Group Blog
 
All Blogs
 

ไกด์จำเป็นพาเด็กเที่ยวฮ่องกง #5 จาก Victoria Harbour จนถึง The Peak จบที่ Toy R Us

เช้าวันสุดท้ายของทริปนี้แล้วครับ ตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะออกจากฮ่องกงแต่เช้า จะได้ให้เวลากับการเที่ยวมาเก๊าได้ทั้งวัน แต่ว่าลูกทริปก็เหนื่อยและล้าจากการเที่ยวมาทั้ง 4 วันแล้ว เลยขอนอนตื่นสายกัน ส่วนผมที่เป็นคนตื่นเช้าอยู่แล้ว ก็เลยหาโอกาสเดินเล่นเรื่อยเบื่อรอเวลาทุกคนตื่น (และให้เวลาแพ็คกระเป๋าของที่ช๊อปปิ้งมาด้วย)



ผมกะว่า จะเดินจากที่พัก ที่ตึก Chungking Mansion ในซิมซาจุ่ย แล้วเดินตรงไปบนถนน Peking road ที่อยู่ตรงหน้าตึกเลย ตรงไปทางห้าง Harbour City ไปจนถึงท่าเรือ Star Ferry จากนั้นก็นั่งเรือข้ามฟากไปฝั่งฮ่องกง แล้วเดินเล่นฝั่ง Central จนไปถึงทางขึ้น The Peal Tram จากนั้นก็นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับมาที่พัก

บรรยากาศยามเช้าวันอาทิตย์ของ Peking Road ครับ เงียบเหงาไปหน่อย ที่สำคัญร้าน bossini และ Giordano เปิดรอเราอยู่ติดกันเลยล่ะครับ (แต่ Giordano ก็มี shop ใหญ่กว่าอยู่บนถนนนาธานนะครับ)




เห็นหอนาฬิกาที่ท่าเรือแล้ว เดี๋ยวเราไปขึ้นเรือกันครับ



สำหรับเรือที่ท่า Star Ferry จะมีอยู่ 2 ท่าที่จะไปลงครับ คือ ทางซ้ายมือจะไปท่า Wan Chai ส่วนทางขวามือก็จะไปท่า Central



ทางเดินเข้าจะแบ่งด้วยครับ (เพื่อความรวดเร็วในชั่วโมงเร่งด่วน) ว่าจ่ายค่าเรือด้วยบัตร Octopus หรือเหรียญ หรือใครจะแลกตั๋ว ก็มีตู้ให้กดครับ



สำหรับค่าโดยสาร วันธรรมดา 2.5$ ในขณะที่วันหยุดมีคนใช้บริการน้อย คิด 3.4$



เรือจะมี 2 ชั้นครับ ตอนผมเข้ามา เรือก็ออกไปพอดีลำหนึ่ง ประมาณสิบกว่านาทีก็ออกอีกลำครับ (ส่วนวันธรรมดาในช่วงเวลาเร่งด่วน เรือก็จะออกถี่กว่านี้นะครับ)



มาชมวิวสวยๆ แต่บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนของอ่าววิคตอเรียกันครับ



ฝั่งเกาลูน ที่เห็นตึกสูงนั่นก็คือ ตึก ICC ที่มีความสูงที่สุดของฮ่องกง (สามารถขึ้นไปชมวิวที่ชั้น 100 ได้ครับ หรือ Sky100)

มาดูฝั่งฮ่องกงกันบ้าง ที่เราคุ้นเคยก็คงเป็น ตึก IFC mall ที่สูงที่สุดทางฝั่งฮ่องกง และตึกเหลี่ยมๆของ Bank of China



อาคารกลมๆซ้ายมือก็คือ Hongkong Convention Center ครับ หน้าศูนย์ประชุมนี่จะมี Golden bauhinia หรือรูปปั้น ดอกชงโคสีทอง ที่เป็นสัญลักษณ์การคืนเกาะฮ่อกงให้กับจีนครับ (แต่ในรูปไม่เห็นนะครับ เพราะมันเล็กมาก)



Victoria Harbour ครับ



แป๊ปเดียวก็มาถึงฝั่ง Central กันแล้วครับ



เมื่อขึ้นฝั่งกันแล้วให้เดินตรงตามทางเดิน sky walk ได้เลยครับ (Sky wall นี่จะสร้างทับถนน Man Yiu Street น่ะเอง) โดยเดินตรงไปเรื่อยๆ เพื่อไปทางสถานีรถไฟฟ้า Central ครับ



บรรยากาศด้านซ้าย



ทางด้านขวา จะเป็นตึก IFC Mall ครับ จุดเด่นที่สำคัญก็คงจะเป็น Apple Store ที่อยู่ในมุมสวยอย่างนี้



ถัดจากตึก IFC Mall ก็จะเป็นตึก Exchange Square ที่เหมือนเป็นจุดรวมรถบัสสายต่างๆไงล่ะครับ

แล้วก็มาโผล่แถว Chater road ครับ เส้นนี้ brand name ชื่อดังมีร้านตั้งอยู่เกือบทุกยี่ห้อเลย



เราจะเดินผ่านสวนเล็กๆ นั่นคือ จัตตุรัสเซ็นทรัล (Central's Statue Square) ที่จริงการสวนจะมีรูปปั้นของ เซอร์โทมัส แจ็กสัน อดีตผู้จัดการธนาคาร HSBC คนแรก







เดี๋ยวเราจะตามป้าย Peak Tram ไปเรื่อยๆครับ



โดยเดินไปตามถนน Garden road เป็นการเดินขึ้นเนินสูงขึ้นไปเรื่อยๆครับ สังเกตุว่าเราจะผ่านตึก Cheung Kong Center และโบสถ์เซ็นต์จอห์นทางด้านขวา




สักพักเราก็จะเจอตึก The Peak Tram ครับ



สำหรับการขึ้นไปชมฮ่องกงใมุมสูงด้วยรถราง Peak Tram นี่ สามารถเข้าคิวซื้อตั๋วได้จากเคาเตอร์ด้านในได้เลยครับ แต่ถ้าหากใครมีบัตร Octopus card ก็สามารถใช้ช่องทางด่วน (คือผ่านแล้วแปะบัตรไปได้เลย) ช่วยร่นเวลาได้

สำหรับค่าตั๋ว ไป-กลับ โดยรถราง จะอยู่ที่ 40$ สำหรับผู้ใหญ่ และ 18$ สำหรับเด็ก (เที่ยวเดียว ผู้ใหญ่ 28$ เด็ก 11$)

ด้านบน ก็จะเป็นห้างสรรพสินค้า The Peak ที่จะมีร้านค้าและร้านอาหารมากมาย ยังมีพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุซโซ่อีกด้วย และถ้าใครเป็นแฟนภาพยนตร์ของทอม แฮงส์ ก็ตะมีร้าน Bubba Gump จากหนังเรื่อง Forrest Gump ด้วยครับ

แต่ถ้าอยากขึ้นไปชมที่ชั้นบนสุดของ The Peak ที่เรียกว่า The Sky Terrace 428 (ตัวเลข 428 หมายถึงสูงจากระดับน้ำทะเล 428 น่ะครับ) ก็สามารถซื้อเป็นตั๋วรวมกับรถรางได้เลย สำหรับผู้ใหญ่ (ตั๋วไป-กลับ+Sky Terrace ) จะอยู่ที่ 75$ เด็ก 36$



อีกวิธีหนึ่งที่เราจะขึ้นไปบน The Peak ก็คือนั่งรถเมล์สาย 15C โดยป้ายรถเมล์ก็อยู่ใกล้ๆกันนั่นเอง



ขากลับ ถ้าเราหันไปมองตึก The Peak Tram จะเห็นว่า สะพานลอยจะบังตาเราพอดีเลยนะครับ



ตึกแฝด Lippo หรือตึกรูปหมีโคอาล่า



อีกมุมของฮ่องกง



เดินมาจนถึงบริเวณอนุสาวรีย์ระลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 อาคารด้านหลังหลังคาทรงกลมก็คือ อาคารสภานิติบัญญัติ



มุมต่างๆของอนุสาวรีย์ครับ กับอาคาร Bank of China



กับตึก IFC



เวลาเริ่มสายแล้ว ได้เวลากลับไปรับทุกคนแล้วล่ะครับ ขากลับผมใช้รถไฟฟ้าสาย Tsuen Wan Line ครับ โดยเริ่มที่สถานีต้นทาง Central ต่อไปอีก 2 สถานี ลงที่สถานี Tsim Sha Tsui ใช้เวลาไปแค่ 6 นาที ค่ารถก็ 9$ ครับ (octopus 8.6$)

เมื่อทุกคนในทริปพร้อมแล้ว เราก็แวะหาอะไรทานกันก่อนที่ถนน Hau Fook เหมือนทุกวันครับ วันนี้เป็นร้านบะหมี่ ตัวเกี๊ยวมันใหญ่มาก





กลายเป็นว่า เด็กๆต้องการจะไปหาตู้กด ชากะปอง (เรียกถูกไหมเนี่ย มันคือไข่ใบใส่ๆที่ใส่ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา) กับอยากไปหาซื้อของเล่น ส่วนคุณพี่สาวแม่ของเด็กอยากจะ shopping พวกเครื่องสำอางค์เพิ่ม โปรแกรมมาเก๊า 1 day ก็เลยต้องพับไป โดยผมจะต้องพาเด็กๆไป Toy R Us สำหรับสาขาที่อยู่ฝั่งเกาลูน จะอยู่ที่ห้าง Harbour City ซึ่งก็เป็นทางผ่านพอดี ที่จะไปขึ้นเรือเพื่อข้ามฟากกลับไปขึ้นเครื่องที่มาเก๊าพอดี





โดยส่วนสินค้าเด็กจะอยู่ในโซน Ocean Terminal ที่เป็นปีกยื่นออกไปในทะเลของห้าง Harbour City ที่อยู่ใกล้กับท่าเรือ Star Ferry นั่นเอง ทั้ง Toy R Us และร้านเกมส์อย่าง Jumpin Gym ที่แค่สองร้านนี้ ก็เสียเวลาไปสองชั่วโมงกว่าแล้ว







การเดินทางกลับไปมาเก๊า ก็เริ่มที่ห้าง China Hong Kong City เช่นเคยครับ เพราะท่าเรือ จะอยู่ในห้างนี้ ซึ่งเราก็เดินออกจากห้าง Harbour City ไปตามถนน Canton Road ได้เลย เพราะห้างก็อยู่ติดกันน่ะแหละครับ



สำหรับการเดินทางในวันอาทิตย์อย่างนี้ คนเยอะมากครับ เรามาถึงที่ท่าเรือตั้งแต่ 13.30 แต่คนเยอะมาก เลยได้เรือรอบ 15.00 นู้นเลย สำหรับราคาวันนี้ (วันอาทิตย์) ก็ 175$ ครับ



ฝากไว้สักนิดสำหรับคนที่หาที่ฝากกระเป๋า ตรงชั้น 2 ไม่ไกลจากที่ขายตั๋วเรือ มีตู้รับฝากกระเป๋าให้บริการอยู่ด้วยนะครับ



ขอข้าม shot การขึ้นเรือไปเลยก็แล้วกันครับ เพราะย้อนกลับไปจากขามาเท่านั้นเอง แถมความเพลียจากการตะลุยเที่ยวมา 4 วันเริ่มออกอาการเหนื่อยกันแล้วล่ะครับ พอถึงขึ้นเรือก็หลับสลบกันไปเลย

เวลาประมาณ 16.00 ก็มาถึงท่าเรือ Macau Ferry Terminal ครับ แผนการเที่ยวมาเก๊า เป็นอันพับไปเลย เพราะเครื่องออกก็สามทุ่ม มีเวลาไม่กี่ชั่วโมงเอง เลยกะว่าคงได้แต่เดินเที่ยว เวเนเชียนมาเก๊า เท่านั้นเอง

ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง เราก็หาทางไปเวเนเชียนครับ โดยได้รับคำแนะนำจากพนักงานประชาสัมพันธ์ของท่าเรือว่าจะมีรถบัสฟรีของคาสิโนต่างๆบริการอยู่ฝั่งตรงข้ามของท่าเรือ ให้เราใช้ทางลอดใต้ถนน เดินข้ามไปได้เลย



พอขึ้นมาจะเจอรถของคาสิโนมากมายให้เราเลือกใช้บริการได้ฟรีครับ







การเที่ยวมาเก๊าของเราจึงเหลือแค่เพียง Bus Tour ก็แล้วกันครับ จากท่าเรือ (บนเกาะมาเก๊า) เมื่อนั่งทางด้านซ้ายของรถบัส ก็จะผ่าน Macau Fisherman's Wharf



รูปปั้นองค์เจ้าแม่กวนอิมริมทะเล (เป็นอนุสรณ์ในการมอบคืนเกาะมาเก๊าแก่จีน) ที่มีลักษณะคล้ายพระแม่มารีย์ในคริสต์ศาสนา



และ Macau Tower หอคอยความสูง 338 เมตร ที่สูงเป็นอันดับ 10 ของโลก



ประมาณ 20 นาทีรถของเราก็พาเราข้ามมาถึงเกาะไทปา ที่ เวเนเชียน มาเก๊า ตั้งอยู่ (สนามบินก็อยู่บนเกาะไทปานี้เช่นกันครับ) ทางประตู West Wing เราสามารถฝากกระเป๋าได้ฟรีครับ แถมยังสามารถรับกระเป๋าที่ฝากไว้นี่ ได้ที่ประตูฝั่ง Main Lobby ซึ่งสามารถนั่งรถบัสฟรี (อีกแล้ว) ไปยังสนามบินมาเก๊าได้เช่นกันครับ โดยกระเป๋าจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจากฝั่ง west wing ไปยัง main lobby

ขณะที่ฝากกระเป๋านี่ ก็เวลาประมาณ 16.40 แล้วล่ะครับ เรียกว่ามีเวลาใน Venetian Macau ไม่มากเท่าไหร่เลย ตอนแรกก็กะเอาไว้ว่า จะแค่แวะถ่ายรูป และก็หาอาหารมื้อเย็นทานที่นี่ แล้วค่อยรับกระเป๋า นั่งรถบ้สฟรีไปสนามบิน (กะจะมาใช้บริการของเขาซะหน่อย) แต่ไปๆมาๆ บ่ายวันอาทิตย์อย่างนี้ คนเยอะมากๆๆๆๆๆครับ ยิ่งทัวร์คนไทยนี่ มาลงที่นี่เยอะมากๆ (เพราะเห็นธงไทย เสื้อสกรีนภาษาไทยเหมือนๆกันตั้งหลายกลุ่ม) ไม่ว่าจะเดิน จะหาอะไรทาน ก็คนเต็มไปซะหมด



แค่แวะถ่ายรูป ยังลำบากเลยล่ะครับ



พอใกล้จะหกโมงเย็น ก็เตรียมตัวรับกระเป๋า และเตรียมออกเดินทางไปสนามบินกันครับ สำหรับ Venetian Macau กับสนามบินมาเก๊า จะอยู่บนเกาะไทปา ดังนั้นจึงใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาที ก็มาถึงสนามบินแล้วล่ะครับ

ตัวสนามบินมาเก๊าก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร โล่งและหาอะไรง่ายครับ แต่ก็มีข้อเสียคือ ไม่ค่อยมีร้านอาหารให้เราเลือกทานมากซักเท่าไหร่ อย่างวันนี้เราอาศัยฝากท้องกับ Mc Donald ชั้นบนกัน สำหรับร้านสะดวกซื้อ ก็จะมีอยู่หนึ่งร้านทางด้านประตูขวาสุดของสนามบิน ที่ราคาของในร้านก็ปกติไม่ได้แพงเว่อร์อย่างสนามบินบ้านเรานะครับ

หลังจาก Check in เรียบร้อยแล้ว เราก็มานั่งรออยู่หน้า Gate ครับ ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของสนามบินมาเก๊าก็คือ มี Wifi ให้ใช้ฟรี 30 นาทีีครับ โดยสามารถ log in ขอใช้ฟรีได้จากอุปกรณ์ของเราเลย อันนี้ต่างจากสนามบินสุวรรณภูมิของเราหน่อยรับ ตรงที่ต้องขอ log in และ password จากพนักงานในสนามบิน (ที่ผมว่ายุ่งยาก และเสียเสียทรัพยากรบุคคลไปเปล่าเลย)

อีกอย่างที่น่าชมเชย คือ มีคอมพิวเตอร์ และปลั๊กเสียบชาร์จแบตเตอร์รี่โรศัพท์ โดยเฉพาะที่เสียบชาร์จ iPhone ด้วย



หลังจากเล่นเน็ตเพลินๆ (เพราะไวไฟแรงใช้ได้เลย) เราก็พร้อมที่จะเดินทางแล้วครับกับเครื่องของใหม่ไทยสไมล์

TG 753 Macau-BKK 21.15-23.00

มื้อนี้มีของว่างเป็น แซนวิชทูน่า พร้อมกับคิทแคท (แถมน้ำอีกชวด) และยังมีการเดินเสิร์ฟน้ำอีกหนึ่งรอบนะครับ โดยสามารถรับเป็น ชา กาแฟ น้ำส้ม หรือ น้ำอัดลม (สไปรท์,โค๊ก)



จบแล้วล่ะครับ สำหรับทริป มันส์ๆเหนื่อยๆ 5 วัน 4 คืนที่ฮ่องกง ที่ประทับใจเด็กๆมาก เพราะนอกจากจะได้ไปฮ่องกงดีสนีย์แลนด์ตามความฝันของเขาแล้ว ยังได้เปิดโลกทัศน์ และมุมมองใหม่ ได้เห็นภาพของประเทศอื่นว่ามีความเจริญอย่างไร มีการจัดการบ้านเมือง และการเดินทางขนส่งแบบไหน ซึ่งประสบการณ์อย่างนี้บางครั้งก็หาไม่ได้ในเมืองไทยใช่ไหมครับ




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2556 8:59:41 น.
Counter : 3864 Pageviews.  

