www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Blog No.8 : Slow Write (ตอน 2) ... หลง like ได้ปลื้ม

ความเดิมจากบล็อกตอนที่แล้ว

Blog No.3 : Slow Write (ตอน 1) ... หายหัวไปไหนมา ?


 ... คุณ ‘รู้สึกดี’ เวลามีคนมากด like มั้ยครับ Smiley

รู้สึกดี นี่รวมทุกอย่างนะครับ ดีใจ ปลื้มฯลฯ

ผมขอตั้งสมมติฐานนะครับว่า คุณรู้สึกดีมากกว่า รู้สึกแย่ เวลาเขียนหรือแชร์อะไรแล้วมีคนมากด like

เพราะมันตรงตัวเลยกับคำว่า like มันชวนให้เราแปลว่ามีคนชอบสิ่งที่คุณเขียน ชอบการแสดงความเห็นของคุณ ชอบรูปของคุณ ชอบลูกของคุณ ฯลฯ มันคือการชื่นชอบชื่นชม หรือ แสดงการยอมรับ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่มนุษย์ปรารถนา

ถ้าไม่คิดอะไรมาก เล่นพวกทวิตเตอร์หรือเฟซแค่ขำๆความรู้สึกดีจาก like จะค่อยๆปรับพฤติกรรมคุณในโลกออนไลน์บางอย่าง(ซึ่งผมคงจะเขียนถึงวันหลัง) แต่ถ้าคุณรักการเขียนคุณคิดใช้เวทีออนไลน์เป็นสนามพัฒนาฝีมือในการเขียน

ปุ่ม like และโลกของโซเชียลมีเดีย จะส่งผลต่อคุณมากโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว ซึ่งผมมาพบภายหลังว่ามันส่งผลลบกับตัวเองมากกว่าบวก

*****


... ย้อนไป 10 ปีก่อนตอนผมเขียนกระทู้กับบล็อกใหม่ๆ ผมรู้สึกเลยว่าการเขียนในโลกออนไลน์เป็นสนามฝึกปรือฝีมือชั้นดี

ผู้อ่านคืออาจารย์ให้คนเขียน คือคุณจะรู้ได้ว่าคุณเขียนดีหรือห่วยก็จากการคอมเมนต์ของคนอ่าน แล้วถ้าคุณถอดความรู้สึกเสียใจหรือหงุดหงิดที่โดนด่าไตร่ตรองคำวิจารณ์เหล่านั้นคุณก็จะเห็นข้อบกพร่อง หรือถ้าไม่หลงไปกับคำชมจนลอยมากไปคุณก็จะรู้ว่างานเขียนคุณดีที่จุดไหน

เพราะกว่าคนอ่านจะแสดงความเห็นแปลว่าเขาต้องอ่านจนจบก่อน ไม่มีปุ่มกดง่ายๆแบบ like เมื่ออ่านจบ

ถ้าคุณชอบหรือเกลียดงานเขียนชิ้นนั้น คนอ่านก็ต้องใช้‘เวลา’ นั่งพิมพ์ความเห็นตัวเองลงไป ซึ่งเวลานั้นแหละครับที่จะทำให้สมองส่วนหน้าไตร่ตรองก่อนพิมพ์มากขึ้น

หรือเราอาจดูว่างานเขียนของเราได้รับความนิยมแค่ไหนก็จากยอดview ซึ่งอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แน่นอนแต่ปัจจัยที่มีผลต่อยอด view ไม่ได้เหมือนกับยุคนี้

ในยุคโซเชียลมีเดีย เช่น facebook

(1) ไม่มีปุ่ม dislike (ที่ fb บอกว่ากำลังจะมาในอนาคตก็ไม่ใช่ dislike โดยตรง) ... มันก็ทำให้คุณก็จะมีแต่ความ ‘รู้สึกดี’ ถ้าคุณดูแค่ยอด like ทีได้มา แล้วความรู้สึกดีนั้นจะมีปัญหา ถ้าคุณแปลความว่าสิ่งที่คุณเขียนหรือแชร์นั้นดี เพราะมันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เพราะ like อาจมาจาก อ่านแล้ว , ยังไม่ได้อ่านนะแต่ขอ like ไว้ก่อน , ชอบคนเขียน หรือ like เพราะใจตรงกันเลย(เช่น ชองนักร้องวงเดียวกันเลย ,ด่าพรรคการเมืองที่เกลียดเหมือนกัน , อ่านแล้วมันส์เพราะด่าที่หนังเกลียดเรื่องเดียวกัน, อ่านแล้วสะใจ ต่อมอีโม พองโต สาแก่ใจอีช้อยยิ่งนักกดไลค์แมร่มซักสิบไลค์Smileyอะไรทำนองนั้น)

