Group Blog
 
All Blogs
 

หนีร้อน ไปนอน The Sea-Cret หัวหิน

ก่อนช่วงสงกรานต์ (5-6 เม.ย.) ได้มีโอกาสหนีร้อน ไปนอนหัวหิน ซึ่งอันที่จริงได้ลาพักร้อน ไปรับคนรู้ใจ ที่มีภารกิจอยู่แถวนั้นพอดี ก่อนที่จะกลับมากรุงเทพฯพร้อมกัน ถือเป็นภารกิจตามหัวใจได้เลยนะเนี่ย..



โจทย์ก็คือ ผมว่างทั้งวัน แต่กว่าคนรู้ใจจะเลิกงานก็ 5 โมงเย็นได้ ผมเลยนึกอยากลองนั่งรถไฟ (ฟรี) ดูบ้าง เพราะโดนส่วนตัว ก็ไม่คอยจะได้มีโอกาสใช้บริการรถไฟไทยซะเท่าไหร่

มาเริ่ม start กันที่สถานีดอนเมือง เพราะนั่งรถเมล์มาต่อรถไฟที่นี่ได้ง่ายที่สุด



รถไฟ(ฟรี)ไปหัวหิน มีรอบเวลา 9.20 ทางเลือกในช่วงเช้า จากสถานีดอนเมืองไปหัวลำโพง จะมีรถไฟชานเมืองฟรี 3 ขบวนครับ คือ ขบวน 316 เวลา 7.11-8.20 ขบวน 344 เวลา 7.34-8.40 และขบวน 302 เวลา 7.48-8.50 แหม.. จากดอนเมืองไปหัวลำโพง ใช้เวลาตั้งชั่วโมงเชียว

สำหรับคนที่อยากตรวจตารางเวลารถไฟ คลิกไปดูได้ที่

//www.railway.co.th/checktime/checktime.asp นะครับ

ถึงจะเป็นรถไฟฟรี ก็อย่าลืมไปรับตั๋วฟรี ที่หน้าเคาเตอร์ออกตั๋วก่อนนะครับ เดี๋ยวเจอนายตรวจบนรถไฟ แล้วไม่มีตั๋วแสดง จะเสียค่าปรับ 100 บาทนะครับ



มาถึงหัวลำโพงแล้วครับ ขอชักรูปถ่ายไว้ก่อน 1 ภาพ



จะบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเหยียบหัวลำโพงครับ ชานชาลาจอดรถไฟมีถึง 12 ชานชาลา อย่าลืมดูนะครับว่า จุดหมายของเราอยู่ชานชาลาไหนเดี๋ยวขึ้นรถไฟผิดขบวนเอานา..



มาถึงก่อนครึ่ง ชม.แน่ะครับ ไปเอาตั๋ว(ฟรี)ก่อน



มีเวลารออีกครึ่ง ชม.ได้ครับ เลยได้ลองเปิดคอม เช็ค internet อะไรนิดหน่อย wifi ที่นี่มีหลายเจ้าให้เลือกใช้เลยล่ะครับ แถมมีบางเจ้าให้ทดลองเล่นฟรีได้ 20 นาทีด้วย อิอิ..



ใกล้เวลารถไฟออกแล้ว ชานชาลาที่ 7 ครับ ขบวน 261 รถธรรมดา ออกจากหัวลำโพง 9:20 ถึงหัวหิน 13:35



ขนาดเป็นเช้าวันจันทร์ แต่คนที่มาใช้บริการรถไฟฟรีนี่ก็เยอะมากครับ ตีตั๋วยืนก็เยอะ ผมก็เกือบจะไม่ได้นั่งล่ะครับ ถ้าขึ้นมาช้ากว่านี้นิดนึง แถมรถไฟก็แน่น กว่าคนจะลง จนรถไฟโล่งๆ ก็เพชรบุรีน่ะครับ

ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว.



หลังจากนั่งหลังแข็ง เพราะพื้นที่แคบ ขยับตัวลำบาก เจอฝุ่นจนหัวแดง เพราะพายุฤดูร้อน พัดเอาฝุ่นมาคลุ้งรถไฟ และเจอหญ้าฟ้าง เกสรดอกไม้ปล้วเข้าตาอีก

4 ชม.แห่งการรอคอย ก็มาถึง



สัญลักษณ์



เห็นไหมครับ ว่าคนเยอะจริงๆ ทั้งคนไทย ทั้งชาวต่างชาติ ที่แบกเป้มาเที่ยวหัวหิน



นั่งรถไฟมาตั้งสี่ชั่วโมง ผมยังไม่ได้ทานอะไรเลยครับ ขนาดมีคนมาเดินขายของเรื่อยๆ ผ่านไป ผ่านมา กลับไม่หิวซะอย่างนั้น เมื่อมาถึงจุดหมายก็ต้องหาอะไรทาน ก่อนจะเดินทางต่อครับ

ผมเดินมาทางสี่แยกไฟแดง ก่อนถึงที่ว่าการอำเภอ ก็เจอร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น หมูตุ๋น ทางซ้ายมือ ได้มีโอกาสฝากท้องซะ 2 ชามเลย อร่อยดีครับ (ลูกค้าก็แน่นพอสมควรทั้งๆที่จะบ่ายสองแล้ว) เสียดาย ลืมถ่ายรูปไว้

ว่าแล้วก็เรียกมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ไปยังซอย 75/2 ครับ





Lobby ตอนบ่ายๆอย่างนี้นี่ ร้อนน่าดูเลยนะครับ ถึงแม้จะมีลมพัดผ่านมาบ้าง ที่แน่ๆ ขนาดปกกล่อง DVD ที่ทางโรงแรมมีให้บริการ ตั้งไว้โดนแดดเลียจนซีดเลย



หลังจาก check in ก็จะเจอ ตึก 3 ตึกโอบล้อมตัว อาคาร Lobby ไว้ครับ ที่เชื่อมทุกตึกไว้ ก็คือสระว่ายน้ำตรงกลาง



ดูแผนที่ดีกว่าเผื่อจะนึกภาพไม่ออกครับ



ห้องพักแต่ละตึก มีทางขึ้นแยกกันเป็นสัดส่วนครับ ผมได้พักที่ตึก 2 พอดี ลองเข้ามาดูข้างในห้องกันครับ



มืดไปหน่อย..

ภายในห้องเรียบ หรู ดูดี ด้วย LCD 32 นิ้วเนี่ยแหละ..55



มาตรวจห้องน้ำกันครับ



ฝักบัวแบบ rain shower ครับ แถมมีบานเลื่อนเชื่อมกับเตียงนอนได้โดยตรง



ผมล่ะชอบแชมพูกับครีมอาบน้ำที่นี่จัง (ลืมถามไปว่าใช้ยี่ห้ออะไร) กลิ่นหอม เป็นสีฟ้า เข้ากันทั้งครีมอาบน้ำ แชมพู และ body lotion เลย



เตียงนอน



ในตู้เย็นจะมี complimentary fruit ให้ 1 จาน น้ำดื่มฟรี 4 ขวด 500 cc. นอกนั้นไม่ฟรีนะครับ

แถมรอบคอบ มีถุงยางพร้อมให้บริการลูกค้าซะด้วยนะเนี่ย 555



ตู้เสื้อผ้า พร้อมตู้เซฟ กับรองเท้าแตะสีเปรี้ยวมาก..



อ่าง Jacuzzi ที่ระเบียงด้านนอกห้อง ที่ดูไม่ค่อยจะเป็นส่วนตัวเท่าไหร่ครับเพราะแต่ละตึกก็ใกล้ๆกัน แต่ทางโรงแรมก็มีเปลือกหอยบังตาเอาไว้ ซึ่งก็กลมกลืนกับการตกแต่งดี

แต่ข้อเสียหลักของอ่าง ก็น่าจะเป็น ระบบน้ำที่ กว่าจะเต็มอ่างก็ช้ามากๆ.. แถมไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นซะงั้น..



