใกล้ๆ The Vine ครับ ถนนในศรีพันวาจะเป็นทางขึ้นเขาลงเขาตลอดเวลา จะเดินคงไม่ไหวแน่ๆครับ อีกอย่างแต่ละที่ที่เาจะไปก็ถือว่าไกลกันครับ เรียกกระป้อดีที่สุดครับ

หลังจากทานน้ำตะไคร้เย็นๆ เช็ดหน้าเช็ดตา และเซ็นชื่อลงในเอกสารทั้ง 2 คน(รวมถึงรูดการ์ดจ่ายเงินส่วนที่เหลือ)แล้ว พนักงานก็จะเข้ามาแนะนำวิลล่าที่เราจะเข้าพักครับ

พนักงานจะเอาแปลนแบบในรูปมาให้ชมและชี้วิลล่าที่เราจะเข้าพักให้ดู

Lv.17 Spinner ของผมอยู่แถวที่ 3 นับจากแถวล่างและอยู่ริมสุดของแหลมพันวาครับ



พนักงานบิ้วผมและหวานใจด้วยการบอกว่าวิลล่านี้วิวสวยมาก สามารถมองเห็นเกาะไม้ท่อนได้ด้วย

แผนที่ด้านบนที่เห็นจะเป็นแผนที่ที่สมบูรณ์แล้วนะครับ ตอนนี้ส่วนที่เป็น Sai Spa และ วิลล่าส่วนที่เป็นสีแดงเลือดหมูยังก่อสร้างไม่เสร็จ ส่วนของ Sai Spa ตอนนี้เปิดบริการชั่วคราวที่วิลล่าข้างๆกับ Baba PoolClub ครับ

เข้าวิลล่ามาก็จะพบภาพวิวแบบนี้



เสียดายวันที่เข้าพักฟ้าดันมัวเพราะว่าฝนตก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ที่ภูเก็ตฝนไม่ตกมาร่วมเดือนแล้ว ทำให้อากาศตอนไปถึงภูเก็ตร้อนมากๆ

แต่ถึงฟ้าจะมัวก็ไม่ได้ทำให้ความประทับใจที่ได้จากภาพที่เห็นตรงหน้าจางลงไป



เข้ามาในตัววิลล่าก็จะเห็นวิวจากห้องนั่งเล่นเป็นแบบนี้ครับ(ห้องนั่งเล่นก็ไม่ได้ถ่ายเพราะเข้ไปก็เละเลย)



"ศรีพันวา" เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ ชาญอิสสระ กรุ๊ป โครงการเริ่มมาจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนคุณสงกรานต์ อิสสระ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังมาพบที่ฝืนนี้เข้า ด้วยการมองมาจากเรือใบที่แล่นอยู่ในทะเล คุณสงกรานต์มองเห็นความงามที่คนอื่นไม่เคยเห็นจึงเริ่มซื้อที่ดินตรงนี้เพื่อทำโครงการบ้านพักตากอากาศ



แรกเริ่มของโครงการตั้งใจจะทำเป็นโครงการแบบ Residences คือขายขาดเลย จึงเกิดวิลล่าเฟสแรกของโครการขึ้นมา 30 หลัง(จากแผนที่ข้างบนน่าจะเป็นส่วนสีขาว เหลืองและเหลืองเข้ม ขายราคาตั้งแต่ 50-350ล้านบาท ด้วยเหตุนี้ชื่อโครงการและเป็นชื่อป้ายด้านหน้าของศรีพันวาจึงเป็น Sri panwa Estate



ในส่วนที่เป็นโรงแรมนี่เกิดขึ้นตอนหลัง หลังจากคุณปลาวาฬ-วรสิทธิ์ อิสสระลูกชายคุณสงกรานต์เรียนจบด้านการโรงแรมกลับมาจากต่างประเทศ เค้าเป็นคนขอคุณสงกรานต์ว่าอยากจะให้ทำส่วนนึงเป็นโรงแรมด้วย นั่นทำให้เกิดเฟส 2 ขึ้นมาเป็นวิลล่าอีก 40 หลัง(สีส้มและสีน้ำตาล... สีส้มแบ่งเป็นหลังละ 2 วิลล่า) ปล.ผมไม่ค่อยแน่ใจข้อมูลวิลล่านะครับ



วิวของศรีพันวาเป็นวิวแบบมองเห็นทะเลเกือบจะ 360องศาครับ เพราะว่าเป็นแหลมยื่นออกมานั่นเอง ที่นี่จะเน้นมากตั้งแต่เริ่มสร้างแล้วว่าต้องรักษาธรรมชาติไว้ให้ได้มากที่สุด ภาพในศรีพันวาเราจึงได้เห็นต้นไม้ใหญ่ๆที่เป็นต้นไม้เก่าแก่อยู่มาก่อนโครงการจะสร้างมากมาย

อาจจะรวมถึงต้นนี้ด้วย...