ไกด์จำเป็นพาเด็กเที่ยวฮ่องกง #4 วัดหวังต้าเซียน Nan Lian Garden ช๊อป CityGate Outlet

หลังจากจัดทริปความสนุกให้กับเด็กไปเต็มที่ถึงสองวัน ทั้ง Hongkong Disneyland และ Ocean Park วันนี้ขอตามใจผู้ใหญ่บ้างครับ ตามนโยบายที่ทริปนี้จะเป็นทริปอิ่มบุญ ไหว้พระกันทุกเช้า เช้าของวันที่ 4 นี้ก็เช่นกันครับ ช่วงเช้าเราจะไปไหว้พระที่วัดหวังต้าเซียน ก่อนจะแวะชมสวนสวยที่สำนักชีจีหลิ่น ก่อนที่ช่วงบ่ายจะไป shopping ซึ่งตอนแรกวางแผนจะไปทาง Causeway bay แต่กลายมาเป็น CityGate ไปแทน



เช้าวันนี้ฝนตกรับอรุณเลยล่ะครับ เริ่มจะลางไม่ค่อยดีซะแล้ว



เช้าวันนี้ก็เดินไปพึ่งร้านอาหารที่ถนน Hau Fook Street อีกเช่นเคยครับ แต่คราวนี้ดันเข้าร้านอาหารเวียตนามไปซะได้ แต่ก็รสชาติใช้ได้ครับ ที่เราติดใจกันก็คงจะเป็นน้ำเต้าหู้ร้อนนี่แหละครับ ที่สั่งไปหลายชามอยู่เหมือนกัน สำหรับผมเป็นผัดเนื้อหมี่(ขาว)



ว่าแล้วก็ออกเดินทางกันครับ เราเริ่มต้นที่สถานี Tsim Sha Tsui เช่นเคย นั่งรถไฟไปอีก 2 สถานีที่ Yau Ma Tei เพื่อเปลี่ยนรถไฟมาสายสีเขียว (Kwun Tong Line) โดยนั่งไปอีกหกสถานีก็ถึงสถานีปลายทาง Wong Tai Sin จะใช้เวลาประมาณ 17 นาที ค่ารถไฟ 8$ (octopus 7.3$) ใช้ Exit B3 ครับ เมื่อออกมาก็จะเจอห้างสรรพสินค้า Lung Cheung Plaza ทางด้านซ้ายมือ ส่วนทางขวาก็จะเป็นกำแพงให้เดินไปทางด้านกำแพงเลยครับ



เมื่อออกมาก็จะเจอตัววัดครับ



สำหรับใครที่ไม่ได้เตรียมธูปมาไหว้ สามารถหาซื้อได้จากร้านค้าทางซ้ายมือได้เลยครับ



เมื่อเดินเข้ามาก็จะพบรูปปั้นนักษัตรทั้ง 12 ตนครับ


วัดหวังต้าเซียน หรือ วัดหว่องไท่ซิน (จีนกวางตุ้ง) เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี เป็นวัดลัทธิเต๋าที่สร้างเพื่ออุทิศให้แก่เทพเจ้าหวังต้าเซียน

ท่านเทพเจ้าหวังต้าเซียน เดิมท่านชื่อ "หว่องช้อเผ่ง" เป็นมนุษย์เดินดินธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีจิตเมตตาต่อชาวโลก ท่านมีความกตัญญูต่อพ่อแม่สูงมาก และช่วยพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก ทำงานดูแลเลี้ยงแพะ อยู่มาวันหนึ่งท่านได้พบกับนักพรต และนักพรตได้ชวนไปศึกษาร่ำเรียนวิชาบนภูเขาไกล ท่านหว่องช้อเผ่งก้อตัดสินใจตามนักพรตท่านนั้นไปศึกษาร่ำเรียนวิชา ท่านขยันหมั่นเพียรเรียนจนบรรลุ จนท่านสามารถเสกก้อนหินให้กลายเป็นแพะได้ เมื่อท่านได้ร่ำเรียนวิชาจนถ่องแท้แล้ว ก้อได้ลาอาจารย์ของท่านกลับมา ใช้วิชาความรู้ด้านสมุนไพร เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ เดินทางรักษาประชาชนจีนที่เจ็บไข้ ตลอดจนผู้ที่เดือดร้อนไปทั่วทุกสารทิศ เมื่อเกิดโรคระบาดใหญ่ในประเทศจีน ท่านหวังต้าเซียนได้ใช้วิชาการแพทย์ จัดยาสมุนไพรให้แก่ชาวบ้านเพื่อต่อสู้กับโรคร้าย ตลอดอายุขัยทองท่าน ได้มีลูกศิษย์มากมายที่เคารพท่านและร่ำเรียนวิชาจากท่าน จวบจนประชาชนต่างยกย่องให้ท่านเป็นเทพหว่องไท่ซิน และได้ตั้งศาลเอาไว้เพื่อกราบสักการะ

เมื่อครั้งชาวจีนอพยพมายังเกาะฮ่องกง ได้อัญเชิญกระถางธูปของท่านมาด้วย และได้วาดรูปของท่านโดยหมึกและพู่กันจีนโบราณ เพื่อแสดงถึงตัวท่าน ทั้งหมดได้ตั้งสถิตย์ไว้ที่วัดหวังต้าเซียน เกาะเกาลูน ประเทศฮ่องกง จนถึงปัจจุบัน ต่อมาเกิดโรคระบาดใหญ่บนเกาะฮ่องกง ชาวฮ่องกงได้มาไหว้ขอพรจากเทพเจ้าหวังต้าเซียนและขอยาที่ทางวัดจัดไว้ไปต้มกินจนหายจากโรคระบาดครั้งนั้นมาได้ จึงทำให้ชาวฮ่องกงมีความศรัทธาต่อเทพเจ้าหวังต้าเซียนเป็นอย่างมาก

สิ่งหนึ่งที่ผู้คนศรัทธาและนิยมทำเมื่อมาถึงวัดหวังต้าเซียนได้แก่ การเสี่ยงเซียมซีในวิหารเทพเจ้าหวังต้าเซียน ซึ่งเชื่อกันว่าเซียมซีวัดหวังต้าเซียนมีความแม่นยำเป็นอย่าง






สำหรับการไหว้ทางวัดจะจัดจุดให้ไหว้ไว้ 5 จุด โดยจะมีป้ายบอก และกั้นทางเดินเอาไว้ครับ



1. เทพเจ้าหวังต้าเซียน
2. เจ้าแม่กวนอิม
3. ศาลเจ้าที่
4. เทพเจ้าแห่งความรัก (หลุคโหลว)
5. ศาลขงจื้อ

สำหรับการไหว้ จะใช้ธูป 9 ดอกครับ โดยจะแบ่งปัก 3 จุด จุดละ 3 ดอก ก็คือ เทพเจ้าหวังต้าเซียน เจ้าแม่กวนอิม และ ศาลเจ้าที่ ครับ



จุดแรก คือ การไหว้เทพเจ้าหวังต้าเซียน ซึ่งท่านสามารถช่วยเหลือการขอพรทางด้านสุขภาพได้ โดยจะถวายหมูกรอบเป็นของแก้บนครับ สำหรับเรื่องเซียมซี ที่มีความแม่นยำ ให้ไปหยิบเซียมซีทางเคาเตอร์ด้านซ้ายมือได้เลยครับ





แล้วนำมาตั้งจิตอธิฐาน ก่อนที่จะเสี่ยงเซียมซี เมื่อได้เลขเซียมซีแล้ว ให้จำไว้ครับ เราสามารถดูเซียมซีของเราได้ทางซ้ายมือเช่นกัน แต่ว่าเขากั้นไว้ ต้องย้อนกลับออกไปเอาอีกทีครับ



แต่เซียมซีที่ได้จะเป็นภาษาจีนครับ จะมีคนแปลเซียมซีให้เป็นภาษาอังกฤษให้ด้วย แต่ก็จะเสียค่าอ่าน เป็นเงินทำบุญให้วัด 30$ ครับ

จุดที่ 2 คือ เจ้าแม่กวนอิม สามารถสักการะขอพรทั่วไปได้ครับ



จุดที่ 3 คือ ศาลเจ้าที่ ซึ่งด้านหน้าจะมีน้ำพุ Yuk Yik ที่มักมีคนโยนเหรียญลงไปขอพร แต่ที่จริงแล้ว ทางวัดเขามีป้ายห้ามโยนเหรียญประกาศอยู่ชัดเจนนะครับ





จุดที่ 4 คือ เทพหยุคโหลว เทพเจ้าแห่งความรัก ที่ท่านถือสมุดบัญชีชายหญิงเอาไว้



สำหรับที่ไม่มีคู่ผมมีวิธีขอพรมาฝากครับ ขั้นแรกก็ทำมือตามภาพครับ แล้วหยิบด้ายแดงเอาไว้ในมือ



สำหรับผู้หญิง : เริ่มไหว้ที่องค์เทพหยุคโหลวตรงกลางก่อน 3 ครั้ง จากนั้นเดินไปทางรูปปั้นเจ้าสาวทางซ้าย อธิษฐานขอคู่แล้วไหว้ 3 ครั้ง จากนั้นเดินไปรูปปั้นเจ้าบ่าว แล้วใช้มือลูบเท้า 3 ครั้ง (โดยมือที่ทำไว้ห้ามหลุด) จึงค่อยปล่อยมือออก แล้วนำด้ายแดงผูกไว้ที่เชือก

สำหรับผู้ชาย : เริ่มไหว้ที่องค์เทพหยุคโหลวตรงกลางก่อน 3 ครั้ง จากนั้นเดินไปทางรูปปั้นเจ้าบ่าวทางขวา อธิษฐานขอคู่แล้วไหว้ 3 ครั้ง จากนั้นเดินไปรูปปั้นเจ้าสาว แล้วใช้มือลูบเท้า 3 ครั้ง (มือที่ทำไว้ห้ามหลุด) จึงค่อยปล่อยมือออก แล้วนำด้ายแดงผูกไว้ที่เชือก เป็นอันเสร็จพิธีครับ

จุดสุดท้าย คือ ศาลของท่านขงจื้อ ให้เรายกมือไหว้เพื่อขอพรด้านสติปัญญา หรือขอให้ประสบความสำเร็จในการเรียน การสอบไม่ว่าจะสอบไล่ สอบเรียนต่อ ไปจนถึงสอบเข้าทำงานครับ



อิ่มบุญกันแล้ว เดี๋ยวเราจะนั่งรถไฟฟ้าถัดไปอีกสถานีหนึ่งครับ นั่นคือ สถานี Dimond Hill ใช้เวลาเพียง 3 นาที ค่าโดยสาร 4$ ครับ แล้วเลือกทางออก C เมื่อออกมาก็จะเจอห้าง Plaza Hollywood ครับ



แต่เรายังไม่เข้าห้าง ให้มองทางขวามือก็จะเห็นป้ายไป Nan Lian Garden ครับ (ที่จริงตัวสวนก็อยู่ด้านหน้าที่เราเห็นนี่เลย เพียงแต่ต้องข้ามถนนไปก็เท่านั้นเอง)





ก็จะพบทางเข้า สวนหล่านหลิ่น (Nan Lian Garden) ที่อยู่ใต้ทางด่วน แต่จริงๆแล้วตัวสวนจะอยู่ไม่อยู่ใต้ทางด่วนเลยนะครับ แต่ไอ้ส่วนบริเวณนี้นี่สิครับ ที่ทำให้พวกเรามีปัญหากับยามที่ดูแลสวน เพราะภายในสวนเขาห้ามดื่มหรือกินอาหารภายในสวนเลย พวกเราเห็นบริเวณใต้ทางด่วนนี่ มีเกาอี้ มีถังขยะ ก็คิดว่าคงให้ทานในส่วนนี้ได้ ก่อนจะเข้าประตูสวนจริงๆ แต่เป็นอันว่า พอเราจะทาน (พอดีว่าซื้อเค๊กน่าทานจากร้านค้าในสถานีรถไฟ) ก็โดนยามมาไล่ ทั้งหมด 3 ครั้ง 3 คน ในขณะที่ฝรั่งกลับไม่โดน ?!? ทำให้ผู้ร่วมทริปอารมณ์เสียมากๆ



สวนหล่านหลิ่น (Nan Lian Garden) เป็นสวนที่จัดแต่งให้เหมือนสมัยราชวงศ์ถัง โดยมีศาลาจีนสีทองตั้งอยู่กลางสระน้ำ พร้อมด้วยสะพานสีแดงสดที่ทอดเป็นทางเดิน นอกจากนี้ยังมีสวนบอนไซ และบ่อปลาคาร์พ ฝั่งตรงข้ามของสวนก็คือ สำนักชีจีหลิ่น (Chi Lin Nunnery) เป็นสำนักชีฝ่ายมหายานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ที่มีสถาปัตยกรรมแบบราชวงศ์ถัง ตัวอาคารมีความพิเศษคือ ไม่มีการตอกตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว โดยใช้สลักยึดแทน เราสามาถมาเยี่ยมชมสวนได้ตั้งแต่ 7.00-21.00



เสียดายที่มีเวลาเดินในสวนน้อย เพราะฝนที่ตกกระหน่ำเข้ามาครับ ทำให้เราเลยต้องเปลี่ยนแผนเที่ยวไปด้วย





จากตอนแรกที่เราวางแผนไว้ว่าจะไปช๊อปปิ้งแถว Causeway bay ก็เลยเปลี่ยนแผนครับ ไป CityGate outlet แทน เพราะทุกคนบอกว่ายังไม่ได้เดินเมื่อวันก่อนเลย และเห็นฝนแรงขึ้นเรื่อยๆ การไปแถวคอสเวบ์เบย์ ก็อาจจะต้องเข้าๆออกๆห้างเดี๋ยวก็เจอฝนอีก เลยไปซะที่เดียวเลยครับ

จากสถานี Diamond Hill (สายสีเขียว Kwun Tong Line) มาลงที่สถานี Prince Edward เพื่อเปลี่ยนรถไฟฟ้าเป็นสายสีแดง (Tsuen Wan Line) แล้วเปลี่ยนรถไฟอีกครั้งที่สถานี Lai King เพื่อไปยังสถานีปลายทาง Tung Chung (Tung Chung Line สายสีส้ม) ใช้เวลาประมาณ 42 นาที ค่าโดยสาร 17$ (octopus 14.9$) แล้วเลือกทางออก C ได้เลยครับ จะตรงเข้าห้าง CityGate Outlet เลย โดยเห็นร้าน New Balance ก่อนเขาเลย



อันนี้ผมรวบรวมตัวอย่างร้านค้าที่มี outlet อยู่บน CityGate Outlet ให้ลองพิจารณากันดูนะครับ อาจจะมีแบบน้อย ก็ต้องทำใจครับ เพราะ concept ของที่นี่ก็คือ outlet ก็คือรวบรวมสินค้าที่อาจจะตกรุ่นไปบ้างมาขายในราคาพิเศษจะให้ครบทุกรุ่น ทุกแบบเลยนี่ก็ไม่ใช่ outlet แล้วล่ะครับ






..




