"แล้วมันก็ผ่านไป"
Group Blog
 
All blogs
 

แล้วมันก็ผ่านไป

Smiley
สวัสดีปีใหม่ไทย สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะทุกท่าน
หลายคนไปเที่ยวต่างจังหวัด หลายคนไปเล่นน้ำกันสนุกสนาน
แต่ ปีนี้ฉันสมัครใจอยู่บ้าน ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นน้ำเหมือนปีก่อนๆที่ผ่านมา
มีความสุขไปอีกแบบค่ะ ได้อยู่บ้าน ทำความสะอาดบ้าน ดูแลต้นไม้

และได้นอนดูหนังที่มีอยู่หลายแผ่น
ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยจะมีเวลาได้ดูเท่าไหร่นัก
ได้ข้อคิดดีๆจากหนังเยอะแยะเลย
อย่างล่าสุด ดูเรื่อง "การผจญภัยของ ติน ติน"

มีฉากที่ ติน ติน หนุ่มน้อยพระเอกของเรื่องต้องขับเครื่องบิน
มุ่งหน้าไปยังทวีปแอฟริกาเหนือ ซึ่งในท้องฟ้าเบื้องหน้า คือ
กำแพงมรณะ หรือพายุเมฆฝนดำทะมึน
ติน ติน ไม่สามารถหันหลังกลับได้อีกแล้ว
มีทางเดียว คือ การนำเครื่องบินผ่านพายุนั้นเข้าไป

พายุฝนดำทะมึน ก็เปรียบเหมือน "ความทุกข์"
ที่เราให้ค่ามัน ด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอ
เวลาที่ชีวิตต้องเผชิญกับความทุกข์ ก็เหมือนเราเข้าไปอยู่ใจกลางพายุฝน
เรามักคิดว่ามันจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป เราจะทุกข์ตลอดไป
ทั้งที่ความจริงแล้ว พายุฝน หรือความทุกข์ มันก็ลอยตัวของมันอยู่
เราอาจต้องขับเครื่องบินเข้าไปหามัน หรือพายุนั้นก็ลอยเข้ามาหาเราเอง

แม้จะหลีกเลี่ยงความทุกข์นั้นไม่ได้
แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ การดำเนินชีวิตด้วย "สติ"
เพื่อผ่านความทุกข์ ได้อย่างปลอดภัย
กรณีของ ติน ติน เขาพาเครื่องบินผ่านพายุออกมาได้อย่างปลอดภัยค่ะ
แม้เครื่องบินจะตก ปีกหัก และสภาพยับเยินสะบักสะบอมมากก็ตาม



ในอดีตช่วงที่ฉันเผชิญหน้ากับความทุกข์หนักๆ
รู้สึกว่ามองไปทางไหนก็มีแต่พายุฝน เมฆดำทะมึน
มองทางไหน ก็ทุกข์ ทุกข์ไม่หนัก ทุกข์ไม่เบา แต่ ทุกข์เสมอ
มองไม่เห็นทางออก และรู้สึกว่า มันจะทุกข์อย่างนี้ตลอดไป

แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่ทุก(ข์)ทุกอย่างผ่านพ้นไป
ถึงได้เข้าใจสัจธรรม ว่าทุกข์นั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามกฎไตรลักษณ์
ความสุขก็เฉกเช่นเดียวกัน ทุกข์ สุข เสมอกัน
จะช้าหรือเร็วเดี๊ยวมันก็ผ่านไปทั้งนั้น

เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ ท่องคาถานี้ไว้นะคะ

                     "แล้วมันก็ผ่านไป"

เป็นกำลังใจให้กับเพื่อนร่วมทุกข์ทุกๆท่านค่ะ

 

"ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น"
     - แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต -

 

การผจญภัยของตินติน หรือ ตินตินผจญภัย
 (
ฝรั่งเศส: Les Aventures de Tintin;อังกฤษ: The Adventures of Tintin)
เป็น
หนังสือการ์ตูน แต่งโดยนักวาดการ์ตูนชาวเบลเยียม ชื่อ จอร์จ เรมี
ในปี
ค.ศ. 1926 โดยใช้นามปากกาว่า แอร์เช่
หนังสือการ์ตูนชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในทวีปยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20
ได้รับการแปลมากกว่า 80 ภาษา และยอดจำหน่ายกว่า 350 ล้านเล่มทั่วโลก

เรื่องราวของตินตินได้รับการถ่ายทอดไว้ในหนังสือจำนวน 24 เล่ม
นอกจากนี้
สตีเฟน สปีลเบิร์ก และปีเตอร์ แจ็กสัน
กำลังสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันไตรภาค

ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย ค่ะ

 

 




 

Create Date : 12 เมษายน 2556    
Last Update : 17 เมษายน 2556 14:42:39 น.
Counter : 1926 Pageviews.  