วิวด้านนอกห้องครับ พอดีผมอยู่ชั้น 2 ห้องแรก ตรงหัวมุมพอดี เลยดูเป็นส่วนตัวหน่อย จะเห็น Lobby กับตึกที่เป็นห้องอาหาร โดยชั้นล่าง จะเป็นจุดบริการอาหารเช้า



ถัดมาทางซ้ายเป็นตึก 3 ครับ



มื้อค่ำ เดินเล่นในหัวหินครับ แล้วหาอะไรทานที่ร้านหน้า โรงแรม Hillton



จะทาน seafood มันต้องมี wine ขาว



เป็น mixed seafood



ทานนะครับ



หลังจากมื้อค่ำ ก็นั่งตุ๊กตุ๊กกลับโรงแรมครับ เพราะไกลพอสมควรเลย



สำหรับอาหารเช้า ในบรรยากาศร่มรื่น ขนาดแขกเต็มทุกห้อง (ประมาณ 40 กว่าห้องได้) ก็ยังรับไหวอยู่ อาหารที่ตามมาตราฐานอาหารเช้าทั่วไปครับ และดูแล คอยเติมเต็มให้ตลอด ไม่ค่อยขาด



station ไข่ ครับ แยกออกมาใกล้สระน้ำ



สิ่งที่ไม่ชอบอย่างเดียวก็ กุญแจเนี่ยแหละครับ ไม่รู้ว่าพู่นี่จะยาวไปทำไม ถ้าหยาบหน่อยนะ นึกว่าหางม้านะเนี่ย



มาหัวหิน ไม่ไปเหยียบชายหาด สัมผัวน้ำทะเลนี่ก็กระไรอยู่นะครับ จากโรงแรม ก็จะมีทางไปสู่หาดได้ โดยเดินผ่านตึก 4 ที่เป็น Garden View ไปหน่อยครับ



ทางเดินครับ ด้านหลังคือตึก 4 กับ 3



เดินผ่านเส้นทางนี้



ก็จะเจอชายหาดหัวหิน ถือว่าจบภารกิจครับ...




แถมมื้อกลางวันก่อนกลับอีกนิดหน่อยครับ

หลังจาก check out เลี้ยวซ้าย เข้า ถ.เพชรเกษม ก็สะดุดกับป้ายนี้ ด้วยความหิว รีบจอดรถกันทันทีล่ะครับ



ชื่อร้าน North Sea ดูคล้ายๆร้านกาแฟนะครับ แต่ก็มีบริการอาหารและเครื่องดื่ม



บรรยากาศในร้าน ร่มรื่นนะครับ แต่ว่าต้นเดือนเมษานี่ ร้อนขนาด...





บรรยากาศอีกมุมครับ





อาหารมาแล้วครับ เป็นแหนมเนือง กับข้าวซอย



หลังจากนี้ก็เดินทางกลับล่ะครับ




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:52:53 น.
Counter : 3461 Pageviews.  

เที่ยวอย่าง Hiso หน้าโลว์ซีซั่น ที่ภูเก็ต again (28-30 ส.ค.)

กระทู้นี้ เป็น trip ที่ดองเอาไว้ตั้งแต่ 28 - 30 ส.ค. ที่ผ่านมาแน่ะครับ... ผลก็สืบเนื่องมาจาก trip ^^เที่ยวอย่าง Hiso หน้าโลว์ซีซั่น ที่ภูเก็ต^^ ภาคแรก เดินทางเมื่อ 23-26 ก.ค. ผมปากเสียไปหน่อย ว่าหนีมาเที่ยวกันสองคน แม่น่าจะมาด้วย เลยกลายเป็น trip แก้ตัวพาครอบครัวมาเที่ยวใน trip นี้ (ไปๆมาๆ ผมไปภูเก็ต ติดๆกันสองเดือนเลยทีเดียว)

//topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2009/08/E8154084/E8154084.html

แต่ครั้งนี้เป็น trip ครอบครัว เดินทางกันถึง 7 คน ทั้งเด็กๆและผู้ใหญ่วัยเกิน 60 หนึ่งคน ซึ่งผู้ร่วมเดินทางอีก 5 คนนี่ ยังไม่รู้ตัวเลยว่าจะเดินทางไปไหน 555 แถมต้องนั่งรถทัวร์มาถึง กทม.แต่เช้าเลย แวะเติมพลังก่อนกันที่ Mc (สมาชิกไม่ครอบนะเนี่ย คนถ่ายรูป 1 เข้าห้องน้ำอีก 1)



เราเลือกบินด้วยน้องนก แล้วกลับด้วยการบินไทยครับ เพื่อให้เด็กๆที่ร่วม trip ได้มีประสบการณ์ทั้งกับ Low Cost และ Full Cost airline ที่สำคัญ ยังได้เที่ยวทั้งสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิด้วย เพราะเด็กๆ ยังไม่เคยขึ้นเครื่องบินกันเลยครับ

Flight DD7502 BKK-HKT 8.20-9.40 28 ส.ค. 52

อุตส่าห์มาถึงดอนเมืองแต่เช้า เจอน้องนกแถมเข้าให้ซะแล้ว



รอเพิ่มอีก 1 ชม. น้องนกสีฟ้าสดใสก็มารับแล้ว



ป้าแอน บนเครื่อง



ท้องฟ้าบนเครื่อง มีแววว่าจะเจอฝนครับ



และแล้วก็เจอฝนจริงๆครับ หนักพอสมควร



พอดีเจอค่าโดยสารเข้าเมือง เลยเอามาฝากครับ



รถที่จองไว้ ตอนแรกเลือก Toyota Avanza แต่ทางร้านเช่า หาให้ไม่ได้ เลยได้ Mu7 มาแทนครับ ก็เหมาะพอดีกับ 7 คน

เจอฝนตลอดเส้นทางไปโรงแรม (บนหาดกะตะ)

ผ่านอนุสารวรีย์ท้าวเทพกษัตรี-ท้าวศรีสุทร (มีแผนว่าจะแวะสักการะ แต่ก็เจอฝนไปซะ..)



ผ่านป่าตองน้ำท่วมไปซะอีก...T_T แถมสลบไสลันเกือบทั้งคันแถมหิวด้วย..



แผนวันแรก พระพิรุณทำเสียไปซะนี่ เลยแวะ จังซีลอน ห้างใหญ่ในป่าตอง เพื่อหาเสบียงครับ



มากิน Fuji เนี่ยนะ...

ก็พอดีว่า เด็กๆ มาจาก ตจว. ยังไม่เคยทางด้วยน่ะครับ ไอ้ตัวผมก็เฉยๆ ไม่ว่าจะหาดใหญ่ๆ รึ กทม. ก็หาทานได้ไม่ยากอยู่แล้วนี่นา



อิ่มท้อง เดินห้างนิดหน่อย ก็มุ่งตรงสู่หาดกะตะครับ

ที่พักที่เราเลือกก็ Sugar Palm Grand Hillside บนหาดกะตะ เช่นเคย ที่เดียวกับ trip ที่แล้วเดือน ก.ค. แบบว่าอยากให้แม่มาพัก ที่ดีๆบ้าง เผื่อจะเกิด idea ใหม่ๆน่ะครับ...



สำรองห้องเอาไว้ 3 ห้องครับ เพราะผู้ร่วม trip ประกอบไปด้วย ผู้ใหญ่ 4 คน เด็กเล็ก 1 คน เด็กโต 2 คน

ตอนแรก จะจองเป็น 2 ห้อง เพราะห้องพัก ก็เป็นเตียงใหญ่ 1 เตียงกับเตียงเล็กอีก 1 เตียง แต่ว่า ทางโรงแรมคิดค่าอาหารเช้าอีกหัวละ 500 บาท (สำหรับเด็กโต อายุ 14 ปี) เราเลยเลือกจองเพิ่มอีกหนึ่งห้องไปเลย (ประมาณ 1600) ที่สำคัญจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งห้องน้ำน่ะครับ

ค่าที่พัก 3 ห้อง 2 คืน รวมอาหารเช้า จ่ายไป 10,500 บาทพอดีครับ (เด็กๆไปทำ key card ของ โรงแรมหาย เลยบวกค่าบัตรไปอีก 500 บาท)






ห้องสำคัญ ห้องน้ำครับ

ผ้าเช็ดตัวเยอะมาก ทั้งผ้าขาวใช้ในห้องและ ผ้าสีน้ำเงินสำหรับสระว่ายน้ำ

มีแชมพู ครีมนวดผม และครีมอาบน้ำ ขวดใหญ่ให้ปั๊มกันอย่างสะใจครับ





ไม่ลืมอ่างจากุซซี่ด้านนอกระเบียงครับ ตอนแรกแอบหวังว่าจะได้นอนห้องเดิมเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ว่าเราเลือก 3 ห้องใกล้ๆกันเลยได้ชั้นต่ำลงมาจาก trip ที่แล้ว 1 ชั้นครับ

ไม่ลืมบรรยากาศรอบนอกครับ





สำหรับวันแรก เจอฝนตกทั้งวัน ผู้ร่วม trip ก็เหน็ดเหนื่อย จากการเดินทาง เพราะต้องนั่งรถทัวร์ มาจาก ตจว. ถึง 5 ชม. มาต่อเครื่องที่ดอนเมือง แถมมาเจอฝนอีก

ตอนบ่ายๆเย็นๆ เลยนอนกันยาว ทั้ง 3 ห้องเลยครับ แถมมีเด็กป่วยอีก 1 (trip นี้จะไปรอดไหมเนี่ย..)