..





ได้เห็นพลังของสาวนักช๊อปแล้ว เป็นใครก็กลัวครับ เด็กๆยังไม่ไหวเลย



อาหารเย็นวันนี้ก็ Food Republic ที่อยู่ชั้น 2 ภายในห้างนั่นแหละครับ เพราะเมื่อย ขี้เกียจออกไปหาอะไรทานที่อื่นแล้ว



ขากลับจากสถานี Tung Chung ไปเปลี่ยนรถไฟที่สถานี Lai King แล้วลงที่ Tsim Sha Tsui ใช้เวลา 38 นาที ค่ารถ 17$ (ใช้บัตรปลาหมึกก็ 14.9$)




 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2556 8:17:02 น.
Counter : 5519 Pageviews.  

ไกด์จำเป็นพาเด็กเที่ยวฮ่องกง #3 ไหว้เจ้าแม่กวนอิม Repulse Bay สนุกกับ Ocean Park

วันที่ 3 ในฮ่องกงครับ หลังจากเหน็ดเหนื่อยเต็มที่จากดีสนีย์แลนด์เมื่อวาน วันนี้เราให้เด็กๆตื่นเช้าอีกเช่นเคย เพราะเราจะไปเที่ยวไกลหน่อย เป้าหมายก็คือฝั่งใต้ของเกาะฮ่องกง ได้แก่ Repulse Bay จะใช้เวลาที่เหลือทั้งวันในสวนสนุก Ocean Park โดยตอนแรกก็วางแผนไว้ว่า จะเลยไปให้ถึง Stanley market เลยเหมือนกันครับ แต่ว่าตลาดสแตนลี่ย์ก็เหมือนตลาดริมชายหาดทั่วๆไป ทางคุณลุงคุณป้าคงจะสนใจ แต่คงไม่สนุกสำหรับเด็กๆแน่ๆ แถมยังต้องเดินทางออกไปอีกตั้งไกล จะเสียเวลาไปมากกว่า เลยตัดเป็นทริปสั้นๆแค่สองที่เท่านั้นครับ



แต่ก่อนออกเดินทาง กองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ หลังจากที่ได้ลองเดินสำรวจหาอาหารสำหรับมื้อเช้า ผมก็พบว่า Hau Fook Street (ที่ตัดกับถนน Carnarvon นี่มีร้านอาหารที่เปิดตั้งแต่เช้าอยู่หลายร้านครับ) อย่างเช้าวันนี้ฝากท้องเอาไว้ที่ร้าน Ming Yuen Congee and Noodle



ได้ทานทั้งโจ๊กเนื้อเนียน ปาท่องโก๋ตัวยาวๆสไตล์ฮ่องกง ในราคาที่ไม่ได้แพงมากด้วย แต่อิ่มอร่อยกันทุกคนครับ ถึงแม้พนักงานจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง (จนต้องหาคนอื่นมาคุยแทน) แต่การใช้ภาษากาย (ชี้นิ้วตามภาพเมนูบนผนัง) ก็ช่วยให้สื่อสารกันได้เยอะครับ



อย่างที่วางแผนไว้ครับ ช่วงเช้าเราจะไป Repulse Bay เพื่อไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่อยู่ริมหาดกันก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมายัง Ocean Park การเดินทางก็เริ่มจากรถไฟฟ้าสถานี Tsim Sha Tsui (สายสีแดง Tsuen Wan Line) นั่งไปยังฝั่งฮ่องกงอีก 2 สถานี ลงที่สถานี Central เราจะใช้เวลาประมาณ 6 นาที ค่าโดยสารก็ 9$ ครับ (ถ้าใช้บัตรปลาหมึกก็ 8.6$)

[แต่ถ้าใครจะไป Ocean Park โดยตรงเลยก็ลงตั้งแต่สถานี Admiralty ได้เลยครับ โดยเลือกทางออก Exit B เดินตามป้าย Bus to Ocean Park ก็จะเจอจุดจอดรถบัสสาย 629 ที่วิ่งตรงไปยังโอเชียนปาร์คเลย (ค่ารถ 10.6$) เดินทางประมาณ 20 นาที]

เมื่อออกมาจากสถานี Central ให้เลือกทางออก A ครับ เพื่อที่เราจะได้ไปต่อรถเมล์ที่ใต้ตึก Exchange Square

ใต้ตึก Exchange square จะเป็นแห่งรวมรถเมล์ สำหรับเราที่จะเดินทางไปตอนใต้ของเกาะอย่าง Repulse Bay สามารถขึ้นรถเมล์สาย 6, 6A, 6X,66 หรือ 260 ก็ได้ครับ โดยเส้นทางจะวิ่งผ่านพื้นที่ต่างกันนิดหน่อย (พวกสาย 6 มีอักษรตามหลังจะวิ่งวนซ้ายกับขวา และอ้อมผ่านพื้นที่ชุมชนมากกว่า) แต่ถ้าอยากไวก็ใช้สาย 260 (ค่าตั๋ว 10.6$)ที่เหมือนรถเมล์ด่วนวิ่งทะลุอุโมงค์ออกมาเลยครับ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็มาจะเริ่มเห็นหาดแล้ว



ให้สังเกตุตึกที่มีรูตรงกลางนะครับ (รูตรงกลางของตึกนี่ ว่ากันว่าเป็นการเปิดฮวงจุ้ย เพื่อให้มังกงสามารถลอดผ่านตึกลงไปยังทะเลได้ เพราะตอนแรกตึกเป็นตึกปิดทึบทำให้มังกรไม่สามารถลงมาดื่มน้ำทะเลได้ ทำให้ตึกขายไม่ออก) เมื่อเห็นแล้วก็กดลงได้เลย



เราจะเห็นหาด Repulse Bay ที่เงียบสงบ ตรงหาดนี้เป็นแหล่งพักผ่อนของตนฮ่องกงแห่งหนึ่งครับ ถึงแม้ทรายในหาดจะไม่สวยอย่างของบ้านเรา แต่ก็เป็นชายหาดที่ไม่ลึกจนเกินไปสำหรับเล่นน้ำอย่างหาดอื่นๆรอบเกาะ (ที่เหมาะกับการจอดเรือเพื่อการประมงมากกว่า) ในอดีตหาดวงพระจันทร์ หรือ Repulse Bay เป็นแหล่งซ่อมซุมโจรสลัดครับ เพราะว่าความเงียบสงบของน้ำทะเล และตัวหาดก็อยู่ไกลจากฝั่งชุมชนมาก



ทางมองไปทางขวาก็จะเห็น Ocean Park อยู่ไม่ไกลล่ะครับ



สำหรับรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมริมหาด จะอยู่ทางซ้ายมือของเราครับ ถ้ามองลงมาที่หาด สามารถเดินไปได้เลย อนาคตจะมีห้างสรรพสินค้าขนานไปกับตัวหาดเลยด้วยครับ เห็นก่อสร้างใกล้เสร็จแล้ว



ผ่านซุ้มประตูกันเข้ามาเลยครับ เราจะพบรูปปั้นของเจ้าแม่กวนอิมเป็นองค์แรกครับ ทางด้านขวาคู่กันก็คือเจ้าแม่ทับทิม







ทัวร์คนไทยมักมาลงที่นี่เป็นจุดสำคัญหนึ่งเลยล่ะครับ ดังนั้นการไหว้ หรือสักการะเทพต่างๆในจุดนี้ ลองแอบฟังคุณไกด์แล้วทำตามไปก็ได้ครับ เหมือนมีไกด์ประจำจุดคอยแนะนำอยู่เลยล่ะครับ อย่างคาถาบูชาเจ้าแม่กวนอิม ก็มีภาษาไทยอยู่หลายป้ายเช่นกันครับ



สำหรับคนที่อยากมีโชคลาภเรื่องเงินทอง หรือเป็นคนทำมาค้าขาย บริเวณใต้ฐานของเจ้าแม่กวนอิม จะมีรูปปั้น เทพไฉ่ซิง ให้เรานำเงินพวกธนบัตรต่างๆมาลูบพร้อมอธิฐานให้เงินทองไหลมาเทมา ไหลเข้ากระเป๋าเรา เทคนิคก็คือ ถ้าอยากให้แบ๊งค์ไหนเข้ากระเป๋า ก็ให้ใช้ใบนั้นๆลูบ ตรงนี้คนต่อแถวกันยาวเลยล่ะครับ แถมบางคนลูบเผื่อแผ่ไปยังรูปปั้น เงินข้างๆกันไปด้วยเลย





ด้านใต้ฐานของเจ้าแม่ทับทิมก็จะมีเหรียญเหมือนเบี้ยวางเรียงกันอยู่เช่นกันครับ ให้ลูบวงก่อนแล้วเอามือไหว้ล้วงเข้าไปในช่องตรงกลาง สามารถขอพรเรื่องโชคลาภ เงินทอง และการงานครับ แต่เห็นคนที่ทำมักจะเป็นคนจีนซะเป็นส่วนมากนะครับ





ต่อไปเป็นสะพานต่ออายุ ที่เชื่อกันว่า หากเดินข้ามสะพานนี้หนึ่งครั้งจะอายุยืนยาวไปอีก 3 ปี





เมื่อข้ามาแล้วก็จะเจอ มังกร ที่มีแก้วสารพัดนึกภายในปาก ใครที่อยากได้โชคลาภสามารถมาลูบแก้ว แล้วอธิฐานได้อีกจุดครับ



รูปปั้นปลาแห่งความมั่งคั่ง (ตัวนี้คือปลาหลีฮื้อ สัตว์มงคลของชาวจีน) ถ้าใครอยากรู้ว่าพรที่ขอไปจะสัมฤทธิผลหรือไม่ ให้โยนเหรียญเข้าปากปลาตัวนี้ครับเพราะถ้าเข้าแสดงว่าพรที่หวังไว้จะสมหวัง



แพะสามตะวันเบิกฟ้า เป็นสัญลักษณ์มงคลแทนความมั่งคั่ง โชคดี เป็นสัญลักษณ์แทนพระอาทิตย์สามดวง คือ พระอาทิตย์สีเขียว สีแดง และสีขาว หมายถึง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งแฝงความหมายว่า “ใต้หล้าทั่วแดนดิน ทุกสิ่งขอให้สมหวังสมปราถนา”



สำหรับคนที่อยากขอเรื่องคู่ครอง ให้มานั่งระหว่างสิงห์ 2 ตัวนี้ครับ และขอพรกับเทพเจ้าที่ถือสมุดคู่ครองนี้ครับ ท่านจะช่วยประทานพรให้ แต่ถ้ามีคู่แล้วอยากขอพรให้ครองคู่กันนานๆให้อธิฐานถึงคู่ของเราเอาไว้ครับ



สุดท้ายคืออาคารเก๋งจีนครับ เห็นคนต่อแถวไหว้กันตรงจุดกึ่งกลาง เพื่อขอพลังจากสวรรค์ครับ เพราะตรงจุดนี้ถือว่าเป็นจุดที่มีฮวงจุ้ยดีจุดหนึ่งของฮ่องกง ดูได้จากบรรยากาศโดยรอบที่เป็นทะเล





อิ่มบุญกันเต็มที่แล้ว เดี๋ยวเรากลับไปเที่ยว Ocean Park กันดีกว่าครับ การเดินทางกลับก็ไม่ยากเลย ไปตั้งต้นที่ป้ายรถเมล์ที่เราลงตอนแรกครับ แต่คราวนี้ เลือกรถเมล์สาย 6A หรือ 6X ไปอีกประมาณ 6 ป้ายรถเมล์ ก็จะเห็นโปสเตอร์ของโอเชียนปาร์คก็กดลงที่ป้ายรถเมล์ได้ครับ แต่การย้อนกลับมาทางนี้ จะเป็นการลงตรงที่จอดรถของสวนสนุก ก็ต้องเดินอีกนิดหน่อย เพื่อเดินไปทางเข้าครับ



Ocean Park Hong Kong เป็นสวนสนุกและแหล่งเพาะพันธุ์อนุรักษ์สัตว์น้ำหลายชนิด ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1977 นอกจากเครื่องเล่นสนุกๆและหวาดเสียวที่มีมากกว่าดีสนีย์แลนด์แล้ว ยังมีโชว์แมวน้ำ ปลาโลมา อควอเรี่ยมขนาดใหญ่ที่มีทั้งปลา และแมงกะพรุน รวมไปถึงสัตว์น่ารักอย่างแพนด้า เรียกว่ามาที่นี่ที่เดียว สนุกกันได้ทั้งครอบครัวครับ

ค่าบัตรผ่านประตู ผู้ใหญ่ 280$ เด็ก 140$ เปิดบริการทุกวัน 10.00-19.30 (โดยโซนเครื่องเล่นด้านบนจะปิดก่อนในเวลา 18.30)



ด้วยลักษณะภูมิประเทศของ Ocean Park ที่ตั้งอยู่บนเขา ในอดีตเขาจึงแบ่งพื้นที่โซนออกเป็นสองส่วนคือ Headland (บนเขา) และ Lowland (พื้นราบด้านล่าง) แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อไปแล้วครับ มาเป็น The Summit พื้นที่บนเขาที่รวบรวมเครื่องเล่นสนุกๆไว้มากมาย และ The Waterfront พื้นที่พื้นราบของเขาที่มีน้ำพุเต้นรำอยู่ตรงกลาง ส่วนล่างนี้จะเป็นที่รวบรวมสัตว์ต่างๆมากกว่า



เมื่อเข้ามาด้านในจะพบ Aquarium ใหญ่ยักษ์คอยต้อนรับเราเลยครับ



ไม่ห่างกัน จะเป็นตึกแสดงแพนด้าที่เมืองจีนมอบให้ฮ่องกง (เหมือนที่เมืองไทยได้รับมาน่ะเองครับ)



เดี๋ยวเราจะขึ้นไปเล่นเครื่องเล่นบน The Summit กันก่อนครับ วิธีจะขึ้นไปบนยอดเขา ก็ทำได้ 2 วิธีครับ คือ นั่งกระเช้าขึ้นไป แต่ถ้าใครกลัวความสูง ก็มีรถไฟวิ่งขึ้นลง-ลงระหว่างด้านบนกับล่างสำหรับคนกลัวความสูงด้วยครับ สำหรับเราวางแผนว่าขาขึ้นจะนั่งกระเช้า ส่วนขากลับก็ลงทางรถไฟกัน



ทางขึ้นกระเช้า ก็จะเป็นการจัดบรรยากาศของฮ่องกงสมัยก่อน ซึ่งตอนกลางคืนก็จัดไปสวยมากครับ ใครชอบถ่ายรูปจะต้องชอบโซน Old Hong Kong นี้แน่ๆ (เสียดายที่ผมใช้แค่กล้องคอมแพคธรรมดา) ใกล้กันก็จะเป็นม้าหมุน แถมอาหารในโซนนี้ก็ราคาน่าคบครับ ไม่แพงอย่างของดีสนีย์แลนด์



