ยินดีต้อนรับสู่บล็อกของคนต้นไม้ที่ชอบเที่ยวจ้ะ!!!
Group Blog
 
All Blogs
 

โครงการพระราชดำริปางขอน เชียงราย


มีเหตุให้ต้องจรลีไปเชียงรายอีกแล้วค่ะ....

.....คราวนี้แม่แป้นได้รับการฉุดลากกระชากถูให้ไปทำงานในหมู่บ้านบริเวณรอบๆ โครงการพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ณ หมู่บ้านปางขอน อ. เมือง จ. เชียงราย โอ้ว....จริงรึนี่..นี่คือดอยในเขตอำเภอเมือง !!!

.....จริงๆแล้วงานของแม่แป้นไม่ได้อยู่ในโครงการหรอกค่ะ แต่อยู่ที่หมู่บ้านรอบๆ ด้านของโครงการตะหาก แต่อาศัยมีอดีตลูกศิษย์ชาวเขาที่เคยเข้ารับการอบรมกับแม่แป้นไปเป็นลูกจ้างอยู่ในโครงการ เลยได้เส้นสายเข้าไปขอชมสักหน่อย


เส้นทางถนนลัดเลาะไหล่เขาเข้าสู่โครงการพระราชดำริ ปางขอน ...ดินแดงๆ นั่น believe it or not! เป็น "ลานกีฬาต้านยาเสพติด" เตะบอลกระเด็นลงไปข้างล่างนั่น ลงไปเก็บสามวันจึงจะขึ้นมา


.....ภารกิจหลักของโครงการคือพัฒนาการเกษตรเพื่อเป็นอาชีพให้ชาวบ้านบนดอยสูง มีลักษณะคล้ายมูลนิธิโครงการหลวงอยู่ไม่น้อย แต่โครงการหลวงไม่มีพื้นที่ในความดูแลอยู่ใน จ.เชียงราย สองโครงการนี้จึงทำหน้าที่สนับสนุนกันและกันไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด


พืชพรรณที่ส่งเสริมให้ทดลองปลูกคือพวกไม้ผลเมืองหนาว (ท้อ บ๊วย) และกาแฟอาราบิก้า พื้นที่ปลูกบนขั้นบันไดสวยงาม ที่สำคัญคืออากาศเย็นทีเดียว แม่แป้นไปเดือนพฤศจิกายนสั่นงั่กเลยค่ะ


นอกจากไม้ยืนต้นก็มีพืชผักบนขั้นบันได มีแถบหญ้าแฝกกันดินพังทลาย ช่วงที่ไปปลูกผักกาดกวางตุ้งฮ่องเต้ อวบงามน่ารับประทาน ด้านบนสุดก็มีพืชสมุนไพร


.....สิ่งที่แม่แป้นค่อนข้างภูมิใจคือ อดีตลูกศิษย์ที่นำชมโครงการนั้น เขาค่อนข้างจะภาคภูมิใจและมีความเข้าใจในงานที่เขาทำเป็นอย่างดี เขาจะเล่าขั้นตอนขบวนการต่างๆ ของการปฏิบัติงานเกษตรที่เขารับผิดชอบอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ทั้งที่เขาก็เป็นเพียงแค่คนงานเกษตรเท่านั้นเอง อ้อ....ลืมบอกว่าลูกศิษย์สองคนที่นำชมนี้เป็นชาวเขาเผ่าเมี่ยน หรือ ที่คนไทยภาคกลางรู้จักกันในนาม เผ่าเย้า นั่นเอง



บำรุงดินโดยการทำปุ๋ยหมัก แต่แหม...แถวนี้หาเศษพืชมาทำปุ๋ยค่อนข้างยากนะคะ ผลผลิตส่วนมากก็ส่งเข้ากรุงเทพโดยรถแช่เย็น ปุ๋ยหมักเลยทำด้วยหน้าดินซะเป็นส่วนมาก ดินก็อยู่ในสภาพค่อนข้างดีอยู่แล้วค่ะ


ผลลัพธ์ของปุ๋ยหมักที่ทำเองออกมาอวบงามน่ากินแบบนี้


ป้องกันดินทลายโดยใช้แนวหญ้าแฝก เป็นพระราชดำริของในหลวงพระราชทานไว้นานแล้ว


.....บริเวณส่วนหน้าของพื้นโครงการ (ถัดจากประตูทางเข้า) ก็เป็นพลับพลาทรงงานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทุกๆ ปีในช่วงฤดูหนาว ประมาณธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะเสด็จมาทรงงานและติดตามโครงการพระราชดำริต่างๆ ในภาคเหนือ และแน่นอนต้องเสด็จที่นี่ด้วย ดังจะเห็นในข่าวพระราชสำนักเป็นประจำค่ะ



พลับพลาทรงงานที่ประดับตกแต่งไว้สวยงาม เพื่อรอรับเสด็จในเดือนถัดมา


กูดเวียนกูดอ้อมที่นำมาประดับพลับพลาที่ประทับอย่างสวยงาม กูดหรือเฟินพวกนี้หาได้ไม่ยากในป่ารอบๆ พื้นที่โครงการและภาคเหนือของประเทศไทย


....ใกล้เข้าไปอีกนิด


กูดต้น หรือ Tree fern ที่คนในเมืองเห็นแล้วน้าลายหยดก็มีให้เห็นโดยทั่วไป เฟินยืนต้นพวกนี้อายุหลายสิบปีทีเดียวค่ะกว่าจะโตได้ขนาดที่เห็นนี้