พูดง่ายๆคือแปลนของโครงการนี้จะทำตามพื้นที่ ตรงไหนมีต้นไม้ใหญ่ก็ต้องสร้างวิลล่าหลีกเอา...

จึงอย่าแปลกใจถ้าเดินอยู่ในโครงการแล้วเห็นป้ายให้ระวังรถเหยียบกบอยู่ตามข้างถนน

มาถึงตัววิลล่าบ้างครับ มาคุยกันถึงแบบที่สถาปนิกคิดกันบ้าง



วิลล่าสร้างแบบ Tropical Contemporary มีกลิ่นอายของความเป็นไทยอยู่บ้าง แนวคิดคือภูเก็ตเป็นเกาะจึงอยากสร้างวิลล่าที่เหมือนมีน้ำล้อมรอบให้คนที่พักคิดว่าตัวเองอยู่บนเกาะตลอดเวลา



บ้านและตึกในภูเก็ตส่วนใหญ่จะเป็นบ้านสไตล์ชิโน่โปรตุกิส วิลล่าจึงได้รับกลิ่นอายตรงนี้เข้ามา เช่นกระจกตามประตู อิฐบล็อครูปดาวมองเป็นลายอิสลามก็ได้ มองเป็นลายเพดานวัดไทยก็ได้ หรือจะเป็นพวกลายของไฟผนัง ...



สีของวิลล่าคงสงสัยว่าทำไมถึงเป็นสีอิฐ สีส้ม เริ่มจากตอนสร้างอาคารหลังแรกของโครงการ สถาปนิกเห็นดินแถวๆนั้นเป็นสีส้ม เป็นดินลูกรังเลยลองเอามาผสมปูนฉาบผนังดู เลยเกิดปิ๊งไอเดียเพราะถึงสีส้มจะไม่ใช่สีธรรมชาติแต่มันก็แทรกเข้ากับสีเขียวได้ดีเหลือเชื่อ ...

นั่นเลยทำให้เกิดเป็นคาแรคเตอร์ของโครงการไปเลย..



ตอนแรกหลงคิดว่าเฟสใหม่นี้วิลล่าจะเป็นแบบคอลเลกชั่นปี 2008 อย่างเดียว เพราะตอนที่รีเควสไปก็ขอเป็น 2008 แต่พอเข้ามาที่วิลล่าจริงๆเปิดมาเจอศาลาก็รู้ได้เลยทันทีว่าเป็น 2006 แต่ตอนนั้นสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันก็ทำให้ยอมที่จะพักวิลล่านี้แล้วล่ะครับ



ในแถวเดียวกันเป็นวิลล่า 2006 ทั้งนั้นเลยครับ แต่แถวล่างลงไปเป็นแบบ 2008 นะครับ



ของที่เห็นทานได้ไม่อั้นครับ หยิบออกไปทานเมื่อไหร่เวลา Butler หรือแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดหรือมา Turn Downก็จะมาเติมให้เต็มเท่าเดิมตลอดครับ



การตกแต่งภาพในวิลล่าเป็นไปอย่างลงตัว เปิดประตูมาก็จะเจอกับห้องนั่งเล่น ถัดมาจะเจอห้องครัวทางขวา

ส่วนในวิลล่าจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆครับ คือส่วนห้องนั่งเล่น ส่วนห้องนอน ครัวและห้องแต่งตัว สุดท้ายเป็นส่วนของห้องน้ำครับ



แต่ละส่วนปิดแยกเป็นส่วนตัวด้วยการเลื่อนบานไม้ปิดเอาครับ
----------
ในห้องครัวนอกจากในตู้เย็นที่เห็นก็ยังมี Nespresso Machine พร้อมแคปซูล 3 แบบ มาม่า ชา กาแฟซอง ไมโลซอง มีไมโครเวฟ กาต้มน้ำ เตาไฟฟ้าเผื่ออยากทำอาหาร ไว้บริการครับ



ถัดไปเป็นห้องแต่งตัวครับ มีเสื้อคลุม รองเท้าแตะ หมอนสำรอง อุปกรณ์ฉุกเฉิน ถุงใส่ซักแห้ง แม้กระทั่งถุงหิ้วกระดาษก็มีครับ



มองกลับไปอีกด้านก็จะเจอห้องนอนครับ ...