ต่อคิวไม่ยาวก็ได้ขึ้นกระเช้ากันแล้ว







เมื่อขึ้นมาด้านบนแล้ว ก็ใกล้เวลาอาหารกลางวันแล้วล่ะครับ (แต่ใจอยากจะออกเล่นเครื่องเล่นกันมากกว่า) แต่ก็มีผู้ใหญ่เตือนครับ ว่าไปเล่นของเสียวๆตอนท้องว่างไม่น่าจะดีนะ เดี๋ยวท้องไส้ปั่นป่วนหมด เราก็เลยแวะทานอาหารกันที่ The Bayview Restaurant ที่ติดกับจุดลงจากระเช้านั่นเลย เนื่องจากเป็นช่วงมื้อกลางวันพอดี คนโดยเฉพาะทัวร์จีน จึงเยอะเป็นพิเศษ เลยต้องใช้ระบบบัตรคิว ให้ลงที่นั่งครับ แต่ของผม 6 คนก็รอคิวไม่นานนะครับ แต่ค่าอาหารนี่ก็แพงระยับเลย อาหารเซ็ทพร้อมน้ำดื่ม อยู่ที่ชุดละ 120$ เข้าไปแล้ว ถ้าเพิ่มสลัดอีก็จานละกว่า 50$
ของหวานก็เช่นกัน โดยรวมๆแล้วทานไปคนละ 200$ กว่าๆ เรียกว่า เกือบเท่าราคาค่าตั๋วเข้าโอเชี่ยนปาร์คแล้วนะเนี่ย



อิ่มแล้ว (อิ่มมากๆด้วย) เราต้องไปไฮไลท์หลักของโอเชียนปาร์คเลย นั่นคือ โชว์แมวน้ำและปลาโลมา ที่ Ocean Theatre





โชว์มีความยาวประมาณ 30 นาทีครับ หลังจากนั้นผมและเด็กๆ ก็เริ่มปฎิบัติการเก็บเครื่องเล่นต่างๆ นอกจากเรื่องสัตว์ต่างๆที่โอเชียนปาร์คเด่นกว่าดีสนีย์แลนด์แล้ว ตัวเครื่องเล่นยังเหมาะกับวัยรุ่นมากกว่าครับ เพราะมีเครื่องเล่นตื่นเต้น หวาดเสียว เร้าใจมากมาย ไม่ว่ารถไฟเหาะ ก็มีมากถึง 4 ตัวเข้าไปแล้ว (ผมแบ่งตามความเสียว จากมากไปหาน้อยนะครับ) ตั้งแต่

Hair Raiser รถไฟเหาะตีลังกาตัวใหม่ล่าสุด ที่เสียวที่สุด ด้วยรางรถสีเหลืองสะดุดตามาก เป็นรถไฟเหาะที่ปล่อยเท้าให้เป็นอิสระขณะแล่นครับ



The Dragon รถไฟเหาะมังกงความไวสูง ที่วิ่งขึ้นลงอยู่มุมเขาให้ความรู้สึกเหมือนตัวเราจะหลุดลงไปในทะเลยังไงยังงั้น

Mine Train รถไฟเหาะบรรยากาศสำรวจเหมืองแร่ โดยให้รถไฟวิ่งไปตรงมุมของเขา ทำให้เราเสียวเพราะภาพทะเลด้านหน้า

Artic Blast รถไฟเหาะขั้วโลกเหนือรางสีฟ้า ที่เด็กเล็กก็เล่นได้ เครื่องเล่นนี้ได้ใจหลายคนไปเต็มๆเลยครับ เพราะว่าเขาจะจัดรอบแบ่งให้เด็กเล็ก กับเด็กที่โตกว่า โดยเด็กที่โตกว่านี่จะได้เล่นรถไฟสองรอบซ้อนไปเลย (ประมาณว่า กลัวจะไม่สะใจ) ส่วนเด็กเล็กก็รอบเดียวตามปกติ



เครื่องเล่นเสียวๆในโอเชียนปาร์คนี้ คิวไม่ค่อยยาวนะครับ ไม่เคยรอเกิน 15 นาทีเลย บางอย่างเสียวมากๆนี่คนแทบไม่มี เดินไปเล่นรอบ 2 ได้สบายๆครับ อย่าง Hair Raiser เนี่ยผมก็เบิ้ลสอง

ต่อไปก็เป็นเครื่องเล่นระทึกใจอย่าง The Flash ที่จับเราเหวี่ยงขึ้นไปบนฟ้าแล้วแกล้งหยุดนิ่ง สำหรับเจ้าตัวนี้ที่ Dreamworld บ้านเราก็เพิ่งจะนำเข้ามานะครับ



เครื่องเล่นที่เล่นกับแรงโนมถ่วงของโลก โดยการจับเรานั่งขึ้นไปด้านบนสุด แล้วปล่อยเราลงมา อย่าง The Abyss ก็เสียวร้องไม่ออกเลยล่ะครับ



ใกล้กันก็จะเป็นเจ้านก Eagle เป็นยานหมุนรูปนกที่พาเราลอยขึ้นไปด้านบน (ตัวนี้คนเล่นน้อยมากๆ)

เครื่องเล่นแบบไม่เสียวระทึกใจ ก็มีนะครับ ไม่ว่าจะเป็น

Flying Swing นั่งชิงช้า แล้วแกว่งขึ้นเหมือนเราบินได้อย่างอิสระ



หรือจะบินสูงขึ้นมาหน่อย กับ Whirly Bird ที่เราสามารถกางปีกของยานเราให้บินขึ้นหรือลงได้



สำหรับคนธาตุน้ำ รักน้ำ เครื่องเล่นที่เป็นล่องแก่งก็มีถึง 2 ตัวเช่นกันครับ ตั้งแต่ล่องแก่งกับไม้ซุง อย่าง Raging River ที่เปียกน้อยกว่า กับ

The Rapids ล่องแก่งในลำน้ำใหญ่ ที่ยังไงก็เปียกแน่ๆครับ เพราะมันมีปืนฉีดน้ำ ให้คนด้านนอกสามารถฉีดเข้ามาหาคนเล่นได้



นอกจากเครื่องเล่นแล้ว ยังมีหอคอย Ocean Park Tower ที่สามารถชมวิว หรือ Ferris Wheel ด้านบนด้วยนะครับ สำหรับคนที่ไม่ชอบเล่นเครื่องเล่นเร้าใจ

หรือใครที่ชอบชมชีวิตสัตว์ ด้านบนเขาอย่าง The Summit นี้ ก็ยังมี aquarium ของแมงกระพรุนในทะเลจีนใต้ที่หาดูได้ยากจัดแสดงเอาไว้ด้วย หรือถ้าชอบความเย็น ก็มี North Pole Encounter ให้เข้าไปชมสิงห์โตทะเล ส่วนคนที่สนใจสัตว์เลื้อยคลานก็มี Expedition Trail ให้เข้าไปเดินชมรอเด็กๆที่เล่นเครื่องเล่นก็ยังไหวครับ



ด้านนอกยังมีรูปสามมิติให้เราเล่นด้วยนะครับ



สำหรับขากลับมาเลือกใช้รถไฟ Summit Station ซึ่งทำเหมือนรถไฟที่วิ่งผ่านใต้สมุทร เพราะจะติดตั้งจอภาพไว้ด้านบนเพดาน ทำให้เราเห็นว่าเราวิ่งผ่านใจกลางของโลก ผ่านก้อนหิน และออกมายังใต้ทะเลที่มีปลาทะเลน้ำลึก ปลาหมึกยักษ์ จนมาถึงสถานีปลายทางที่ The Waterfront ด้านล่างครับ



เสียดายที่ไม่ได้เก็บโซนข้างล่างนี้มากเท่าไหร่ เพราะเด็กๆมัวสนุกกับเครื่องเล่นด้านบนซะมาก แต่ยังได้มีโอกาสเล่นม้าหมุน Sea Life Carousel ที่จำลองตัวม้าหมุนเป็นสัตว์น้ำต่างๆ



ก่อนจะเก็บตกพื้นที่ต่างๆด้านล่าง





เสียดายที่พอเดินเข้าไปในส่วนจัดแสดงแพนด้า เจ้า Hu Hu และ Le Le สองแพนด้าได้หนีเข้าไปกินใบไผ่ในห้องซะแล้ว เห็นแต่ตัวอยู่ผ่านทางกล้องวงจรปิด



ในขณะที่ลิงขนสีทองได้ออกมาเล่นซนกันอยู่ข้างนอกพอดีครับ



ใกล้เวลาทุ่มนึงแล้ว เราก็เตรียมตัวกลับครับ เพราะกลัวคนจะเยอะอย่างเมื่อวานที่ดีสนีย์แลนด์



การเดินทางกลับก็ไม่ยากเลยครับ เมื่อออกมาจากประตูของปาร์คให้มองทางด้านซ้าย จะมีป้ายบอกทางให้เดินไปยังจุดจอดรถเมล์สาย 629 ที่จะวิ่งตรงไปยังสถานี Admiralty เลย ค่ารถก็ 10.6$ ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเองครับ

ข่าวดีก็คือ มีป้ายบอกว่ากำลังก่อสร้างรถไฟฟ้า ที่จะมีสถานีลงที่ Ocean Park ซะด้วยครับ ต่อไปคงได้เดินทางมาสะดวกยิ่งขึ้นเลยล่ะครับเนี่ย




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2556 6:38:28 น.
Counter : 13879 Pageviews.  

ไกด์จำเป็นพาเด็กเที่ยวฮ่องกง #2 ไหว้พระใหญ่ ไป Disneyland

โปรแกรมวันที่ 2 ต้องทำความฝันของเด็กคนหนึ่งให้สำเร็จครับ ด้วยการไป Hongkong Disneyland แต่ว่ากว่าดีสนีย์แลนด์จะเปิด ก็สิบโมงกว่า ก็เลยวางแผนจะไปไหว้พระใหญ่บนนองปิงในช่วงเช้าก่อน และถ้ามีเวลาเหลือในช่วงค่ำก็จะแวะกลับมาช๊อปปิ้งที่ CityGate Outlet จะได้เที่ยวครบบนเกาะลันเตาเลยไงครับ



ก่อนจะออกเที่ยว ผมขอแนะนำ application ดีๆสำหรับไว้ลงในโทรศัพท์มือถือ เพราะปัจจุบันนี้ทุกท่านก็แทบจะใช้ smart phone กันไปหมดแล้วใช่ไหมครับ อย่างการเที่ยวฮ่องกงครั้งนี้ เรียกว่าผมแทบจะไม่ได้พกแผนที่หรือหนังสือแนะนำที่ท่องเที่ยวเลย ก็อาศัยแอปบนมือถือ 3 ตัวนี้น่ะแหละครับ



Google Maps แผนที่ของกูเกิ้ลละเอียดมากๆครับ ในฮ่องกง ที่สำคัญสามารถซูมเข้าออก เพื่อมองในมุมสูง ทำให้เราเห็นตึก หรือหาสถานที่ที่ตึกต่างๆบังอยู่ได้ ช่วยวางแผนการเดินทางให้เราได้อย่างดีเลยครับ

DiscoverHK อันนี้เป็นแอปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในฮ่องกงที่เรียกว่า แทบจะครบทุกที่ ที่คนไทยไป แถมด้วยวิธีการเดินทาง ภาพในมุม 720 องศาเลย แถม link ข้อมูลไปยังเวปไซด์ได้เลย

MTR Tourist แผนที่รถไฟฟ้า MTR ของฮ่องกงครับ แถมยังสามารถวางแผนการเดินทางได้ ว่าจากสถานีต้นทางไปยังปลายทางจะใช้เวลากี่นาที มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ แถมยังบอกว่าทางออกของแต่ละช่องทางน่ะ จะพาเราไปเจออะไร เรียกว่าครบครันสำหรับ นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเลยล่ะครับ

พูดถึงรถไฟฟ้าแล้วก็คงต้องพูดต่อถึงเรื่องบัตรปลาหมึก หรือ Octopus card ด้วยเลยละกันครับ บัตรนี้ก็จะเหมือนบัตร Smart purse (ที่ใช้ใน 7-11 บ้านเราน่ะเอง) เป็นบัตรเงินสดไว้ใช้จ่ายค่ารถไฟฟ้า (แถมยังได้ส่วนลดพิเศษด้วย) แต่ก็สามารถใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านค้าทั่วๆไปในฮ่องกงได้เกือบทุกร้าน นอกจากสะดวกแล้วยังได้ส่วนลดอย่างนี้ ก็สามารถหาซื้อได้ที่เคาเตอร์ขายตั๋วภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินทุกสถานีครับ ราคาบัตรก็ 150$ โดยจะเป็นเงินในบัตรให้เราใช้จ่าย 100$ และมัดจำบัตรอีก 50$ เผื่อเราซื้อสินค้าหรือจ่ายค่ารถไฟฟ้าไม่พอ มันก็จะมาดึงเงินในส่วนมัดจำน่ะเองครับ



สำหรับการเติมเงิน ก็สามารถเติมเองได้ง่ายๆที่ตู้อัตโนมัติในสถานีรถไฟฟ้า โดยทำตามเลข 1-2-3 ได้เลยครับ การเติมเงินสามารถเติมได้ขั้นต่ำ 50$ และเครื่องสามารถรับธนบัตรราคา 50$ และ 100$ เท่านั้นเอง



ส่วนการเช็คยอดเงิน เราสารถทราบได้จากการใช้งานซื้อของหรือแปะที่สถานีรถไฟขาออก แต่ถ้าจำไม่ได้ก็มีตู้เช็คยอดเงินให้เรามาแปะอ่านยอดเงินคงเหลือได้เช่นกันครับ



สำหรับอายุบัตร ถ้าเรายังไปฮ่องกงอีกในช่วง 3 ปี (บัตรจะ inactived หากไม่มีการใช้งานในระบบ 1,000 วัน) ก็สามารถนำบัตรกลับมาใช้ได้ใหม่ครับ แต่ถ้าใครอยากคืนบัตร ก็สามารถคืนได้ที่เคาเตอร์ในสถานีรถไฟได้เช่นกัน โดยจะได้รับยอดเงินคงเหลือ+ยอดเงินมัดจำคืน แต่หักค่าธรรมเนียมการคืนบัตรอีก 9$ ครับ ซึ่งก็ถือว่าคุ้มนะครับ โดนหักไปไม่ถึง 40 บาท แต่แค่ส่วนลดค่ารถไฟฟ้า ถ้าเราเที่ยว 2 วันขึ้นไปนี่ก็คุ้มแล้ว

พอพูดถึงบัตร Octopus ก็จะมี sub set หรือบัตรลูกๆอีกหลายใบครับ เช่น

- Tourist Day Pass ราคา 55$ เป็นบัตรโดยสารรถไฟฟ้าฟรีหนึ่งวัน โดยนับจากครั้งแรกที่ใช้ไปอีก 24 ชม. ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ามากนะครับ ถ้าเดินทางหลายๆเที่ยวในวันเดียว ยังไงก็ลองคำนวณค่าเดินทาง วางแผนการเที่ยวจากแอป MTR Tourist ก็ได้ครับ



- Airport Express Travel Pass บัตรโดยสารรถไฟฟ้าด่วนสนามบินฮ่องกง มีทั้งแบบเที่ยวเดียว (220$) และแบบสองเที่ยว (300$) โดยจะสามารถเดินทางรถไฟฟ้าได้ฟรีอีก 3 วันเป็นของแถม และบัตรนี้ยังสามรถเติมเงินลงบัตรใช้จับจ่ายซื้อของได้เหมือนกันด้วย บัตรนี้จะคุ้มมากครับ ถ้าเราเดินทางมาจากสนามบิน แต่อย่างผม มาฮ่องกงทางมาเก๊าเลยไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควรครับ แถมบัตรนี้สามารถหาซื้อได้จากสนามบินเท่านั้น

ลองดูตัวอย่างก็ได้ครับ รถไฟฟ้าด่วนพิเศษสาย Airport Express นี่จากสนามบินมาลงสถานีเกาลูนก็ 90$ แล้ว (ถ้าลงฝั่งฮ่องกงก็ 100$) + ค่ารถไฟฟ้าแบบเหมาจ่ายสามวัน (55x3=165$) รวมแล้วก็ 255$ แต่ถ้าซื้อเป็นบัตรก็แค่ 220$ เอง

