เที่ยวงาน "ลาเวนเดอร์" ที่ Valensole...


สวัสดีครับทุกท่าน หลังจากที่หายไปพักหนึ่ง เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการถูก TAG และต้องหลบหน้าพ่อแม่พี่น้อง กลัวจะถูกจับไปถ่ายคลิป "ท่า Love" ซะก่อน ระหว่างนั้นก็ได้โอกาสออกไปท่องเที่ยวมาเพิ่มเติม และเก็บเอาบรรยากาศสวยๆ สนุกๆ มาฝากกัน


...Provence ช่วงนี้คงไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่า การได้ไปเที่ยว ทุ่งลาเวนเดอร์ อีกแล้ว... ก็เพราะปีหนึ่งๆจะมีให้ดูกันก็ช่วงนี้ล่ะครับ ปีนี้ผมก็ได้ไปชมทุ่งลาเวนเดอร์มาแล้วเมื่อต้นเดือนนี้เอง ซึ่งในวันนั้นผมก็ได้เห็นป้ายประกาศติดไว้ข้างถนนว่า ในวันที่ 15 ก.ค.ศกนี้ จะมีงานเทศกาลลาเวนเดอร์ ที่เมือง Valensole แหล่งปลูกลาเวนเดอร์ที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศสกว่า 800 ตารางกิโลเมตร ตอนนั้นก็คิดเหมือนกันว่าจะไปร่วมกิจกรรมกับเค้าซะหน่อยนะ ก็ไม่คิดว่าจะได้ไปจริงๆหรอกครับ...แต่เหมือนฟ้าจะเป็นใจให้คนที่รักการเที่ยวอย่างผม ได้ไปเที่ยวที่นั่นอีกจนได้และก็ได้ไปในวันที่ 15 ก.ค.ซะด้วย

วันนั้นออกเดินทางจากบ้านที่ Aix-en-Provence แต่เช้า 9 โมงตรง เนื่องจากทราบมาว่างานเค้าจะเริ่มกันประมาณ 10.30 น. ใช้เวลาประมาณชั่วโมงหนึ่งก็เริ่มเข้าเขตที่เขาปลูกลาเวนเดอร์กัน จึงอดใจไม่ได้ต้องหยุดรถลงไปสัมผัสและถ่ายรูปกับทุ่งลาเวนเดอร์อีกครั้ง

...คราวนี้เป็นคนละทุ่งกับที่นำภาพมาฝากกันเมื่อคราวก่อนครับ













...และติดกับทุ่งนั้นเอง มีร้านค้าที่ขายสินค้าที่ได้มาจากลาเวนเดอร์ตั้งอยู่ด้วย เลยเข้าไปดูซะหน่อยว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง และก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ


















เสียเวลาอยู่พักหนึ่งที่ร้านนี้ และผมได้คุยกับคนขายที่ร้านว่า งานเทศกาลลาเวนเดอร์ มีที่อื่นอีกหรือไม่ นอกจากที่เมือง Valensole ...เพราะว่าผมเคยมาแล้วเมื่อปีก่อนจึงอยากลองไปดูที่อื่นบ้าง ก็ได้คำตอบมาว่างานลาเวนเดอร์นี้มีที่เมืองนี้ที่เดียวเลย ไม่รู้ว่าเพราะแม่ค้าเป็นคนเมืองนี้หรือป่าวจึงตอบมาอย่างนั้น

...สรุปหลังเสร็จภารกิจที่ร้านนั้น ผมก็มุ่งหน้าไปต่อที่เมือง Valensole เพื่อร่วมงาน

...ออกจากร้านมาได้ไม่ไกลนัก ข้างทางผมเห็นมีเต้นท์ตั้งอยู่ กลุ่มคนประมาณ 20 คน และมองไปไกลอีกนิดเห็น เฮลิค็อปเตอร์ จอดอยู่ลำหนึ่ง เลยสงสัยจึงแวะไปดูซะหน่อย
ได้ความว่าเฮลิค็อปเตอร์ลำดังกล่าว ให้บริการนักท่องเที่ยวบินชมทุ่งลาเวนเดอร์และชมทิวทัศน์อื่นๆ สนนราคา 35 ยูโรต่อท่าน จริงๆแล้วก็ไม่แพงนะครับ อยากใช้บริการอยู่เหมือนกัน ท่าทางมองลงมาแบบ Bird's Eye View คงสวยน่าดู แต่คนต่อคิวยาวแล้วล่ะ คงต้องไว้โอกาสหน้า







