ปฏิทิน 2009 แบบ Provence .. โพรวองซ์
เนื่องในโอกาสวันปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ “นาย Pompier” ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ได้โปรดดลบันดาลให้เพื่อนๆสมาชิกใน Bloggang ทุกท่าน

ประสบแต่ความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง รอดพ้นจากโรคภัย อันตรายต่างๆ คิดหวังสิ่งใดให้สมปรารถนา ร่ำรวยๆ ตลอดปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ และตลอดไปเทอญ

และในวันนี้ ก็มีของขวัญปีใหม่มาฝากให้เพื่อนๆทุกคนด้วยครับ...แน่นอนที่สุดต้องเกี่ยวข้องกับโพรวองซ์ ดินแดนทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ที่ที่ผมอยู่และได้พาเพื่อนๆ เที่ยวไปกันอยู่เป็นประจำ ผมจึงนำภาพสวยๆของ Provence ทำออกมาเป็นปฏิทินประจำปี 2009 ให้เพื่อนๆที่สนใจจะเอาไปติดไว้ที่โต๊ะทำงาน ข้างเตียง หรือว่าในห้องน้ำ ก็แล้วแต่จะพิจารณากันครับ...เผื่อว่าเห็นแล้วจะได้คิดถึง “นาย Pompier” กันบ้างไม่มากก็น้อยครับ....








































คลิ้กที่ภาพ...จะเข้าไปใน Multiply ครับ...แล้วคลิ้กตรง Zoom In ทางมุมขวาบน...ก็จะได้ภาพขนาดใหญ่กำลังดีเลยล่ะครับ...หวังว่าคงจะชอบกันนะครับ

...ปีใหม่ 2009 นี้...ขอให้เป็นปีที่ดีของทุกๆคนครับ...ดูปฏิทินโพรวองซ์แล้วก็อย่าลืมคิดถึงคนที่อยู่โพรวองซ์ด้วยนะครับ...สวัสดีครับ...








Create Date : 26 ธันวาคม 2551
Last Update : 27 ธันวาคม 2551 5:07:01 น.
Counter : 1152 Pageviews.

34 comment
Les Baux de Provence...บนภูเขา..ในร้านค้า..และคนชอบเที่ยว
สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปพักหนึ่งเหมือนเคย ได้แต่หวังว่าเพื่อนๆสมาชิกทุกคนคงสบายกันดีและคงไม่ลืมกันนะครับ วันนี้ "นาย Pompier" ..มีความภาคภูมิใจที่จะพาเพื่อนๆไปเที่ยวอีกหมู่บ้านหนึ่งในโพรวองซ์ ที่ได้ชื่อว่าสวยงามมากครับ ยามใดที่มีแขกบ้านแขกเมืองมาเยี่ยมเยียนถึงโพรวองซ์นี้ หมู่บ้านนี้จะได้รับความไว้วางใจให้เป็นหนึ่งในหมู่บ้านรับแขกของผมเลยล่ะ




ภาพด้านบนนี้จาก //www.chateau-baux-provence.com/fr/baux/ ..ผมไม่มีโอกาสได้ไปถ่ายภาพที่มุมนี้บ้างเลย..ยืมมาให้ดูกันครับ


ครับ...วันนี้จะพาทุกท่านไป Les Baux de Provence อ่านว่า เล-โบ-เดอ-โพ-วองซ์ ...สำหรับภาพวันนี้เกือบทั้งหมดได้มาเมื่อครั้ง ที่พาน้องๆที่น่ารักๆคู่หนึ่ง เค้าไปเที่ยวเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เดิมทีว่าจะนำมาลงนานแล้วล่ะครับ ติดที่ขัดสนเรื่องเวลาในช่วงที่ผ่านมานั่นล่ะครับ

Les Baux de Provence อยู่ทางทิศตะวันตกขึ้นไปทางเหนือเล็กน้อย ของ Aix-en-Provence บ้านผม ห่างกันเพียง 72 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงพอดี ใกล้นิดเดียวเองล่ะครับ








สำหรับหมู่บ้านนี้นั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานจริงๆครับ...โดยมีการพบร่องรอยการมาอยู่อาศัยของมนุษย์มากว่า 6000 ปี...ในสมัยยุคกลาง Les Baux มีความยิ่งใหญ่ใช้ได้ครับ ปกครองเมืองและหมู่บ้านโดยรอบถึง 79 เมือง...มีป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้น ระหว่าง ศตวรรษที่ 9-13 ...และ Les princes des Baux (เจ้าชายแห่ง Les Baux) ยังเป็นถึงผู้ปกครองแห่งโพรวองซ์อยู่นานหลายปี