เกรื่นมาซะเยอะไปเที่ยวกันดีกว่าครับ เช้าวันนี้ ผมเริ่มต้นเดินทางจากสถานี Tsim Sha Tsui (สายสีแดง Tsuen Wan Line) แล้วจะมาเปลี่ยนรถไฟที่สถานี Lai King (สายสีส้ม ของ Tung Chung Line) มาจนสุดสถานีปลายทาง Tung Chung เลย จะใช้เวลาประมาณ 38 นาที ค่ารถ 17$ (ถ้าใช้บัตรปลาหมึกก็ 14.9$)



เมื่อมาถึงสถานี ก็ใช้ทางออก B ครับ เพื่อจะไปต่อกระเช้านองปิง หรือถ้าจะเข้าตัวห้าง CityGate Outlet หรือโรงแรมโนโวเทล ก็ใช้ทางออก C





เดินตรงไปก็จะเจอทางขึ้นกระเช้านองปิงครับ



กระเช้า Nong Ping 360 จะเปิดบริการในวันธรรมดา 10.00-18.00 ครับ สำหรับวันหยุดก็ 9.00-18.30



สำหรับค่าขึ้นกระเช้าไป-กลับ ก็ 149$ สำหรับผู้ใหญ่ และ 103$ สำหรับเด็ก ถ้าเที่ยวเดียวก็ ผู้ใหญ่ 94$ เด็ก 48$



แต่ว่าวันนี้ผมมาถึงที่นี่ตั้งแต่ 8 โมงเช้ากว่าๆ เราจะใช้รถบัสขึ้นไปแทนครับ จะได้ทำเวลาเพื่อให้เวลากับดีสนีย์แลนด์ได้มากขึ้น โดยป้ายรถบัส ก็จะอยู่เลยทางขึ้นกระเช้านองปิงไปอีกหน่อย เราใช้รถเมล์สาย 23 ครับ ค่ารถก็ 17.2$ จะใช้เวลาขึ้นไปถึงที่ราบสูงนองปิงประมาณ 40 นาที







ขึ้นมาถึงนองปิงตั้งแต่ 9 โมงกว่าๆ หมอกยังหนาตาอยู่เลยครับ แถมอากาศก็เย็นมากอีกด้วย เดินไปทางซุ้มประตูได้เลยครับ





ตามทางเดินจะมีขุนพลนักรบ 12 ตน ซึ่งจะมีสัญลักษณ์ตามปีนักกษัตรอยู่บนศรีษะ ซึ่งทำหน้าที่เป็นขุนพลบนที่ราบสูงนองปิง ที่พิทักษ์รักษาองค์พระใหญ่ครับ



มาถึงพระใหญ่แล้ว แต่ว่ายังไม่เปิดครับ เขาจะเปิดให้ขึ้นไปนมัสการองค์พระใหญ่ทินถ่านในช่งเวลา 10.00-18.00 ครับ แต่ไม่เป็นไร ข้างบนนี้ก็มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างให้แวะเที่ยวครับ ไม่ว่าจะเสาไม้ 38 ต้นใน Wisdom Path ที่จารึกบทสวดปัญญาปารมตาหฤทัย แต่พวกเราเลือกเดินไปยังวัดโปลินครับ



วัดโปลิน แต่เดิมเป็นเพียงวัดเล็กๆที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1920 เราสามารถเข้าไปนมัสการพระโพธิสัตว์กวนอิม พระมัญชูศรีโพธิสัตว์ และพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ สำหรับคนที่ซื้อตั๋วขึ้นนมัสการพระใหญ่ทินถ่านแบบ 30$ (ปกติขึ้นนมัสการได้ฟรี) จะสามารถเข้ามาทานอาหารเจ ได้ที่โรงอาหารของวัดในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงได้ด้วยครับ ซึ่งตอนแรกหลานสาวคนโตที่กินมังสวิรัตก็สนใจ แต่ผมว่าเราไปใช้เวลาที่ดีสนีย์แทนจะดีกว่า







ใกล้ 10.00 แล้วเตรียมตัวขึ้นไปนมัสการพระใหญ่ทินถ่านกันดีกว่าครับ







พระใหญ่ทินถ่าน หรือพระใหญ่นองปิง (พระใหญ่วัดโปลิน) เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ความสูง 34 เมตร สร้างจากทองสัมฤทธิ์ 202 แผ่น หนัก 250 ตัน ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 1993 ถือว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงความศรัทธาของผู้สร้าง ที่สามารถสร้างพระใหญ่บนที่สูงขนาดนี้ได้นะครับ การเดินขึ้นมาด้านบนต้องเดินเท้าถึง 268 ขั้นบันไดเพื่อมาถึงองค์พระ

ด้านข้างขององค์พระทั้งซ้ายขวา ยังมีรูปปั้นเทวดาอีก 6 องค์กำลังถวายสิ่งของ 6 อย่างอันได้แก่ ความดี เมตตา อดทน สงบ มีสมาธิ และปัญญา อันหมายถึง หนทางที่จะนำสรรพสัตว์สู้นิพพาน



สำหรับด้านบนี้ ว่ากันว่าในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เราสามารถมองเห็นไปได้ไกลถึงเกาะมาเก๊ากันเลย





เอาล่ะครับ ได้เวลากลับลงไปด้านล่างแล้ว



สังเกตุอีกอย่าง ก็สุนัขบนนี้ รู้สึกว่าจะดูดีกว่าหมาวัดในบ้านเราค่อนข้างมากนะครับ แถมเจ้าตัวนี้ เห็นฝรั่งคนนึงลูบหัวเล่นได้ซะอีก





กำลังจะเดินไปทางหมู่บ้านนองปิง สายตาก็เห็นภาษาไทย เชื้อเชิญลูกค้าให้เข้าไปทานอาหาร ว่าแล้วก็ต้องไปลองซะหน่อยครับ



เป็นร้านบะหมี่(ไข่) ที่เราสามารถเลือกเนื้อสัตว์ใส่ได้ 2 อย่าง ราคาก็ชามละ 20$ กว่าแล้วแต่ว่าเลือกเป็นเนื้อสัตว์อะไร ผมได้ลองชิมไส้กรอก ลูกชิ้นปลา และเนื้อตุ๋น ก็อร่อยครับ สั่งของหวานตบท้ายด้วย เต้าฮวยงาดำ ก็อร่อยครับ มื้อนี้เลยประหยัดไปเยอะ 6 คนหมดไปไม่ถึงพันบาท



อิ่มดีแล้วก็เตรียมตัวนั่งกระเช้ากลับกันครับ



หมู่บ้านนองปิง จะเป็นหมู่บ้านที่สร้างขึ้นมาใหม่จำลองบรรยากาศเมืองจีนสมัยก่อน โดยจะมีร้านค้า ร้านของที่ระลึก และมีการแสดง Walking with Buddha กับ Monkey's Tale Theatre (ที่โครงเรื่องมาจากนิทานชาดก) ซึ่งเราจะซื้อตั๋วแบบคอมโบ้พร้อมกระเช้าขึ้นมาชมด้วยเลยก็ได้ครับ



ว่าแล้วก็ลงไปข้างล่างเลยดีกว่าครับ ขาลงนี่ไม่มีคนเลย ในขณะที่ขาขึ้นมานี่คนเต็มทุกกระเช้าเลย





ถ้ามีโอกาสคงได้กลับมาอีกนะครับ





ขาลงนี่ฝนตกปรอยๆ แต่ว่าลมแรงมาก เลยทำให้กระเช้าแกว่งนิดหน่อย แถมแม่ของเด็กๆก็กลัว จับกระเช้าซะแน่นเลย แต่โชคยังดีที่เมฆเยอะ เลยทำให้แกไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว เราลอยอยู่สูงมากขนาดไหน เดี๋ยวจะกลัวขึ้นไปใหญ่



พอลงมาถึงด้านล้างแล้ว ฝนก็ตกใหญ่ครับ จนหลานสาวสีหน้าเปลี่ยนเลย กลัวว่าจะไม่ได้ไปดีสนีย์แลนด์ ผมก็ปลอบไว้ก่อนว่า เดี๋ยวค่อยมาอีกทีวันเสาร์ก็ได้ (แต่ว่าวันเสาร์นี่ฝนยิ่งตกหนักกว่าเลยครับ) เราก็เดินรอฝนหยุดซักประมาณ ชม.กว่าๆจน หลานสาวได้รองเท้าผ้าใบใหม่สีชมพูหวานมาหนึ่งคู่ จนเธอเห็นว่าฝนซาเท่านั้นแหละครับ ก็เตรียมตัวไปตามแผนนั่นคือ มุ่งสู่อ่องกงดีสนีย์แลนด์

จากสถานี Tung Chung นั่งรถไฟย้อนกลับไปอีกเพียงสถานีเดียวคือ Sunny Bay แล้วนั่งรถไฟสาย พิเศษ Disneyland Resort Line ที่ตกแต่งทั้งขบวนด้วยตัวการ์ตูนดีสนีย์ อันเป็นสิ่งแรกที่เด็กๆเห็นก็เริ่มตื่นเต้นและประทับใจแล้วล่ะครับ

สำหรับการเดินทางโดยรถไฟใช้เวลาประมาณ 18 นาที ค่ารถไฟ 13.5$ (octopus 12.6$)



และแล้ว เราก็มีถึง Hongkong Disneyland



ฮ่องกงดีสนีย์แลนด์เป็นสวนสนุกของดีสนีย์เป็นเมืองที่ 5 ของโลก (1.เมือง Anaheim แคลิฟอร์เนีย 2.Orlando ฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา 3.โตเกียว ญี่ปุ่น 4.ปารีส ฝรั่งเศส) ที่เปิดในปี 2005 ปัจจุบันแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 โซน ได้แก่ Main Street U.S.A. , Adventureland, Fantasyland, Tomorrowland, Toy Storyland และ Grizzly Gulch

ค่าตั๋วอยู่ที่ 399$ สำหรับผู้ใหญ่ และ 285$ สำหรับเด็ก



เดี่ยวผมจะไล่ไปในแต่ละโซน และลงตามหมายเลขที่ดีสนีย์เขาระบุในแผนที่ของเขาเลยก็แล้วกันครับ ว่ามีอะไรน่าเล่นบ้าง

1) Main Street U.S.A. เป็นถนนที่จำลองเมืองเล็กๆในอเมริกา ที่มีศาลากลาง ร้านค้าต่างๆ ที่จริงแล้วเป็นร้านขายของที่ระลึกต่างๆ รวมทั้งร้านอาหารเอาไว้คอยต้อนรับผู้ที่มาเที่ยว โซนนี้จะมีศาลาที่ให้ตัวการ์ตูนมาถ่ายรูปกับเด็กๆ และส่วนถนนนี่เองที่เป็นลาดเดินของขบวนพาเหรด





เครื่องเล่นในโซนนี้มีอยู่เพียงอย่างเดียวคือ หมายเลข 1.Hongkong Disneyland Railroad ที่เป็นรถไฟเชื่อมระหว่างด้านหน้ากับด้านในสุดของสวนสนุก (ใน Fantasyland)



2) Adventureland ดินแดนแห่งการผจญภัยไปในป่า ทั้งจากหนังเรื่องทาร์ซานและ The Lion King โดยจำลองป่าดิบชื้นมาไว้ที่นี่ มีเครื่องเล่นจริงๆเพียงหนึ่งชิ้น กับหนึ่งโชว์ครับ



7.Festival of the Lion King เป็นการแสดงละครเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่ซิมบ้า จาก the Lion King ได้ขึ้นเป็นจ้าวป่าแล้ว โดยให้สัตว์ป่าแสดงละครสมัยซิมบ้ายังเป็นลูกสิงห์โตอยู่ การแสดงและฉากอลังการครับ เต็มโปรดักชั่นของดีสนีย์ เวลาในการแสดงก็ 30 นาที



8.Rafle to Tarzan's Treehouse และ 9.Tarzan's Treehouse เป็นการข้ามแพ เพื่อไปชมบ้านต้นไม้ของทาร์ซานที่อยู่กลางเกาะ โดยจำลองบรรยากาศเหมือนในการ์ตูนทาร์ซาน เรียกว่าเป็นจุดเดินชมวิวมากกว่าเครื่องเล่นครับ



10.Jungle River Cruise ล่องเรือผจญภัยไปในลำน้ำ เพื่อสำรวจสัตว์ป่า และซากอารยธรรมเก่า มีตื่นเต้นเล็กน้อยช่วงที่เราเข้าเขตลำน้ำที่เชียว แต่จริงๆแล้วก็ไม่ได้เปียกอะไรนะครับ คนขับเรือจะมีการบรรยายหลายภาษา เลือกเรือลำที่เป็นภาษาอังกฤษก็คิวสั้นกว่าภาษาจีนมากครับ



11.Liki Tikis เสาไม้ที่พ่นน้ำได้ครับ ถ้ามีคนเดินผ่าน อันนี้เป็นแค่จุดเล่นสนุกของเด็กๆมากกว่า ที่สำคัญวันที่ผมไปเที่ยวนี่ฝนตกปรอยๆตลอดทั้งวัน เสานี่ก็ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ครับ



3) Fantasyland ดินแดนแห่งเทพนิยายของดีสนีย์ ที่รวมทั้งเจ้าหญิง และตัวการ์ตูนน่ารักเอาไว้มากมาย เครื่องเล่นในส่วนนี้เด็กเล็กก็สามารถสนุกได้ครับ

12.Sleeping Beauty Castle ปราสาทของเจ้าหญิงนินทรา ที่รอคอยรักแท้จากเจ้าชายที่จะมาถอนคำสาป ตั้งเด่นเป็นสง่าตรงกลางของดีสนีย์แลนด์



13.Mickey's PhiharMagic หนังสามมิติ (น่าจะเรียกสี่มิติก็ได้นะครับ เพราะทั้งได้กลิ่น ทั้งมีละอองน้ำ) เมื่อโดนัลดั๊กแอบมาเล่นหมวกวิเศษของมิกกี้เมาส์ จนทำให้หมวกหล่นหายไปในเทพนิยายต่างๆ ทำให้สนุกและขำไปด้วย อันนี้เด็กๆชอบมากครับ ความยาวแค่ 15 นาที

14.Dumbo the Flying Elephant ดัมโบ้ช้างน้อยหูโตที่บินได้ กลายมาเป็นยานเหาะรูปช้างที่พาเด็กๆลอยขึ้นไปบนฟ้าครับ



15.Cinderella Carousel ม้าหมุนขบวนม้าที่ลากฟักทองพาซินเดอเรลล่ามาร่วมงานเต้นรำที่ปราสาทนั่นเอง



16.Fantasyland Train Station สถานีรถไฟของแฟนตาซีแลนด์ที่เชื่อมต่อกับสถานีด้านหน้าทางเข้า

17.Fantasy Garden สวนที่จัดในธีมอลิสในดินแดนมหัสจรรย์

18.Mad Hatter Tea Cups ถ้วยน้ำชาหมุนได้ของแมด แฮทเตอร์ ตัวละครจากเรื่องอลิซในแดนมหัสจรรย์อีกตัวครับ

19."It's a small world" ล่องเรือไปในเมืองตุ๊กตาที่จำลองประเทศ และส่วนต่างๆของโลกที่สำคัญมาไว้รวมกันที่น่ารักมากๆครับ ไม่ว่าเด็กเล็ก หรือคนที่นั่ง wheel chair มาก็สามารถเล่นตัวนี้ได้ครับ



20."The Golden Mickeys" การแสดงบรอดเวย์สีทองอร่ามของมิกกี้เมาส์และมินนี่

21.The Many Adventure of Winnie the Pooh นั่งโถน้ำผึ้งเข้าไปผจญภัยในหนังสือของเจ้าหมีตัวเหลือง วินนี่เดอะพูร์ครับ เครื่องเล่นนี้เป็นที่นิยมมากนะครับ มี Fast Pass ให้กดใช้กันด้วย