ตอนไปถึงช้าไปซะหน่อย ขบวนพาเหลดเค้าได้เดินกันไปเรียบร้อยแล้ว หลงเหลือแต่บรรยากาศของเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน ทั้งชาวพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวกำลังเดินกับขวักไขว่ บ้างก็นั่งกันที่ร้านอาหาร ร้านกาแฟข้างทาง




...สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ในวันนั้นมีการแจกลาเวนเดอร์ให้กับผู้ที่มาร่วมงานด้วยครับ ผมก็ได้มาเยอะเลยล่ะ เพราะไปเอาอยู่หลายรอบอยู่ครับ...ช่อลาเวนเดอร์ขนาดประมาณหนึ่งกำมือ ที่เค้าขายกันนะครับ ประมาณ 3 ยูโรได้ครับ...วันนี้ "ฟรี" ก็ต้องเก็บมาหน่อยครับ







วันนี้ ชาว Valensole ที่ร่วมกิจกรรม จะแต่งตัวในชุดพื้นเมืองโบราณของชาวโพรวองซ์สีสันสวยงาม เห็นแล้วเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเลยครับ



















และวันนั้นได้มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าที่ได้มาจากลาเวนเดอร์ให้เราได้เลือกซื้อกัน ร้านตั้งยาวเหยียดเลยล่ะครับ ไปดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง





ที่แน่นอนที่สุด ลาเวนเดอร์ก็ต้องนำมาทำพวกเครื่องหอมต่างๆครับ ..สรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย...มิน่าล่ะหลังจากวันนั้นที่ขนลาเวนเดอร์ที่เค้าแจกฟรีกลับมาบ้าน ก็นอนหลับสบาย และง่วงอยู่ตลอด ..







นอกจากนั้น ลาเวนเดอร์นำมาใช้ผสมเป็นกลิ่นอาหาร ที่เห็นเป็นกระป๋องๆนั่น Pâté กลิ่นลาเวนเดอร์เอาไว้ทากินกับขนมปัง ทำเป็นสบู่กลิ่นลาเวนเดอร์และเป็นส่วนผสมในกลิ่นอื่นๆ ทำคุกกี้ลาเวนเดอร์ก็มีนะครับ ชิมแล้วอร่อยด้วยล่ะ






ส่วนป้าคนนี้มาจาก Moustiers Sainte-Marie เมืองใกล้ๆ แหล่งผลิตเครื่องเซรามิกชื่อดัง กำลังวาดลายเซรามิก เป็นดอกลาเวนเดอร์ สวยเชียวล่ะครับ




ส่วนลุงคนข้างล่างนี้กำลังสาทิตวิธีสกัดน้ำหอมจากดอกลาเวนเดอร์ครับ




และทางเมือง Valensole ยังได้จัดการแสดงบนเวทีให้กับผู้มาร่วมงานได้ชมกัน ที่ผมดูอยู่เป็นการเต้นรำของชาวบ้าน มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หญิงและชาย แต่งตัวในชุดพื้นเมืองโพรวองซ์โบราณ เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน น่ารักมากครับ













...ใกล้ๆเวทีแสดง ก็จะมีโต๊ะตั้งเรียงรายเพื่อให้ผู้คนมานั่งพักผ่อน รับประทานอาหาร และชมการแสดงไปในตัว และมีร้านค้าที่ขายอาหารอยู่พอสมควรเพียงพอกับนักท่องเที่ยว
...ผมก็ไปเห็นอยู่ร้านหนึ่ง พี่น้องผองเพื่อน Pompier ครับผม มาออกร้านขายเครื่องดื่มกับเค้าด้วย สงสัยหารายได้ไปซื้อรถดับเพลิงเพิ่มเติม ดีครับเลยได้เห็น Pompier เดินเสิร์ฟเบียร์อยู่ด้วยวันนั้น