ต่อมา ใน ค.ศ.1642 Les Baux de Provence ได้ถูกยกให้เป็นของราชวงศ์ Grimaldi (la famille Grimaldi) ซึ่งเป็นราชวงศ์กษัตร์ย์แห่งโมนาโกในปัจจุบัน...และยังสืบทอดต่อกันเรื่อยมา... จนกระทั้งปัจจุบันนี้ แม้ว่า Les Baux de Provence จะอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ...แต่ทางประเพณีนิยมแล้ว กษัตริย์ Albert II (อัลแบร์ ที่ 2) แห่งโมนาโก ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์ปัจจุบันนี้ ยังทรงถือเป็นหนึ่งในขุนนางแห่ง Les Baux ...แปลกดีนะครับ








ลักษณะเด่นของหมู่บ้านนี้คือที่ตั้งอยู่ บนภูเขา* คงจะจำกันได้ก่อนหน้านี้ก็มีหมู่บ้าน Gordes ที่ผมเคยพาไปเที่ยวแล้วใน เที่ยวเมือง Gordes และหมู่บ้านหิน 6000 ปี "le Village des Bories" ที่นั่นก็เป็นหมู่บ้านบนภูเขาเช่นกันซึ่งก็อยู่ไม่ห่างจากที่นี่เท่าไหร่ครับ สรุปก็คือแถวนี้ชอบครับ สร้างบ้านเรือนบนภูเขา ทั้งๆที่มีพื้นที่ราบโล่งๆเต็มไปหมด...คงชอบมองอะไรได้ไกลๆมั้ง แล้วอยู่ข้างบน สงสัยลมคงเย็นดี














ลักษณะเด่นอีกประการคือ หมู่บ้านนี้จะเต็มไปด้วย ร้านค้า* ที่ขายของที่ระลึก สไตล์โพรวองซ์ ให้เราได้เลือกซื้อไปใช้หรือเป็นของฝากได้เป็นอย่างดี แต่ละร้านก็มีการตกแต่งอย่างสวยงาม


สำหรับวันนี้ จะเน้นพาเดินเล่นชมบ้านชมเมือง และร้านสวยๆของหมู่บ้านนี้นะครับ....












...เป็นยังไงครับ ร้านเค้าสวยดีเนอะ..สวยดี! โดยเฉพาะร้านข้างบนนี้น่ะ...



อย่างที่บอกไปแล้วว่าที่นี่เมืองมีแขกมาเยี่ยมเยียนก็จะพามาเที่ยวประจำ นอกจากเราที่คิดเช่นนี้แล้ว บรรดานักท่องเที่ยวเค้าก็คิดเช่นเดียวกัน ทำให้หมู่บ้านนี้เต็มไปด้วย คนชอบเที่ยว* ที่เดินกันขวักไขว่

หมู่บ้านนี้อยู่ใน อันดับที่ 18 ของรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่คนไปเที่ยวกันมากที่สุดของประเทศฝรั่งเศส...และในแต่ละปี ที่นี่ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 2,000,000 คนครับผม...คิดดูเอานะครับ...มากันทำไม








ที่นี่ยังมีร้านอาหารน่ารักๆ น่านั่งอยู่หลายร้านครับ..เห็นบรรยากาศแล้ว...อาหารไม่อร่อย ก็คงอร่อยไปหมดล่ะครับ








และนี่เป็นโบสถ์ประจำหมู่บ้านเค้าครับ..L'église Saint Vincent ส่วนที่เก่าแก่ที่สุดนี่สร้างมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 10 โน่นล่ะครับ...ขนาดไม่ใหญ่มากครับ แต่ภายในดูขลังทีเดียวล่ะ








และใกล้ๆกันนั้นก็มีโบสถ์เล็กๆ ชื่อว่า La chapelle des Pénitents blancs ที่ป้ายนี่เขียนไว้ว่า ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 12 ภายในมีภาพฝาผนังสวยดีครับ








ด้านบนนี้เป็นลานตรงบริเวณด้านหน้าโบสถ์ทั้งสอง...ส่วนถ้ามองลงไปด้านล่างก็เห็นวิวทิวทัศน์แบบด้านล่างนี้ล่ะครับ






ปกติมาที่ Les Baux de Provence จะต้องไปที่ร้านอยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งเค้าจัดร้านได้อย่างมีสีสัน สวยงาม ใครเห็นแล้วจะต้องประทับใจ ไม่ซื้อก็ต้องแวะไปถ่ายรูปกันบ้างล่ะ...แล้วยังมีป้ายติดไว้ด้วยนะครับว่า เปิดทุกวันตลอดปี....แต่ปรากฏว่าวันนั้นไป...มันปิดครับท่าน !!





แต่โชคดีพอเดินวนกลับมาอีกรอบ เห็นเจ้าของร้านกำลังเปิดและจัดร้านอยู่...โอ!..สงสัยเค้าคงไปกินอาหารกลางวันมาล่ะครับ...เอาภาพร้านนี้มาให้ดูกันหลายภาพเลย...ใครมีโอกาสแวะมาก็อย่าลืมแวะไปนะ...ร้านนี้...(รับค่าจ้างโฆษณามา 2 ยูโร)













และนี่เป็นมุมหนึ่งของร้านที่จัดได้อย่างสวยงาม....ให้ไปนั่งถ่ายรูปกันได้...แต่มี เจ้าถิ่น อยู่ด้วยนะ...เห็นเจ้าตัวนั้นมั้ยครับ...พอเราเข้าไปใกล้...โพสต์ท่าให้ถ่ายรูปซะด้วย....