คนขับรถยนต์ ฝากถึง คนขี่มอเตอร์ไซค์

เมื่อวานขับรถไปซื้อของแม็คโคร
เห็นมอเตอร์ไซค์ขับขี่กันน่าหวาดเสียวจริงๆ 

อย่างกรณีไม่ใส่หมวกกันน๊อค (ที่เชียงใหม่) เป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ตำรวจตั้งด่านกวดขันกันตลอด (ทุกสิ้นเดือน หรือต้นเดือน ! Smiley )

แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ใส่อยู่ดี ปรับก็ปรับไป
มีหมวกเหมือนกัน เอาไว้หน้ารถนั่นแหละ
ถ้าเห็นตำรวจตั้งด่านไกลๆค่อยใส่ 
ก็พยายามทำความเข้าใจ ว่า คงจะร้อน, ผมเสียทรง, ทัศนวิสัยการมองเห็นไม่ค่อยดี ฯลฯ
แต่สำหรับความปลอดภัย เหตุผลใดๆก็ฟังไม่ขึ้นนะขอรับท่าน

อีกกรณีที่น่าหวาดเสียว คือ ลักษณะการขับขี่มอเตอร์ไซค์
ที่หลายครั้ง ทำให้หลายคนหงุดหงิด และมักมีคำถาม ดังต่อไปนี้

ทำไมคนขี่มอ'ไซค์ เขาชอบขี่รถออกมากลางถนนจัง ? กลางถนนไม่เท่าไหร่ ขี่ช้าด้วย
ไอ้เรารึ ขับตามมานึกว่าเขาจะเข้าซ้าย เปล๊าาา ! ขี่ทับเส้นกลางเลย ต้องเบรคกันตัวโก่ง
เอี๊ยดดดดดดดด !

ทำไมคนขี่มอ'ไซค์ เขาชอบขี่รถย้อนศร ? อันตรายนะเพ่
ไอ้เรารึ ถอยรถออกจากซอง ป๊ะกับมอ'ไซค์เข้าให้ ตกใจแทบตาย ไม่อยากชนหรอกนะคับ !!

ทำไมคนขี่มอ'ไซค์ เขาไม่ชอบเปิดไฟเลี้ยว ? จะซ้าย หรือ ขวา
แจ้งกันหน่อยซัก 2-3 ร้อยเมตรได้ไม๊อ่ะ
ไอ้เรารึ ก็อ่านใจเขาไม่ออก จะรู้มั๊ยว่าจะเลี้ยว เฮ้ออ !!!

บลา บลา บลา อีกหลายคำถามเชียวล่ะ

เมื่อก่อนเคยคิดว่า คนขี่มอเตอร์ไซค์บางคนเขาไม่ได้ขับรถยนต์เนอะ
เขาคงไม่เข้าใจหรอก น่าจะให้ลองมาขับรถดูบ้าง
จะได้เข้าใจหัวอกคนขับรถยนต์อย่างเรา ฮือ ฮือออ(คิดไปด้ายยย !)

คนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ก็คงอยากบอกให้คนขับรถยนต์เข้าใจหัวอกเขาเหมือนกันล่ะ !!!

หลายครั้งเรามักเรียกร้องให้ใครต่อใครเข้าใจเรา เห็นใจเรา
แต่เราเองไม่เคยทำความเข้าใจคนอื่นเลย
การอยู่คนละตำแหน่ง ยืนอยู่คนละมุม ทำให้ความเข้าใจและมุมมองของแต่ละคนต่างกันออกไป เอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วลองคิดดูค่ะ คุณจะเข้าใจผู้อื่น และเกิดความเห็นใจ
ว่าทำไมเขาต้องทำอย่างนั้น ทำไมเขาถึงพูดอย่างนี้

แต่ดีที่สุด คือ มองกลับมาที่ตัวเอง....

รู้ใจตัวเองให้ได้ก่อน ก่อนที่จะอยากรู้ใจใคร !

เห็นความผิดพลาดของตัวเองให้ชัดก่อน ก่อนที่จะไปมองข้อผิดพลาดของใคร !

แก้ไขที่ตัวเราเองก่อน ก่อนจะไปคิดแก้ไขใคร !