ด้านข้างๆก็จะมีเมนูเอาไว้สั่งอาหารมาทานที่วิลล่าได้ครับ แต่ส่วนนี้เสียค่าบริการเพิ่มนะครับ ไม่แน่ใจว่าชาร์ตเพิ่มกี่%

มีข้าวเกรียบ ถั่ว เม็ดมะม่วง ของ S&P ไว้ให้(ตอนบัตเลอร์มาทำความสะอาดเอาข้าวเกรียบมาเพิ่มอีกกระป๋องทั้งๆที่กระป๋องเก่าเพิ่งกินไปได้ซัก 10 ชิ้น ...)

ข้างบนมีสเปรย์ฉีดผิวกันยุง รวมไปถึงไม้เกาหลังอันนี้ช่วยผมได้มากทีเดียวครับ 555



วิวห้องนอนยามค่ำคืนครับ



ไหนๆก็ไปเที่ยวถึงภูเก็ตจะไม่พาไปดูอีกหนึ่งในสัญลักษณ์ของภูเก็ตก็จะเหมือนไปไม่ถึง ...

แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่แหลมพรหมเทพก็ไม่เคยเงียบเหงาครับ ...





ยิ่งใกล้พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าผู้คนก็เริ่มจะเดินมารวมตัวกันเพื่อที่จะชมความงามของพระอาทิตย์ ...

คนกรุงอย่างผมมีโอกาสไม่กี่ครั้งในชีวิตหรอกครับที่จะได้เห็นอะไรที่พิเศษแบบนี้ ...



เช่นกันกับช่างภาพก็อยากมองผ่านเลนส์ เพื่อที่จะถ่ายรูปพิเศษๆแบบนี้ให้ได้ซักครั้งในชีวิตเช่นกัน ...



ความงามที่บางคนอาจจะไม่เคยได้เห็นเลยในชีวิต ... ความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้อยู่รอพระอาทิตย์ตกน้ำ ...

ตอนเด็ก .. ครั้งนึงเคยมายืนดูพระอาทิตย์ตกน้ำที่นี่พร้อมความสงสัยว่า ... แล้วพระอาทิตย์จะดับมั๊ย ???



นี่เป็นอีกครั้งที่ได้กลับมายืนที่เดิมที่เคยมายืนดูตอนเด็กๆ ... รู้แล้วว่าพระอาทิตย์ไม่เคยดับแล้วก็ไม่ได้ตกน้ำด้วย



ก็ได้มองผ่านเลนส์แล้วกดชัตเตอร์เพื่อให้ได้รูปที่ต้องการเป็นอะไรที่พิเศษสำหรับผม ...

แต่เชื่อเถอะ ... บางทีการที่เราได้ใช้เวลาพิเศษแบบนี้ .. มองสิ่งพิเศษแบบนี้ .. กับคนที่เรารัก "ด้วยตาเปล่า" มันคงมีอะไรที่พิเศษเหนือกว่าชมความงดงามหลังเลนส์แบบที่ผมทำ ...



ผมยอมรับว่าผิดหวังกับตัวเองสำหรับการเดินทางทริปนี้พอสมควรที่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปมองผ่านเลนส์ ...

เวลาพิเศษแบบนี้ผมดันปล่อยให้คนที่ผมรักนั่งมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปคนเดียว โดยที่ผมไม่ได้นั่งกุมมือมองภาพสวยๆด้วยตาเปล่านั้นด้วยกัน ...

แต่มันก็ผ่านมาแล้ว ถ้าจะกลับไปแก้ไขก็คงไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือจดจำ .. และจะไม่ละเลยอีก ...