ยิ่งถ้าคุณมีติ่งมีแฟนคลับ ขอให้สิ่งที่เขียนไม่เลวร้ายจนขัดใจแฟนๆ แฟนๆก็พร้อมจะกด like ให้

ดังนั้นแม้บางคนไม่เห็นด้วยก็ไม่รู้จะแสดงออกอย่างไรเพราะไม่มีdislike บวกกับปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Spiral of silence ก็คือการที่เราไม่อยากเปลืองตัวไปแสดงความเห็นต่างในพื้นที่ที่มีแฟนคลับเยอะๆไม่ว่าจะการเมืองหรือบันเทิงซึ่งเสี่ยงกับการโดนยำ ก็ผ่านๆไปไม่ยุ่งแค่นั้น

(2) ทุกอย่างเร็ว ทุกอย่างแรง ... ไม่ใช่แค่ ความรู้สึกดีที่มาง่ายเพราะไม่ต้องใช้ ‘เวลา’ ในการตอบสนอง (กดไลค์ใช้เวลาไม่ถึงสองวินาที ยืนฉี่ก็กดไลค์ได้) แต่ ความรู้สึกแย่ๆ ก็จะยิ่งแรงกว่า

เพราะเวลาเกลียดหรือไม่ชอบใจเราไม่กลั่นกรองอะไรมาก ทุกสิ่งจากสมองพิมพ์ลงไปรัวๆ อ่านเจอดราม่าเกลียดนักคนแบบนี้ก็พิมพ์ด่ารัวๆ หรือถ้าเราเป็นชาวท่าแซะก็จะแซะๆเหน็บๆให้มันได้เจ็บSmiley

ทุกสิ่งที่ส่งตรงจากสมองมายังคีย์บอร์ดไม่มีจุดแวะพักเหมือนเวลาจะคอมเมนต์อะไรในกระทู้สมัยก่อนที่กว่าจะพิมพ์ได้กว่าจะกดส่งได้ บางทีเรามีสติที่จะลดความแรงหรืออีโมลง

ยิ่งโลกยุคใหม่ที่คนรุ่นใหม่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมีลักษณะหลงตัวเองได้ง่ายตามงานวิจัยมากมาย ทำให้ความเห็นติจำนวนมากห่างไกลจากคำว่า ‘ตรงไปตรงมา หรือ จริงใจ’ แต่เป็นลักษณะ ‘แรง กรูแน่ เอาให้สาสม เมิงจงสำนึก เมิงจงขอขมา’Smiley

มันจึงไม่ใช่งานติเพื่อก่อที่เจ้าของผลงานจะได้พัฒนาแต่มันคือติเพื่อด่า ที่เจ้าของผลงานอ่านแล้วจะเสียพลังงานชีวิตมากกว่าจะได้ข้อมูลไปปรับปรุงตัว

(3) ปัจจัยที่มีผลต่อ Like , ยอด view และยอด reach ถึงคนอ่าน ...

3.1 ตั้งแต่ตอนที่ facebook ปรับalgorithym ใหม่ คือ ถ้าคุณจ่ายตังค์จะมีคนเห็นงานเขียนคุณมากขึ้นแต่ถ้าคุณไม่จ่ายเงิน ต่อให้มีคน like เพจคุณหลักหมื่นแต่อาจมีคนเห็นสิ่งที่คนเขียนหลักสิบหรือ ต้องให้มีคนมาปฏิสัมพันธ์มาก สิ่งที่เขียนจึงจะปรากฎให้คนเห็นมากตามไปด้วยแปลว่าถ้าคนอ่านเยอะแต่ไม่ไลค์ ไม่เมนต์ นานๆเข้าก็จะมีคนเห็นงานเขียนของคุณน้อยลง

3.2 เวลาก็เป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าคุณโพสต์บางช่วงเวลาที่ไม่มีคนเล่นพอถึงช่วงเวลาคนเล่นเยอะ งานเขียนคุณก็จะหายไปจากหน้าจอเพื่อนๆแล้วเพราะยุคนี้มีปริมาณข้อมูลที่อัพเดตทุกนาที แทบจะเหมือนสึนามิข้อมูลที่มากมายไม่หยุดหย่อนมาแทนที่ข้อมูลของคุณ