ช่วงหัวค่ำ เลยทานอาหารร้านตรงข้ามโรงแรมครับ เพราะยังมีฝนปรอยๆอยู่ ลืมกล้องถ่ายรูปไปครับ เลยไม่มีภาพ... ก่อนจะกลับไปนอนพักผ่อน เอาแรงกัน



เช้าวันเสาร์ถัดมา

ต้องเติมพลังในยามเช้าด้วย อาหารเช้าครับ

อย่างที่เคยบอกว่าที่นี่ จะเน้นไปทางลูกค้าฝรั่ง ไลน์อาหารไทยๆเลยดูไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็มีให้เลิกทานเยอะพอสมควรครับ



ที่หายไป ก็ยวงน้ำผึ้งครับ เหลือเป็น น้ำผึ้งใส่ถ้วยมาให้

(หรือว่า มันปลายยวงน้ำผึ้ง เลยเอามาใส่ถ้วยให้หว่า.. จะได้ดูเยอะ)



ก่อนจะเริ่มออกเที่ยว เราจะขับรถ ขึ้นเขา ไปทาง จุดชมวิวเขาสามหาดครับ

ก็ขับรถจากหาดกะตะ เลือกทางขึ้นเขา ที่จะไปแหลมพรหมเทพ จะผ่าน จุดชมวิวเขาสามหาด ครับ



สามหาดที่ว่า ก็คือ หาดกะตะน้อย หาดกะตะและหาดกะรน น่ะเองครับ






แวะถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว ก็จะไปอิ่มบุญกันครับ เพราะ trip นี้เหมือนจะเน้นเอาใจผู้สูงอายุ (คุณแม่) น่ะครับ

วัดฉลอง จากจุดชมวิวเขาสามหาด ก็ลงเขามาแล้วเลี้ยวซ้ายตาม ถ.ฉลองไปครับ (ถ้าเลี้ยวซ้าย จะไปแหลมพรหมเทพ)



โชคดีที่ฝนไม่ตกครับ อิ่มบุญกันทั่วหน้า



เสียดาย วันนี้ไม่ได้ขึ้นไปชมด้านบนครับ



ไฮไลท์สำคัญใน trip นี้ คือ พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี บนเขานาคเกิดครับ เพราะถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของภูเก็ต ที่เด่น เป็นสง่า สามารถมองเห็นได้หลายๆจุดในภูเก็ตครับ

การเดินทางไปเขานาคเกิด ก็หาทางขึ้นได้ไม่ยากครับ เลี้ยวซ้ายออกจากวัดฉลอง แล้วพยายามมองป้ายนี้ ทางขวาครับ



ไปตามทาง จะเห็น landmark ที่สำคัญคือองค์พระ ครับ



ด้วยแรงศรัทธา ก็มาถึงครับ



นอกจากองค์พระพุทธรูปที่ใหญ่ ถือเป็นอีกจุดท่องเท่ยวที่สำคัญในอนาคตได้เลย ผมยังความรู้สึกว่า สวยงามและมี landmark ที่ดีกว่าองค์พระใหญ่ที่ Nong Ping ที่ฮ่องกงอีกนะครับ เดินทางโดยรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซด์ก็สะดวก แถมเห็นวิวเกาะภูเก็ตได้หลายส่วนเลยล่ะครับ



มาดูวิวจากบนบอดเขากันครับ

ทางหาดกะตะ จะเห็นโรงแรมที่เราพักกัน



บรรยากาศโดยรอบจากบนยอดเขาครับ





ตัวเมืองภูเก็ตครับ





ผมชอบป้ายนี้บนวัดมากเลยล่ะครับ

คุณว่าจริงไหม??



มื้อเที่ยง ยังไม่มีจุดหมายเลยครับ ว่าจะทานอะไร

ไปเจอร้านหมี่ฮ่องกง เลยแวะทาน แถมเซฟมาจากฮ่องกงซะด้วยครับ ก็อร่อย ได้บรรยากาศฮ่องกงเชียว

(ไปนองปิง กินหมี่ฮ่องกง 555)





แล้วไปทาน โอ้เอ๋ว กันครับ

ตัวร้านจะอยู่ตรงหัวมุม ถ.เยาวราช ตัดกับ ถ.ดีบุกครับ เป็นเพิงเก่าๆ หาไม่ยากครับ





โอ้เอ๋ว เป็นของหวานได้จากวุ้นของเมล็ดโอ้เอ๋ว (คล้ายเมล็ดแมงลัก) ที่แช่น้ำ ผสมกับกล้วยน้ำว้า นำมาใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็งใส กินแก้ร้อน และลดการกระหายน้ำ

ถือเป็น 1 ในอาหารประจำเมืองภูเก็ตเลยนะเนี่ยครับ

วุ้นขาวๆนั่นแหละครับ



ก็เหมือนน้ำแข็งไส จะมีเครื่องให้เลือกอีกครับ อย่างถั่วแดง แต่วันนี้เรามากันซะบ่ายแก่ๆ ของเลยไม่มีเหลือแล้ว



ใกล้ๆร้านโอ้เอ๋ว ก็มีขนมอาโป้ง ให้ลองชิมครับ กรอบอร่อยดี



บ่ายแก่ๆ เดินเล่นในตลาดเมืองภูเก็ตครับ

ก่อนจะแวะ ท่าเทียบเรือหาดราไวย์ เพื่อกลับโรงแรม

ที่ไม่แวะแหลมพรหมเทพ เพราะเด็กๆอยากจะไปเล่นน้ำครับ เลยต้องกลับโรงแรม และให้คุณแม่ได้พักผ่อนด้วย เพราะวันนี้ไปอิ่มบุญมากันทั้งวันแล้ว





หัวค่ำ มาอิ่มอร่อยที่ร้าน Lobster & Prawn อยูในหาดกะตะน่ะเองครับ





เช้าวันสุดท้ายแล้วครับ

พาเด็กๆมาเล่นน้ำแต่เช้า เมื่อวานก็ไปเล่นน้ำทะเลมา วันนี้เลยมาเล่นน้ำที่สระของโรงแรม ผมชอบตรงที่เป็นสระเกลือนี่ล่ะครับ





หลัง check out ก็มุ่งสู่แหลมพันวา เพื่อแวะไปยัง พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำภูเก็ต ( Phuket Aquarium ) ตามคำขอของเด็กๆครับ





ค่าเข้าชมก็ไม่แพงครับ

ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท ผู้สูงอายุ (มากกว่า 60 ปี) ฟรีครับ

เลยซื้อตั๋วแค่ ผู้ใหญ่ 3 เด็ก 3 ฟรี 1 ..อิอิ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำภูเก็ตเปิดบริการทุกวันนะครับ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น



แต่จำนวนปลาที่จัดแสดง ก็ไม่ได้เยอะมาก เรียกว่า ก็ตามราคาบัตรที่เข้าชมน่ะแหละครับ แต่เด็กๆ ก็ชื่นชอบอยู่ดี





แวะหาอะไรง่ายๆทาน ระหว่างทาง ก่อนจะแวะหาซื้อของฝาก

เราเลือก ร้านคุณแม่จู้คครับ เพราะเห็นเป็นร้านใหญ่ ระหว่างผ่านทางไปสนามบินพอดี





ไปๆมาๆ ได้ของฝากมาเป็นกล่องเลยแฮะ



ใกล้จบแล้วครับ มาถึงสนามบินภูเก็ตแล้ว



Flight TG 216 HKT-BKK 16.20-17.45 30 ส.ค. 52

เพราะมา check in ช้า ทั้งคณะ 7 คน เลยโดนแยกนั่งซะ 3 มุมของเครื่องบินเลยครับ แบ่งเป็น 4 คนนั่งแถวกลาง 2 คนนั่งริมหน้าต่าง และ 1 คน (คือผม) นั่งตรงทางออกฉุกเฉินซะงั้น






สรุปว่า trip นี้ก็สนุกสนามนทั้งเด็กและผู้สูงอายุ แต่คนจัดแผนเที่ยวนี่ เข้าใจตนทำทัวร์เลยครับ ว่าต้องเจอกับปัญหาอะไรบ้างนี่ ขนาดครอบครัวเราแท้ๆนะครับ ยังไง เด็ก ผู้สูงอายุนี่ ก็เป็นตัวแปร ที่ทำให้แผนเที่ยวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่การทำให้ทุกคนมีความสุขได้นี่ ก็ปลื้มใจแล้วล่ะครับ




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:52:31 น.
Counter : 1318 Pageviews.  

เที่ยวอย่าง Hiso หน้าโลว์ซีซั่น ที่ภูเก็ต (23-26 ก.ค.)