22.Snow White Grotto หุ่นจำลองของสโนไวท์และคนแคระทั้งเจ็ด ที่ตั้งอยู่ข้างปราสาท



4) Tomorrowland ดินแดนแห่งโลกอนาคต ที่มีเครื่องเล่นหลากหลายเช่นกันครับ



23.Space Mountain รถไฟเหาะตีลังกาในที่มืด บรรยากาศแบบอวกาศที่เป็นเครื่องเล่นที่เสียวที่สุดในดีสนีย์แลนด์แล้วครับ (แต่ปัจจุบันมีเครื่องเล่นใหม่ที่สูสีด้วยล่ะ) ที่สำคัญมี fast Pass ให้กด





24.Stitch Encounter เจ้าสัตว์ต่าวดาวอย่างสติซท์ มาในรูปแบบ interactive ที่จะพูดคุย แซว คนที่เข้าไปในห้องทดลองครับ สำหรับอันนี้ต้องเลือกภาษาที่จะเข้าไปเล่นกับมันด้วย เดี๋ยวสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

25.Orbitron ยานอวกาศหมุนสำหรับเด็กๆ

26.UFO Zone เกมส์ตู้ต่างๆครับ

27.Autopia รถยนต์ในอนาคตที่สามารถขับเองได้ (ที่จริงมันแล่นไปตามรางน่ะเอง)

28.Buzz Lightyear Astro Blaster มาช่วยบัซ ไลท์เยียร์ยิงต่อสู้กับพวกเซิร์กครับ อันนี้ออกจะเด็กมาก แถมมีเรื่องตลกคือ ในขณะที่ผมอัพรูปขึ้น instargram ไปด้วย หลานสาวก็ตั้งหน้าตั้งตายิงๆๆๆ ในขณะที่ผมก็ยิงไป อีกมือก็กดโทรศัพท์ไป พอจบเกมส์กลายเป็นว่า แต้มผมดันชนะเธอไปซะได้นี่สิ 555



5) Toy Storyland เหมือนย่อส่วนตัวเราเข้าไปในกล่องของเล่นของแอนดี้จากเรื่อง Toy Story เลยครับ



29.Toy Soldier Parachute Drop กระโดดร่ม (เสาสีเขียว) ลงมาเหมือนกับตัวทหารตุ๊กตุ่นในการ์ตูนครับ



30.Slinky Dog Spin นั่งรถหมุน ที่เป็นตัวเจ้าหมาขดลวดที่ยืดได้



31.RC Racer เจ้ารถแข่งคันจิ๋วที่วิ่งลงมาในรางโค้ง ที่เครื่องเล่นจะคล้ายๆกับไวกิ้งครับ



32.Barrel of Fun บ้าน/ถัง ของเล่น ที่เหมือนสนามเด็กเล่นของเด็กเล็ก



สำหรับโซน Toy Storyland จะปิดให้บริการเครื่องเล่นก่อนสวนสนุกปิด 1 ชม.เพื่อเตรียมการจุดพลุนะครับ อย่างวันที่ผมไปตอน 19.00 ก็หยุดให้เล่นแล้ว แต่เขาก็ยังให้เราสามารถเข้าไปถ่ายรูปด้านในได้น่ะครับ

6) Grizzly Gulch โซนใหม่ล่าสุดเป็นเหมืองแร่ของเจ้าหมีกลิซลี่ ที่จำลองบรยากาศคาวบอยตะวันตกครับ ที่มีเครื่องเล่นหลักตัวเดียว และสนุก มันส์มาก นั่นคือ

33.Big Grizzly Mountain Runaway Mine Cars ที่เป็นรถไฟเหาะแล่นไปในเหมืองแร่ที่สนุก มันส์ถึง 3 จังหวะครับ เพราะตอนแรกรถไฟจะแล่นไปข้างหน้าจนสุดทาง แล้วเจ้าหมีกริซลี่ก็เผลอไปกดระเบิดทำให้รถไฟหันหลังวิ่งไปอีก แต่ความมันส์ยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อมันมีขยักที่ 3 พุ่งมาด้านหน้าอีก ผมว่ามันส์กว่า Space mountain ซะอีกนะ





สุดท้ายคือ 34.Geyser Gulch เป็นน้ำพุร้อนที่ประดับในโซนนี้ครับ

สุดท้ายด้วยปัญหาฝนตก ทำให้เราใช้เวลาที่เหลือที่ดีสนีย์แลนด์นี่แหละครับ จนถึงเวลาจุดพลุเลย





แต่ขากลับนี่ก็คลื่นมหาชนเยอะสุดๆเลยล่ะครับ หมดแรงไป CityGate Outlet แล้วด้วยล่ะครับ เลยกลับที่พักเลย จากดีสนีย์แลนด์ มายังซิมซาจุ่ย นี่ก็ประมาณ 40 นาที ค่ารถไฟก็ 20$ (octopus 17.9$) พอถึงห้องนี่ เด็กๆหลับเป็นตายเลยล่ะครับ เพราะวันนี้เล่นกันลืมหิว ลืมเหนื่อยกันมาก แต่คนพาไปนี่สิครับ เหนื่อยยิ่งกว่า แถมพรุ่งนี้ยังมี Ocean Park รออยู่อีกนะครับ




 

Create Date : 30 เมษายน 2556    
Last Update : 30 เมษายน 2556 15:57:30 น.
Counter : 4403 Pageviews.  

ไกด์จำเป็นพาเด็กเที่ยวฮ่องกง #1 Avenue of Stars & A Symphony of Lights

แค่เอ่ยว่าจะไปฮ่องกง เพื่อนและคนใกล้ตัวก็แซวไปซะแล้วว่า ไปอีกแล้วเหรอ เหมือนไป ตจว.เลยนะ (งั้นเลยรึ) แต่ที่จริงแล้ว trip นี้มีเหตุผลครับ คือ เคยให้สัญญากับหลานสาวคนเล็ก ตั้งแต่ตอน ป.4 ว่าถ้าสอบได้ที่ 1 จะพาไปฮ่องกงดีสนีย์แลนด์ ซึ่งเธอก็ขยั๊น..ขยัน สอบได้ที่ 1 มาซะทุกเทอมจนจบ ป.6 เข้าไปแล้ว คุณอา (รวมไปถึงคุณลุงคุณป้าที่ร่วมเดินทางไปด้วย) จึงต้องทำตามสัญญาพาไปเที่ยวฮ่องกงซักที เรียกว่า Trip เอาใจเด็ก เพราะได้เที่ยวทั้ง Hongkong Disneyland แถมยังจัด Ocean Park แถมให้อีก สำหรับผู้ใหญ่ ก็เพิ่มการไหว้พระในทุกเช้า เรียกว่าครบครับ อิ่มบุญ หรรษา ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (แต่เหนื่อยไกด์นะ >_<)



ต่อมาก็เป็นการวางแผนว่าจะเที่ยวกี่วัน หาตั๋วเครื่องบิน และที่พัก

วันเที่ยว สำหรับเด็กไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ครับ เพราะตรงกับช่วงปิดเทอมพอดี อาจจะต้องหลบเลี่ยงช่วงเวลามอบตัว รายงานตัวของหลานนิดหน่อย เพราะเธอเพิ่งจบ ป.6 เตรียมจะขึ้น ม.1 ส่วนหลานชายอีกคนก็จบ ม.6 เตรียมลุ้นคะแนน o-net a-net เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย กลายเป็นว่า ผู้ใหญ่เนี่ยแหละที่เป็นปัญหาในการหาวันลา สรุปแล้ว เราได้เวลาเที่ยว 5 วัน ตั้งแต่วันพุธ-อาทิตย์ (เพื่อที่จะได้ลางานแค่ 3 วัน) แต่ผมลางานเผื่อหน้า-หลังไว้เลยล่ะครับ เพราะต้อง brief เตรียมตัวเด็กในเรื่องเอกสาร การจัดกระเป๋า และเผื่อ Jetlag !!! แล้วก็อย่างที่คิดจริงๆครับ กลับมาแล้วเหนื่อยมากๆๆๆ โดนเด็กสูบพลังงานไปเยอะ

ตั๋วเครื่องบิน สำหรับฮ่องกงนี่ มีหลากหลายสายการบินที่บินตรงนะครับ แต่ครั้งนี้คุณลุงอยากลองของใหม่ Thai Smile Airways สายการบินในเครือของการบินไทย ที่ราคาไม่สูงโด่งจนเกินไปเมื่อเลือกสายกาบินที่บินตรงฮ่องกง และแกอยากจะให้เด็กๆได้เที่ยวมาเก๊าไปด้วย ตอนแรกที่เล็งราคาตั๋วไว้อยู่ที่ไป-กลับไม่ถึงหกพันบาทดี แต่มัวรีๆรอๆหาวันเที่ยวที่ตรงกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จนค่าตั๋วขึ้นไปเรื่อยๆ จนตัดสินใจซื้อตั๋วไปเมื่อกลางเดือนมกราคม ในราคา 6,930 บาท/คน โดยเป็นตั๋วไป-กลับ สุวรรณภูมิ-มาเก๊า ที่สามารถสะสม Royal Orchid Plus ไมล์สะสมของการบินไทยได้ด้วย (6930x6=41,580บาท) ถึงจะต้องเหนื่อยนั่งเรือข้ามฟากไปฮ่องกงอีกคนละพันกว่าบาทก็เหอะ (แต่ในใจผม อยากบินลงตรงฮ่องกงมากกว่า เพราะสนามบินฮ่องกงมีอะไรให้เดินดูมากกว่าเยอะ แถมเดินทางสะดวกกว่าอีกด้วย)

ที่พัก สำหรับ 6 คน ครั้งนี้เลือกเป็นโฮสเทลครับ เรียกว่า เอาพอเป็นที่หลับที่นอน ซึ่งตอนแรกลูกทริปตกใจกับห้องเหมือนกัน เพราะเล็กมาก แต่สุดท้ายห้องพักที่จองมาก็ทำหน้าที่เป็นแค่ที่นอนจริงๆ พอหัวถึงหมอน ก็หลับกันทุกคน (เพราะเหนื่อย) แต่ได้ทำเลดีอยู่บนถนนนาธาน ในซิมซาจุ่ย อยู่ระหว่างสถานีรถไฟ 2 สถานีพอดีในราคา 19,000 บาท เราได้ที่พัก 2 ห้อง (นอนห้องละ 3 คน) สำหรับ 4 คืน


สรุปแผนเดินทางเที่ยว สำหรับ 5 วัน แบบย่อๆ ก็จะเป็น

พุธ เดินทาง TG750 Bkk-Macau 7.45-11.30 นั่งเรือข้ามฟากไปฮ่องกง เอากระเป๋าเก็บที่ห้องพักย้ายซิมซาจุ่ย
เดินเล่นแถว Avenue of Star แล้วรอชม A Symphony of Lights

พฤหัส เที่ยวเกาะลันเตา
เช้าไหว้พระใหญ่ทินถ่าน วัดโปลิน นั่ง Ngong Ping 360 ขึ้นไป
สายๆ Hongkong Disneyland
ค่ำๆ กลับมาช๊อปปิ้งที่ CityGate Outlet

ศุกร์ เที่ยวเกาะฮ่องกงฝั่งใต้
เช้า สักการะเจ้าแม่กวนอิม ที่ Repulse Bay
สายๆ Ocean Park ตลอดทั้งวัน

เสาร์ เก็บตกฮ่องกง
เช้า ไหว้พระฝั่งเกาลูน วัดหวังต้าเซียน ชมสวนสวยที่สำนักนางชี Chi Lin Nunnery
สายๆบ่ายๆ ช๊อปปิ้งฝั่งฮ่องกงแถบ Causeway bay อย่าง Time Square, Toy R Us
เย็น เที่ยวเขตเมือง central ขึ้น Peak Tram ชมฮ่องกงในมุมสูง

อาทิตย์ นั่งเรือข้ามฟากกลับมาเก๊า เที่ยวมาเก๊า 1 วัน Senado square ซากโบสถ์เซ็นต์ปอล์ และเวเนเชียนมาเก๊า
บินกลับช่วงค่ำด้วย TG753 Macau-Bkk 21.15-23.00

ไฟล์เดินทางค่อนข้างเช้า คือ 7.45 แต่ที่จริงเราออกเดินออกจากบ้านที่ลพบุรีครับ เลยต้องตื่นและพร้อมออกเดินทางตั้งแต่ 2.30 กะว่าให้มาถึงสนามบินตอน 4.30 ให้พร้อม check in

และแล้วก็มาถึงสุวรรณภูมิได้ตามเวลาที่กะไว้



กรอกใบผ่าน ตม. สำหรับ 6 คนอีก (เรียกว่าทำหน้าที่ไกด์จำเป็นอย่างเต็มตัว)

ก่อนจะผ่าน ตม. ก็กังวลใจเล็กน้อยครับ เพราะเราจะต้องพาหลานอายุ 12 ขวบหมาดๆออกนอกประเทศ แต่พ่อแม่ของหลานไม่ได้มาด้วย แต่ในลูกทริปทั้ง 6 คน มีคุณลุงที่นามสกุลเหมือนคุณหลาน อาจจะแอบเนียนทำตัวเป็นคุณพ่อได้อยู่ (ในขณะที่อีก 3 คน ฝ่ายพี่สาวนี่ และลูกอีก 2 ที่ไปด้วย ใช้นามสกุลสามี) แต่เผื่อกันพลาด ผมก็เลยให้คุณพ่อและคุณแม่ของหลาน ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรข้าราชการไว้ พร้อมกับเขียนจดหมายยินยอมให้ลูกสาวเดินทางไปเที่ยวฮ่องกงได้โดยมีพวกเราเป็นผู้ดูแล และไม่ลืมที่จะแนบเบอร์โทรศัพท์ไว้ด้วย เผื่อทาง ตม. จะโทรกลับไปตรวจสอบได้ด้วย แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ใช้นะครับ ผ่าน ตม. สบายอยู่ แต่ยังไงผมก็แนะนำว่ามีไว้กันเหนียวดีกว่าครับ เผื่อเหลือไว้ดีกว่าขาดเสมอครับ



มุมบังคับ ก่อนจะไปพักผ่อนรอเครื่องขึ้นที่เล้าจน์กันซักหน่อยครับ

สำหรับสุวรรณภูมิ มีตัวเลือกอยู่ 2 ที่ครับ คือ King Power Lounge สำหรับลูกค้าคิงพาวเวอร์ และ Royal Silk Lounge สำหรับลูกค้าที่บินกับการบินไทยในชั้นธุรกิจขึ้นไป (และคนมีสิทธิเข้าเลาจน์จากบัตรเครดิตต่างๆ)

King Power Lounge จะอยู่ทางคองคอร์ด A ครับ



โดยภายในเลาจน์จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ระดับเพลทตินั่ม จะใช้ห้องทางซ้าย ที่มีอาหารมากกว่าและมีบริการห้องอาบน้ำให้ด้วย

ฝั่งขวา จะสำหรับลูกค้าทั่วไปครับ โดยจะมีบริการอาหารว่าง เครื่องดื่ม ชา กาแฟ พอสมควรครับ เรียกว่าไม่น้อยจนเกินไป อย่างช่วงเช้าก็จะมีโจ๊กไก่ ให้พอรองท้องได้ด้วย หรือใครที่ไม่อยากซื้อน้ำราคาแพงๆในสนามบิน ก็พอจะหยิบเครื่องดื่มกระป๋อง ที่อยู่ในตู้แช่ ติดมือขึ้นเครื่องได้อยู่ครับ

สำหรับคนที่อยากใช้บริการ สามารถสมัครบัตรสมาชิก King Power ในสนามบินได้เลยครับ โดยจะได้เป็นบัตรกระดาษ (หรือสมัครที่สาขา ถ. รางน้ำ เลยก็จะได้เป็นบัตรแข็งทันที) โดยเสียค่าสมัคร 500 บาท แต่ห้าร้อยนี้ก็ไม่ได้เสียเปล่านะครับ จะคืนมาเป็นบัตรของขวัญให้ซื้อของปลอดภาษีภายใน King Power นั่นแหละครับ เรียกว่า อัฐยายซื้อขนมยาย แต่ได้ไปกินขนมฟรีๆในเล้าจน์ 555 บิน Low Cost ก็ใช้เล้าจน์ได้