3.3 ถ้าคุณรับเงินโฆษณาสินค้า คุณไทอินสินค้าด้วยเนียนๆคุณก็จะมีพาร์ตเนอร์ช่วยแชร์ให้งานเขียนของคุณเข้าถึงคนอ่านมากขึ้น

3.4 ถ้าคุณเขียนแบบใช้อารมณ์ร่วมมากๆ เช่น ด่าแรงๆ อวยสูงๆใช้ศัพท์ที่กระตุ้นความรู้สึกคนได้ดี คนที่คอเดียวกันก็จะเริ่มตามไลค์คุณมากขึ้น

3.5 ถ้างานเขียนของคุณกลายเป็นดราม่าแล้วถูกแชร์ คุณก็จะเจอคนยกพวกมาปาขี้(ศัพท์ยุคใหม่ที่ไปแสดงความเห็นถล่มใส่) แล้วก็จะเต็มไปด้วยสึนามิแห่งคำด่า

ฯลฯ

4. like ทำให้คุณสุดโต่งมากขึ้น ... ตามกลไก positive reinforcement เลยครับ ยิ่งคุณได้ไลค์มาก คนมาเมนต์ชื่นชมมาก คุณรู้สึกดีมาก มันก็จะผลักดันให้คุณเขียนในแนวนั้นมากขึ้น แล้วคุณก็จะเริ่มแรงขึ้น (เช่นหยาบขึ้น อวยเยอะขึ้น หวานขึ้น เขียนในประเด็นนั้นบ่อยขึ้น ฯลฯ) เพราะมีจำนวนไลค์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยสิ่งที่ผลักดันไม่ได้บอกว่าคุณเขียนดีเท่านั้น แต่มันผลักดันมาจากคนที่สะใจหรือมีฟิลแบบเดียวกันจำนวนมาก ได้เจอพวกเดียวกัน

... นั่นแหละครับ ก่อนที่จะหยุดเล่นเพจแล้วพักไปหกเดือน สิ่งเหล่านี้มันคือจุดที่ผมเริ่มคิดได้ว่า “เฮ้ย ปล่อยให้เรื่องพวกนี้มามีส่วนในการเขียนได้ยังไงวะ”

แน่นอนครับ ผมหลง like ได้ปลื้มเหมือนคนทั่วไปแต่มันไม่ได้เป็นอาจารย์ที่จะช่วยพัฒนางานเขียนเหมือนแต่ก่อน ไม่สามารถใช้วัดอะไรได้ดีเท่าเมื่อก่อน และในแต่ละวัน มันก็เผาผลาญพลังงานชีวิตไปกับการฟูฟ่องจากความรู้สึกดีและรู้สึกแย่มากพอสมควร 

ที่เขียนมาไม่ได้โรแมนติกอะไรกับโลกยุคก่อนหน้าโซเชียลมีเดียนะครับเพียงแต่ผมคิดว่ามันมีจุดเด่นกับจุดด้อยต่างกัน

ถ้าผมเขียนใหม่ๆแล้วอยากให้งานเขียนเข้าถึงคนมาก ผมยังเลือกใช้บริการเขียนลงเพจ

แต่พอถึงจุดหนึ่งผมจึงกลับมาทบทวนว่าต้องการอะไรจากการเขียน

นั่นจึงทำให้กลับมาเขียน Blog

ตอนหน้าจะมาต่อนะครับว่าทำไมถึง Blogและทำไมถึงกระแดะใช้คำว่า Slow write Smiley




Create Date : 10 ตุลาคม 2558
Last Update : 10 ตุลาคม 2558 22:17:17 น. 10 comments
Counter : 1023 Pageviews.

 
ขอบคุณสำหรับบทความเตือนสตินะคะ


โดย: wan IP: 110.77.137.96 วันที่: 10 ตุลาคม 2558 เวลา:10:57:53 น.  

 
เป็นแฟนงานเขียนเก่าเจ้าของบล็อก สมัยยังเขียนถึงหนังที่เข้าใหม่อยู่เรื่อยๆ ได้กลับมาอ่านผ่าน bloggang แล้วผมนี่แหละที่รู้สึกโรแมนติกเอง 55


โดย: emonow IP: 125.24.134.114 วันที่: 10 ตุลาคม 2558 เวลา:11:11:59 น.  

 
มีเหตุผลค่ะ ตอนนี้facebook ก็มีประโยชน์ช่วยแจ้งเตือนเวลาคุณหมอเขียนบล็อกใหม่ ยังตามอ่านได้ก็ดีใจแล้วค่ะ


โดย: Kooong IP: 27.55.219.202 วันที่: 10 ตุลาคม 2558 เวลา:12:36:15 น.  