หลังจากเดินจับจ่ายอยู่นาน ก็สมควรแก่เวลาที่จะต้องเดินทางออกจาก Valensole แล้วล่ะ




...พอออกมาจาก Valensole ได้ไม่ไกลนัก รถผ่านทุ่งลาเวนเดอร์อีกครั้ง ภาพที่ปรากฏค่อนข้างเศร้านิดนึงครับ ชาวสวนกำลังเดินเครื่องจักรเพื่อตัดดอกลาเวนเดอร์พอดี ผมเลยแวะลงไปดู(เพื่อไว้อาลัย) ว่าเค้าทำอย่างไรกัน เพราะยังไม่เคยเห็นเหมือนกันครับ...สรุปก็คือ เค้าใช้เครื่องจักรสำหรับตัดและมีรถคอยเก็บอีกคันทำงานพร้อมกัน รวดเร็วมากเลยล่ะครับ..ใช้เวลาไม่นานลาเวนเดอร์ก็หายไปหนึ่งแถว...







ตรงบริเวณนี้ทิวทัศน์สวยงามมากเลยครับ เพราะว่าเมื่อเรามองไปจะเห็นเป็นทุ่งสามสี คือ เหลือง เขียว และม่วง ทุ่งสีเหลืองคือทุ่ง Blé หรือข้าวสาลี สีเขียวคือลาเวนเดอร์ที่ถูกตัดไปแล้ว (ส่วนม่วงๆหายไปเหลือแต่สีเขียวของใบและลำต้น) สีม่วงคือทุ่งลาเวนเดอร์ทียังไม่ได้ตัด และด้านหลังเห็นเป็นทิวเขาที่สวยงาม










...เดินทางต่อเพื่อกลับบ้าน พอดีเจอเข้ากับโรงงาน L'Occitane en Provence ที่ผลิตสินค้าจำพวกเครื่องสำอางชื่อดัง ตั้งอยู่ที่เมือง Manosque ซึ่งอยู่ติดกับ Valensole นั่นเอง และโรงงานนี้ตั้งอยู่ตรงทางขึ้นทางด่วนจะกลับ Aix-en-Provence พอดีครับ เลยแวะไปดูซะหน่อย ที่สำคัญที่นี่ราคาสินค้าจะลดลงจากราคาป้ายปกติ 10% นะครับ ถูกใจสาวๆล่ะครับที่นี้






















...จากทริปลาเวนเดอร์รอบสองสำหรับปีนี้ ทำให้ผมได้เห็นอะไรๆเพิ่มเติมขึ้นมามากมายเลย..ประทับใจครับ...ได้เห็นทุ่งลาเวนเดอร์แบบสวยงาม...ทุ่งลาเวนเดอร์แบบถูกตัด(แบบเศร้า ) ...ผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายจากลาเวนเดอร์...การแสดง การแต่งกายของชาวพื้นเมือง ที่มีชีวิตผูกพันกับลาเวนเดอร์...

สุดท้ายผมก็ได้ดอกลาเวนเดอร์กลับบ้านมาจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้บ้านผมก็อบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกลาเวนเดอร์...คิดดูสิครับผึ้งยังหลงเข้ามา..สงสัยมันนึกว่าเป็น "ทุ่งลาเวนเดอร์" ล่ะมั้ง..







Create Date : 19 กรกฎาคม 2550
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 1:36:50 น.
Counter : 1913 Pageviews.

121 comment
ดูดาวตอนกลางวัน..ที่ Moustiers Sainte-Marie
หลังเสร็จภารกิจแรกจากทุ่งลาเวนเดอร์ ผมและเพื่อนอีก 6 คน ก็เดินทางกันต่อ...เป้าหมายของเราตอนนี้คือ หาร้านกาแฟนั่งดื่มกันซักหน่อย..รวมทั้งปัสสาวะกันด้วย..

เราขับรถต่อมาเรื่อยๆ บนถนนสาย D 6 (ผมขออธิบายหน่อยครับว่า ถนนสาย D นี้หมายถึง Route Departemental (อ่านว่า คูด/ตัว R เคอะในลำคอด้วย-เด-ป๊าก-ตะ-มอง-ตาล) หมายถึง ถนนสายเล็กที่วิ่งระหว่างเมืองเล็กๆ ที่ราดยางอย่างดี ไม่มีหลุมมีบ่อ ขับรถได้อย่างสบาย) ...ผ่านเมือง Riez เราก็ยังไม่หยุด ..ต่อไปอีกหน่อย บนเส้นทางสาย D 952 เราก็ขับรถผ่านทางแยกเข้าเมือง Moustiers Sainte-Marie (อ่านว่า มูส-ติ-เย่-แซ้ง-มา-คี/ตัว R เคอะเหมือนเดิม) เราก็ไม่หยุด....