...เห็นเจ้า 3 ตัวนั่นมั้ยครับ ...ติดราคาไว้ 10 ยูโร...มันคือ la Cigale อ่านว่า ซิ-กาล ซึ่งก็คือ ตัวจั่กจั่น นั่นเองครับ สำหรับในโพรวองซ์ ตามร้านขายของที่ระลึกจะเจอเจ้าตัวเนี่ยะเต็มไปหมด มีให้เลือกหลายแบบ หลายสี หลายขนาด และหลายราคา....คนที่นี่เค้าว่ากันว่าเจ้าตัว Cigale นี้ จะนำโชคลาภมาให้ครับ...กลับจากโพรวองซ์ อย่าลืมเอาติดไปด้วยซักตัวนะครับ...


ปิดท้ายวันนี้ อย่างที่บอกไปแล้วว่าวันนี้ เน้นเดินเล่นชมบ้านเรือน ร้านค้า อันที่จริงแล้ว สำหรับ Les Baux de Provence ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจและ ไม่ควรพลาด ได้แก่ Château des Baux de Provence ซึ่งเป็นปราสาทและป้อมปราการเก่าแก่ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 11 แต่ยังหลงเหลือร่องรอยความยิ่งใหญ่ให้เห็นจนถึงปัจจุบัน...

ภาพด้านล่างนี้ ขอขอบคุณ //www.chateau-baux-provence.com/fr/baux/




ด้านใน...เค้าไม่ได้ห้ามถ่ายภาพนะครับ...ความจริงคือ..ผมพลาด..ที่ยังไม่ได้เข้าไปเลย ...จบ !..





Create Date : 15 ตุลาคม 2550
Last Update : 10 ตุลาคม 2551 23:20:03 น.
Counter : 2762 Pageviews.

86 comment
เที่ยว Avignon ชมพระราชวังพระสันตะปาปา
เมื่อพูดถึงเมืองที่ไปบ่อยที่สุดเมืองหนึ่ง จะเป็นเมืองไหนไปไม่ได้ นอกจาก Avignon (อาวิญญง) เมื่อใดที่มีญาติพี่น้องมาจากเมืองไทยหรือมาจากที่ไหนก็ตาม Avignon มักจะเป็นเป้าหมายแรกที่เราต้องไป

อาจมีหลายเหตุผลที่ทำให้ต้องไป Avignon เท่าที่ผมนึกได้ที่สำคัญ นั่นคือ การได้ไปสัมผัส Le Palais des Papes (เลอ-ปา-เล่-เด-ป๊าบ) ซึ่งเป็นอดีตพระราชวังของพระสันตะปาปา ..ที่นี่ทำให้ Avignon มักเป็นที่รู้จักของผู้คนทั้งหลาย มาล่วงหน้าก่อนที่พวกเค้าจะเดินทางมาที่นี่ นอกจากนั้นก็จะมี Le Pont d'Avignon หรือ Le Pont St.Bénezet(อ่านว่า เลอ-ปง-ดา-วิน-ยง หรือ เลอ-ปง แซ้ง-เบ-เนอ-เซ่) เจ้าสะพานขาดที่อยู่ใกล้ๆกัน ..อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเพิ่งมาเห็นที่นี่ล่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกคนที่ได้มาที่นี่ก็รับรองได้ว่าไม่มีผิดหวัง

ล่าสุดไม่นานมานี้ผมก็มีญาติ (ญาติแท้ๆ..ดีใจมาก ตั้งแต่มาอยู่ก็หลายปี เพิ่งจะมีญาติแท้ๆมาก็คราวนี้ล่ะ) เดินทางมาเที่ยวแถวๆโพรวองซ์นี้ ผมก็ทำหน้าที่ต้อนรับตามปกติ ด้วยความยินดี แล้วเมืองที่คุณก็รู้ว่าที่ไหน...ผมก็ต้องไป พลาดได้อย่างไร นั่นก็คือ "Avignon"




Avignon อยู่ห่างจาก Aix-en-Provence ประมาณ 92 กม. ผมและญาติก็ออกเดินทางกันแต่เช้า ขับรถ(เช่าเหมือนเดิม)ไปใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ก็ถึงแล้ว ...นี่คงเป็นอีกเหตุผมที่มาบ่อยเพราะว่าใกล้นิดเดียว ...