 

"อย่าคาดหวังให้ใครต่อใครเข้าใจคุณ  
เพราะเกือบทุกคนก็กำลังสับสนอยู่กับการทำความเข้าใจตนเองเช่นกัน"

                                                     - ดังตฤณ -

 

 

ปล. พอดีไปเจอกระทู้นี้เข้า เห็นว่าน่ารักดี เลยเอามาฝากค่ะ
ลองอ่านกันดู สะท้อนใจเขา ใจเราชัดเจนเชียวล่ะ Smiley

หัวข้อ "คนขับรถมอเตอร์ไซค์คันเล็ก ๆ ฝากถึงคนที่ขับรถเก่ง กะบะ บรรทุก"

//pantip.com/topic/30353702//pantip.com/topic/30353702

ปล.อีกรอบ ขออภัยผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ทุกท่านด้วยความเคารพ
ต่อไปนี้เราสัญญาว่า เราจะเข้าใจทุกๆท่านให้มากขึ้นนะขอรับ Smiley

 

ปล. รอบสุดท้าย ท่านผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ท่านใด อ่านแล้วต้องการแชร์ความรู้สึก  
เชิญได้เต็มที่ใน Comment นะคะ เราอาจจะเข้าใจ "กันและกัน" มากขึ้นค่ะ Smiley

 

 




 

Create Date : 10 เมษายน 2556    
Last Update : 17 เมษายน 2556 11:11:08 น.
Counter : 1536 Pageviews.  

พอดี พอใจ พอเพียง

เมื่อก่อนอยากมี "คนรัก"

พอมีแล้ว ก็อยากให้ "คนรักดีได้อย่างใจ"
เมื่อดีได้อย่างใจแล้ว ก็อยากให้ "คนรักเข้าใจเรา"
เมื่อเขาเข้าใจเราแล้ว ก็อยากให้....... และอยากให้....... และอยากให้........ ไม่มีที่สิ้นสุด !

เมื่อก่อนอยากมี "รถ"

พอมีแล้ว ก็อยากได้ยี่ห้อที่ดีกว่านี้อีก 
และเมื่อได้แล้ว ก็จะอยากได้..... อยากได้..... อยากได้... อยากได้อีก..... 
อยากได้มากกว่านี้อีก....... อยากไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด !

กว่าจะรู้ตัวว่า "ถูกหลอก" เราก็ตกเป็นทาสของกิเลสอยู่ตลอดเวลา
บางคนไหวตัวทัน ก็หลุดออกมาได้เร็วหน่อย บางคนไหวตัวไม่ทัน
ก็โดนหลอกไปตลอดชีวิต จนวาระสุดท้าย ก็ยังถูกหลอก !

เมื่อก่อนเคยคิดอยากรวยมากๆ
เพราะคิดว่าถ้ารวยมากๆแล้วจะมีความสุข
แต่ก็มาไหวตัวทัน ตอนที่เราได้สิ่งที่เราอยากได้มาครอบครอง
แต่ใจกลับไม่มีความสุขอย่างที่คิดไว้ ใจก็แสวงหาสิ่งอื่นๆอยู่ตลอดเวลา
เพื่อไปให้ถึงความสุขนั้น ! ความสุขที่เป็นเสมือนภาพลวงตา ไม่เคยมีอยู่จริง !

เราไม่เคยรู้สึกพอใจ ในสิ่งที่เรามีอยู่เลย
ถึงแม้วันหนึ่งเราจะร่ำรวยอย่างที่ฝันไว้
ณ เวลานั้นก็ทำนายได้เลยว่า ใจก็ยังไม่มีความสุข
เพราะใจเรามันหิวตลอดเวลา มันไม่เคยพอนั่นเอง

แล้วชีวิตที่พอเพียงมันอยู่ที่ไหน จุดไหนถึงจะเรียกว่าพอเพียง ?

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยคำ 3 คำ คือ พอดี, พอใจ, พอเพียง

1. ความพอดี

มีความพอดีในการใช้ชีวิต คือ เรามีปัจจัย 4 ครบครัน
และมีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายพอประมาณ
ชีวิตของเรามีความพอดีขึ้นมา คือ ไม่มากเกินไป และ ไม่น้อยเกินไป
บ้านของเราหลังไม่ใหญ่ แต่สะอาดสะอ้านน่าอยู่
โทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่รุ่นที่ดีที่สุด แต่ใช้งานได้คุ้มค่าที่สุด เป็นต้น