ปกติแล้ว เรื่องไปเที่ยว ไม่ค่อยได้เตรียมตัวเท่าไหร่ครับ ทริปนี้ก็อีกแล้ว เป็นอะไรที่ surprise มากๆ เพราะถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดไปในตัวด้วยครับ

อย่างแรก ถึงจะดูว่าผมเดินทางด้วยเครื่องบินบ่อย เดือนละครั้งสองครั้ง แต่ก็มักจะเดินทางด้วยสายการบิน Low Cost มากกว่า ครั้งนี้จึงถือว่าเป็น ครั้งแรกที่ได้ประเดิม นั่งการบินไทยไปในตัวด้วยครับ

(ถือว่าเป็นของขวัญเบิ้ล 2 ชั้นเลยนะเนี่ย 555)



บินไปภูเก็ต ด้วย TG 215 เวลา 14.10 จะถึงภูเก็ตตามเวลาที่ 15.30

ตอนที่ไปเช็คอิน เห็น Gate ที่ได้เป็น B1B เอ๊ะ... การบินไทย ใช้ bus gate ด้วยเหรอ 555




เห็นว่าเป็นเครื่อง มาจากฮ่องกงมั้งครับ มันเลยจอดที่ คอนคอร์ด C พวกเราผู้โดยสาร จึงต้องนั่งรถบัส จากเกท B1B มาที่นี่

ภายในก็โอ่โถง โชคดี ที่ตอนเช็คอิน ได้ที่นั่งติดหน้าต่างซะด้วย...อิอิ



แล้วก็โชคดีอีกชั้น ก็คือ ผมก็สมัครสมาชิก ROP ของการบินไทย ไว้ตั้งนานแล้วนะครับ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้บิน ได้สะสมแต้มกับเขาซะที

(คิดว่าชาตินี้ จะไม่มีโอกาสซะแล้ว)

ที่ว่าโชคดีก็คือ ไปเช็คคะแนนสะสมในหน้าเวป มันแถวโบนัส สำหรับคนที่บินครั้งแรกให้อีกตั้ง 2,500 คะแนนแน่ะ + บินไป-กลับ ครั้งนี้ก็อีกพันนึงแล้ว


เอาล่ะครับ บินไปภูเก็ตกันดีกว่า




วันนี้เมฆค่อนข้างหนาครับ ใกล้ถึงภูเก็ตแล้ว กัปตันบอกว่าทางขวาจะเจอเกาะเจมส์บอน แล้วก็เกาะอะไรอีกหว่า จำไม่ค่อยได้

(เพิ่งตื่น.. นั่ง low cost ซะจนชินครับ ขึ้นเครื่องปุ๊บ หลับปั๊บ ยังกะนั่งรถทัวร์เลย)

พอดีว่าเป็นทริปไม่ทันตั้งตัว เลยไม่ได้เอากล้องมาเลยครับ เดินทางแบบว่าตัวเปล่าเลย มีแต่กล้องมือถือ ที่ใช้ถ่ายภาพทั้งหมดครับ (nokia 5800)




มาถึงภูเก็ตแล้ว....

เห็นศาลที่ตั้งตรงริมสนามบินด้วย นึกถึงตอนเครื่อง 1-2-Go ไถลตกรันเวย์จังเลย (จะคิดทำไมเนี่ยตู)





สำหรับพาหนะที่ใช้เพื่อทริปนี้ เป็นรถเช่าครับ เลือกใช้ Jazz ใหม่ (เพราะนิยม Honda เป็นการส่วนตัว 555)

ค่าเช่าวันละพันครับ ที่สำคัญไม่ค่อยเรื่องมากเท่าไหร่ เพราะเป็นรถเช่าข้างนอก ไม่ใช่ของพวกบริษัทใหญ่ๆน่ะครับ

และลแล้วก็เดินทาง มายังที่พัก อันดู hiso .. ที่จริงตอนแรกไปผิดที่ด้วยล่ะครับ

Sugar Palm Grand Hillside บนหาดกะตะ ครับ (ตอนแรกไป sugar palm resort ตรงใกล้หาดแทนน่ะครับ)



ห้องจะมีให้เลือกหลายแบบครับ ผมจำได้คร่าวๆก็มีแบบ จากุซซี่ แบบ pool (ที่หน้าห้องติดสระน้ำเลย) แล้วก็แบบปกติ

ห้องที่ได้นี่เป็นแบบจากุซซี่ครับ (ชอบแช่อ่างน่ะ 55) ราคาจาก 8,000 เหลือ 1,600 บาท รวมอาหารเช้า (ราคาจองผ่านเวปแห่งนึงครับ)

แต่มาเสียดายที่หลัง ที่ไปคุยหน้า front เขาบอกว่า จองตรงกับทางโรงแรม ราคาแค่ 1,450 เองนะ ..T_T

ห้องใหญ่มากครับ ตอนแรกผมคิดว่าจะเป็นเตียงเดี่ยว เตียงเดียวซะอีก แต่เป็นเตียง 2 เตียงครับ




อ่าง อยู่นอกห้องครับ มาแช่น้ำ ชมชายหาดได้เลย




บรรยากาศนอกห้องครับ เห็นหาดกะตะไม่ไกลเท่าไหร่



บรรยากาศโรงแรมครับ สระว่ายน้ำแบบเล่นระดับ 3 รึ 4 สระเนี่ยแหละครับ เพราะตรงห้องที่ผมอยู่ มองเห็นช้างล่าง 3 สระ แต่จะมีสระข้างบนอีกน่ะครับ ไม่รู้ว่ามีกี่สระ



อีกมุมครับ จะเห็น Lobby ทางขวามือ แล้วก็รถกอล์ฟ ที่จะมีพนักงานขับส่งแขกที่มาพัก (ถ้าคุณขี้เกียจขึ้นเขาเอง)

เพราะฉะนั้น โรงแรมนี้ ไม่ค่อยเหมาะกับผู้สูงอายุเท่าไหร่เลยนะเนี่ย





มุมสูงของโรงแรมครับ (เดินเมื่อยเลยนะเนี่ย ถ้าลืมของ 555)




ภาพภายในห้องครับ

โชคดี ที่มาในช่วง Low season ทำให้ได้ลองมาพักที่บรรยากาศยังงี้บ้างน่ะครับ



มี LCD TV แต่สัญญาณรู้สึกว่าจะรับจากดาวเทียมนะครับ มี 30 ช่อง ตั้งแต่ช่อง 26 จะเป็นช่องของไทย ที่สลับเรียงถอยหลัง จาก ThaiPBS 9 7 5 3



ห้องน้ำครับ กว้างขวางเลยทีเดียว ผมชอบตรงฝักบัวที่เป็นแบบ rain shower น่ะ อาบได้สะใจดี

อุปกรณ์ในห้องน้ำก็ครบครันนะครับ แถม แชมพู ครึมนวดผม สบู่ ก็เป็นขวดปั๊มแบบกดใหญ่ๆ (สงสัยกันคนแฮบเอากลับบ้าน) ชุดแปรงสีฟัน จะขาดก็แต่โลชั่น ที่ไม่มีให้



แถมห้องน้ำ ก็มีมู่ลี่ กั้น แต่เปิดให้เห็นถึงห้องนอนได้เลยนะเนี่ย



อ่างอาบน้ำด้านนอก ไม่มีอะไรกั้นก็จริงครับ แต่ห้อง ค่อนข้างจะส่วนตัวมากน่ะครับ คนไม่เห็นหรอก..อิอิ

ช่วงเย็น หาอะไรทาน แถวหาดกะตะ น่ะแหละครับ หิวมากไปหน่อย เลยถ่ายภาพ ไม่ทัน

ที่จริงกล้องจากมือถือที่ใช้ ถ่ายภาพมืดๆ ไม่ไหวเท่าไหร่ด้วย

มาทานอาหารช่วงนี้ ตามร้าน ก็ลดราคาตั้งแต่ 10-25% เลยนะครับ สมกับเป็นหน้าโลจริงๆ



มื้อเช้าของโรงแรมเลยนะครับ

เข้าใจว่าที่นี่ เน้นขายห้องให้ฝรั่ง อาหารเช้า เลยไม่ค่อยเยอะ จะมีแค่ไลน์ขนมปัง เครื่องดื่ม cornflex สลัดผลไม้

ที่ดูดี ก็เจ้าน้ำผึ้งที่มาเป็นยวงยังงี้น่ะแหละครับ



อาหารร้อน ก็มี 4 ถาดครับ แต่แบ่งเป็นถาดละ 2 อย่าง เน้นไปทาฝรั่งอย่างที่บอกครับ

คือ พวกเบคอน ไส้กรอก มันฝรั่งอบ จะมีอาหารไทย 2 อย่างครับ และก็ไม่มีพวกข้าวต้มต่างๆ ที่เราจะพบตามโรงแรมอื่นๆครับ

อ้อ มีเชฟมาปรุงไข่ ตามที่เราเลือกให้สดๆด้วยนะครับ



ตอนแรกก็กลัวจะเจอฝนหรือพายุครับ เลยไม่ได้เป็นทริปเที่ยวเกาะ เท่าไหร่ กลายมาเป็นทริปสบายๆ เล่นน้ำทะเล พักผ่อนซะมากกว่า

หาดกะตะ เดินมาจากโรงแรมก็ไม่ไกลเท่าไหร่ครับ



หาดกะตะ วันนี้แดดดีมากครับ คลื่นก็สูง คนเลยมาเล่น surf กันเยอะ



หาดกะรน

มาหา มื้อกลางวันทานแถวนี้ เลยทำให้รู้ว่า อาหารแถวชายหาด จานนึงนี่ ราคาเท่ากับกินโรงแรมเลย T_T