Royal Silk Lounge ส่วนเล้าจน์การบินไทยจะมีให้บริการ ถึง 3 จุดครับ ทั้งคองคอร์ด C,D,E โดยเลาจน์ที่ใหญ่ที่สุดจะเป็นของคองคอร์ด D เพราะจะรองรับลูกค้าชั้น first class ด้วยบริการอย่างสปาที่จัดเต็มกว่า ฝั่งคองคอร์ด C กับ E ครับ



สำหรับสิทธิ์การเข้าเล้าจน์การบินไทย ก็มักจะเป็นตั๋วในระดับธุรกิจขึ้นไป หรือสิทธิพิเศษกับบัตรเครดิตต่างๆ ซึ่งก็มักจะเป็นบัตรในระดับสูงๆ อย่างแพลทตินั่มขึ้นไป แต่ก็มีข้อจำกัดว่า ต้องบินกับการบินไทยด้วย (คือมี code TG ในตั๋วที่จะบินนั่นเอง) คราวนี้เลยเป็นโอกาสเหมาะ เพราะบินกับ Thai Smile (ที่จริงผมก็ว่ามันคือสายการบิน Low Cost นั่นแหละนะ แต่ใช้คำพุ่มเฟือยว่าเป็น Light Premium เท่านั้นเอง) และผมมีบัตรเครดิตแพลทตินั่นของกสิกรไทย ซึ่งให้สิทธิใช้ห้องรับรองได้ปีละ 2 ครั้ง โดยเราต้องแสดงตั๋วเครื่องบินและบัตรเครดิตก่อนจะเข้าใช้บริการ แล้วพนักงานจะนำบัตรเราไปรูด ดูสิทธิ์ (จะได้สลิปมาว่าใช้เข้าเล้าจน์ได้อีกหนึ่งครั้ง) ว่าแล้วก็เข้าไปตีพุงสบายๆได้เลยครับ

เนื่องจากเป็นเล้าจน์หรูหรา อาหารจึงจัดเต็ม ไล่ตั้งแต่สลัด อาหารรองท้อง โจ๊กไก่ (เหมือนกัน) ของหวาน ข้าวต้มมัด รวมไปถึงเครื่องดื่ม ชากาแฟ น้ำผลไม้ทั้งสด ทั้งกล่อง หรือใครต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็มีพนีกงานพร้อมบริการครับ (เสียดายที่บินไฟลท์เช้า เลยอดใช้บริการเครื่องดื่มในส่วนนี้)


เตรียมขึ้นเครื่องกันดีกว่าครับ 7โมงกว่าแล้ว



TG 750 Bkk-Macau 7.45-11.30 โดยสายการบิน Thai Smile Airways

ข้อดีของไทยสมายล์ ที่เห็นนะครับ คือ เราได้นั่งเครื่องใหม่ A320-200 ที่จัดวางที่นั่งค่อนข้างกว้างพอสมควร (สำหรับคนสูง 170 กว่าๆอย่างผม) ในราคาที่ไม่แพง over ไปอย่างสายการบินแม่อย่างการบินไทย (บินไปฮองกง หาต่ำกว่าหมื่นน่ะมีมั้ย) แอร์โฮสเตสยังสาว กระตือรือร้นบริการ (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย) แถมสะสมไมล์ ROP ได้อีก (หรือเลือกไม่สะสมไมล์ก็ได้ ก็มีส้วนลดค่าตั๋วอีก)

ข้อเสีย ก็คงเป็นเรื่องการบริการอาหารบนเครื่องเท่านั้นเองครับ คือ เราจะได้รับถุงของว่างคนละ 1 ถุง ภายในประกอบไปด้วย อาหารว่าง ขนม น้ำเปล่า พร้อมซองช้อนส้อม น้ำตาล พริกไทย เกลือ แล้วแอร์ก็จะมาบริการน้ำดื่มอีกเพียง 1 รอบครับ แต่ผมว่าสำหรับการบินแค่ 2 ชม. กว่าๆ ได้ของว่างที่เกือบอิ่มประมาณนี้ก็ถือว่า ok นะครับ แลกกับราคาค่าตั๋วที่ลดลงตั้งเยอะ อันนี้เรียกว่าคุ้มค่าครับ



อย่างเช้าวันนี้ ผมได้อาหารว่าง มื้อเช้า เป็น ครัวซองค์แฮมไก่ ขนมฟักทอง น้ำเปล่า แล้วจะมีการเดินเคื่องดื่มอีก 1 รอบ สามารถเลือกได้ระหว่าง ชา กาแฟ หรือน้ำส้มครับ (มื้ออื่นจะมีน้ำอัดลมให้เลือกด้วย) อาหารมาจากครัวการบินไทย รสชาติให้ผ่านครับ เด็กๆชอบ บอกว่าอร่อยกัน ขนาดทานมาจากเล้าจน์แล้ว ยังมาเติมอิ่มบนเครื่องได้อีก 555





ใช้เวลาบินประมาณ 2 ชม. ครึ่ง กัปตันก็พาเราบินมาสู่ท่าอากาศยานมาเก๊าครับ

จากที่คาดการณ์เรื่องอากาศเอาไว้ ว่าฮ่องกง-มาเก๊า จะมีอุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียส แต่ทันทีที่แตะพื้นมาเก๊า อากาศแค่ 19 องศาครับ ที่สำคัญครึ้มฟ้าครึ้มฝนมาก เป็นสัญญาณเตือนตั้งแต่แรกลงจากเครื่องบินเลย ว่าเที่ยว 5 วันจ่อจากนี้ เปียก แฉะ ฝนแน่ๆ >_<



เครื่องแตะพื้น 11.30 นิดหน่อย ผ่าน ตม. ที่ไม่ได้ซับซ้อนหรือคนเยอะเท่าไหร่ รอรับกระเป๋า ใช้เวลารวมประมาณครึ่ง ชม.ได้ครับ ก็พร้อมที่จะเดินทางต่อแล้ว ทางเลือกที่จะนั่งเรือข้ามฟากไปฮ่องกง ก็มี 2 choices ครับ ได้แก่

1) เดินจากสนามบิน ประมาณ 1 กม. (10 นาที) ไปยัง Taipa Temporary Ferry Terminal ซึ่งเป็นเรือของ Cotaijet ในเครือของเวเนเชียน (149 MOP) ที่จริงท่าเรืออยู่ติดสนามบินเลย แต่เราเดินตีดตรงไม่ได้ ต้องอ้อมโรงจอดเครื่องบิน และบริเวณถังน้ำมันสำรองเติมสำหรับเครื่อง หรือนั่งรถบัสฟรีของเวเนเชียน ไปเวเนเชียนก่อนแล้วนั่งรถบัสฟรีกลับมาท่าเรืออีกที (เสียเวลาน่าจะประมาณ 1 ชม.)



2) นั่งรถเมล์ สาย AP1 (4.2MOP) ไปยัง Macau Ferry Terminal (สนามบินอยู่เกาะไทปา ข้ามมาท่าเรือฝั่งมาเก๊า) ใช้เวลาประมาณครึ่ง ชม. ได้ครับ โดยจะมีเรือให้เลือกถึง 2 บริษัท คือ TurboJet และ FirstFerry ราคาค่าตั๋วจะถูกกว่าของ Cotai นิดหน่อย วันธรรมดาจะอยู่ที่ 139 MOP

สำหรับคนที่จะใช้บริการรถฟรีไปยังคาสิโนต่างๆ จะมีรถบัสจอดอยู่ด้านนอกสนามบินมากมายครับ โดยเมื่อผ่าน ตม. ออกมาแล้วให้มองด้านขวาออกมาตามประตูได้เลย ก็จะพบรถบัสฟรีครับ หรือถ้าจะเดินไปท่าเรือไทปา ก็เดินเลยรถบัสไปตามทางได้เช่นกันครับ






ตอนแรกก็กะจะเดินไปท่าเรือเหมือนกันครับ แต่ด้วยเสียงเตือนของคนในทริปว่าไกลไปมั้ยเก็บแรงไปเดินเที่ยวดีกว่า บวกกับมีฝนตกลงมาปรอยๆ คงเดินไปลำบากแน่ๆ เลยเปลี่ยนแผนนั่งรถเมบ์ไปท่าเรือแทนครับ

สำหรับคนที่จะใช้บริการรถเมล์ ให้เดินตรงออกมาจาก ตม. ได้เลย เมื่อออกจากประตูให้มองซ้าย จะเห็นป้ายรถเมล์ครับ



สำหรับเหรียญขึ้นรถเมล์ แลกตรงเคาเตอร์แลกเงินด้านในได้เลยครับ ค่ารถ 4.2 MOP ต่อคน รถเมล์ไม่มีการทอนนนะครับ หยอดตู้ที่ประตูหน้า(ด้านข้างคนขับ) ได้เลย ผมหยอดเหรียญ 5MOP คิดเป็นเงินไทยก็ไม่ถึง 20 บาท



โดนเหวี่ยงเพลินๆ เพราะถนนในมาเก๊ามันสัั้นๆ เดี๋ยวเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา แต่ยังสู้รถเมล์ไทยไม่ได้หรอกครับ ไม่ถึงครึ่ง ชม. ดี ก็จะขึ้นสะพานข้ามเกาะ ให้เราเตรียมตัวลงได้นะครับ เพราะท่าเรือจะอยู่ป้ายแรกเมื่อลงจากสะพานเลย





สำหรับเรือขาออกจะอยู่ที่ชั้น 2 ครับ ขึ้นไปหาซื้อตั๋วกันได้เลย



นอกจากจะดูเวลาเรือที่จะออกแล้ว ยังต้องดูว่าเรือที่เราไปจะจอดที่ท่าเรือไหนด้วยนะครับ เพราะที่ฮ่องกง ก็มีทั้งท่าเรือฝั่งเกาลูน และฝั่งฮ่องกง แต่ที่พักคราวนี้ ผมจองไว้แถวซิมซาจุ่ย ฝั่งเกาลูน ผมขึ้นมาซื้อตั๋วก็เป็นเวลา 13.00 กว่าๆแล้วนะครับ เลยเลือกเรือรอบ 14.00 เพราะกะจะหาอะไรทานก่อน (ที่ชั้น3 จะมีร้านอาหารให้เลือกทานได้) แต่หลานๆบอกยังไม่ค่อยหิว เราก็เลยผ่าน ตม. เข้าไปรอเรือเลย แต่ไปๆมาๆ วันธรรมดากลางวันอย่างนี้คนน้อย เราเลยได้ขึ้นเรือรอบ 13.30 แทนไปเลยครับ



จากมาเก๊า ไปยังฮ่องกง จะใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ครับ



14.30 ก็ถึงฝั่งเกาลูน ฮ่องกงครับ

สิ่งที่เห็นทางฝั่งซ้าย ที่เป็นตึกสูงๆ ก็คือตึก ICC ปัจจุบันคือตึกที่สูงที่สุดในฮ่องกง และยังมี Sky100 เป็นจุดชมวิวบนชั้นที่ 100 ให้เราแวะมาได้ครับ ที่จริงบ่ายวันนี้ก็มีแผนว่าจะแวะไป แต่ด้วยสภาพอากาศที่เมฆครึ้ม แถมมีฝนตกปรอยๆเป็นช่วงๆ ทำให้ไม่ได้ไปเลย




สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการมาถึงฝั่งเกาลูนก็คงจะเป็นตึกสีทอง ของ China Hongkong City ที่เห็นเด่นสะดุดตานั่นเองครับ



ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ก็ใช้เวลาไม่นานครับ ประมาณครึ่ง ชม. ที่สำคัญ ตม.ฮ่องกง ไม่มีการแสตมป์ตราประทับลงในหนังสือเดินทางแล้วนะครับ ได้เป็นสลิปคล้ายๆใบเสร็จของ 7-11 แม็กซ์ติดกับสมุดเดินทางไปเลย แถมบางคนก็ไม่ max ให้ซะอีกนะครับ ยังไงก็ระวังหายกันด้วยเผื่อขาออกจะมีปัญหา แต่ผมชอบแบบตราประทับมากกว่านะ ดูขลังและเท่ห์กว่ามากๆ (ขนาดสุวรรณภูมิ มีการใช้ E-Passport โดยการรูดหนังสือเดินทางออกแล้ว ผมยังชอบใช้บริการให้ผ่านด่านตรวจแล้วประทับตรามากกว่าเลย)

เมื่อหาทางเดินออกมาจาก China Hongkong City (กึ่งท่าเรือ ผสมห้างสรรพสินค้า ที่มีสินค้า outlet หลายแบรนด์เหมือนกัน) เราจะเจอถนนแคนตั้น (Canton road) อันเป็นถนนเส้นหลักที่คู่ขนานกับ Nathan road ซึ่งเราเลือกพักบนถนนนาธานนี้ สองถนนนี้จะมีสวนสาธารณะ Kowloon Park กั้นอยู่ครับ ด้วยเวลาร่วม 15.00 แล้ว มื้อเที่ยงก็ยังไม่ได้กินกันเลย เพราะเด็กๆตื่นเต้นกับการนั่งเครื่องบิน แถมลงเรืออีก ที่สำคัญมีคนเมาเรือ !! อาจจะเพราะอดนอนด้วย (นอนไม่หลับเพราะตื่นเต้น) ไหนจะออกเดินทางมาตั้งแต่้าอีก ร่วมกับมื้อเที่ยงที่ไม่ได้ทานอะไรเลย ทำให้ท้องว่าง จึงเกิดอาการเมาเรือไปซะ เราเลยต้องหาอะไรรองท้องกันซะหน่อย



ออกจาก China Hongkong City ด้านหน้าคือถนนแคนตั้น ด้านขวามือติดกับท่าเรือไปเลยก็คือ ห้างสรรพสินค้าที่และยาวที่สุดในฮ่องกง ( เพราะยาวไปถึงท่าเรือ Star ferry เลย) Habour City นั่นเอง



พยายามมองซ้ายจะเห็นสวนสาธารณะเกาลูนปาร์ค สุดสวนจะมีถนน Haiphong ตัดผ่านระหว่างถนนแคนตั้นและถนนนาธานครับ ตอนแรกกะจะเดินเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมก่อน แต่ด้วยเวลาบ่ายสามกว่าแล้ว มีแต่คนหิวครับ เห็นป้าย Food Republic เลยลากกระเป๋าเดินตามลงไปเลยครับ สุดท้ายก็ได้อาหารกันตายมื้อแรกที่นี่ ผมเลยได้เฝอชามละ 40$ กว่า เพราะอยากทานอะไรร้อนๆที่คิวไม่ยาว (ร้านราเม็งหลายร้านคิวยาวมาก) แต่ชามใหญ่มาก ทานเส้นไม่หมด แต่ของหลานๆนี่ เข้าใจเลือกกันมาก ไหนจะนาสิเลอมัก ราเม็งชามโต ไหงมันน่าทานกว่าของเรานะเนี่ย



อิ่มท้องแล้ว ภารกิจถัดไปคือ หารองเท้าใหม่ครับ ถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นว่าผมใส่รองเท้าคู่เก่ามากกกก มาด้วย กะวัดดวงด้วยรองเท้าใหม่กันไปเลย เพราะจะได้ใส่คู่ใหม่กลับไปด้วยเลย ที่สำคัญ ร้านรองเท้าเป้าหมายก็อยู่บน Habour City นี่เอง ใช่แล้วครับ Onisuka Tiger นั่นเอง ก็แค่เดินย้อนกลับไปอีกนิด แล้วค่อยไปโรงแรม คนเราพออิ่มท้องแล้ว ก็กล่อมอะไรไม่ยากหรอกครับ 55