2. ความพอใจ

เมื่อ พอดีแล้ว ก็เกิด ความพอใจ คือ เราพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ 
ทุกอย่างที่เรามีล้วนแล้วแต่ทำประโยชน์ให้เราทั้งสิ้น 
เรามีความสุขกับปัจจุบัน ไม่ร้อนรนกระวนกระวาย ถึงสิ่งที่เราไม่มี ถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

   พระพุทธองค์ทรงแนะนำชาวโลกให้หาความสุขโดยการถือสันโดษ

สันโดษ คือ ความยินดี ความพอใจ คือความรู้จักพอดี ความรู้จักพอเพียง

มีลักษณะ 3 อย่าง คือ

  1. ยินดีพอใจในสิ่งที่มีที่ได้มา ด้วยเรี่ยวแรงของตนในทางชอบธรรม ไม่ดิ้นรนอยากได้จนทำให้เกิดความเดือดร้อน
  2. ยินดีพอใจกำลังของตน ใช้กำลังที่มีอยู่ เช่นความรู้ ความสามารถให้เกิดผลเต็มที่ ไม่ย่อหย่อนบกพร่อง
  3. ยินดีพอใจแต่ไม่เกินเลย คือรู้จักพอเป็น อิ่มเป็น และแบ่งปันส่วนที่เกินเลยไปเอื้อเฟื้อผู้อื่นตามสมควร

สันโดษ เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้เกิดความพอดีในชีวิตประจำวัน
ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินไป ไม่เขียมเกินไป ไม่ฟุ้งซ่านจนเกิดเดือดร้อน เป็นต้น
เป็นแนวปฏิบัติกลางๆ เพื่อให้ชีวิตมีความอิ่ม ไม่พร่อง
อันเป็นเหตุให้มีความสุขดังคำกล่าวที่ว่า "รู้จักพอก่อสุขทุกสถาน"

(ขอบคุณข้อมูลความหมายของ สันโดษ จาก วิกิพีเดีย )

3. ความพอเพียง

จาก "ความพอใจ"  ก็เข้าสู่โหมด "ความพอเพียง" โดยอัตโนมัติ 
เราจะมีชีวิตที่พอเพียง อยู่บนทางสายกลางในทุกด้าน
ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านความรัก-ครอบครัว ด้านสุขภาพ 
เรียกได้ว่าทุกมิติของการใช้ชีวิตเลยทีเดียว เราไม่แสวงหาให้มากเกินความจำเป็น
เพราะเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า สิ่งที่มากเกินความพอดี ไม่ได้ทำให้ใจเรามีความสุข
ในขณะที่ น้อยเกินไป ก็ทำให้เราเป็นทุกข์เช่นกัน
ทุกอย่างดำรงอยู่เป็นปกติ ได้ด้วยทางสายกลาง

 

ดังนั้น เมื่อใจรู้จักคำว่า "พอดี"
จนก่อเกิดเป็น "ความพอใจ"
และเข้าสู่วิถีชีวิตของ "ความพอเพียง"
ใจก็สัมผัสกับความสุข 
เพราะไม่นึกถึงเรื่องในอดีต ไม่กังวลถึงอนาคต 
แต่จดจ่อกับปัจจุบันด้วยสติรู้ตื่นและเบิกบาน

ลองสำรวจใจตัวเองดูนะคะ
ตอนนี้เรายังแสวงหาอะไรที่เกินพอดีหรือไม่ ?
ลองถามต่อไปว่า ถ้าได้มาแล้ว จะมีความสุขอย่างที่ฝันไว้จริงหรือ ?

และ ลองย้อนกลับมาดูใจตัวเอง ว่าเราละเลยสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบันไปหรือเปล่า ?
บุคคลที่เรารัก ที่เรามัวแต่คาดหวังให้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้เราดูแลเขาได้ดีหรือยัง ? 
หรือวัตถุที่เราครอบครอง เมื่อได้มาแล้ว
เรากลับไม่สนใจ ปล่อยปละละเลย อยากได้ของใหม่ๆอยู่ร่ำไป 
เราไม่เคยชื่นชมคุณค่าคุณประโยชน์ของมันอย่างแท้จริงเลย !

บางทีเมื่อลองสำรวจดูแล้ว
คุณอาจพบว่า ชีวิตของคุณมีส่วนที่เกินพอดีอยู่มากจนคุณคาดไม่ถึง
และคุณอาจพบความสุขจากสิ่งที่คุณมีในปัจจุบันอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียวค่ะ

 

 " ใจที่รู้จักพอ เป็นใจที่มีความสุข "

  - ท่าน ว. วชิรเมธี -

 




 

Create Date : 08 เมษายน 2556    
Last Update : 17 เมษายน 2556 11:35:02 น.
Counter : 3752 Pageviews.  