อาหาร จานละ 80 เป็นอย่างต่ำ น้ำอัดลม กระป๋องละ 35 บาท .. เอาน่า หยวนๆ..เมืองท่องเที่ยว



เทียบกับหาดกะรนแล้ว ที่กะรนนี่ เงียบ สงบกว่าเยอะครับ



บ่าย ไปเดินเล่นแถว central festival ภูเก็ต รอเวลาพระอาทิตย์ตกดินครับ

เพราะกะว่าจะไปแหลมพรหมเทพ



แนะนำว่า ใครจะไปแหลมพรหมเทพ ยังไง ลอง serch หาเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ก่อนจะมาก้ได้นะครับ จะได้ไม่เสียเวลามารอ

เพราะบางวันพระอาทิตย์ตกดิน เกือยบทุ่มนึงเลยก็มี อย่างวันนี้



ประภาคารกาญจนภิเษกที่แหลมพรหมเทพนี่สามารถเดินเข้าไปชมได้ฟรีนะครับ

คิดว่ามารับแอร์เย็นๆในนี้ก็ได้นะ



แหลมพรหมเทพ

(เขาว่ากันว่า ถ้ามาไม่ถึงแหลมพรหมเทพ ก็เหมือนไม่ถึงภูเก็ต..ใช่รึเปล่า 555)



เพราะฉะนั้น ต้องไปเหยียบ ให้ถึงแหลมครับ

ว่างจัด รอเวลาพระอาทิตย์ตก เลยเดินเล่นลงมาถึงที่แหลมเลย 555



ภาพ จากมุมมองของแหลมครับ ภาพตะกี้คงเห็นกันเบื่อแล้วมั้ง..อิอิ



ไม่ลืมที่จะแวะไปเหยียบหมุดแผนที่ด้วย...

อันนี้ของกรมเจ้าท่าครับ



ใกล้ๆกัน จะเจอของทหารครับ






วันนี้ เมฆเยอะมากๆ แต่ดีที่ฝนไม่ตก เสียดายที่ได้ภาพพระอาทิตย์ตกดิน ดีที่สุดแค่นี้เองครับ



ตกเย็น ก็ dinner แถวๆโรงแรมครับ มื้อนี้ขอเป็นอะไรก้ได้ ที่ไม่ใช่อาหารทะเลครับ เพราะทานมากจนเริ่มเอียนแล้ว..555

เลยมาที่ร้าน Horn Gril

(review ผมนี่ ขาดไวน์ไม่ค่อยได้เลยนะ 555)







มื้อนี้ หมดไป สองพันกว่า (ไวน์ 1 ขวด Steak 2 ที่ อาหารเรียกน้ำย่อยอีกหนึ่ง สลัดบาร์ฟรี) ก็ถือว่าใช้ได้ครับ

เพราะลดตั้ง 20% (หน้า low season) แถมดี ตรงที่ไม่มี +vat + service charge เนี่ยแหละครับ



เช้าวันถัดไป ก็พักผ่อนครับ และก็ลองใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในโณงแรมซะหน่อย ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ห้องอบ sauna steam

แต่ที่น่าติ ก็เรื่อง ห้องฟิตเนสครับ เพราะที่ Grand Hillside นี่ไม่มีห้องฟิตเนส ต้องไปใช้ที่ sugar palm resort ข้างล่าง (ห่างกันไม่เท่าไหร่หรอกครับ)

แล้วถ้าขี้เกียจเดิน ก็ให้รถกอล์ฟไปส่งได้

อีกอย่าง ตอนนี้แอร์ในห้องฟิตเนสก็ยังมาเสียซะอีก แถมขนาดห้องฟิตเนสนี่ เรียกว่า เล็กเกินคาดครับ ใหญ่แค่พอวางสายพานวิ่ง กับจักรยาน 2 ตัว และ เครื่องออกกำลังอีกชุดเดียวเอง


บ่นมาไป เดี๋ยวจะหาว่าเริ่มแก่ ไฮไลท์วันนี้เป็น ภูเก็ตแฟนตาซี ครับ



ภูเก็ตแฟนตาซี ตั้งอยู่บนหาด กมลาครับ

จากหาดกะตะ ที่ผมพัก ก็ขับรถเลียบชายหาดไปได้เลย จากหาดกะตะ -> หาดกะรน -> หาดป่าตอง -> หาดกมลา

รูปที่แล้ว เป็นบรรยากาศป่าตองครับ (เดียวจบโชว์แล้วจะแวะมานะ..)

บรรรยากาศหาดป่าตอง ในมุม เกือบเลยหาดไปซะแล้ว



อันนี้ขำดีครับ ขับผ่าน ชักรูปได้ทันพอดี



มาถึงแล้วครับ ภูเก็ตแฟนตาซี



ได้มาแล้วครับ บัตร



ขอแทรก เรื่องรายละเอียด บัตรเข้าชม+อาหารบุพเพ่ห์นิดนึงละกันครับ

ภูเก็ตแฟนตาซี จะเป็นการแสดง ที่ชื่อว่า มหัศจรรย์กมลา จะแสดงประมาณ 1 ชม. 15 นาทีได้ครับ โดย การแสดง จะเริ่มประมาณ 21.00 น. (หยุดวันพฤหัส)

แต่ไฮไลท์อีกส่วนคือ ห้องอาหารกินรี เป็น international buffet (เห็นโฆษณาว่า ใหญ่ที่สุดในโลก)



โดยบัตร เข้าชมการแสดง + buffet จะราคา 1,900 บาท (เด็ก 1,700)

ถ้าจะเข้าชมการแสดงอย่างเดียว บัตรราคา 1,500 บาท ทุกที่นั่ง

ถ้าจะทาน buffet อย่างเดียว หัวละ 800 บาท (เด็ก 600) ซึ่งผมคิดว่า ไม่คุ้มด้วยประการทั้งปวง ท่าจะมาทานอย่างเดียว

แล้วก็ยังมี Gold Seat ถ้าอยากได้ที่นั่งชมในตำแหน่งที่ดี จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 250 บาท (เหมือน Hot seat ของ Air Asia เลยนะ 555)

ส่วนเรื่องรถรับส่ง เห็นมีรถตู้ของทางภูเก็ตแฟนตาซีเอง บริการรับ-ส่งที่ราคา 300 บาทครับ



ทางเข้า ก่อนเช็คตั๋ว



ช่วงนี้จะมี Jungle Advanture จัดแสดงครับ ชมได้ฟรี

จะเหมือนเดินผ่านสวนสัตว์ แปลกๆหลายๆอย่างครับ



ข้างในยังกะ Small world ที่ Disneyland เลยนะเนี่ย

แต่เก็บงานไม่เนียนเท่าไหร่



ไฮไลท์อยู่ที่เจ้าเสือขาว คู่นี้ครับ (เห็นตัวหลังไหมเนี่ย)



ออกไปดูบรรยากาศ หมู่บ้านหรรษา กันหน่อยครับ

(ก็จัดร้านค้า ขายของที่ระลึก เป็น theme ต่างๆของไทยครับ)



อันนี้เป็นลานการแสดงด้านนอกครับ จะมีโชว์มาเรื่อยๆ โชว์ใหญ่ที่สุดก็ 19.45 น. ครับ

ถ้าทานอาหารเพลิน อาจจะพลาดได้นะครับ



วังไอยรา เป็นห้องที่จัดการแสดงครับ

การแสดงเริ่มประมาณ 21.00 จะเข้าไปชมนี่ ตรวจเช็คค่อนข้างเข้มงวดเพราะ ไม่ให้พกกล้อง หรือโทรศัพท์มือถือที่บันทึกภาพได้เลยนะครับ

หรือถ้าพกไปก็ต้องฝาก แต่การจัดการฝาก ค่อนข้างดี มีมาตรฐานครับ พนักงานใส่ถุงมือ มีซองใส่ มือถือและกล้องอย่างดีครับ



สำหรับฝั่งตรงข้าม วังไอยรา ก็เป็นห้องอาหารกินรี ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (เห็นโปรชัวร์ว่ายังงี้)

ห้องอาหารเปิด 18.00 นะครับ



ข้างในก็ใหญ่ โอ่โถงดีนะครับ



ที่ตั๋ว จะมีบอก โต๊ะ โซนที่นั่งของเราอยู่แล้วครับไม่ต้องกลัวมั่วหรือหลง

สำหรับการทานอาหาร แต่ละโซน อาหารต่างๆจะเหมือนกันครับ ไม่ต้องเดินไปโซนอื่น

แต่สำหรับอาหารพิเศษอื่นๆ อย่างวันที่ผมไป จะมีพวก ปลาดิบ เป็ดย่าง ก๋วยเตี๋ยวปลา-เนื้อ จะเป็นซุ้ม อยู่แถวประตูทางเข้าครับ



อย่าทานเพลิน จนจุกนะครับ

อันนี้บาร์ด้านหน้าห้องอาหารครับ

(คืนนี้พอแค่นี้ละกันครับ กล้องมือถือ ไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่)



เช้าวันอาทิตย์ กลับแล้วครับ...