ทำไมดูภาพพระอาทิตย์ตกแล้วหง๋อยจัง ... นอกเรื่องไปนานเข้าเรื่องรีวิวดีกว่า 555 เพ้อแล้วๆ ..
มาชมวิลล่ากันต่อดีกว่าครับ



หลังจากพูดไว้ว่าเข้าใจผิดว่าวิลล่าฝั่งเฟสนี้น่าจะเป็น collection 2008 ทั้งหมด แต่พอเปิดประตูเข้าวิลล่ามาก็เห็นศาลาเลยรู้ว่าวิลล่าหลังนี้เป็น collection 2006 ผมคงเข้าใจผิดครับ ...

คุณชานไม้อธิบายว่า วิลลาที่ขึ้นต้นด้วย LV น่าจะเป็น collection 08 ทั้งหมด
บางหลังของ collection 08 จะมีศาลา และห้องนอนที่มีสระล้อมรอบเหมือน collection 06

collection 06 จะไม่มีอ่าง Jacuzzi และห้องอบไอน้ำซึ่งแยกโซนออกไปครับ



จริงๆวันแรกที่เข้าวิลล่ามาผมก็ได้ถามพนักงานที่ยืนรอเพื่อจะเป็นผู้แนะนำส่วนต่างๆของวิลล่าครั้งนึงแล้วว่านี่เป็นวิลล่า 2006 ใช่หรือไม่ ..

แต่พนักงานบอกว่าเป็น 2008 ครับผมเลยถามต่อว่าเห็นมีศาลาไม่ใช่ 2006 หรอ เค้าตอบว่าเฟสใหม่นี้เป็น 2008 หมดครับแต่ว่าห้องมีหลาย Room Type ครับผมเลยถึงบางอ้อ แต่ก็แอบไม่เชื่อนะครับ เหอๆ

ก็เห็นรีวิวทีไรวิลล่ามีศาลาก็เป็น 2006 วิลล่าที่เปิดประตูเข้าไปแล้วแบ่งเป็น 2 หลังซ้ายขวาก็ 2008 นี่นา ...

วิลล่าด้านล่างเป็นแบบแยก 2 หลังทั้งแถวครับ ...



เข้าห้องนอนกันดีกว่าครับ ....



สงสัยผมจะใส่เบลอไปหน่อยมองข้างนอกไม่เห็นเลย

บนหัวเตียงจะมีเก้าอี้ให้นั่งครับ ทำหัวเตียงเป็นโต๊ะได้เลย ในกล่องข้างโทรศัพท์จะมีดินสอ กระดาษเตรียมไว้ให้ครับ ส่วนด้านข้างกล่องกระดาษด้านซ้ายจะมีที่ปิดตาหอมๆให้ 2 อันครับ



มองจากห้องด้านซ้ายจะเห็นฝั่งครับ สะพานขาวๆที่ยื่นออกมานั้นเป็นของโรงแรมเคปพันวา

ชายหาดหน้าศรีพันวามีนิดเดียวครับ ส่วนใหญ่จะเป็นโขดหินมากกว่า ทำให้การมาภูเก็ตครั้งนี้ของผมไม่ได้เหยียบน้ำทะเลเลยครับ



ฝั่งขวามองออกไปก็จะเป็นทะเลอันดามันครับ สระน้ำด้านนอกจะมีฟองอากาศนวดตัวได้ครับ จะใช้ต้องกดปุ่มแล้วจะมีฟองออกมา ประมาณ 10 นาทีก็จะหยุดเองอัตโนมัติครับ



ได้นอนมองทะเลในวิวแบบนั้นมันพูดไม่ถูกครับ
เหมาะแล้วที่เคยได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 5 สุดยอดที่พักในเมืองไทย จากการโหวตของคู่รักและผู้รักการเดินทาง ในงาน Dream Resort Award 2006 ของนิตยสาร Honeymoon+Travel ครับ



เตียงน่านอนมากครับ หมอนนุ่มนอนสบาย(ตอน Turn Down แล้วจะเป็นหมอนสีขาวธรรมดาครับ)

แพคเก็จที่ซื้อจะมี Exclusive gift set ให้ด้วยครับ
ชุดผู้ชายจะเป็น - กางเกงเล รองเท้าแตะ ผ้าขาวม้า
ชุดผู้หญิงจะเป็น - กางเกงเล รองเท้าแตะ หมอนปิดตา