มาทำความรู้จักกับ Avignon กันหน่อย... "Avignon" เป็นเมืองเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่ 539 ปีก่อนคริสตศักราช เคยอยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน เมืองนี้เข้ามามีความเกี่ยวข้องกับศาสนจักร ครั้งเมื่อปี ค.ศ.1309 พระสันตะปาปา Clément ที่ 5 ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส ไดัเลือกเมืองนี้เป็นที่ประทับ เนื่องจากต้องการหลบหลีกความไม่ปลอดภัย ทางการเมืองภายในโรม หลังจากนั้นมีพระสันตะปาปาผู้สืบทอดบัลลังก์รวม 7 พระองค์ ก็ประทับต่อที่ Avignon นี้ จนถึง ค.ศ.1376 (ปล. ไทย: พระสันตะปาปา / อังกฤษ: pope / ฝรั่งเศส: le pape อ่านว่า เลอ-ป๊าบ)

ปี ค.ศ.1376 พระสันตะปาปา Grégoire ที่ 9 ได้กลับไปประทับและฟื้นฟูศาสนจักรที่โรม จนกระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์ ในปี ค.ศ.1378 ก็เกิดความวุ่นวายขึ้น ชาวโรมันประท้วงอย่างรุนแรง บังคับให้เลือกพระสันตะปาปาที่เป็นชาวอิตาลี ต่อมาที่โรมได้มีการแต่งแต่พระสันตะปาปาองค์ใหม่ เป็นชาวอิตาลี พระนามว่า Urbain ที่ 4 ...หลังจากนั้น พระสันตะปาปาองค์ต่อๆมาจีงประทับอยู่ที่โรม

...แต่ขณะเดียวกันทางด้านพระราชวังที่ Avignon ก็ได้มีการคัดเลือกพระสันตะปาปา ต่อจากพระสันตะปาปา Grégoire ที่ 9 เช่นกัน และมีผู้สืบทอดต่อมาอีก 2 พระองค์ คือ พระสันตะปาปา Clément ที่ 7 และ Benoît ที่ 8 แต่ศาสนจักรฝ่ายโรมไม่ถือว่า 2 พระองค์นี้เป็นพระสันตะปาปา และถูกเรียกว่าเป็น "Antipape" หรืออาจะเรียกได้ว่าพระสันตะปาปานอกทำเนียบ หลังจากสองพระองค์นี้ก็ถือเป็นการสิ้นสุดของพระสันตะปาปาที่ Avignon

ขอบคุณข้อมูลจาก //www.palais-des-papes.com




...เหมือนทุกครั้งที่ผมมาที่นี่ จะพาคณะข้ามสะพานออกไปยังจุดชมวิว อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ Rhône (ผมอ่านว่า โคน ซึ่ง ค.จะออกเสียง "เคอะ" ในลำคอ..ยากครับตัว R ในภาษาฝรั่งเศส ) เมื่อมองไป ภาพที่เห็นจะเป็นแบบด้านบนนี้ สวยงามครับ ทุกคนชอบ...

เพื่อมุ่งหน้าไปยัง Le Palais des Papes ผมขับรถข้ามสะพานกลับเข้ามา จะเจอตัวเมือง Avignon ที่มีกำแพงและป้อมปราการล้อมรอบทั้งเมืองไว้




ถึงแล้วครับ...Le Palais des Papes สถาปัตยกรรมแบบ Gothique ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นพระราชวังแบบ Gothique ที่สำคัญที่สุดในโลก เริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1335 รวมเวลาการสร้างไม่น้อยกว่า 20 ปี...ในช่วงที่ผมไป เปิด 9 โมงเช้าถึง หนึ่งทุ่ม..ขึ้นอยู่กับฤดูกาลครับ ในฤดูร้อนน่าจะปิดประมาณ 2-3 ทุ่มได้ครับ







พระราชวังนี้ ยังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก จาก UNESCO เมื่อปี ค.ศ.1995 มีความใหญ่โตถึง 15,000 ตารางเมตร ภายในมีโบสถ์ Gothique อยู่ถึง 4 โบสถ์







มาถึงนี่แล้ว ผมยุยงให้ทุกคนที่มาเข้าชมด้านใน ไม่งั้นก็เหมือนมาไม่ถึง Avignon
..สำหรับอัตราค่าเข้าชมที่นี่ บวกกับสะพานขาดที่อยู่ใกล้ๆกัน รวมแล้ว 11.5 ยูโร พกบัตรนักเรียนมาด้วย เหลือ 9 ยูโร อย่าลืมติดมาด้วย..ว่าแล้วก็มาชมด้านในกันครับ







ด้านบนนี้เรียกว่า Le Cloître Benoît XII ...อย่างที่บอกว่ากว้างมาก เอาภาพมาให้ดูเพียงส่วนหนึ่งล่ะกันนะครับ










เดินมาเรื่อยๆ ผมก็มาอยู่ในส่วนที่เป็น ระเบียนชั้นบนของพระราชวังซึ่งเรียกว่า Extérieur terrasse ...จากตรงนี้มองออกไป สามารถเห็นเมือง Avignon ได้โดยรอบครับ
















หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยเดินชมห้องต่างๆ ของพระราชวังไปร่วม 2 ชั่วโมง ก็กลับออกมาด้านนอก จะมาพบกับลานกว้าง ที่เรียกว่า la place du Palais des papes มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ทั้งชาวพื้นเมืองเอง และนักท่องเที่ยว มีทั้งแบบผมทองและผมดำแบบเราๆ เพียบ..