ลดพุง ลดโรค

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสดูรายการ "The Firm องค์กรซ่อนอ้วน" ทาง Thai PBS

ดูแล้วก็รู้สึกชื่นชมไอเดียการนำเสนอของรายการมากๆ เรียลลิตี้จาก 5 ชีวิตจริง ใน 1 องค์กรต้นแบบ ที่ร่วมกันปฎิวัติปลดแอกตนเองจากไขมันรอบพุง !

สืบเสาะหาข้อมูลไปมา จึงได้รู้ว่า เป็นการร่วมมือกัน ระหว่าง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพ) และ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS ที่จัดทัพ 3 รายการ พิฆาตไขมัน "ลดพุง ลดโรค" มาให้คนไทยได้ชมกันตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 56 ที่ผ่านมา

 

 รายละเอียดของ รายการที่ว่านี้ คือ

1. The Firm องค์กรซ่อนอ้วน

เรียลลิตี้ที่ทั้ง 5 ชีวิต ใน 1 องค์กรต้นแบบ พร้อมใจกันปฎิวัติขอเป็นอิสระจากไขมันรอบพุง นำเสนอทุกวันจันทร์ เวลา 20.20 - 21.20 น. ทาง Thai PBS

2. FAT FACT ความจริงรอบพุง

มาร่วมหาความจริงรอบพุง ไปกับสารคดีที่เผยถึงสถานการณ์ให้เราได้รู้เท่าทันไขมัน หนึ่งในต้นเหตุปัญหาสุขภาพที่กำลังล้อมรอบพุงของคนทุกวัยจากทุกทิศทาง พร้อมเสนอทางออกที่เราทุกคนมีส่วนร่วมได้ นำเสนอทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.30 - 23.30 น. ทาง Thai PBS

3. ทราบแล้วเปลี่ยน

เกมโชว์บันเทิงปัญญาที่จะเปิดหูเปิดตาคุณพ่อคุณแม่ ให้รู้เท่าทันอาหารการกินของลูก เพื่อสุขภาพที่ดีกันทั้งครอบครัว นำเสนอทุกวันเสาร์ เวลา 18.00 - 18.30 ทาง Thai PBS

 

ทุกวันนี้ เราละเลยเรื่องอาหารการกินกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยที่ต้องทำงาน หาเงิน และมีชีวิตเร่งรีบในเมืองใหญ่ ทั้งงาน ทั้งครอบครัว ทั้งความรับผิดชอบต่างๆอีกมาก ทำให้เราใช้ชีวิตด้วยการฝากท้องไว้กับร้านขายข้าวแกง หรือ ร้านอาหารนอกบ้าน !

ยังไม่นับรวมถึง ขนมที่มีโซเดียมสูง และ เครื่องดื่มชา กาแฟทั้งหลาย ที่อัดแน่นด้วยนมและน้ำตาล ในปริมาณที่สูงจนเราคาดไม่ถึง (ถึงรู้ ก็ทำเป็นไม่รู้ เพราะมันอร่อย !!)

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันดูแลสุขภาพของตัวเอง และคนรอบข้าง แม้คุณอาจไม่สนใจกับพุงรอบเอว แต่ควรต้องระวังโรคภัยที่จะตามมาด้วยนะคะ

การที่มีองค์กรอย่าง สสส. และสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ทำรายการที่ช่วยให้คนหันมาดูแลตัวเอง เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และสนับสนุนมากๆค่ะ

 

ปล. เจ้าของบล็อคไม่มีผลประโยชน์ใดๆ กับ สสส. และ Thai PBS นะค๊ะ

แต่ รายการดีๆอย่างนี้ ก็อยากบอกต่อค่ะ  Smiley

ชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ //www.thaihealth.or.th/about/announcement/32921




 

Create Date : 03 เมษายน 2556    
Last Update : 3 เมษายน 2556 18:11:34 น.
Counter : 2981 Pageviews.  

อุบายดูแล "ความโกรธ"

ทำไม ต้อง "ดูแล" ความโกรธด้วยล่ะ ?

มันต้องกำจัด หรือ จัดการไม่ใช่เหรอ ?