หยุด!! หยุด!! ...ไป Moustier Saint Marie กันดีกว่า..ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมไปเมืองนี้ ..ถึงกับอาจพูดได้ว่า Moustiers Sainte-Marie เป็นเมืองแพ็คคู่กับทุ่งลาเวนเดอร์ก็ว่าได้...เนื่องจากว่ามาเที่ยวทุ่งดอกลาเวนเดอร์คราวใดเป็นต้องไปทุกที และครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน...แถวๆนี้มีเมืองเล็กๆน่ารักๆ น่าไปเที่ยวอยู่หลายเมืองด้วยกัน..ทำไมผมและคณะต้องไปเมืองนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า??....ตามไปดูกัน








จากทางแยกเข้ามานิดเดียวเราก็มาถึงตัวเมือง Moustiers Sainte-Marie ได้ที่จอดรถขึ้นไปบนเขานิดหน่อย (จำได้ว่ามาคราวที่แล้วจอดตรงเชิงเขา) เวลาตอนนั้นประมาณ 16.00 น. เห็นจะได้ อากาศดีมากแต่แดดร้อน

ดีที่มีลมเย็นๆพัดผ่านตลอดเวลา ประกอบกับเมืองนี้มีน้ำตกและธารน้ำเล็กๆอยู่ด้วย ทำให้ค่อยเย็นชื่นใจพอคลายร้อนไปได้บ้าง..ช่วงนี้เป็นช่วงที่มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยดอกไม้อย่างที่เห็น ดูแล้วมันสบายตาสบายใจจริงๆ ไม่ใช่แค่สาวๆนะที่ชอบดอกไม้ หนุ่มๆก็ชอบเหมือนกันครับ

..พวกเราก็เดินมุ่งหน้าไปหาร้านกาแฟกัน..













ชอบสีสันของเมืองนี้จริงๆครับ..บ้านเรือนที่เก่าแก่ที่ทาสีสวยงาม โดยเฉพาะหน้าต่างนี่ล่ะครับ เขียว แดง ม่วง ฯลฯ แล้วแต่ใครชอบ.. ประกอบกับหลายบ้านตกแต่งด้วยดอกไม้สีสวย ดูแล้วมันลงตัวดีจริงๆ

...เรามาหยุดกันอยู่ที่ร้านกาแฟ ที่มองออกไปได้วิวสวยๆ อย่างนี้แหละครับ...













นั่งดื่มกาแฟกันอยู่ซักพัก..ความจริงผมไม่ได้ดื่มกาแฟหรอก ผมดื่มเครื่องดื่มที่ชื่อว่า "Pastis" (อ่านว่า ปาส-ติส) เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ชาวมาร์เซย์ (Marseillais อ่านว่า มัก-เซ-เย่) เค้าชอบกันมาก ใส่ผสมน้ำกับน้ำแข็งดื่มแล้วเย็นชื่นใจ...ดื่มกันเรียบร้อย พวกเราก็ออกไปเดินชมเมืองกัน...











เราก็มาหยุดอยู่ตรงจุดสำคัญที่สุดของเมืองนี้...อันได้แก่ l'Etoile (อ่านว่า เล-ตวล) ดวงดาว นางเอกของเราในวันนี้ ...จริงๆแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้ว่าใครเป็นผู้นำขึ้นไปแขวนไว้กันแน่

...แต่มีเรื่องเล่าขานต่อกันมาว่า "Chevalier de Blacas" อัศวินคนหนึ่งซึ่งตกไปเป็นเชลยศึกในช่วงสงครามครูเสด ได้ตั้งอธิษฐานว่า "หาก ข้าฯมีโอกาสได้กลับบ้านอีกครั้ง ข้าฯจะนำดวงดาวไปแขวนไว้ระหว่างยอดเขา ณ หมู่บ้านของข้าฯ"