 
หายสงสัยไปอีก 1 คำถาม XD


โดย: Gonz IP: 1.10.254.46 วันที่: 10 ตุลาคม 2558 เวลา:22:22:33 น.  

 
ยังมาให้กำลังใจและขอยืนยันอีกเสียงครับว่า blog มันคลาสสิกและอบอุ่นกว่าจริงๆ
ต่อข้อเขียนเรื่องนี้ ในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นบน social media นั้นนอกจากการ like จะเป็นการปฏิสัมพันธ์กันของคนกดและผู้เสนอเนื้อหานั้นๆแล้ว(ทั้งในความหมายของ ชอบ เห็นด้วย อ่านแล้วนะ รับทราบ ฯลฯ) ยังมีผลข้างเคียงอื่นๆด้วย ในทางจิตวิทยาไม่ทราบว่ามีระบุเป็นทฤษฎีอะไรบ้างมั้ยครับ
คือการที่เพื่อนในเฟสบุ๊คมีปฏิกิริยา ความรู้สึก ต่อการกด like ของเราต่อเนื้อหาใดๆ หรือเพจใดๆ อย่างมีความรู้สึกตามที่การรับรู้ของเขาจะแปลความไป เช่น
"โห ไม่นึกว่าเพื่อนผมจะไปกดไลค์เนื้อหาของพวกขี้ข้าคนโกง ผิดหวังจริงๆ" (ทั้งที่อาจเป็น สเตตัสวิชาการที่เป็นความรู้จริงๆ จากนักวิชาการที่เก่งๆคนนึงที่บังเอิญไม่ได้แสดงออกว่าต่อต้าน "คนโกง" ที่เขาเชื่อเช่นนั้นและเกลียดชังอยู่)
"แหม เพื่อนคบกันมาไม่นึกว่าเขาจะถูกใจแต่ละเพจของพวก xxx ถึงว่าสิทำมาเรียกร้องความสงบ เป็นอีแอบทำไมบอกมาเลยดีกว่าว่าอยู่ฝ่ายไหน แหมญาติผมยังอันเฟรนด์มาแล้ว" (แค่การที่เพื่อนเขาไปกดติดตามเพจนักการเมืองหลายๆคนเพื่อตามข่าวต่างๆ โดยที่กดถูกใจพรรคที่เขาเชียร์และคนสนับสนุนพรรคนั้นในจำนวนไม่ได้ด้อยกว่ากันเลย)


โดย: ST IP: 171.96.182.14 วันที่: 11 ตุลาคม 2558 เวลา:1:32:00 น.  

 
จะมีรวมเล่มเป็นหนังสือไหมคะ


โดย: kunaom วันที่: 11 ตุลาคม 2558 เวลา:23:41:15 น.  

 
คือทุกวันนี้ like กันจนขาดสติ ไปหรือเปล่านะ
ในกลุ่มเพื่อน ๆ ของเราซึ่งมีอายุกันก็ไม่น้อยแล้ว
วันนึงเพื่อนโพสต์แจ้งข่าวงานศพบุพพารีที่เพิ่งเสีย ให้เพื่อน ๆ ญาติ ๆ ได้ทราบกำหนดการ.........มียอด like status นั้นเยอะเลย

คือ พ่อเพื่อนเสีย นี่มันควรกด like กันไหม กับแค่พิมพ์ในคอมเม้นท์ แสดงความเสียใจด้วย จะเสียเวลากี่นาทีกัน

ไม่ได้แอนตี้กระแสนะคะ แต่ชอบคอมเม้นท์ มากกว่าการกด like


โดย: Serverlus วันที่: 13 ตุลาคม 2558 เวลา:16:50:28 น.  

 
นั่นสิครับ เพราะ like เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพของ content ที่เราสร้าง


โดย: Mark (สมาชิกหมายเลข 2679336 ) วันที่: 14 ตุลาคม 2558 เวลา:15:41:33 น.  

 
บางคนกด like ไว้ก่อนจริง ๆ คนเขียน ๆ ไรไม่รู้ พออ่านแล้ว....มันน่า like ตรงไหนหว่า หรือว่าแปลความหมายของคำว่า like ผิดไป ?????


โดย: TazmaN IP: 118.174.167.248 วันที่: 14 ตุลาคม 2558 เวลา:21:48:32 น.  

 
ขอบคุณที่กลับมาให้อ่านนะครับ


โดย: exgogh IP: 171.101.173.126 วันที่: 20 ตุลาคม 2558 เวลา:23:28:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 66 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
10 ตุลาคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.