วันนี้ เราจะไม่กำจัด หรือ จัดการกับความโกรธค่ะ แต่เราเลือกดูแลความโกรธ ไม่ให้ทำร้ายเราได้

ขอยกเอาคำสอน ของ ท่าน ติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระในพุทธศาสนา มหายานนิกาย เซน ที่กล่าวถึงโทสะในมิติของความเมตตาไว้ ดังนี้ค่ะ

นี่ไม่ใช่การเก็บกดหรือการต่อสู้
ทว่าเป็นการรับรู้ เวลาที่รับรู้โทสะ
เราจะโอบกอดมันไว้ด้วยความระลึกรู้
ด้วยความอ่อนโยนอย่างยิ่งยวด

 - จาก ปฏิบัติต่อความโกรธด้วยความอ่อนโยน - ท่านติช นัท ฮันห์ -


อาจมีใครพูดถึงเรื่องนี้กันมามากมาย ทั้งวิธีจัดการกับความโกรธ หรือ วิธีทะเลาะให้ได้ดี (ฮา)

แต่น้อยนัก ที่เราจะได้ยิน ถึงอุบายในการ "ดูแลความโกรธ"

      ขึ้นชื่อว่า "ความโกรธ" คงไม่ค่อยมีใครอยากข้องแวะกับมันซักเท่าไหร่ เพราะมันเป็นอารมณ์ที่นำพาแต่เรื่องร้ายๆมาให้เราเสมอ ยิ่งถ้ามันรุนแรงถึงขั้น ทำให้เกิด "การทะเลาะ"ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้มันเกิดเป็นอย่างยิ่ง จริงไม๊คะ ?

แต่บางครั้ง จากประสบการณ์ตัวเอง กลับพบว่า แม้เราจะไม่ชอบอารมณ์โกรธ แต่เราก็ไม่พยายามพาตัวออกจากอารมณ์โกรธนี้ แม้เราจะเพียรอ่านหนังสือ ฟังผู้รู้ หรือคิดค้นหาวิธีจัดการกับความโกรธ มากมายเท่าไรก็ตาม แต่เรากลับไม่ประสบความสำเร็จเลย เพราะเราเอง ยินดีที่จะอยู่ในอารมณ์โกรธนั่นเอง

ตอนที่เราไม่โกรธ เราจะบอกตัวเองว่า เราไม่ชอบมัน แต่พอมีใครชวนทะเลาะ เรากลับกระโดดลงไปในสมรภูมิแห่งความโกรธ และ การทะเลาะนั้น ด้วยความเต็มใจ ไม่เคยคิดฝืน คิดต้านมัน คิดเพียงว่า ฝ่ายตรงข้ามทำไม่ถูก เราก็ไม่สามารถสงบใจให้นิ่งเฉยได้ เราต้องจัดการทันที  !!!

       วิธีดูแลตัวเอง ไม่ให้หลงวนอยู่ในอารมณ์โกรธนี้ เกิดจากการเผชิญหน้ากับความโกรธของตัวเองค่ะ โดยอาศัยอาวุธคือ ธรรมะของพระพุทธเจ้า และการถ่ายทอดธรรมจากครูบาอาจารย์ที่พร่่ำสอน และผ่านการลองผิด ลองถูก ของตัวเอง ดังนั้น ถ้าผู้อ่านท่านใด รู้สึกว่าวิธีที่บอก น่าจะใช้ได้ หรือ ตรงกับจริตของท่านเอง ก็ทดลองดูค่ะ

ข้อ 1 ระลึกถึงโทษภัยของความโกรธไว้เสมอ

ว่าเราไม่ยินดีเป็นผู้ตกอยู่ในอารมณ์โกรธ ข้อนี้สำคัญมากนะคะ ก่อนที่จะไปคิดหาหนทาง ทำยังไงเวลาที่เราโกรธ หรือทำอย่างไรไม่ให้โกรธ ขอให้บอกตัวเองไว้เสมอ ว่าเราไม่ยินดีตกเป็นทาสของอารมณ์โกรธ !

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ความโกรธนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายนัก อย่าพึงให้เกิดขึ้น เพราะจะทำให้เกิดผลกรรมต่างๆ ได้มากมายดังนี้

“ ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็บุคคลผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำ มีจิตอันความโกรธกลุ้มรุมนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้ สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน บุคคลผู้โกรธย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ฯ” เกสปุตตสูตร ๒๐/๕๐๕

ข้อ 2 พึงตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า เราไม่สามารถห้ามความโกรธได้

แต่เราหลุดจากความโกรธได้(เร็ว)

ความโกรธเป็นอารมณ์ มีเหตุให้โกรธ ก็โกรธ หมดเหตุก็ดับ เป็นเรื่องธรรมดา หากยังไม่สามารถทำลายกิเลสให้บริสุทธิ์แล้ว เราทุกคนย่อมมีอารมณ์โกรธเกิดขึ้นได้ค่ะ 