การตกแต่งสวยงาม ลงตัวครับ



มองออกไปเห็นอันดามันสุดลูกหูลูกตาครับ

ส่วนห้องด้านล่างเป็น LV.11 ชื่อ Angel ครับ ถ้าเป็นไปได้และโอกาสพร้อมทุนอำนวยจะขอรีเควสพัก LV.11 ซักครั้งเพราะด้วยมุมมองที่ไม่เหมือนวิลล่าอื่น เนื่องจากเป็นหลังเดียวที่หันหน้าออกทะเลอันดามันครับ มองออกไปก็จะเห็นแต่ทะเลๆๆ อ้อ .. เห็นเกาะไม้ท่อนอยู่เล็กๆด้วยครับ



ความที่ยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติเราจึงได้เห็นต้นไม้เขียวๆในศรีพันวาเป็นเรื่องปกติครับ






วิวแบบนี้นั่งมองทั้งวันก็ไม่มีเบื่อครับ

ด้านฝั่งเฟสนี้จะเป็นอ่าวที่มีท่าเรือน้ำลึก จึงเห็นเรือขนส่งสินค้าเข้าๆออกๆตลอดเวลา



หรือจะออกมานอนตากแดดมองวิวสวยๆแบบนี้ก็เยี่ยมไม่แพ้กัน เอารูปมารีวิวเองก็คิดถึงเอง ...



ด้านหลังก็จะเป็น Rain Shower และอ่าง Jacuzzi ที่สามารถลงไปแช่ได้ 2 คนเลยครับ



เปิดเข้ามาในส่วนของวิลล่าบ้าง ...

จาก Jacuzzi ก็จะเปิดประตูเข้ามาในวิลล่าได้ จะเจอห้องอาบน้ำที่เป็นห้องสตีมด้วยในตัว

ที่ศรีพันวานี่ระบบน้ำต่างจากที่วิจิตร รีสอร์ทโดยสิ้นเชิงครับ น้ำที่นี่ไหลแรงมากถึงมากที่สุด สุดยอดความสะใจครับ

ส่วนห้องส้วมไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่ก็จะอยู่คนละฝั่งกันกับห้องอาบน้ำครับ ไม่มีประตูปิดนะครับ นั่งทำธุระอยู่ก็สามารถเปิดม่านมองดูทะเลได้เลยอ้อ .. ที่นี่มีสายฉีดก้นนะครับ(ถูกใจมาก 555)



ส่วนของห้องน้ำก็จะมีบานเลื่อนกั้นเป็นสัดส่วนครับ ถ้าจะทำธุระหนักเบาหรืออาบน้ำก็ปิดส่วนนี้ ก็จะแยกจากห้องนอน ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและครัวแล้วครับ



ส่วนของอ่างล้างหน้าก็จะเป็น 2 ชุด 2 ฝั่งครับ



อุปกรณ์ผมไม่บอกละเอียดนะครับ รูปแต่ว่ามาแต่ตัวได้ครับ ไม่จำเป็นต้องเอามาไรจากห้องน้ำที่บ้านมาเลย ที่นี่มีให้ครบหมดจริงๆ



สิ่งหนึ่งที่คุณหวานใจของผมประทับใจมากๆคือ เธอตื่นมาเธอก็รื้อๆๆข้าวของเครื่องใช้ในกระเป๋าเครื่องสำอางตัวเองออกมาหมด อาบน้ำแต่งหน้าเสร็จก็ปล่อยมันรกอยู่ตรงข้างอ่างนั่นล่ะ
แต่พอบั๊ตเลอร์หรือแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดทีไร ข้าวของที่กระจุยกระจายก็ถูกจัดเรียงแบบเป็นระเบียบเรียบร้อย จนเจ้าของอายทีเดียวครับ 555



แม่บ้านที่นี่เอาใจใส่มากๆครับ ทุกอย่างถูกวางเรียงแบบสวยงามจนหวานใจผมไม่กล้สจะรื้ออีกต่อไปทีเดียว ...

หรือแม้แต่จาน ชาม ถ้วยกาแฟมราใช้แล้วในครัวแม่บ้านเก็บล้างเรียบครับ ขยะในถังถึงจะทิ้งเปลือกผลไม้ลงไปนิดเดียวก็เปลี่ยนถุงดำใบใหม่ให้เลยครับ



ออกมานอกตัววิลล่าบ้างครับ ....

