www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Blog No.7 : แรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจ โอ้วววว แรงบันดาลใจเต็มไปหมดเบยยยยย

... คุณเคยอ่านเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจทำนองนี้ใช่มั้ยครับ Smiley


จอห์น - อดีตนักแสดงหนุ่มลูกครึ่งตัดสินใจออกจากวงการบันเทิงทิ้งชีวิตคนกรุงไปทำไร่ผักชีอออแกนิคส์แบบพอเพียงที่เวียงป่าเป้า

วัลยา - บัณฑิตสาวรุ่นใหม่ตัดสินใจออกจากงานประจำเพื่อเดินทาง88 วันรอบโลกตัวคนเดียว เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตไม่สามารถซื้อได้ในทีทำงาน

วิชัย - ตัดสินใจดร็อปเรียนปีสุดท้ายเพื่อปั่นจักรยานตั้งแต่ขั้วโลกเหนือยันขั้วโลกใต้เขาเชื่อว่า “ใบปริญญาไม่ใช่ทุกอย่าง” ดูอย่างสตีฟจ๊อบบ์ซิเว้ยเฮ้ย

... “ ใช้ชีวิตไม่ยึดกรอบ/ ออกจาก Comfort zone ซะ / โยนงานห่วยๆทิ้งแล้วออกเดินทางหาความหมายชีวิต / จงออกเที่ยวเพื่อใช้ชีวิตให้คุ้มค่าฯลฯ” กำลังเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Me

ยิ่งบ้านเราถ้าผนวกกับวิถีชีวิตบางแบบที่บางคนยกว่ามันคือความเป็นไทยก็จะยิ่งทำให้พวกเขาเป็นต้นแบบที่น่าชื่นชมในกระแสเช่น ต่อต้านทุนนิยม (แต่ซื้อ iphone 6Sทั้งที่เครื่องเก่ายังดี) ,  pro + โรแมนติไซส์ชีวิตชนบทให้งดงามกว่าจริง (แต่เพิ่งซื้อคอนโดใหม่ใจกลางกรุง) , pro การวัดค่าความสุขแบบภูฐาน (แต่ดีใจที่แถวบ้านมีห้างใหม่และได้ไปงานเปิดตัวเอ็มควอเทียร์) ฯลฯ

ชีวิตของจอห์น , วัลยา และ วิชัย มันคือการ ‘ใช้ชีวิต’ ที่เราดูแล้วอาจคิดในใจว่า “ซักวันหนึ่งชั้นจะต้องเป็นแบบนั้น ...”

เป็นชีวิตที่เราคิดว่าคนรุ่นใหม่ ควรจะใช้ชีวิตแบบนั้น

ไปจนถึงรู้สึกว่าชีวิตตัวเองนี่มันช่างจำเจ ไร้อิสระไร้ความกล้า ฯลฯ

แต่อย่าเพิ่งเคลิ้มตามครับ ลองอ่านบทความล่าสุดของ นักเขียนที่ชื่อ Chelsea Fagan ซึ่งเขียนลงเว็บไซต์ของTime

*****


...
Chelsea Fagan เขียนบทความเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้วพออ่านปุ๊บ ผมก็ปิ๊งปั๊บเพราะมีหลายอย่างตรงกับที่ตัวเองคิดบทความนี้ถูกพูดถึงมากหลากกระแส มีทั้งคนเห็นด้วย คนด่า บทความนั้นมีชื่อว่า

“ทำไมคำพูดที่ว่า “อย่ามัวแต่กังวลเรื่องเงินแค่ออกไปท่องเที่ยวซะ” คือคำแนะนำที่ห่วยที่สุดตลอดกาล.