เป้าหมายของผู้ยังไม่บรรลุธรรมเบื้องสูง คือ เราจะต้องมีสติให้เร็ว เพื่อหลุดจากวังวนของอารมณ์โกรธ ออกมาให้เร็ว ยิ่งสติไว อารมณ์โกรธก็เข้าย้อมใจเราไม่ได้เลย และบางครั้ง ก็ต้องทำความเข้าใจว่า เรื่องบางเรื่อง ที่ทำให้เราโกรธ มันใหญ่กว่า สติ บางครั้งสติมี แต่ยังไม่พอ จึงเอาไม่อยู่ เราจึงต้องหมั่นฝึกสติให้แข็งแรงมากขึ้น มากขึ้นค่ะ

  ท่าน ว. วชิระเมธี กล่าวไว้ว่า

"ที่ใดที่มีความโกรธ ที่นั่นไม่มีสติ ที่ใดมีสติ ที่นั่นไม่มีความโกรธ

ความโกรธเปรียบเสมือนหนู สติเปรียบเสมือนแมว ที่ใดมีแมว ที่นั่นไม่มีหนู ที่ใดมีหนู ที่นั่นไม่มีแมว

ฉะนั้นสติจึงเป็นธรรมซึ่งใช้เป็นคู่ปรับกับความโกรธได้เป็นอย่างดี

ถ้าเราอยากจะหนีความโกรธ เราก็ควรฝึกสติในทุกๆอิริยาบถ เมื่อเรามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ ก็คือเรามีความตื่นรู้อยู่ในทุกอิริยาบถ จิตของเราที่มีความตื่นรู้เป็นอารมณ์แล้ว ก็ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับที่ความโกรธจะแทรกตัวเข้ามา 

ฉะนั้น สันนิษฐานได้อย่างหนึ่งว่า ใครโกรธคนนั้นกำลังขาดสติ" 

 

ข้อ 3 งดพูดกับฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่เราโกรธ

หรือ ฝ่ายตรงข้ามโกรธ อย่างเด็ดขาด

ข้อนี้ขอย้ำเป็นพิเศษนะคะ เพราะเจอกับตัวแล้วหลายครั้ง จึงได้รู้ว่า ในขณะที่เราโกรธ คำพูดของเรานั้นหลุดมาจากใจที่ขาดเมตตา และเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ ไม่มีทางที่มันจะเป็นคำพูดที่ดีได้เลยค่ะ แม้เราจะเก่งมาก ควบคุมน้ำเสียงได้ดีเยี่ยม แต่เราไม่สามารถควบคุมจิตใจเราได้หรอกนะคะ กระแสของจิตใจ ที่โกรธเคืองนั้น ฝ่ายตรงข้ามรับรู้ได้ค่ะ 

  หรือ ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่ได้โกรธ แต่ต้องการชี้แจงให้ฝ่ายตรงข้าม (ซึ่งกำลังโกรธคุณอยู่) เข้าใจในตัวคุณ ก็ต้องยุติการเจรจาเช่นกันค่ะ เพราะความโกรธของฝ่ายตรงข้าม บดบังสติของเขาไปหมดแล้ว ต่อให้คุณพูดด้วยใจที่เมตตา เขาก็ไม่อยากรับฟังค่ะ หรือฟังไป ก็ไม่เข้าใจคุณอยู่ดี 

บอกตัวเอง และคู่กรณีว่า ขอเวลานอกก่อนนะ ตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะคุย แต่ตอนที่ขอเวลานอกนี้ ขอให้พูดด้วยความเมตตาทั้งต่อตนเอง และคู่กรณีนะคะ เพราะเคยเจอเหมือนกันว่า อีกฝ่ายไม่ยอมให้เราขอเวลานอก เพราะเหมือนเป็นการเดินหนี ทั้งที่อีกฝ่ายหนึ่ง เขายังอยากจะพูด อยากจะระบายความโกรธให้เต็มที่ก่อน เราจึงต้องพูดด้วยเมตตาจริงๆ เช่น "เราไม่อยากทำร้ายคุณด้วยคำพูดของเราเลย ขอเวลาเราซักนิดนึง แล้วเราจะกลับมาคุยกับคุณแน่นอน"

 