ส่วนที่เป็นศาลา .. นั่งชมวิวกันเพลินอีกแล้ว



ไม่ต้องกลัวร้อน เพราะว่ามีพัดลมไว้บริการครับ ง่วงก็งีบได้เพราะมีหมอนเพรียบพร้อมกันเลยทีเดียว



ส่วนวิวที่มองออกไปจากศาลาก็เป็นแบบนี้ ....

สุขนี้จะมีอะไรเสมอเหมือน .. สะพานที่ยื่นออกไปกลางน้ำเป็นท่าเรือของศรีพันวาครับ แต่เป็นผมคงไม่กล้าเดินตอนมีคลื่นแน่เพราะมันเหมือนแพดีๆนี่เอง ...



ตัวห้องนอนไปอยู่ตรงนั้นก็เหมือนกันเราได้อยู่กลางเกาะแบบที่สถาปนิกต้องการให้เรารู้สึกจริงๆครับ

(อย่าแอบงงภาพนะครับ ผมเอามารวมๆกันรีวิว แสงอาจจะโดดๆเพราะวันที่เข้าพักฝนตกปรอยๆฟ้าอึมครึมครับ อีก 2 วันที่เหลือแดดเปรี้ยงเลยครับ)



พาแวะกลับเข้าห้องนอนตอนเย็นๆครับ ..



เตียงยังคงอยู่ในสภาพเดิมเพราะผมกักหวานใจให้นั่งเล่น Internet อยู่แต่ในห้องนั่งเล่นครับ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่มีรูปที่โซฟาในห้องนั่งเล่นครับ แต่บอกได้คำเดียวว่า ...... หมอนจะเยอะไปไหนนนนน!! 555

Internet ของศรีพันวาเป็นแบบ Wi-Fi ความเร็วสูงครับ สามารถต่อได้อัตโนมัติเลยทันที



มองออกไปเวลาไหนๆก็ยังคงความสวยงามอยู่ตลอดเวลาครับ



มองยังไงก็ไม่เบื่อ ...



การจัดวางรูปแบบของห้องสวยงามมากครับ ทุกๆอย่างมีความหมายในตัวของมันหมด



ระบบไฟในวิลล่าเยี่ยมมากครับ สามารถสั่งการได้แทบจะทุกจุดด้วยการกดปุ่มเดียว



ด้านนอกยามเย็น เสียตรงมียุงพอสมควรครับ



มุมมหาชน ... นี่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของศรีพันวาครับ



ไปคราวนี้ในแพคเก็จมีอาหาร 2 มื้อครับ หนึ่งมื้อกลางวัน หนึ่งมื้อเย็น เพราะฉะนั้นรักษาสิทธิ์ครับ

มากันที่ Baba Pool Club ครับ เพิ่งเปิดบริการมาไม่นานมาก



Baba เป็นคำเรียกขานผู้ชาย ของชนเผ่าเพอรานากัน ครับ

เพอรานากัน .. เป็นชื่อเรียกเผ่าชายชาวจีนอพยพที่มาแต่งงานกับสาวพื้นเมืองชาวมาเลเซียครับ ชนเผ่านี้สร้างวัฒนธรรมการแต่งกาย การทำอาหาร ศรีพันวาเลยเลือกชื่อนี้มาตั้งชื่อในส่วนของห้องอาหารครับ



วันที่ไปพิเศษหน่อยตรงได้เจอคุณปลาวาฬ วรสิทธิ์ อิสสระ เจ้าของและผู้บริหารหนุ่มไฟแรงของศรีพันวาครับ

คุณปลาวาฬเห็นเราและรีบเดินเข้ามาทักทายด้วยการยกมือสวัสดีแบบเป็นกันเองมากครับ การได้คุยกับคุณปลาวาฬทำให้ผมประทับใจศรีพันวามากขึ้นไปอีก คนหนุ่มไฟแรงอายุ 20 ปลายๆที่มีใจรักด้านงานโรงแรมและการบริการ ไม่ถือตัวเลยที่เจอลูกค้าไม่ว่าจะเป็นระดับไหน พูดคุยไถ่ถามกันจนรู้สึกว่าพนักงานที่เดินตามกันมาเกรงกับเราไปด้วย ส่วนนี้จะเดินลงไปห้องพักด้านล่างครับ คุยกับคุณปลาวาฬว่าเห็นด้านล่างทำเป็นห้องพัก (หลังจากดูรีวิวคุณต้าไป) ได้ความว่าตอนแรกตั้งใจจะทำเป็นสปา แต่คิดไปคิดมาเปลี่ยนเป็นห้องพักดีกว่า แต่ผมไม่รู้ราคาส่วนนี้นะครับ ... ตอนไปก็ไม่ได้ขอเข้าไปดูเพราะมีลูกค้าเข้าพักครับ