ลาท้าวเทพกษัตรี ท้าวศรีสุนทร



กลับบ้านแล้ว





ตอนถึงสุวรรณภูมิ มีเรื่องอะไรแปลกๆด้วยครับ

ภูเก็ต เขาสะกดด้วย ด หรือ ต น่ะครับ 555




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:52:17 น.
Counter : 1615 Pageviews.  

ปาย ไม่ไปไม่รู้

อำเภอปาย ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของ จ.แม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ประมาณ 2,244.7 ตร.กม. อยู่ห่างจากศาลากลาง จ.แม่ฮ่องสอนเป็นระยะทาง 110 กม. สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าและภูเขาสูง มีดอยแม่ยะเป็นยอดเขาสูงที่สุด มีแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำปายและแม่น้ำของ พื้นที่ใน อ.ปายมีระดับความสูง 600-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ปายเป็นเมืองเงียบสงบ สภาพอากาศร้อนชื้น กลางคืนเย็นจัดในฤดูหนาว สภาพอากาศใน อ.ปาย มี 3 ฤดู คือ ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่ ตุลาคม-กุมภาพันธ์ (บางปีอากาศหนาวจัดถึง 2 องศาเซลเซียส บางวันมีหมอกลงหนาทึบจนถึงเวลา 11.00 น.) ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่ มีนาคม-มิถุนายน และฤดูฝน เริ่มตั้งแต่ มิถุนายน-กันยายน

ชนพื้นเมืองดั้งเดิมเป็นชาไทยใหญ่ ซึ่งอพยพจากสงครามกลางเมืองในรัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว

ปาย เป็นชื่อที่มีอยู่หลายตำนาน บ้างก็ว่า ปาย มาจากภาษาไทยใหญ่ แปลว่า หนีหรืออพยพ บ้างก็ว่า ปาย มาจากชื่อผู้นำชาวไทยใหญ่ ขุ่นส่างปาย

จากหลักฐานที่บันทึกในหอสมุดแห่งชาติ ระบุว่า ปาย มาจาก พลาย เพราะในสมัยที่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองอยู่ มีเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้น ได้สั่งให้หาช้าง คล้องช้างไปเป็นเครื่องบรรณาการแด่กรุงศรีอยุธยา เมื่อเมืองเชียงใหม่มาคล้องช้างทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเชียงใหม่ ได้พบชุมชนเล็กๆและสามารถคล้องช้างพลายไปได้หลายเชือก (แล้วนำไปฝึกที่แม่ร้องสอน - ภายหลังเพี้ยนมาเป็นแม่ฮ่องสอน) จึงน่าจะตั้งชื่อว่าเมืองพลาย จนเพี้ยนมาเป็นเมืองปายในปัจจุบัน



เส้นทางสู่อำเภอปาย

- ทางรถยนต์ จากเชียงใหม่ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 ผ่านทาง อ.แม่ริม ถึงแยกแม่มาลัยเลียวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1095 ผ่านทางคดโค้งสูงชัน ผ่านอุทยานแหงชาติห้วยน้ำดัง ถึงตัว อ.ปาย ประมาณ 2 ชม.ครึ่ง (ประมาณ 3-4 ชม.โดยรถประจำทาง)


- โดยรถโดยสาร ปัจจุบัน มี บ.เดียวที่ได้สัมปทานคือ บริษัทเปรมประชาขนส่ง จะมีทั้งรถธรรมดา และรถตู้คอยให้บริการ คือ

(1) รถตู้ จะวิ่งตามเส้นทางสายเชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน (ผ่านห้วยน้ำดัง)
ออกทุกๆ 1 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 06.30 น. เที่ยวสุดท้ายเวลา 13.30 น. ใช้เวลาเดินทางถึงแม่ฮ่องสอน 6-7 ชม.
สำหรับคนที่จะเดินทางไปแค่ปายเท่านั้น จะมีเพิ่มอีก 3 เที่ยว คือ 14.30/15.30/16.30 น. (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม.ครึ่ง)
ค่ารถ : เชียงใหม่-ปาย 150 บาท เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน 250 บาท

(2) รถพัดลม (รถธรรมดา) วิ่งตามเส้นทางสายเชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน
ออกวันละ 5 เวลา คือ 07.00 น./09.30 น./10.30 น./12.30 น.
ส่วนเที่ยวเวลา 16.00 น. จะถึงเฉพาะอำเภอปายเท่านั้น
ค่ารถ : เชียงใหม่-ปาย 80 บาท เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน 142 บาท
ทั้งรถตู้และรถธรรมดาขึ้นรถที่อาเขต (สถานีขนส่งเชียงใหม่)

ติดต่อสอบถาม บริษัท เปรมประชาขนส่ง จำกัด เชียงใหม่ โทร 053-244-737, 053-304-748


- อีกบริษัทหนึ่งก็คือ รถตู้หลังคาสูงของ บ. AYA (เขาว่าไม่ได้สัมปทาน) มีรถออกทุกชั่วโมง ตั้งแต่ 8.30 ในราคาเที่ยวละ 180 บาท (สั่งให้มารับถึงสนามบินก็ได้ครับ แต่จะเพิ่มเงินค่ามารับอีก)

AYA ติดต่อได้ที่ 053-247-889




- ทางเครื่องบิน ปัจจุบัน ทาง SGA airlines ได้มีเครื่องบินเล็กบริการบินระหว่าง เชียงใหม่-ปาย ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 25 นาที ตรวจสอบเวลาเดินทางและซื้อตั๋วเครื่องบิน ผ่านทางนกแอร์ ได้เลยครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปลายปี-ต้นปีนี่ มีบินกันถึงวันละ 3 เที่ยวเลย





สำหรับผม เลือกเดินทางโดยรถยนต์ครับ โดยแวะเติมพลังก่อนที่ ข้าวซอยลำดวนฟ้าฮ่าม 2 ตรง ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลย 107 ไปแม่ริม



ถ้าจำไม่ผิดมื้อเที่ยงนี้ 230 บาทมั้งครับ



ผ่านมาถึง ครึ่งทาง (ได้มั้ง) ก็จะเจอ จุดชมวิว รักจัง เอาไว้แวะพักอ๊วก + เติมพลังคาแฟอีนซะหน่อยครับ



กว่าจะมาถึงปายก็ 2 ชม.ครึ่งกว่าๆ ได้ครับ

ที่จริงแล้วความรู้เรื่องปาย ของผมมีน้อยมากครับ ยอมรับว่า ไม่ได้คิดอยากมาซะเท่าไหร่ ขนาดกระทู้ในห้อง Blue Planet ของ Pantip ผมยังผ่าน ไม่ได้คลิกดูซะเท่าไหร่เลย เพราะไม่เข้าใจว่า ทำไมคนถึงเห่อมาปายกันจัง ทั้งๆที่หมู่บ้านตามชนบททั่วๆไปของเมืองไทยเรา ก็ไม่ได้ต่างไปจากปายเลย

จะว่าปายมาลำบาก หรือ ก็ไม่ใช่ (จะมีกี่อำเภอที่มีสนามบินมีเครื่องบินมาลงล่ะ) ไปภูกระดึงยังต้องเตรียมร่างกาย และไปลำบากกว่าเลย

เท่าที่เคยรู้ก็คือ เมืองปาย เป็นอำเภอประเภทไกลปืนเที่ยง ที่ฝรั่งชอบแอบมาฝังตัวอยู่ เพราะสามารถหายาเสพติดได้ง่าย เหมาะแก่การเฮฮา พี้ยากันซะมากกว่า

งานนี้เลยต้องมาพิสูจน์ครับ


สำหรับเรื่องที่พักนี่ไม่ได้เตรียมาเลยครับ ก็เลยขับรถ แล้ว walk in ไปหาที่พักเอาซะดื้อ เน้นเพียงแต่ว่าอยากนอนใกล้แม่น้ำ เลยไปเจอ บ้านตะวันเกสท์เฮ้าส์



อยู่ในซอยข้าง โรงเรียนปายวิทยาคาร ก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำปาย น่ะครับ



ตึกที่เข้าไปติดต่อห้องพักครับ



เลือกบ้านหลังที่ใกล้แม่น้ำปาย ได้ราคาคืนละ 800 บาท (พัก 2 คน) ถือว่า ก็ ok มั้งครับ



เดินไม่กี่ก้าว จากที่พักก็ถึงแม่น้ำปายแล้ว



review ห้องพักครับ นอนได้ 4 คนแน่ะครับ จะมีเตียงใหญ่ 1 เตียง กับเตียงเตียงเดี่ยว อีก 2 เตียง (ถ่ายภาพเบลอได้ใจมากๆ ) วัสดุที่ใช้ทำห้องก็ธรรมดาๆ มาตรฐาน Guest House ทั่วๆไป และเพื่อให้สมกับเป็นเมืองที่จะมาปลีกวิเวกหาความสงบ จึงไม่มีโทรทัศน์ให้บริการ..555