มองไปโดยรอบลานก็จะเห็นตึกเก่าแก่สวยงาม รับกันดีกับพระราชวัง สำหรับตึกด้านบนนี้เป็น L'Hôtel des monnaies ตึกเก่าแก่ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1619 ปัจจุบันกลายเป็นโรงเรียนการดนตรีชั้นสูง..

...เสร็จจากตรง la place du Palais des papes ผมก็จะพาคณะเดินลัดเลาะเมืองออกไปเพื่อดูสะพานขาด Le Pont St.Bénezet ซึ่งพวกเราตีตั๋วเรียบร้อยแล้ว..ที่ซื้อรวมกับการเข้าชมพระราชวัง..ไป! ขึ้นสะพานกัน







สำหรับประวัติของสะพานนี้ ไม่ทราบแน่นอนว่าใครเป็นคนสร้าง แต่มีเรื่องเล่าขานต่อกันมาว่า เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งชื่อ Bénezet ได้ยินเสียงจากสวรรค์สั่งให้เค้าไปสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ Rhône ที่เมือง Avignon

สะพานนี้สร้างขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1177 แล้วเสร็จเมื่อ ปี ค.ศ.1185 เดิมมีความยาวถึง 947 เมตร ประกอบด้วยช่องสะพานถึง 22 ช่อง ตัวสะพานทอดยาวไปถึง Villeneuve เมืองอีกฟากหนึ่งของ Avignon ...ในสมัยนั้นเป็นสะพานหินเพียงสะพานเดียวที่สร้างบนแม่น้ำ Rhône (นับตั้งแต่เมือง Lyon ถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)

...ลองดูภาพด้านล่างนี้ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับสะพานปัจจุบันที่เหลืออยู่สองภาพด้านบนนะครับ..





คงจะสงสัยนะครับว่าทำไมถึงเหลืออยู่แค่นี้? ...เท่าที่ทราบ พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 สั่งให้ทำลายสะพานนี้...หนนี้หายไป 3/4 ของสะพาน..

ต่อจากนั้นก็ได้มีการพยายามซ่อมแซมสะพานอยู่หลายครั้ง...แต่ด้วยสายน้ำที่ไหลเชี่ยวของแม่น้ำ Rhône สะพานก็พังแล้วพังเล่า...จนเค้าต้องปล่อยทิ้งให้เหลืออยู่ดังเช่นทุกวันนี้

ส่วนภาพด้านล่างนี้ถ่ายจากบนสะพาน Avignon ที่เหลืออยู่นั่นล่ะครับ...เสร็จแล้วก็ต้องรีบลงกลัวมันจะเหลือน้อยไปกว่านี้




ต่อจากนั้นก็กลับเข้ามาเดินเล่นในเมือง ก็มาพบกับ L'Opéra-théâtre d'Avignon เป็นโรงโอเปร่าประจำเมือง ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1825 มีการจัดแสดงละคร เพลง การเต้นรำ ตลอดทั้งปี สมกับเป็นเมืองแห่งศิลปะจริงๆ




จุดสุดท้ายที่ผมพาญาติไปดูในวันนั้น Temple Saint-Martial ตั้งอยู่บนถนนสายหลักของเมือง la rue de la République เป็นโบสถ์สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 14







เสร็จจากที่นี่ ผมและญาติก็แยกย้ายกันปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ...Avignon นอกจากจะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแล้ว ก็ยังมีถนนสายช็อปปิ้งยาวไม่แพ้กัน พอให้เดินจับจ่ายได้ฉ่ำใจ..แล้วเราก็นัดเจอกันหน้าพระราชวังทุ่มครึ่ง! ...บรรยากาศก็เป็นอย่างที่เห็นนี่ล่ะครับ











ปิดท้ายทริปนี้ ผมขอเชิญทุกท่าน มาร้องเพลง เต้นรำ ไปกับผมบนสะพาน Avignon...(พยายามหน่อยนะครับ)

Sur le pont d'Avignon

Refrain (ท่อนสร้อย)
Sur le pont d'Avignon,
On y danse, on y danse,
Sur le pont d'Avignon,
On y danse, tout en rond.

Les beaux messieurs font comm' ça
Et puis encor' comm' ça.

Les bell's dam's font comm' ça,
Et puis encor' comm' ça.

Les cordonniers font comm' ça
Et puis encor' comm' ça.

Les blanchisseuses font comm' ça,
Et puis encor' comm' ça.







Create Date : 01 กรกฎาคม 2550
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 0:31:54 น.
Counter : 4954 Pageviews.