เรามานั่งทานกันส่วนนี้ครับ โดยที่คุณปลาวาฬเดินมาส่งเองถึงโต๊ะ (ผมและหวานใจคงดูเป็นคนพิเศษของที่นี่มากๆในสายตาของพนักงานทั่วไป เอิ๊กส์)



บรรยากาศโดยรอบ ..



อาหารทั้งหมดจะเสริฟเป็น One 3-Course set ครับ



หิวมาก .. เลยถ่ายได้แค่ 2 จานจากการอนุเคราะห์ภาพถ่ายฝีมือคุณหวานใจ



ขออภัยครับจำชื่อทั้ง 2 จานไม่ได้จริงๆ



ยังมีพิซซ่าอร่อยๆ สปาเก็ตตี้สูตรเฉพาะที่มีที่นี่ทีเดียวเพราะคุณปลาวาฬเป็นคนคิดสูตรขึ้นมาเองด้วยครับ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปแล้ว หิวตาลาย มาถึงก็จิ้มเลย

ตอนที่ไปนั่งคงยังหัวค่ำอยู่เลยไม่มีแขก



การจัดสถานที่สวยงามลงตัวครับ มองมุมไหนก็สวย

ราคาอาหารที่นี่พูดได้เลยว่าแพงครับ 3 set ที่ทานไปถ้าเกิดคิดราคาก็น่าจะตกคนละพันกว่าบาทครับ

เอาที่จ่ายจริงคือโค๊กกระป๋องที่สั่งมาทานก็กระเป๋าละ 120กว่าบาทแล้วล่ะครับ

ลายเซ็นที่เราเซ็นไว้ทั้ง 2 คนตอนเข้าพักจะมีประโยชน์ตอนเช็คบิลนี้ด้วยครับ ถ้าเราไม่จ่ายเงินสดสามารถเซ็นชื่อไว้เพื่อจะได้เช็คบิลรวมรายการตอนจะ Check Out ได้ครับ



ลากลับห้องด้วยภาพนี้ ...

ระหว่างทานอาหารคุณปลาวาฬยังเดินเอานามบัตรมาให้ด้วยครับ แต่เสียดายที่ผมทำหายตอนจะคืนรถเช่าตรงลานจอดรถของศรีพันวาครับ



กลับไปถึงห้องก็เจอลำนี้จอดอยู่ข้างวิลล่าครับ ..



ก่อนจะนอนก็ขอแช่น้ำหน่อย .. เข้าห้องหลับสบายเชียวครับ



ตื่นเช้ารีบเปิดม่าน ... ไม่ทันพระอาทิตย์แล้วครับ แถมผมไม่ได้ออกไปทานอาหารเช้าเลยซักวันเดียว ตามคำขอของคุณหวานใจว่าอยากใช้เวลาอยู่ในวิลล่าให้นานที่สุด ...



วิวแบบนี้จะเบื่อได้ยังไง ..



วันสุดท้ายที่จะกลับก็นั่งเก็บบรรยากาศแล้วครับ ...



เห้ออออ.... ไม่อยากกลับเลย



แอบดูในห้องนั่งเล่นหน่อยละกัน ... บนโต๊ะจะมีหนังสือให้อ่าน ส่วนใหญ่จะเป็นเล่มที่มีศรีพันวาอยู่ในนั้นด้วย



อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ...

มี Ipod ให้แต่ผมเอา ipod ส่วนตัวไปเลยได้ฟังแต่เพลงที่ตัวเองชอบ และแทบไม่ได้เปิด TV เลยครับนอกจากเปิดให้คุณหวานใจดูครูกุ๊ก เอาแต่ฟังเพลงจน 3 วันที่อยู่เปิดเพลงไป 300 กว่าเพลง(นอนก็เปิดให้มันเล่นไป) เพราะว่าทั้งวิลล่าจะได้ยินเสียงหมดครับไม่เว้นกระทั่งศาลา

เครื่องเสียง Bose หนึ่งในฝันของผม ..