เนื่องจาก Habour City เป็นห้างที่ยาว และใหญ่มาก ควรหานิดนึงนะครับ ว่าร้านที่เราหมายตาอยู่ส่วนไหน เพราะเขาแบ่งย่อยเป็น 4 โซนตามตึกที่ตั้งอยู่ถ้าไล่จากส่วนที่ใกล้ท่าเรือเฟอร์รี่ที่เราลงมา ก็จะเจอโซน Gateway arcade (Onisuka Tiger สินค้าวัยรุ่นมักอยู่โซนนี้) โซน Ocean Center, โซนโรงแรม Marco Polo สองส่วนนี่มักจะเป็นสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก และสุดท้ายโซน Ocean Terminal จะยื่นออกไปในอ่าว ส่วนนี้จะเป็นร้่นค้าของเด็กๆและของเล่นรวมทั้งร้าน Toy R Us ด้วย



ร้าน Onisuka Tiger ในฮ่องกงจะมี 4 ร้านครับ สาขา Habour City จะอยู่ที่โซน Gateway Arcade ชั้น 2 ห้อง 2506 ร้านไม่ใหญ่มากเท่าไหร่ แบบมีให้เลทอกไม่เยอะ แต่คนไทยเยอะมากๆๆๆๆ แถมเปิดเพลง Bodyslam ในร้านซะอีกนะ



ขนาดแบบไม่เยอะ ก็จัดไปซะ 1 คู่ ได้ใช้ใส่ตลอดทริปเลยครับ เบา สบายสมราคาเขาอยู่



สมใจอย่างหนึ่งแล้ว ต่อไปก็ต้องเข้าโรงแรมกันครับ เพราะเวลาล่วงเลยมาตั้งบ่ายสี่โมงเย็นแล้ว ถ้าเดินตรงออกมาจากท่าเรือ (จุดกลมแดง) ก็เดินตัดเกาลูนปาร์คมาทางถนนนาธานได้เลยครับ



สำหรับที่พักคราวนี่เป็นเกสต์เฮ้าบนตึกชุงคิง ชื่อ Carlton Guest House ที่อยู่ก็คือ ชั้น 15 Block C Flat C1 เลขที่ 36-44 Nathan Road, Chung King Mansion, Tsim Sha Tsui แปลเป็นไทยก็คือ เราต้องหา ถนนนาธานก่อน แล้วมองหาอาคารชุงคิงแมนชั่น ที่ตั้งอยู่บนเลขที่ 36-44 แล้วเจ้าเกสต์เฮ้านี่จะอยู่ตึก C (มันจะมีทางเข้าตึกตั้งแต่ A, B และ C) ลิฟท์ขึ้นตึกจะแบ่งชั้นคู่และคี่ เกสต์เฮ้าส์ของเราอยู่ชั้น 15 ก็จะใช้ลิฟท์ทางขวาสำหรับขึ้นชั้นคู่ครับ



Chung King Mansion ทำเลดีมากอยู่นะครับ ถ้าเดินมาจากถนน Peking road จะเจอแมนชั่นนี่ตัดอยู่หน้าถนนเลยล่ะครับ แถมอยู่ระหว่างสถานีรถไฟ 2 สถานีคือ Tsim Sha Tsui และ East Tsim Sha Tsui แถมมีจุดลงสถานีซิมซาจุ่ยเลยโดยตรง ใกล้ 7-11 ถึงสองสาขา และอยู่ใจกลางซิมซาจุ่ย เดินไป Avenue of Star ก็ไม่ไกลครับ แต่ข้อเสียก็คงเป็น ด้านล้างตัวตึกจะมีร้านค้าและเป็นย่านแขกดำอยู่มาก อาจจะคอยตื้อเราให้ซื้อของ หรือจะขายห้องโรงแรมในตึก ก็อย่าไปสนใจครับ ทำเฉยๆเกี๋ยวเขาก็ไปเอง ที่สำคัญแขกก็ไม่ค่อยเร้าหรือเท่าไหร่ผ่านไปซักวันก็ชินครับ ช่วงเวลาเร่งด่วน (ก่อน 8.00 หรือ สี่ทุ่มที่คนจะกลับขึ้นตึก)อาจจะมีปัญหาต้องรอลิฟท์บ้าง หรือโดนแย่งขึ้นไปก่อน อันนี้จะมีลุงยามคนจีนคอยมาคุมหรือดูแลครับ ถ้ามีคนมากๆ เลยไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่



ขึ้นลิฟท์มาชั้น 15 มองทางขวาจะเจอ Guest House ครับ เข้าไปจะเจอ Lobby เล็กๆ มีป้าคนฮ่องกงคอยดูแล พร้อมกับแขกดำคนหนึ่งที่จะดูแลเวรกลางคืน (หลานๆบอกว่าแขกดำนี่ใจดี เพราะไม่พูดจากระโฮกกระฮาก ว่าแต่หนูเข้าใจที่เขาพูดเหรอเนี่ย) ตอนแรกที่เราเข้ามาเช็คอิน ก็มีปัญหาเตรียมห้องให้ไม่มันครับ เขาเลยให้เราลงไปนอนที่ชั้น 14 ก่อนหนึ่งคืน แต่จะได้ห้องใหญ่กว่าเดิมนิดหน่อย (ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ ok พอรับได้อยู่) แล้วเขาจัดการย้ายมาให้นอนในห้องในรูป บนชั้น 15 อีก 3 คืนที่เหลือครับ

ภายในห้องก็ค่อนข้างแคบ ตามสไตล์เกสต์เฮ้าฮ่องกงครับ มีเตียงสำหรับ 2 คนหนึ่งเตียงและเตียงเดี่ยวอีกหนึ่ง ห้องน้ำเล็กๆภายในตัว พร้อมฝักบัว น้ำอุ่น และครีมอาบน้ำให้กด แต่ไม่มีหัวฉีกชำระนะครับ (แต่ถ้าใครจะดัดแปลงฝักบัวมาใช่ก็พอไหวนะครับ เพราะสายยาวเอาการอยู่) พร้อมผ้าเช็ดตัวผืนบางๆตามจำนวนแขก และรองเท้าแตะ ส่วนกลางด้านนอกห้อง ยังมีตู้เย็น ตู้กดน้ำร้อน/เย็น และเครื่องซักผ้าให้ โดยรวมแล้วก็ไม่ได้แย่อะไรครับ

รวมแล้วเราจองมา 2 ห้อง (นอนห้องละ 3 คน) รวม 4 คืน ราคา 19,000 บาทครับ



ตอนแรก หลานก็บ่นนะครับ ว่าทำไมห้องเล็กจัง ก็ต้องอธิบายเรื่องราคาของพื้นที่ต่อตารางเมตรในฮ่องกง ว่าแพงขนาดไหน แล้วที่สำคัญเราเน้นออกเที่ยวข้างนอก ไม่ได้ใช้ความสะดวกสบายของห้องเท่าไหร่ เน้นความสะดวกในการเดินทางมากกว่าเลยเลือกที่นี่ พอคืนที่สองเธอก็เข้าใจครับ เพราะพอถึงห้องปุ๊ปก็แทบสลบ น้ำไม่ได้อาบเลย เพลียเหนื่อยมาทุกวัน สลบอย่างนี้จนถึงวันกลับเลย


17.00 กว่า แล้วเพิ่งได้ลงมาจากเกสต์เฮ้าส์เองครับ แผนเที่ยวเลยเปลี่ยน ตอนแรกกะว่าจะไปตึก ICC เพื่อขึ้น Sky100 แต่อากาศก็ไม่ค่อยเป็นใจเลย เมฆครึ้มตลอด แถมมีฝนปรอยๆมาเป็นพักๆด้วยครับ เลยขอเดินเที่ยวใกล้ๆอย่าง Avenue of Star ก่อนก็แล้วกันครับ เพราะว่าใกล้จากตึกที่พักมาก เห็นอาคารทรงกลมๆของ พิพิธภัณฑ์อวกาศฮ่องกง ก็เดินตามไปเลยครับ




แล้วก็ข้ามถนนไปทางขวา จะเจอทางลอดใต้ดินออกไปทางฝั่งพิพิธภัณฑ์อวกาศครับ



พอขึ้นมาแล้วเดินตามป้ายไปได้เลยครับ



สำหรับคนที่พักที่อื่น การมา Avenue of Star เพื่อชม The Symphony of Lights นั้นก็ไม่ยากครับ เดี๋ยวนี้ลงสถานี East Tsim Sha Tsui ขึ้นมาก็เจอเลยครับ จากเมื่อก่อนที่มีเพียงสถานี Tsim Sha Tsui ซึ่งก็ลงสถานีได้ แต่เดินไกลกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง





Avenue of Stars หรือเส้นทางแห่งดวงดาว จะเป็นทางเดินเลียบอ่าววิคตอเรีย ที่มีรูปปั้นดารา และดวงดาวสลักชื่อดาราชื่อดังของฮ่องกงหลายๆคน และรูปจำลองการถ่ายทำภาพยนตร์อีกด้วยครับ ซึ่งยังเป็นอีกมุมหนึ่งที่ชม A Symphony of Lights ในช่วง 20.00 ได้อีกจุดหนึ่งครับ แถมตรงนี้ยังมีร้านขายตั๋วดีสนีย์แลนด์อีกด้วยครับ



ราคาตั๋วก็ปกติครับ ในละ 399$ สำหรับผู้ใหญ่ แต่ว่าถ้าซื้อทุก 2 ใบ จะได้ถุงผ้าพับได้อย่างนี้ครับ



แถมข้างในยังมีการจัดโซนให้ถ่ายรูปได้ด้วย



ว่าแล้วก็เดินเล่นครับ แต่ว่าเดินไปทางท่าเรือ Star Ferry นะครับ เพราะว่าเริ่มหิวกันแล้ว



ด้านขวาจะผ่านศูนย์วัฒธรรมของฮ่องกงครับ มักจะมีการจัดแสดงงานศิลปะ หรือคอนเสิร์ตอยู่บ่อยๆ ช่วงที่ผมมานี่ มีงานของ Andy Wang ที่ป้ายโปสเตอร์เป็นรูปมาริลีน มอนโรสีฉูดฉาดน่ะครับ



เลยไปอีกนิดก็จะเจอ หอนาฬิกาเก่าแก่ มีอายุตั้งแต่ปี 1915 ครับ ตั้งแต่สมัยเป็นสถานีรถไฟเกาลูนน่ะครับ ปัจจุบันก็เป็น landmark ที่สำคัญของย่านซิมซาจุ่ยเลย เพราะเห็นเด่นเป็นสง่า เมื่อนั่งเรือมาขึ้นทางฝั่งเกาลูนครับ



สุดท้ายก็จะเป็นท่าเรือ Star Ferry ครับ เป็นท่าเรือข้ามฟากไปยังฝั่งฮ่องกง (ถ้าจำไม่ผิดข้ามฟากไปประมาณ 3.2$ได้ครับ) นอกจากนี้ยังมีบริการล่องเรือเที่ยวบริเวณอ่าววิคตอเรียด้วยนะครับ ทั้งกลางวันและกลางคืน กลางวันก็ 85$ ส่วนกลางคืนก็ 150$





บริเวณ Star Ferry ยังมีสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของฮ่องกงด้วยนะครับ อย่างผมที่ไม่ได้มาฮ่องกงทางเครื่องบิน ก็หาพวกเอกสารท่องเที่ยว แผนที่(ฟรี) ยากหน่อย เลยได้แผนที่จากที่นี่น่ะแหละครับ แถมยังแนะนำการหาซื้อซิมโทรศัพท์สำหรับใช้ได้ด้วย โดยเขาแนะนำให้ไปหาซื้อที่ห้างด้านหน้า นั่นก็คือ ห้าง Star House ที่มีร้าน 7-11 สตาร์บัคอยู่ติดท่าเรือน่ะแหละครับ โชคดีที่เดินเข้าไปก็เจอร้านหนึ่ง ขายซิม 12free ซิมยอดนิยม ที่คนไทยมักแนะนำกันอยู่พอดี ทั้งๆที่ตอนแรกคิดว่าซื้อซิมอะไรก็ได้ เดี๋ยวค่อยศึกษาวิธีใช้เองก็ได้ (เพราะใต้ตึกที่พักก็มีซิมหลายๆยี่ห้อขายอยู่ครับ แต่ไม่เห็นมีของ 12free เลยนะ)

แล้ว ซิม 12free นี้มันดียังไง ก็ต้องบอกว่า ค่าซิม 98$ (คิดเป็นเงินไทยก็ไม่ถึง 400 บาท) ก็ได้ยอดเงินเท่านี้เลย โดยเราสามารถสมัครโปร 3G unlimited 7 วันได้ในราคา 78$ แล้วยังเหลือเงินในซิมอีก 20$ เอาไว้โทรหากันได้ แถมค่าโทรก็แสนถูก เพียง 0.25$ ต่อนาที (ไม่ถึง 1 บาท) ว่าแล้วก็จัดมา 2 ซิมครับ สำหรับหลานอีกอันเผื่อหลงหรือแยกกันเดิน อยู่4-5 วันนี่สบายเลยครับ ทั้ง check in foursquare, อัพรูปขึ้น FB , IG หรือจะ Line กันนี่เหลือเฟือ แถมตอนกลางคืน ปล่อยไวไฟ ให้เครื่องคนอื่นในก๊วนด้วยก็ยังไม่หมดดาต้าเลยครับ แถมได้คุยกับทางเมืองไทยทางไลน์ happy กันทุกคน แต่ถ้าเปิด Data Roaming กับเบอร์โทรศัพท์ในเมืองไทยนี่ กลับไปขนหัวลุกแน่ครับ เอาแค่เหมาจ่าย Data roaming ของแต่ละค่ายในเมืองไทย (AIS,Dtac,True Move H) ก็ตกวันละ 350 ไปแล้ว ยังไม่รวมการรับสาย โทรออก (โทรในประเทศ 13บาท/โทรกลับไทย 69/ รับสาย 33) สรุปแล้ว ฟินกันไปทั้งก๊วน

สำหรับมื้อเย็น ก็หาอะไรทานในซิมซาจุ่ยนั่นเอง เดินไปเดินมา บนถนน Peking road ก็ขึ้นไปทาน Spaghetti House ครับ จานหลักคนจะจาน อย่างของผมเป็น โฮมเมดลาซานย่า ประมาณ 98$ ของเด็กๆก็เป็นสปาเก็ตตี้ และสลัด จานละประมาณ 80$-90$ ได้ครับ ส่วนของผู้ใหญ่ก็เพิ่มไวน์อีกคนละแก้ว (ประมาณ 30$) ให้เลือดลมสูบฉีดซะหน่อย เฉลี่ยแล้วก็ตกหัวละประมาณ 150$ ได้ครับ



ทั้งๆที่ก็เห็นตึกห้องพักอยู่ข้างหน้า แต่ใกล้เวลา 20.00 แล้ว พวกเราเลยเดินกลับไปยังอ่าววิคตอเรียอีกทีครับ กลับไปยัง Avenue of Stars อีกครั้ง เพื่อรอชม A Symphony of Lights ซึ่งเด็กๆชอบมากนะครับ ที่ได้เห็นความร่วมมือกันของตึกเอกชนต่างๆ ถึง 44 ตึก ที่ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยว ชมการเล่นไฟของตึกต่างๆสลับเสียงเพลง ที่เหมือนการต้อนรับการมาเยือนฮ่องกงของพวกเรา ไม่ว่าใครได้มาเห็นก็ชื่นชอบครับ ถึงจะเป็นการแสดงประมาณ 15 นาทีก็ตามแต่ก็ได้ใจคนมาเที่ยวฮ่องกงทึกครั้งที่เห็นนะครับ

ปัจจุบัน Guinness World Record ได้บันทึกว่า A Symphony of Lights เป็นการแสดงแสงและเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย







หมดวันแรกแล้ว ขอกลับไปนอนเอาแรงก่อนนะครับ เพราะออกเดินทางมาตั้งแต่ตีสอง นั่งรถ ขึ้นเครื่องบิน ต่อเรือ ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ ครบเลย เพราะพรุ่งนี้ จะต้องทำภารกิจสำคัญคือ ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเด็กคนหนึ่ง นั่นคือ การพาไปฮ่องกงดีสนีย์แลนด์นั่นเอง




 

Create Date : 29 เมษายน 2556    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2556 8:19:38 น.
Counter : 6499 Pageviews.  


prapasawat
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Friends' blogs
[Add prapasawat's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.