“Why‘Don’t Worry About Money, Just Travel’ Is the Worst Advice of All Time”

แค่ชื่อบทความก็ล่อเป้าแล้วครับ ลองมาอ่านเนื้อหาดู ChelseaFagan เล่าคร่าวๆประมาณว่า เวลาใช้โซเชี่ยลมีเดีย เธอเจอชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เรียนจบแล้วหางานทำเหมือนแต่ก่อนแต่จะใช้ชีวิตแบกกระเป๋าออกเดินทาง จากนั้นก็โพสต์รูปสวยๆที่ไปแบ็กแพ็ค พร้อมโปรยคำพูดประกอบในแนวอ่านแล้วกระตุ้นแรงบันดาลใจทำนองว่า “อย่ามัวกังวลแต่เรื่องเงินๆทองๆ” “จงทิ้งทุกอย่างแล้วออกตามความฝันของคุณซะ”

ซึ่งแนวคิดที่ว่าอย่ามัวพะวงแต่เรื่องเงินๆทองๆแต่จงออกมาท่องเที่ยวเรียนรู้โลกกว้างนั้น ChelseaFagan พูดถึงกรณีตัวอย่างที่อ่านเจอมาว่า ก็คนเขียนแบบนี้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยย่อมทำแบบนั้นได้ในเมื่อไม่ต้องกังวลกับ ‘ความมั่นคง’ในชีวิตก็ทำได้ซิ

Chelsea Fagan มองว่าการใช้ชีวิตที่เป็นเทรนด์แบบนี้มันเป็นเรื่องของเงินซื้อได้แล้วชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องพะวงกับเรื่องเงิน พร้อมกับตบด้วยคำพูดที่ปิดท้ายอย่างแสบว่า

“คำพูดในแนวกระตุ้นแรงบันดาลใจที่คุณใช้(เช่น ออกจากงานไปท่องเที่ยวเถอะ! ฯลฯ) มันใช้ได้จริงแค่กับชนกลุ่มน้อยในสังคมที่มีความพร้อมพื้นฐานในชีวิตอยู่แล้วแต่กับอีกหลายชีวิต พวกเขาจำเป็นต้องใช้อะไรมากกว่านั้น

คุณอาจโชคดีที่เส้นทางชีวิตของคุณเอื้อให้ทำแบบนั้นคุณรู้ว่ามีความมั่นคงรองรับคุณอยู่แล้วในท้ายที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องผิดหรือน่าอายที่คุณใช้ชีวิตแบบนั้น

แต่การที่คุณพยายามกระตุ้นให้คนอื่นทำแบบคุณ ให้เดินตามเส้นทางที่ทำได้ยาก(เพราะต้องมีเงิน มีความมั่นคง) แล้วชี้ว่าการใช้ชีวิตเพียงแบบคุณเท่านั้น จึงจะสามารถเติบโตทางจิตวิญญาณหรือสามารถค้นหาความหมายในชีวิต

มันทำให้คุณเป็นไอ้ตูดหมึก Smiley”

*****

... แน่นอนครับ Chelsea Fagan โดนด่าตรึม ส่วนใหญ่คนที่ด่าบทความนี้หาว่าผู้เขียนเหมารวมถามกลับว่า การมีแรงบันดาลใจผิดตรงไหน ?

ซึ่งผมคิดว่าเป็นการจับประเด็นผิดเพราะประเด็นที่เขียนในบทความนี้มีสิ่งสำคัญมากๆครับที่คนมักมองข้าม มันคือประเด็นที่การเสพแรงบันดาลใจโลกออนไลน์มากๆทำให้ 

(1) เราลืมตั้งคำถามที่ควรถาม เช่น การใช้ชีวิตผักชีออแกนิคส์แบบจอห์นมันยั่งยืนจริงหรือ มีคนประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ? แล้วถ้าเจ๊งละ ?

, การออกเดินทางแบบวัลยาต้องใช้จ่ายเท่าไหร่ เธอเอาเงินที่ไหนมาเที่ยว
?

, วิชัยปั่นจักรยานครบ แต่เรียนไม่จบแล้วกลับมาจะทำงานอะไร ฯลฯ

(2) เราละเลยในมุมที่ควรสนใจ เช่น ต่อให้ผักชีเน่าทั้งร้อยไร่ จอห์นก็ยังมีรายได้จุนเจือจากหุ้นส่วนบริษัทตัวเองที่พอใช้ไปอีกเป็นชาติ ‘หนุ่มชาวไร่ปลูกผักชีออแกนิคส์’เป็นแค่ไลฟ์สไตล์ที่เขาเลือกได้

, วัลยาไม่เดือดร้อนกับการไม่ทำงาน เพราะเธอไม่มีหนี้แถมมีมรดกเจ้าคุณพ่อพอใช้ไปจนแก่