32 comment
"นาย pompier" พาเที่ยวบ้าน Van Gogh ณ เมือง Arles
วันนี้ผมว่างจากภารกิจประจำอีกครั้ง จึงตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ เป้าหมายของผมอยู่ที่ Arles เมืองนี้ออกเสียงยากหน่อยนะครับ ผมจะออกเสียงเป็น "อ๊ากเคอะ(เคอะแบบเบาๆสั้นๆในลำคอ)-เลอะ(เบาๆสั้นๆ)" ประมาณนั้นน่ะ ..เป็นยังไงยากมั้ยครับ ผมเองยังไม่ค่อยได้เลย...

Arles ตั้งอยู่ทางตะวันตกของ Aix-en-Provence ห่างกันประมาณ 80 กม. ผมขับรถ(เช่า)สบายๆเดินทางไป ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว ...หาที่จอดรถได้ดีเดินนิดเดียวก็มาถึงตรงที่เป็นจุดท่องเที่ยวของเมือง

...แล้วผมก็มาพบกับ "หัวของ Van Gogh" คนไทยมักเรียกเค้าว่า "แวนโก๊ะ" คนฝรั่งเศสจะออกเสียงเป็น "วอง-โก๊ะ" ตั้งอยู่ในสวนหย่อม Jardin d'Eté...ทำไมถึงมี Van Gogh มาอยู่ที่นี่.....ผมได้รับฟังการบอกเล่ามาว่า...นาย Van Gogh ซึ่งไม่ใช่คนที่นี่หรอก(เค้าเป็นชาวดัตช์) แต่มาอาศัยอยู่ในเมืองนี้ในช่วงปี ค.ศ 1888-1889

Van Gogh มาอยู่ที่นี่ เนื่องจากได้รับการบอกกล่าวถึงสีสันความสวยงาม ของทิวทัศน์แถบเมดิเตอร์เรเนียน ผมคิดว่าเค้าคงอยากมาเพื่อหาทิวทัศน์ดีๆสวยๆที่ว่า เป็นแบบในการเขียนภาพ...ดูน่ากลัวอยู่นะหัวนี้





เดินผ่านสวนมาก็พบกับ Théâtre antique อ่านว่า เต-อาทเทอะ(เคอะเบาๆในลำคอ)-ออง-ติก ซึ่งเป็นโรงละครโรมัน สร้างเมื่อประมาณ 100 ปีก่อนคริสตศักราช เดิมเป็นโรงละคร 3 ชั้น จุผู้ชมได้ประมาณ 10,000 คน และได้รับการยกย่องให้เป็น มรดกโลก ในปี ค.ศ.1981

ปัจจุบันหลงเหลือจากเดิมเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามโรงละครแห่งนี้ ก็ยังสามารถใช้เพื่อจัดการแสดงอยู่.. ค่าเข้าชมโรงละครแห่งนี้ (แบบว่างเปล่า) ราคา 3 ยูโร





เดินต่อมาอีกไม่กี่ก้าว ผมก็พบกับ Amphithéâtre Romain หรือ les Arènes (les Arènes คือ สนามสนามกีฬาโบราณ) เป็นสนามสู้วัวกระทิง สร้างในสมัยโรมัน เช่นเดียวกับโรงละครด้านบน มีความจุ 25,000 คน





ที่สำคัญได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1981 จาก UNESCO อีกเช่นกัน ปัจจุบันที่นี่ยังถูกใช้จัดงานแสดงสู้วัวกระทิง ประจำปีของเมือง Arles ซึ่งในปีนี้จัดเป็นปีที่ 76 แล้ว...สำหรับค่าเข้าชมสนามสู้วัว (เฉพาะสนาม) ราคา 5.5 ยูโร ครับผม ถ้ามีการสู้วัวก็ปาเข้าไป 13.5-35.5 ยูโร ขึ้นกับทำเลแต่ละที่นั่ง ...อันนี้ผมยังไม่มีโอกาสเลยครับ





ใกล้ๆกับสนามสู้วัว เป็นที่ตั้งของมูลนิธิ "วองโก๊ะ" La Fondation Van Gogh ที่นี่ไม่ได้มีผลงานของ Van Gogh อยู่นะครับ มูลนิธิสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง Van Gogh โดยรวบรวมผลงานจากศิลปินชื่อดังต่างๆทั่วโลก ซึ่งได้เขียนภาพเหมือน ภาพเขียนของ Van Gogh นำมาเก็บไว้ที่นี่






สังเกตรูปด้านบน..มีรูปหล่อโลหะคนไม่มีหัว...ผมสงสัยอยู่ว่าเค้าเป็นเจ้าของหัว ในสวนหย่อมข้างบนหรือป่าว !?!