...แสดงว่าคำอธิษฐานของเขาคงเป็นจริง จึงมีดาวแขวนให้เราเห็นอยู่จนทุกวันนี้ (สังเกต 3 ภาพนี้ ดูดีๆนะครับ)

อ้างอิง: เอกสารประชาสัมพันธ์ ของ Office de Tourisme ประจำเมือง Moustiers Sainte-Marie









สำหรับ l'Etoile นางเองของเรา อันเป็นสัญลักษณ์ของความสมหวังในการขอพร (ex-voto) นี้ มีขนาดวัดได้ 1.25 เมตร ส่วนโซ่ที่แขวนดาวไว้ยาว 135 เมตร น้ำหนัก 150 กิโลกรัม และมิได้คงทนถาวรตลอดไป ในรอบหนึ่งร้อยปีจะมีอันตกลงมา แล้วต้องเปลี่ยนขึ้นไปใหม่อยู่ 2 ครั้งด้วยกัน ชีวิตนี้ได้เห็นเปลี่ยนดวงดาวนี้ใหม่สัก 4 ครั้งคงพอแล้ว

...ด้านล่างนี้เป็น la chapelle Notre Dame de Beauvoir (อ่านว่า ชา-แปน(เลอะ)-นอด(เทอะ)-ดาม-เดอ-โบ-วัว)






ด้านบนนี้เป็นป้ายชื่อถนน ตรอก ซอยต่างๆ ที่ทำอย่างสวยงาม สำหรับป้ายนี้เป็น Chemin Marcel Provence (อ่านว่า เชอ-มัง-หมัก-แซล-โพร-ว้องซ์) ..เรื่องป้าย เดี๋ยวจะบอกให้นะครับว่ามีที่มายังไง..ดูกันต่อไป ..










เนื่องจากเมืองนี้ตั้งอยู่บนภูเขา อีกความสวยงามคือ การได้เห็นบ้านเรือนสวยๆโดยมีฉากหลังเป็นภูเขา ท้องฟ้า และแน่นอนมองดีๆ ก็จะมีดวงดาวดวงนั้นปรากฎอยู่ด้วย







ด้านล่างนี่ก็เป็นโบสถ์กลางเมือง เก่าแก่และสวยดี ซึ่งจากตรงลานหน้าโบสถ์นี้ล่ะ มองขึ้นไปจะเห็นดวงดาวได้มุมกำลังสวยเลยล่ะครับ






และนี่ก็เป็นสไตล์ Provence ของแท้ครับ ผมเห็นไปที่ไหนก็ต้องมีน้ำพุให้เย็นชื่นใจ..เดินมาร้อนๆก็ได้เอาน้ำมาลูบเนื้อลูบตัวซะหน่อย..ช่วยคลายร้อนไปได้เยอะเลยล่ะ..แถมเจ้านี่ก็สวยดีนะผมว่า

..ในวันที่ไปในเมืองได้มีการจัดเอางานศิลปะมาวางตั้งอยู่เป็นจุดๆทั่วเมือง ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวชมกัน ...อันนี้ผมชอบเลยเก็บมาฝาก...เท้าครับผม







มาถึงนี่แล้ว เราก็ต้องหาของที่ระลึกติดมือกลับไปซะหน่อย ที่นี่มีร้านค้าอยู่เยอะ คงแปรผันตรงกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เยอะ..ไปดูว่าเค้ามีอะไรดี











ครับ..ของดีที่นี่ ก็ได้แก่ Faïence (อ่านว่า ฟา-อี-อ๊องซ์) พวกภาชนะที่ทำจากดินเผา เครื่องเซรามิก ที่นี่ทำกันมาเนิ่นนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ได้ชื่อว่าเป็น "la plus fine du royaume" (อ่านว่า ลา-พลู-ฟีน-ดู-คัว-โยม/เมอะ) คือได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดินเผาที่ทำได้ปราณีตที่สุดในประเทศ...ขนาด พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ยังโปรดให้สั่งเข้าไปใช้ในวัง...งามมากๆมั้ยล่ะครับ










ก่อนจะออกจากเมืองนี้ ก็ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ Police Rurale (อ่านว่า โป-ลิส-คู-คาล หมายถึง ตำรวจประเภทหนึ่ง ซึ่งขึ้นตรงต่อผู้ว่าการเมือง ที่เป็นเมืองในชนบท หรือที่ห่างไกล) ..ที่มาช่วยดูแลความปลอดภัยให้พวกเรา (ดูดีมั้ยครับ) และนักท่องเที่ยวทุกๆคน ให้เดินกันได้อย่างอุ่นใจ...จริงๆแล้วเมืองนี้ดูปลอดภัยมากเลยครับ มีแต่นักท่องเที่ยว ไม่เห็นแววคนร้ายเลยสักคน...