ข้อ 4 เมื่อตกอยู่ในอารมณ์โกรธ คนที่ควรดูแลมากที่สุด ก็คือ ตัวคุณเอง

มองย้อนกลับมาที่ตัวคุณก่อนนะคะ ปล่อยอีกฝ่ายหนึ่งไว้ก่อน ขอยกข้อธรรมะ

จากหนังสือ  "เหตุสมควรโกรธ...ไม่มีในโลก" โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก  ดังนี้ค่ะ

ไฟไหม้บ้าน – ดับไฟก่อน

เมื่อเรากระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจ จะโกรธ อยากโกรธ
หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
จนกว่าใจจะสงบสบาย เมื่อเราไม่พอใจ ไม่ต้องคิด
อย่าคิดไปตามอารมณ์ คิดว่า ทำไมเขาทำอย่างนี้
เขาไม่น่าทำเช่นนี้

..... ดอกไม้ ..... พิจารณาดู..... สมมติเมื่อเรากำลังกลับเข้าบ้าน
มองเห็นควัน มีไฟลุกขึ้น ไฟกำลังไหม้บ้านของเรา
ถึงแม้เรามองเห็นว่า มีใครวิ่งหนีไปก็ตาม
เราไม่ต้องคิดสงสัยว่า เขาเป็นผู้ร้ายหรือเปล่า
สิ่งที่ต้องทำก่อนทุกอย่างคือ วิ่งเข้าไปหาทางดับไฟ
ให้เร็วที่สุด หาน้ำ หาเครื่องดับไฟ ผ้าห่ม ฯลฯ
ทำดีที่สุดเพื่อที่จะดับไฟให้สำเร็จ

เมื่อดับไฟแล้ว จึงค่อยคิดหาสาเหตุว่า ทำไมจึงเกิดไฟไหม้
เช่น เป็นอุบัติเหตุ หรือมีใครลอบวางเพลิง
มีใครประสงค์ร้ายคิดทำลายทรัพย์สมบัติของเราหรือไม่

เมื่อเกิดอารมณ์ ไม่พอใจ ไม่ต้องคิดหาเหตุว่าใครผิด ใครถูก
ระงับความร้อนใจของตัวเองให้ได้เสียก่อน
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ เมื่อใจสงบแล้ว
จึงค่อยคิดด้วยสติปัญญา ด้วยเหตุผล

 


ข้อ 5 เมื่อคิดว่าพร้อมเจรจาทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว เริ่มต้นที่ปัจจุบันค่ะ

หมายถึง คุณไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปในอดีต เพื่อเอาเรื่องที่ทำให้ทะเลาะกันมาพูดกันอีก เรื่องจบลงแล้ว เป็นอดีตแล้ว แต่ขอให้อยู่กับปัจจุบัน ลองถามคนข้างๆ (ย้ายจากฝั่งตรงข้าม มาอยู่ข้างเดียวกันแล้วนะ) ว่า ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกไม่ดีตรงไหน อยากให้เราทำอะไร ถึงจะทำให้คุณดีขึ้นขอให้บอกมา

ถ้าคนที่เราทะเลาะด้วย เป็นคนในครอบครัว สามี,ภรรยา, แฟน หรือคนใกล้ชิด ขอให้ตกลงกันไว้ก่อนว่า หากเราต้องทะเลาะกัน ขอให้การคุยกันอีกครั้ง เริ่มที่ปัจจุบันนะ ไม่ต้องยกเรื่องที่ทะเลาะกลับมาพูดอีก เพราะการถอยกลับไปในอารมณ์โกรธในอดีต ถ้าสติไม่แข็งแรง อารมณ์โกรธก็จะกลับมาได้อีกครั้งค่ะ

 

ทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นการดึงธรรมะมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง แน่นอนว่า อาจไม่ได้ครอบคลุม หรือ ตรงกับจริตของทุกคน แต่หากว่าข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อนี้ จะสามารถช่วยท่านใดให้สามารถ ดูแลความโกรธ และดูแลใจ ของท่านให้ดียิ่งขึ้นแล้ว ฉันขอยกความดีทั้งหมดน้อมถวายเป็นพุทธบูชา แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระธรรม และองค์พระอริยสงฆ์ ตลอดจนครูบาอาจารย์ทุกท่าน ไว้ ณ ที่นี้ ค่ะ

ขอให้ทุกท่านมีความสุข แม้ในวันที่เผชิญหน้ากับ ความโกรธ นะคะ

Smiley

 

 

 

 




 

Create Date : 01 เมษายน 2556    
Last Update : 3 เมษายน 2556 13:40:57 น.
Counter : 1048 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

newanatta
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Friends' blogs
[Add newanatta's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.