, วิชัยไม่ต้องพะวงเรื่องทำงานกับใบปริญญา เพราะพ่อมีเส้นสายพอจะฝากให้ในอนาคตหรือไม่ก็กลับมาทำธุรกิจครอบครัว

... เราเสพแรงบันดาลใจแบบเอาฟิน เอาแค่เพลิดเพลิน จนลืมตั้งข้อสังเกตว่าพวกเขาเหล่านั้นบางคนมี ‘ความมั่นคง’ ในชีวิตต่างจากเรา

       พวกเขาไม่มีภาระที่ต้องรับผิดชอบและไม่ต้องแบกความเสี่ยงเหมือนกับเราที่ต้องผ่อนคอนโด ผ่อนรถ จ่ายค่าเทอมลูก จ่ายค่าน้ำค่าไฟ จ่ายค่าประกันสังคม พาหมาไปหาหมอ พาลูกไปฉีดวัคซีนฯลฯ แล้วเงินเดือนที่ได้รับก็ไม่ได้พอใช้แบบสบายๆ

การปั่นจักรยานรอบโลก , การออกจากงานไปเที่ยว ,การปลูกผักชีออแกนิคส์ เป็นแค่ไลฟ์สไตล์ที่พวกเขาเลือกได้แล้วถ้าล้มก็ไม่เดือดร้อน

ลองให้ จอห์น , วัลยา และ วิชัย มีต้นทุนชีวิตแบบเดียวกับเรา พวกเขาก็อาจใช้ชีวิตแบบนั้นจริงหรือไม่ก็อาจจะเลือกใช้ชีวิตแบบเราก็เป็นได้

ชีวิตอาจไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่มันก็ไม่ได้งดงามง่ายดายเหมือนเวลาอ่านเฟซบุ้ค

*****


... การที่ทักษะในการสงสัยตั้งคำถาม หรือมองชีวิตให้ลึกซึ้งกำลังถดถอยลงก็เพราะในโซเชี่ยลมีเดีย เราเสพชีวิตคนอื่นแบบ cross sectional และ snapshot เห็นแค่ภาพบางภาพ สเตตัสบางสเตตัสหรือ คลิปบางคลิป แล้วก็ฟินกันไป

เราเพลิดเพลินใจแบบชั่วประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็คิดว่า ‘จะเสียเวลาสงสัยหรือคิดมากทำไม’ แค่ ‘รู้สึกดี’ก็พอใจแล้ว

คนที่คิดแบบนี้ลืมไปอย่างหนึ่งว่า

(1) เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า ซึ่งคนเล่าเป็นใครก็ได้ที่ใช้เน็ตเป็น

(2) นักเล่าเรื่องมากมายในยุคนี้ไม่ใช่แค่แบ่งปันประสบการณ์เหมือนเขียนไดอารี่ลงMy space แล้วมีแค่เพื่อนๆกันอ่านแบบยุคก่อน แต่

(2.1) นักเล่าเรื่องจำนวนมากมีผู้ติดตาม พวกเขาก็เริ่มขยับไปสู่การสร้างแบรนด์ เริ่มก้าวไปเป็นเซเล็บหรือผู้นำทางความคิด หรือผู้นำทางไลฟ์สไตล์  พวกเขาเริ่มนำเสนอหน้าตา นำเสนอตัวตน เริ่มปั้นผลงานให้มีราคามากกกว่าแค่แบ่งปันประสบการณ์ตรงๆ

(2.2) สื่อพยายามเซ็ตtrend แล้วหาบุคคลมาปั้นให้เป็น idol ตาม‘ค่านิยม’ ที่ตัวเองอยากเห็น

เช่นอยากปั้นเทรนด์จักรยานก็ยกย่อง วิชัย ให้ดูน่าทึ่งเป็นศาสดาของ Gen Me หรือสื่อที่ชอบแนวคิดทำนา อยากเห็นประเทศไทยมีไลฟ์สไตล์แบบภูฐานแล้วเกลียดชังทุนนิยมก็พยายามปั้นจอห์นให้ดัง (โดยที่วิชัยกับจอห์น อาจไม่ได้สนใจจะดังอะไรขนาดนั้นเลย)