..สุดท้าย..ผมมีความภูมิใจที่จะขอประกาศให้ทราบว่า Moustiers Sainte-Marie ได้รับการยกย่องให้เป็น "L'un des plus beaux villages de France" (อ่านวา ลัง-เด-พลู-โบ-วิล-ลาจ-เดอ-ฟร้องซ์) คือ หนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส








Create Date : 06 กรกฎาคม 2550
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 4:53:16 น.
Counter : 758 Pageviews.

60 comment
ลุยทุ่งลาเวนเดอร์ กับ "นาย Pompier"..คนเดิม
ผ่านไปแล้วเกินกว่าครึ่งทางของปีนี้ ที่นี่ Aix-en-Provence ก็เริ่มร้อนขึ้นๆ เข้าไปทุกที อุณหภูมิแตะอยู่ประมาณ 30°c แสงแดดก็แรงมากจนไม่ค่อยอยากออกไปเดินนอกบ้าน

..ถึงเวลาแล้วที่เราต้องพัก(หนี)ร้อนกัน..

เรียกได้ว่าเป็นระเบียบปฏิบัติประจำของผมและคนใกล้ตัวที่อยู่ด้วยกันที่นี่ว่า พอถึงหน้าร้อนแล้วเราต้องไปดู "Champ de lavande" (อ่านว่า ช้อม-เดอ-ลา-ว้อง-เดอะ/เบาๆในลำคอ) ซึ่งก็คือ "ทุ่งลาเวนเดอร์" โดยพร้อมเพียงกัน

"ลาเวนเดอร์" หรือ "lavande" คือ ดอกไม้ชนิดหนึ่ง มีสีม่วง ปลูกกันมากแถวๆ Provence โดยมีวัตถุประสงค์หลัก นำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำหอม อีกทั้งผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีกลิ่นของลาเวนเดอร์นั่นเอง

ดังนั้น แถวๆ Provence จึงสามารถหาดู Champ de lavande ได้ ...แต่ไม่ได้มีให้ดูทั้งปีนะครับ ก็จะเป็นในช่วงฤดูร้อน ปลายเดือนมิถุนายน จนกระทั่งกลางเดือนสิงหาคมโดยประมาณ หลังจากนั้นเค้าก็จะตัดไปใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่ว่า..

ปีนี้ก็เหมือนทุกปี ผมและคนใกล้ตัวชุดเดิมหนีร้อนไปเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์กันอีกเช่นเคย (เหตุการณ์เกิดขึ้นมาสดๆร้อนๆ) เราเช่ารถ ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการที่สะดวกและประหยัดที่สุด คราวนี้เป็นรถขนาด 7 ที่นั่งคันงาม อันเนื่องมาจากพวกเรารวมพลได้ 7 คน..

เราออกเดินทางจาก Aix-en-Provence เวลาประมาณ 13.00 น. (เนื่องจากช่วงเช้าพวกเราบ้างไม่ว่าง บ้างไม่ตื่น) ขึ่นทางด่วนสาย A 51 มุ่งหน้า Valensole (อ่านว่า วา-ลอง-โชน-เลอะ/เบาๆเช่นกัน) ขับรถด้วยความเร็วสบายๆ ประมาณ 45 นาที เราก็ขับออกจากทางด่วนที่ Sortie 18 (ทางออกหมายเลข 18) แถวๆนั้นเป็นเมืองชื่อว่า Manosque (อ่านว่า มา-โนส-เกอะ/เบาๆอีกแล้ว) ถ้าใครเคยได้ยินมาบ้างเมืองนี้เป็นที่ตั้งของ โรงงานชื่อดัง L'Occitane en Provence (ที่นี่เค้าอ่านกันว่า ล็อก-ซิ-ตาน-ออง-โพร-วองซ์) ที่ผลิตสินค้าเครื่องสำอางและอื่นๆที่หลายๆคนชอบมาก...