ต่อจากนั้นผมก็เดินลัดเลาะ ตามซอยเล็กๆ เข้าไปในตัวเมือง ผ่านบ้านเรือนชาวบ้าน Les Arlésiens ("อากเคอะ-เล-เซียง" ใช้เรียกคนที่อาศัยอยู่เมือง Arles) ที่ยังคงรักษาความเก่าแก่แต่สวยงาม








มาสะดุดตากับบ้านหลังด้านล่างนี้ เค้าตกแต่งหน้าต่างบ้าน ได้สีสันสวยงาม โดยประดับประดาด้วยดอกไม้และตุ๊กตา...เห็นที่เป็นข้อความมั้ยครับ...มีส่วนหนึ่งที่บอกว่า "อย่าชมความงามอย่างเดียวนะ..ให้ช่วยบริจาคเงินช่วยด้วย"...อันนี้ผมงงจริงๆ





จนมาถึงที่ว่าการเมือง Hôtel de Ville ของเมือง Arles





ด้านหน้าของ Hôtel de Ville มีลานกว้าง ที่เรียกว่า Place de la République มองไปเห็นเสา Obélisque du cirque เป็นเสาสมัยโรมัน(อีกแล้ว)ตั่ง(โด่)อยู่





...ลานแห่งนี้ในอดีตเป็นทางเดินและที่พักรถม้า ปัจจุบันผมเห็นเป็นลานอเนกประสงค์ ซึ่งมีน้ำพุให้คนมานั่งพักผ่อนยามร้อน จนถึงมานั่งอาบแดดยามร้อนมาก..





ขณะที่ผมเดินป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆน้ำพุกลางลาน Place de la République ผมก็เห็นทหารโรมันกำลังตั้งแถวกันอยู่ ( ไม่ต้องคิดว่าผมไปลบหลู่เจ้าที่เจ้าทางเค้าหรอกนะ)

เร็วๆนี้ ที่เมือง Arles คงจะมีงานใหญ่อะไรสักอย่างเป็นแน่ เค้าจึงมีการซ้อมกัน โดยมีผู้คนแต่ตัวในชุดโบราณแบบต่างๆ ..อย่างที่เห็นนี่ล่ะชุดทหารโรมัน





ทหารโรมันตั้งแถวกันเสร็จ ก็เดินขบวนไปรอบเมือง ผมก็เลยถือโอกาสร่วมกิจกรรม เดินตามพวกเขาไปด้วย..แน่ละครับ ของดีจะพลาดได้อย่างไร





ผมเดินตามทหารโรมันไปไกลพอสมควร จนพวกเค้ามาหยุดอยู่ที่หนึ่ง (สงสัยเริ่มจะเหนื่อย ร้อนก็ร้อน ดูจากชุดแล้ว น่าจะหนักอยู่ ไหนจะโล่และอาวุธอีก ผมเดินตามตัวเปล่ายังเหนื่อยเลย)..โชคดีของผมจริงๆ บริเวณนั้นเป็นที่ที่ผมต้องการจะไปอยู่พอดี "Café la nuit"

ภาพที่เห็นด้านล่างนี้ ชื่อ "Terrasse de café de nuit" ซึ่งเขียนขึ้นโดย Van Gogh เมื่อปี ค.ศ.1888 ขณะที่เค้ามานั่งดื่มกาแฟ





และด้านล่างนี้คือร้านกาแฟชื่อ "Café la nuit" ร้านนี้เป็นของใครก็ไม่รู้ แต่โชคดีจริงๆ เพราะใครมาเมืองนี้ก็ต้องแวะมาดื่มกาแฟกันที่นี่...








แต่มีคนบอกมาว่าร้านนี้กาแฟไม่อร่อย!..ขนาด Van Gogh ยังไม่กินเลย (เพราะเห็น Van Gogh เขียนรูปร้านนี้ แสดงว่าน่าจะนั่งอยู่ร้านอื่นแล้วมองมา)...ตรงนี้อย่าคิดมากนะครับ ร้านของเค้าน่านั่งจริงๆ กาแฟก็อร่อย...ลองมาชิมนะครับ








จุดสุดท้ายของทริปนี้ ผมจะพาไป(ทอด)สะพาน..ผมคิดว่าสะพานแห่งนี้ก็น่าจะมีชื่อเสียงเป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว อันเนื่องมาจากที่ Van Gogh คนดีคนเดิมของเรา เขียนภาพนี้ขึ้นมา เมื่อ ค.ศ.1888 เช่นกัน ชื่อว่า "Pont de Langlois avec femmes qui font la lessive" ซึ่งผมขอบังอาจแปลเป็นไทยเล่นๆว่า "สะพาน(ชื่อ)ลังกลัว กับสาวๆที่กำลังซักผ้า"





ตรงนี้สถานที่จริง..ปัจจุบันไม่มีใครซักผ้าแล้ว..สงสัยสาวๆมีเครื่องซักผ้ากันหมด...หรือไม่ก็นักท่องเที่ยวมากันเยอะ..ซักไม่สะดวก..อายเค้า!





ก่อนจบทริปอย่างสมบูรณ์ ผมได้ไปซื้อของที่ระลึกที่ร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่ง เลยถือโอกาสสอบถามเจ้าของร้านว่า นาย Van Gogh เนี่ยะ..บ้านเค้าอยู่ที่ไหน? (โดยผมหวังว่าเจ้าของร้านจะชี้แนะทางไปให้) ก็จริงครับ...