เตียงเดี่ยว ข้างตู้เย็น



ห้องน้ำ น่ากลัวนิดๆ



มีฝักบัว + น้ำร้อนบริการนะครับ



สำหรับพื้นห้องน้ำ เป็นกระเบื้องยังงี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ครับว่า เช้าๆนี่ พื้นเย็นจัดมากๆๆๆ




สำรวจที่พักเรียบร้อยแล้ว แดดบ่ายแก่ๆกำลังดี เลยเริ่มออกเที่ยวครับ

ที่จริงผ่านมาตั้งหลายจุดตอนขับรถเข้าเมืองมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรให้เที่ยวให้แวะได้บ้าง งานนี้ต้องอาศัยแผนที่ครับ




(คลิกดูรูปขยายได้ทั้ง 2 แผนที่นะครับ)

แผนที่ขยายในตัวอำเภอ




ที่แรก เราจะไปวัดน้ำฮู ใช้เส้นทางตรงผ่านหน้าโรงพยาบาลปายไปได้เลยครับ เฉพาะเส้นนี้ก็มีจุดให้เที่ยวถึง 3 จุดเลย

ที่แรกก็วัดน้ำฮู




วัดน้ำฮู อยู่ห่างจากตัวอำเภอไปทางทิศตะวันตกประมาณ 3 กม. เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่ออุ่นเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม (ศิลปล้านนา) ปางมารวิชัย ทำด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์ เชื่อกันว่าสร้างโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่ออุทิศถวายให้พระพี่นางสุวรรณกัลยา

ความหัสจรรย์อย่างหนึ่งของพระพุทธรูปองค์นี้ คือ พระเศียรกลวงส่วนบนปิดเปิดได้และมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา (องค์กลางหน้าพระประธานใหญ่น่ะครับ)



ดู VCD ตอนเปิดพระเศียรครับ



เสร็จแล้วอย่าลืมแวะไปไหว้ศาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรส และพระพี่นางสุวรรณกัลยาด้านหน้าด้วยนะครับ



เป็นทหารน่ะก็ต้องนับถือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพราะท่านช่วยกอบกู้เอกราชบ้านเมืองเราไว้ไงครับ




ถัดจากวัดน้ำอู ใช้เส้นทางเดียวกันก็จะเจอ หมู่บ้านสันติชน



หมู่บ้านสันติชน อยู่ห่างจากตัวอำเภอปาย 5 กม. เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนานที่ยังคงรักษาประเพณีดั้งเดิมเช่น การแต่งกาย ภาษา การโล้ชิงช้า และอาหารจีนยูนาน



ว่าถึงเรื่องโล้ชิงช้า ต้องขอลองซะหน่อย



25 บาท เป็นค่าความสนุกครับ



ผ่านร้านอาหารยูนานครับ อาหารขึ้นชื่อก็ ขาหมูยูนาน หมั่นโถว เสียดายที่ยังไม่ถึงมื้อเย็น ทำให้ยังไม่ค่อยหิว เลยอดได้ชิมเลย



มีบริการบ้านดินให้พักด้วย



ร้านค้ายูนาน



ถ้าขับรถเลยไปอีก จะเป็นน้ำตกหมอแปง แต่ไม่ได้ไปครับ เพราะถึงแม้ตัวน้ำตกจะเดินทางโดยรถยนต์ได้ แต่ก็ไกลพอสมควร ห่างจากตัวเมืองตั้ง 9 กม.เข้าไปแล้ว แถมเย็นมากแล้วด้วย น้ำคงเย็นยะเยือกเลยล่ะ
เลยตัดสินใจกลับที่พักครับ

แบบว่า ไหนๆที่พักก็ติดกับแม่น้ำปาย แถมมีห่วงยางให้บริการอีก (เปลี่ยนจากแช่น้ำตก มาแช่แม่น้ำแทน)

มาถึงปาย ต้องลงเล่นแม่น้ำปายครับ 555



น้ำโคตรเย็น แต่ก็ยังพยายามจะเล่นน้ำอีกนะ



อาบน้ำแต่งตัว แล้วมาเดินเล่น เตรียมไปถนนคนเดินครับ แวะมาถ่ายรูปกับสะพานข้ามแม่น้ำปาย (ในเมือง) ซะก่อน



ถนนคนเดินนี่ เส้นหลักที่ปิดถนนให้คนเดินเลยก็คือ ถนนชัยสงคราม ตั้งแต่สี่แยกไฟแดงตรงโรงพยาบาลปาย ไปจนถึงแม่น้ำเลย กับถนนรังสิยานนท์ ตั้งแต่สี่แยกไฟแดงข้างที่ว่าการอำเภอปาย ไปจนถึง ถ.ชัยสงคราม

มาถึงแล้ว ถนนคนเดิน




ร้านแนวๆ



นอกจากหารีสอร์ทนอนได้ง่ายที่สุด ปายยังหาซื้อโปสการ์ดได้ง่ายกว่ายาดมอีกมั้งครับ



ส่วนร้านนี้ ต้นฉบับครับ




นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้ลิ้มรสซี่โครงอบอร่อย..อร่อย..



หลังจาที่เดินไปเดินมา เลยมาลงที่ร้านนี้ครับ เพราะป้ายโฆษณาที่เขียนบอกข้างต้นน่ะครับ และที่สำคัญร้านอื่นๆ ผมเห็นเน้นแต่เรื่องแต่งร้านให้สวยกันทั้งงั้น แต่เมนูอาหารนี่ธรรมดามากๆหาทานได้ทั่วไป แบบว่า สวยแต่รูป จูบไม่หอมน่ะครับ



Dinner หรูอีกแล้ว ... มื้อนี้หมดไปพันนึง (อาหารเรียกน้ำย่อย 2 อาหารหลัก 2 ข้าวผัด และไวน์ )src=//www.bloggang.com/emo/emo5.gif>



หาอะไรดื่มแบบ แนวๆครับ



เป็นน้ำสมุนไพร แก้วละ 10 บาท แต่ถ้าใส่กระบอกไม่ไผ่(อย่างที่ถือ) ก็ 25 บาทครับ แถมเอากลับมา refill ได้อีกด้วยในราคาสิบบาทนะ แนว..ซะ

พูดเรื่องความแนว ความเซอร์ เมืองปายนี่ก็กลายเป็นแหล่งเด็กแนว ฝรั่งเซอร์ ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เนอะครับ เดินตามถนนคนเดินนี่ เห็นมีเด็กวัยรุ่นแต่งตัวแนวๆรับลมหนาวเยอะแยะเลยนะเนี่ย นึกว่าเดินอยู่ญี่ปุ่นซะอีก


สำหรับที่ hank out ยามค่ำคืนขอปาย ก็มีให้เลือกเยอะแยะไม่ว่าจะเป็นผับ บาร์ คาราโอเกะ (เยอะขนาด หน้าโรงเรียน มันยังมีผับตั้งอยู่เรียงรายเลย ) เรียกว่า มีครบให้เลือกเยอะแยะเลยล่ะครับ



เลือกเมาร้านนี้ Buffalo (หิว) Hill เพราะใกล้ที่พักที่สุด มีดนตรีสด แถมยังมีกองไฟให้ผิงแก้หนาวซะด้วย





เช้าวันใหม่ เริ่มที่ วัดพระธาตุแม่เย็นครับ เลือกเที่ยวชมที่ใกล้ที่พักก่อนเลย

เดินทางด้วยรถก็สะดวกครับ ใช้เส้นทางผ่าน รร.ปายวิทยาคาร ข้ามแม่น้ำปายแล้วไปตามถนน ผ่านสะพานอีกครึ้งแล้วเลี้ยวขวา (จะมีป้ายบอกตลอดทางล่ะครับ) ก็จะเจอทางเข้าวัดพระธาตุแม่เย็น สามารถเดินขึ้นทางยังงี้ก็ได้นะครับ แต่เขาทำถนนให้รถขึ้นมาถึงตัวพระธาตุแล้ว สบายหน่อย ไม่ต้องเสียเหงื่อ



วัดพระธาตุแม่เย็น ตั้งอยู่นเนินสูง เป็นที่ประดิษฐานขององค์พระธาตุแม่เย็น เมื่อขึ้นไปมองเห็นทิวทัศน์ของ อ.ปายโดยรอบ และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามแห่งหนึ่ง



ทิวทัศน์ของ อ.ปายโดยรอบ เหมาะกับมาตอนเย็นมากกว่านะเนี่ยครับ



ขากลับ ดูป้ายซะก่อนสิครับ นี่แค่ทางแยกเดียวนะเนี่ย เห็นไหมว่า รีสอร์ทและที่พักมากมายขนาดไหน ผมนึกว่า Otop ของปายนี่คือ รีสอร์ทซะอีกนะเนี่ย แล้วที่มาบ่นๆกันว่าหาที่พักในปายไม่ได้ ตามเทศกาลหนัง ดนตรี นี่ ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นะ คิดว่า หาที่พักที่ถูกใจไม่ได้มากกว่ามั้งครับ




แวะเติมพลังซะหน่อยครับ ถือเป็น Brunch แล้วมั้งเนี่ยครับ

ร้านรักษ์ต้มเลือดหมู ข้างปั๊ม ปตท.