เรายังคงมุ่งหน้า Valensole บนถนนสายเล็กๆ มาเรื่อยๆอีกประมาณ 15 นาที และแล้วเราก็มาถึง...ภาพที่เราเห็นในตอนนี้ก็คือ "Champ de lavande"...










ทุ่งลาเวนเดอร์ที่มองไปสุดลูกหูลูกตา สวยงามกว่าเมื่อคราวที่ผ่านๆมา เนื่องจากว่าปีนี้เรามาในวันเวลาที่พอเหมาะ ..ปีก่อนๆมาช้าไปทุกที คือเค้าตัดกันไปเกือบหมดแล้ว










วันนั้นอากาศร้อนมากๆ ผมไม่รู้ว่าเท่าไหร่ แต่น่าจะมากกว่า 30 แน่นอน แดดก็แรงมากๆดีนะที่ทาครีมกันแดดมาแล้วเรียบร้อย SPF 50 คงเอาอยู่...แต่ถึงจะร้อนยังไงก็ต้องทนลงไปลุยทุ่ง ...ต่างคนต่างกดชัตเตอร์เมื่อยมือไปตามๆกัน










สำหรับค่าบริการในการเข้าชม ทุ่งลาเวนเดอร์ "ฟรี" ครับ...สิ่งที่ท่านจะได้รับคือ..."ตา"..ได้เห็นภาพทุ่งลาเวนเดอร์อันกว้างใหญ่ไพศาล..."จมูก"...ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ที่เป็นรากฐานสำคัญของน้ำหอมยี่ห้อดังทั่วโลก.."หู"...ได้ยินเสียงของฝูงผึ้งที่กำลังดอมดมความหอมของดอกไม้นี้..."ปาก"...ได้พูดไม่หยุดว่า "สวยจริงๆสุดยอด" ..."นิ้ว"...ก็กดเข้าไปชัตเตอร์น่ะ













ทุ่งลาเวนเดอร์...จะถูกปลูกเป็นแถวเป็นแนวอย่างมีระเบียบ แล้วแต่ว่าจะเป็นแนวตั้งหรือแนวนอนตามสภาพพื้นที่ เราก็สามารถเดินเข้าไปตามช่องตรงกลางระหว่างแถวของลาเวนเดอร์ ต้องระวังนิดว่าอย่าไปกวนใจบรรดาพี่น้องผึ้งเข้า เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตัวท่านเองและผองเพื่อน หากเกิดความไม่พอใจ..



















เราใช้เวลาอยู่ตรงนี้ประมาณ 1 ชั่วโมงก็กลับขึ้นรถ ขืนอยู่ต่ออีกนิดอาจจะสุกได้ อย่างที่บอกว่าแดดร้อนจริง...เราเปลี่ยนมาอีกจุดหนึ่ง..ได้นั่งรถพอหายร้อนมาพักหนึ่ง..เราก็กลับลงไปรัวชัตเตอร์กันต่ออีกยก..











...จนกระทั่งมาสุดเขต Valensole ภารกิจลุยทุ่งลาเวนเดอร์ของเราก็เสร็จสิ้น หอมปากหอมคอสำหรับปีนี้ (แสดงว่าปีหน้าคงมากันอีกเหมือนเดิม)

...แต่ภารกิจ พักร้อนของเรายังไม่หมดแค่นี้ ติดตามตอนต่อไปนะครับ...







Create Date : 05 กรกฎาคม 2550
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 4:29:50 น.
Counter : 2493 Pageviews.

109 comment

pompier
Location :
Provence-Alpes-Côte d Azur  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



+






หนาวนี้ที่โพรวองซ์ ตอน 1 : หิมะหลงทางที่ Aix en Provence 12/01/09
Le Pont du Gard มรดกโลก 2,000 ปี 09/11/08
เที่ยวโพรวองซ์ ( Provence ) ที่ ... LOURMARIN 29/10/08
ดิน..แดน..แดง แห่ง Provence 28/07/08
สีสัน (สีแดง) แห่งโพรวองซ์ ที่ Roussillon 22/05/08






web counters


MY VIP Friend