แล้วสังเกตดูนะครับเทรนด์มันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆแต่ละยุคจะมี ‘ความเก๋’ที่ทำให้เราอยากใช้ชีวิตแบบนั้น เช่น เทรนด์ท่องเที่ยว ยุคหนึ่งคือท่องเที่ยวอย่างไรแบบไม่วางแผนแล้วลุยแบบวันต่อวัน เพื่อเสพประสบการณ์ใหม่ๆจึงจะเก๋ เช่น ไปปารีสถ้าไปไอเฟิ้ลกับทัวร์คือจะเห่ยแต่ถ้าไปกินนอนข้างแม่น้ำเซนจะกิ๊บเก๋Smiley

(แล้วถ้าลองมองให้รอบด้าน อาจจะเห็นว่าคนเล่าที่ไปปารีสแบบเซ็ตเทรนด์ทำนองว่าไม่ยึดติดกับไอเฟิ้ล คือ ชีวิตของเขาไม่ลำเค็ญมีโอกาสไปอีกหลายครั้ง มีโอกาสตะกายไอเฟิ้ลอีกหลายหน ตรงข้ามกับเรา ที่ทำงานเก็บเงินแทบตายกว่าจะได้ไปปารีส)

แล้วพอยุคนี้ก็จะเริ่มเป็นเที่ยวอย่างไรให้ถูกที่สุดคือความเก๋ เช่น กระทู้ทำนองว่าไปญี่ปุ่น
5 วันใช้เงินแค่ 5 บาท Smiley

หรือเทรนด์การใช้ชีวิตกับการเลือกงานในยุคนี้คือ “ออกจากงานที่คุณเกลียดดีกว่าทนติดในกรอบ”“มาเถอะพวกเรา ออกสู่โลกกว้าง ซึมซับความสวยงามของโลกในขณะที่ทำได้”

สื่อฮิปๆที่จับฐานวัยรุ่นกับ first jobber สามารถแทรกทัศนคติให้ภาพของคนทำงานฟรีแลนซ์ดูเท่ ดูแนวแต่เรากลับไม่เห็นการเซ็ตเทรนด์ว่า คนทำงานในระบบเงินเดือน คนทำงานประจำคนที่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย มีความชิก ความเก๋ เหมือนอาชีพในแนวฟรีแลนซ์ทำโฆษณา ฯลฯ


(2.3) สื่อพยายามปั้นบุคคลให้เป็นเซเล็บเพื่อหวังผลในการโปรโมทสินค้าที่ตัวเองอยากนำเสนอเรียกได้ว่าพยายาม เพิ่มมูลค่า บุคคลเกินจริง

เช่น วัลยานั้นน่าชื่นชมในฐานะนักท่องเที่ยว แต่สื่อโหมกระแสให้วัลยาเป็นต้นแบบของวัยรุ่นยุคใหม่ ปั้นเธอจนกลายเป็นเซเล็บที่ปรากฎหน้าตาพอๆกับทิวทัศน์ ทำให้ใครๆก็อยากใช้ชีวิตแบบเธอ สร้างฐานแฟนคลับก่อนสร้างหนังสารคดีของเธอออกมาฉาย

หรือ วิชัยเองนั้นน่าชื่นชมในความกล้าออกสู่โลกกว้างแต่มันไม่ได้หมายความว่าวิถีชีวิตของเขาคือต้นแบบแต่สื่อสร้างกระแสให้เขาเป็นดั่งอัจฉริยะในการเลือกใช้ชีวิตเพื่อวางแผนขายหนังสือเกี่ยวกับตัวเขา

*****

... คำศัพท์น่าสนใจในบล็อกของ Chelsea Fagan คือคำว่า aspirational porn

เธอนิยามว่าคือการทำให้คนอ่านรู้สึก ‘อยาก’ ได้ชีวิตแบบที่เห็นในโซเชี่ยลมีเดียหรือตามที่สื่อยกเป็นต้นแบบ แล้วในขณะเดียวกันก็ทำให้คนอ่านรู้สึกล้มเหลวกับการใช้ชีวิตของตัวเองที่เป็นอยู่