รีโมทตัวเดียวเปิดได้ทุกอย่าง ...



นั่งหมดอาลัยไม่อยากกลับกรุงเทพฯ ...



อยากจะกระโดดน้ำอีกซักรอบ ...



สีเขียวต้นไม้ตัดกับสีฟ้าน้ำทะเล ... จะมีซักกี่ที่ที่เรามีโอกาสจะได้สัมผัส



เที่ยวทะเลไม่ได้เหยียบน้ำทะเลก็มีความสุขได้ ยิ่งได้ไปกับคนที่เรารักในที่ที่พิเศษ มีความสุขที่สุด ....



ลาก่อน Spinner ... หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก

(มีอีกข้อมูลที่รู้สึกจะยังไม่ได้บอก .. ชื่อของวิลล่าแต่ละหลังเป็นชื่อที่ตั้งตามสายพันธุ์ปลาโลมานะครับ เช่น Spinner ก็เช่นกัน)



บทสรุป ...

การมาเที่ยวและเข้าพักที่ศรีพันวาในครั้งนี้ผมรู้สึกดีมากครับ ทั้งความประทับใจต่อตัวศรีพันวาเอง ตัวคุณปลาวาฬที่ดูแลผมเหมือนลูกค้าVIP ตัวพนักงานทั่วๆไป รวมไปถึงรปภ.ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

ผมคงไม่บอกข้อดี-ข้อด้อย ...

เพราะผมเองใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในวิลล่า และไม่ได้ออกไปตามส่วนต่างๆเท่าไหร่ รวมไปถึงไม่ได้ออกไปทานอาหารเช้า

สิ่งที่ผมได้ในการเข้าพักที่นี่คือความประทับใจที่กลับมามองดูรูปกี่ครั้งก็ยังรูปสึกดีและอยากกลับไปสัมผัสมันอีกครั้ง ผมไม่เคยมองที่นี่เป็นโรงแรม เป็นรีสอร์ท สังเกตได้จากผมไม่เอ่ยถึงคำพวกนี้เลย เพราะผมคิดว่าที่นี่เป็น "บ้านพักตากอากาศ" จริงๆ ...

ณ.วันนี้ "ศรีพันวา" ยังเป็นหนึ่งในรีสอร์ทในฝันของผม และเชื่อว่าคงเป็นของอีกหลายๆคน ถ้ามีโอกาสผมจะกลับไปเก็บเกี่ยวความสุขอีกครั้งครับ ...

ขอบคุณสำหรับทุกคนที่ติดตามจนจบนะครับ ...



ฝากติดตามแฟนเพจผมได้ที่ https://www.facebook.com/travelholicbigboy นะครับ


Create Date : 31 มกราคม 2557
Last Update : 9 มิถุนายน 2557 18:31:50 น. 5 comments
Counter : 4421 Pageviews.

 
เป็นที่พักในฝันจริงๆ เลยค่ะที่นี่


โดย: เอ เองค่ะ (เอ เองค่ะ ) วันที่: 31 มกราคม 2557 เวลา:21:41:36 น.  

 
ตามมาเที่ยว ศรี พันวาด้วยคนค่ะ น่าไปพักมากๆเลย
เป็นรีสอร์ทในฝันที่อยากไปมากๆ แต่สู้งบไม่ไหวค่ะ ราคาสูงจริงๆ


โดย: หนีแม่มาอาร์ซีเอ วันที่: 31 มกราคม 2557 เวลา:23:15:31 น.  

 
thx u crab


โดย: Kavanich96 วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:3:40:20 น.  

 
สุขสันต์วันเกิดค่ะ
ขอให้มีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา
มีความก้าวหน้าทั้งในชีวิตและหน้าที่การงาน
สุขภาพแข็งแรงตลอดปี และตลอดไปค่ะ



โดย: pantawan วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:17:19:36 น.  

 
สุขสันต์วันเกิดครับ


โดย: **mp5** วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:18:10:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

biGbOySalaDbAr
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]




Group Blog
 
<<
มกราคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 มกราคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add biGbOySalaDbAr's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.