อร่อยและไม่แพง ถึงได้ขายมายาวนาน (ถามคนปายดูก็ได้ครับ) มื้อสองคนนี้ 130 เอง




ต่อไปเป็นขอเก็บรูปตามวัดในตัวอำเภอซะหน่อยครับ เพราะแค่วัดนี่ก็มีศิลปะหลายๆแบบมารวมกัน ดูแปลกตาดีครับ




วัดหลวง เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง (ถนนเขตเขลางค์) ในอดีตเคยเป็นโรงเลี้ยงช้าง ปัจจุบันเป็นวัดใหญ่ประจำอำเภอปาย เป็นที่ประดิษฐานองค์เจดีย์หลวง และหอ (ศาล) เจ้าเมือง



น่ากลัวนะเนี่ย


ต่อไปถ้าเดินถนนคนเดิน ก็จะผ่านวัดนี้น่ะครับ



วัดกลาง (ถนนชัยสงคราม) ภายในวัดมีพระเจดีย์ศิลปะไทยใหญ่ประดิษฐานอยู่กลางลานวัด รายล้อมด้วยเจดีย์ศิลปะมอญใต้เจดีย์มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปประจำวัน เหนือฐานเจดีย์องค์ใหญ่เป็นมณฑปยอดมงกุฎ



ข้างๆเจดีย์มีศาลฤาษีด้วยครับ




ตรงพระอุโบสถจะเจอพระประธานแกะสลักด้วยไม้ ถ้าสังเกตุในบริเวณวัด จะมีช่างคอยแกะสลักอยู่ด้วยครับ






ต่อไปเป็นขาออกเมืองแล้วครับ ก็จะกลับแล้วนี่นา (ที่จริงควรจะแวะตั้งแต่ขาเข้าเมืองนะเนี่ย )

Coffee In Love



ประมาณ 3 กม. ก่อนถึงตัว อ.ปาย เจ้าหลักกิโลใหญ่ๆของที่นี่ กลายเป็นสิ่งที่ต้องมาถ่ายรูปไปซะแล้ว..




หน้าร้าน ตู้ไปรษณีย์นี่โปสการ์ดเพียบเลยนะครับ พอดีว่าได้เห็นตอนบุรุษไปรษณีย์มาไขตู้พอดี แล้วที่สำคัญ คนที่ไปโพสต์ท่าถ่ายรูปคู่กับตู้ไปรษณีย์ สงสารคุณบุรุษไปรษณีย์หน่อยนะครับ แกมารอไขตู้อยู่ตั้งนาน ร้อนก็ร้อน เล่นโพสต์ถ่ายแล้ว ถ่ายอีก สนใจคนเขาจะทำงานหน่อยนะคร้าบ..




ไม่เข้าใจว่าร้อนก็ร้อน ทำไมนั่งกันทนจัง แถมคนที่นั่ง ส่วนใหญ่จะใส่เสื้อที่สกรีน ว่า ไปปายมาแล้ว อะไรประมาณนี้น่ะครับ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมต้องอวดว่าเคยมากันแล้วเนี่ย หรือเพราะว่า ผมเห็นเสื้อพวกนี้ (ทั้งที่วางขาย และมีคนใส่) มากเกินไปเนี่ย



ถือเป็นร้านหนึ่งที่ใช้ชมวิวหมอกยามเช้าของเมืองปายได้สวยงามครับ (แต่ตอนนี้มันเที่ยงแล้วนา..)




ไปกันต่อครับ ตรงทางเข้าน้ำตกแพมบก เราจะเจอสิ่งที่น่าชมอย่างนึงครับ นั่นคือ ปรากฏการณ์ธรรมชชาติแผ่นดินแยก



เสียค่าเข้า 10 บาทด้วยนะครับ

ปรากฏการณ์ธรรมชชาติแผ่นดินแยก แผ่นดินผืนนี้ได้แยกออกจากกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ซึ่งก่อนหน้านั้น ไม่มีฝนตกไม่มีแผ่นดินไหว และในฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา เจ้าของที่ยังได้ทำการเพาะปลูกถั่วเหลืองตามปกติ ตอนเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนตุลาคม แผ่นดินนี้ยังไม่แยกออกจากกัน จนกระทั่งเมือวันที่ 25 พฤศจิกายน คนเลี้ยงวัวได้นำวัวมาปล่อย จึงเห็นว่าเกิด แผ่นดินแยก ขึ้น



เห็นยังงี้ ที่จริงลึกมากกว่า 10 เมตร ได้เลยนะครับ




ต่อไปเป็น กองแลน (Pai Canyon) ประมาณ 8 กม. ซ้ายมือ ก่อนเข้า อ.ปาย จะเห็นป้ายนี้อยู่ริมถนนเลย



ทางเดินขึ้นไปอีก 200 เมตรครับ




กองแลน ลักษณะเป็นผืนดินที่ถูกกัดเซาะเป็นร่องลึกคล้ายหน้าผาติดต่อกันเป็นบริเวณกว้างประมาณ 5 ไร่เศษ สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล



เดินไม่กลัวร่วงเลยนะเนี่ย




ถัดไปเป็นสะพานประวิติศาสตร์ปายครับ



สะพานประวิติศาสตร์ปาย เป็นสะพานเหล็ก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2485 คล้ายสะพานข้ามแม่น้ำแคว อยู่ก่อนถึงตัว อ.ปาย 10 กม. เป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ที่กองทัพญี่ปุ่นใช้เดินทัพจากเชียงใหม่ไปพม่า โดยผ่านปาย ในสมัยสงความโลกครั้งที่ 2



จุดสุดท้ายที่แวะคือ บ่อน้ำพุร้อนท่าปาย ทางเข้าอยู่ห่างจากสะพานประวัติศาสตร์มานิดหน่อย

เข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อย่าลืมเสียค่าบำรุงคนละ 20 นะครับ



บ่อน้ำพุร้อนท่าปาย ลักษระของน้ำพุร้อนเป็นบ่อเดือด มีหมอกควันปกคลุมพื้นที่ มีบ่อใหญ่ 2 บ่อ บางจุดความร้อนปนะมาณ 80 องศาเซลเซียส และบริเวณโดยรอบร่มรื่นไปด้วยป่าสัก




พักเท้าซะหน่อย คงแค่นี้ละครับ




รูปสุดท้าย ทำไมเราต้องมีเสื้อหรือใส่เสื้ออวดว่าไปปายมาแล้วกันด้วยนะ ทั้งๆที่มันไม่ได้ยากลำบากที่จะมาซะหน่อย หรือเสื้อสกรีนคำว่า ปาย กลายเป็นอีกหนึ่ง Otop ของปายคู่กับรีสอร์ทหว่า




ปาย = ถนนข้าวสาร + ชนบทของไทย

ผมคิดยังงี้น่ะครับ เพราะ ถ้าจะหาความสงบ ผมว่า ชนบทของไทยหลายที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้ดีกว่า และใกล้กว่าปายมากครับ เรื่องอากาศ หรือหมอกในยามเช้า แถวภูเขียวหรือเพชรบูรณ์ ใกล้ๆหน่อยก็เขาใหญ่ก็สัมผัสได้แล้ว

เพราะเท่าที่ได้สัมผัส ปายกลายเป็นเมืองชนบทที่แผงไปด้วยความสิวิไลซ์จะตายครับ ทั้งร้านกาแฟ (ยังขาดสตาร์บัคแค่นั้นเอง) ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ รีสอร์ท ห้องพัก มันเหมือนกับ คนที่พยายามจะบอกว่า ฉันอยากติสต์ อยากสงบ อยากปลีกวิเวก แต่คุณก็ขาดความสะดวกสบายและสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ได้น่ะเอง

แต่สำหรับแหล่งท่องเที่ยว ผมว่า ปายนี่ก็มีให้เที่ยวได้เยอะดี ทั้งวัดวาอาราม ที่มีจุดน่าสนใจแตกต่างกัน ใครอยากเล่นน้ำตก ก็มีเยอะ ทั้งที่รถยนต์เข้าไปถึง หรือที่ต้องเดินเท้า น้ำพุร้อนก็มี ธรรมชาติแปลกๆก็พบได้

ยังไงก็มาเที่ยว มาพิสูจน์ด้วยตัวเองดีกว่าครับ




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:51:48 น.
Counter : 4548 Pageviews.  


prapasawat
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 38 คน [?]




Friends' blogs
[Add prapasawat's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.