เจ้าของร้านผู้ใจดี เดินไปหยิบหนังสือพิมพ์ที่ค่อนข้างเก่า แต่ดูถ้าว่าจะเก็บไว้เป็นอย่างดี (สงสัยคนถามกันบ่อย) เอามาให้ดู สรุปใจความได้ว่า "ปัจจะบันนี้บ้านซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของศิลปินชื่อก้องโลก นาม Van Gogh ไม่มีอยู่แล้ว"

ผมไม่ผิดหวังที่ไม่ได้เห็นบ้านจริงๆของ Van Gogh เพราะที่ผมได้ผ่านมาตลอด(ทั้งเมือง Arles)ทั้งวันนี้ ก็เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ของ Van Gogh แล้วนะ..ผมว่า







Create Date : 29 มิถุนายน 2550
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 0:36:01 น.
Counter : 2739 Pageviews.

24 comment
เที่ยวที่ไหนใน Provence จะบอกให้
ตอนนี้ผมจะเริ่มแนะนำแล้วครับว่า จะไปเที่ยวที่ไหนกันดีถึงจะได้ชื่อว่ามาถึงแล้วนะ ไอ้ Provence เนี่ยะ

การเที่ยวใน Provence ให้สนุกสนาน เพียงท่านมีเวลาประมาณ 3-4 วัน ก็สามารถประทับใจไม่รู้ลืมได้แล้ว กับสุดยอดที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ต่อไปนี้ ที่ผมขอนำเสนอ


1.มาร์เซย์ (Marseille) เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของฝรั่งเศส เป็นเมืองท่าเรือ คนไทยคอบอลจะรู้จักกันดีกับ
OM หรือโอลิกปิก เดอ มาร์เซย์





2.อาวิญญง (Avignon)เป็นเมืองแนวประวัติศาสตร์ ที่มีปราสาทของพระสันตปาปาองค์ก่อนๆ(นานมาแล้ว) เรียกว่า Palais des Papas (ปาเล่-เด-ป๊าบ) สวยมาก





3.Arles เมืองนี้เขียนและออกเสียงยากหน่อย น่าจะเป็น "อาร์ก-เลอะ" ที่นี่มีหลายๆ อย่างให้ดูครับ แต่ที่ผมชอบมากก็คือ Café la nuit (คา-เฟ่-ลา-นุย) ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่ แวน โกะ เคยใช้เป็นแบบเขียนภาพนะครับ





4.นีมส์ (Nîmes) เป็นเมืองที่มีความเก่าแก่เช่นกัน โดยได้รับอิทธิพลมาจากพวกโรมัน





5.เอ็กซองโพวองซ์ (Aix en Provence) เป็นเมืองเล็กๆ ที่สวยงาม และเป็นเมืองที่ชาวฝรั่งเศสเองใฝ่ฝันอยากไปอยู่อาศัย เนื่องจากเป็นเมืองที่อากาศค่อนข้างอบอุ่น และมีอะไรหลายๆอย่างที่น่าดึงดูดใจ และเมืองนี้เมื่อในอดีต เคยเป็นเมืองหลวงของ Provence





6.คานส์หรือกานส์ (Cannes) เมืองนี้เป็นเมืองที่เค้าจัดเทศกาลหนังนานาชาติกันทุกปี เต็มไปด้วยโรงแรมหรู และท่าจอดเรือยอร์ชลำงามๆ จำนวนมาก





7.นีซ (Nice) เป็นเมืองตากอากาศโดยแท้ ฤดูร้อนจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ชายหาดที่นี่ไม่เหมือนบ้านเรา คือ จะเป็นชายหาดหินนะครับ





8.โมนาโก หรือ ราชรัฐโมนาโก (Principauté de Monaco) ที่นี้ปกครองด้วยระบบกษัตริย์ รายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว และกาสิโน ซึ่งที่เรารู้จักกันดีคือ Monte-Carlo อีกทั้งเป็นหนึ่งในสนายแข่งรถสูตร 1 (Formula 1)





ในโอกาสต่อไป ผมจะค่อยๆ พาท่านท่องเที่ยวไปในแต่ละเมืองข้างต้น อีกทั้งเมืองน่ารักๆ อื่นๆ ใน Provence
...อย่าลืมติดตามท่องเที่ยวไปกับผมนะครับ







Create Date : 23 มิถุนายน 2550
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 0:41:53 น.
Counter : 3977 Pageviews.

16 comment
1  2  

pompier
Location :
Provence-Alpes-Côte d Azur  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



+






หนาวนี้ที่โพรวองซ์ ตอน 1 : หิมะหลงทางที่ Aix en Provence 12/01/09
Le Pont du Gard มรดกโลก 2,000 ปี 09/11/08
เที่ยวโพรวองซ์ ( Provence ) ที่ ... LOURMARIN 29/10/08
ดิน..แดน..แดง แห่ง Provence 28/07/08
สีสัน (สีแดง) แห่งโพรวองซ์ ที่ Roussillon 22/05/08






web counters


MY VIP Friend