(ผมเดาว่าการเลือกใช้คำว่า porn คงจะต้องการเทียบว่าเวลาดูหนังโป๊อย่าไปยึดว่าชีวิตเซ็กส์จริงๆจะโว้วว้าวเต็มไปด้วยจินตลีลาฟินาเล่อึดทนนานซาบซ่านสามรอบติดแบบนั้นSmileyอย่ายึดหลายอย่างสิ่งที่เห็นในหนังโป๊ว่ามันคือโลกความเป็นจริงแล้วก็อยากจะมีชีวิตเซ็กส์แบบนั้นเช่นเดียวกับการเสพแรงบันดาลใจจากคนอื่น)

บทความของเธอ มีประโยชน์ในกาารเตือนให้เราว่า ไลฟ์สไตล์บางอย่างที่เห็นแล้วเราอยากเป็นบ้างนั้นมันไม่ได้เดินตามรอยได้ง่ายเหมือนเวลาอ่านเฟซหรืออ่านบทความทื่สื่อพยายามสร้างเทรนด์ออกมา

ดังนั้นก่อนจะยึดใครเป็นไอด้อลหรือเลือกไลฟ์สไตล์แบบไหนมาเป็นต้นแบบ ลองมองชีวิตของไอด้อลเราให้รอบด้านหรือลึกซึ้ง ลองมองชีวิตของเขาว่ามีต้นทุนอย่างไรถึงเลือกใช้ชีวิตแบบนั้น มันสามารถเทียบกับเราได้มากน้อยแค่ไหน

ไม่แน่ว่าถ้าเรามีสติมากขึ้นสกัด'คุณค่าจริง'ออกมาจากคุณค่าที่ถูกปั้นแต่งเวลาที่อ่านชีวิตคนอื่น มันอาจทำให้เรารู้สึกพอใจและภูมิใจกับชีวิตของตัวเองที่เป็นอยู่มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถชื่นชมไอด้อลเหล่านั้นในแง่มุมที่จริงมากขึ้น ได้บทเรียนจากพวกเขาตามจริงมากขึ้น

แล้วเราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของสื่อหรือเซเล่บจนทำให้เราเสพติด aspirational porn

*****
*****

(ลิงค์บทความของ
Chelsea Fagan //time.com/3943637/money-travel-advice/)




Create Date : 06 ตุลาคม 2558
Last Update : 7 ตุลาคม 2558 15:01:07 น. 6 comments
Counter : 3628 Pageviews.

 
เป็นบทความที่โดนใจสุดๆ เลย 555


โดย: Gonz IP: 1.10.254.7 วันที่: 7 ตุลาคม 2558 เวลา:10:32:29 น.  

 
เหมือนโดนตบหน้าหลายฉาดเลยครับ

ได้สติ ๆ


โดย: joomer IP: 101.108.8.73 วันที่: 7 ตุลาคม 2558 เวลา:14:39:47 น.  

 
เห็นด้วยค่าา รู้สึกไม่ชอบพวกตามความฝันแบบหน้ามืดตามัว แต่อธิบายความคิดไม่ถูก แต่ blog นี้มันใช่เลยยย


โดย: ยรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 8 ตุลาคม 2558 เวลา:0:17:06 น.  

 
ชีวิตมีมากกว่าที่เขียนไว้ใน Social ครับ เวลาผมเห็นใครแสดงตัวตนในแนวชี้นำโดยนำเสนอเพียงด้านดี ผมเลยหงุดหงิดเหมือกัน
อยากให้ทุกคนที่ใช้ Social มองให้ลึกกว่านั้นครับ แล้วจะเห็นความจริงที่ คนชี้นำไม่ได้บอก


โดย: AquaDrehz IP: 58.8.154.205 วันที่: 11 ตุลาคม 2558 เวลา:12:08:18 น.  

 
อ่านจบแล้ว พบแนวทางใช้โซเชี่ยลดีขึ้นเลยครับ มีภูมิคุ้มกันแรงบันดาลใจมากขึ้น5555


โดย: สมเมิ้ก IP: 171.6.83.171 วันที่: 12 ตุลาคม 2558 เวลา:13:01:22 น.  

 
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เราต้องมองที่พื้นฐานตัวเองก่อน จะไปเดินตามเค้าอย่างเดียวคงไม่ได้


โดย: TazmaN IP: 118.174.167.248 วันที่: 14 ตุลาคม 2558 เวลา:21:43:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 68 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
6 ตุลาคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.