.....ลูกศิษย์ทั้งสองก็พาชมไปรอบๆ พื้นที่โครงการ เนื่องจากยังค่อนข้างใหม่อยู่มาก จึงไม่ค่อยมีอาคารสิ่งก่อสร้าง แม่แป้นก็หวังให้เป็นแบบนั้น คือให้ดำเนินงานแบบง่ายๆ เน้นประโยชน์ให้ชาวบ้านเป็นหลัก ไม่ใช่ตั้งสำนักงานหรูหรา ทุ่มทุนกับสิ่งปลูกสร้างและจ้างเจ้าหน้าที่ชั้นสูงมาดำเนินงานซึ่งช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่ชั้นสูงกับชาวบ้านจะกว้างขวางมโหฬารจนกระทั่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่ได้ผล และชาวบ้านจะมีแนวคิดว่าโครงการพวกนี้อยู่บนหอคอยงาช้างจับต้องไม่ได้

.....ที่ลูกศิษย์พาไปดูนั้นนอกจากแปลงผัก แปลงไม้ผลแล้วก็ยังมีเรือนเพาะชำที่ผลิตต้นกล้าทุกชนิดที่เพาะปลูกในโครงการ บ้านพักคนงานหย่อมหนึ่งจำนวนประมาณ 50 หลังคาเรือน ป่าไม้ธรรมชาติที่มีที่ว่างเปล่าสำหรับอนาคตจะปลูกพวกเชสนัท และไม้ผลต่างๆ แทรกลงไป ถ้าได้ผลดีก็จะส่งเสริมให้ชาวบ้านทำตาม มีลานกว้างบนยอดเขาตั้งเสาธงชาติไว้ เป็นที่สำหรับคนงานได้เข้าแถวเคารพธงชาติด้วยและจำหน่วยจ่ายงานประจำวัน มุมที่ตั้งเสาธงสวยมากค่ะเสียดายถ่ายภาพไม่ได้เพราะต้องเล็งจากมุมไกลจึงจะครอบคลุมได้หมดลาน ไม่มีมุมถ่ายค่ะ



ไม้ดอกไม้ประดับของโครงการ


ดอกตูมๆ ของ "ตะไคร้ต้น" สมุนไพรที่สามารถนำไปใช้ใส่น้ำพริกได้ หอมจัดเหมือนตะไคร้ และสามารถกลั่นเอาน้ำมันหอมระเหยจากผลเพื่อนำไปทำสารขับไล่แมลงได้


ตะไคร้ต้น.....ดอกบาน


.....เราไปถึงเมื่อค่อนข้างเย็นมากแล้ว นัดหมายชาวบ้านหมู่บ้านข้างเคียงไว้ตอนกลางคืนเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาการทำมาหากินและปัญหาบนที่สูง แว่บๆ มาเที่ยวที่นี่เป็นของแถม พอชมได้ทั่วโครงการก็แสงสุดท้ายแห่งวันเสียแล้ว อากาศก็หนาวเหลือใจ ล่ำลาเลยดีกว่า



ตะวันลับฟ้าที่ปางขอน
ถ่ายโดยใช้เทคนิค Sunglass Technique ....ไม่ต้องขมวดคิ้วค่ะ ง่ายๆ คือเอาแว่นกันแดดไปบังแสงหน้าเลนส์เท่านั้นเอง อิๆๆๆๆ




ลาจากด้วยดอกหญ้าสีม่วงอมฟ้าชนิดนี้ พบเห็นได้ทั่วไปตามบริเวณนั้น แม่แป้นว่าน่าจะนำมาเพาะขาย ดอกสวยแปลกตามาก หลายคนคงจะถามว่าเก็บเมล็ดมาหรือเปล่า เสียดายจังที่จะตอบว่า "ไม่ได้เก็บ" ไม่รู้เป็นไรสิ ไม่ชอบเก็บอะไรมาจากไหนเลย ยกเว้นภาพถ่าย




เวลาว่างจากการทำงานที่หมู่บ้านชาวเขา จ. เชียงราย


.....จากโครงการพระราชดำริปางขอน (บล็อกข้างล่าง) มา ก็กลับมาที่หมู่บ้านที่ไปทำงาน นึกว่าจะพูดจากันง่ายเพราะอยู่ใกล้โครงการฯ กลับตรงข้ามค่ะ ชาวบ้านที่เป็นชาวเขาเผ่าเย้า (ถือว่าเป็นเผ่าที่พัฒนาที่สุด เทียบกับเผ่าอื่น) แต่....

.....พอได้ลงมือนั่งพูดคุยกันเขาแอนตี้เราทุกอย่างค่ะ จุดกำเนิดมันมาจากหมู่บ้านติดกันได้เป็นหมู่บ้านบริวารของโครงการฯ แต่หมู่บ้านนี้ฝาติดกันดันไม่ได้เป็น ก็เกิดการแอนตี้ราชการ ใครก็แล้วแต่มาจากราชการก็รับไปเต็มๆ เขาไม่ฟัง ไม่รับสิ่งที่เราพูดเลย แต่หน้าที่เราคือทำงานนี้ให้ตลอดรอดฝั่ง เป็นหัวหน้าชุดด้วย ถ้ายอมแพ้ก็เสียชื่อสถาบันหมด ระหว่างถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดง มีคนมากระซิบว่าคนหัวแข็งที่สุดที่นำชาวบ้านแอนตี้พวกเราดีอดีตเคยออกป่าเอียงซ้าย เคยไปเป็นตังเกที่หาดใหญ่ เลยมีอาการหัวแข็งมากเป็นพิเศษ กล้าพูดกล้าคิด

.....งานแม่แป้นแทบไม่บรรลุผลค่ะ เหนื่อยใจมากกกกกก เลยเดินไปชมต้นไม้ดีกว่า

ชมสวนรอบๆ หมู่บ้าน
.....ชาวบ้านดำรงชีพด้วยสวนลิ้นจี่และชาค่ะ ชาวเขาสมัย 20-30 ปีที่แล้วอาจปลูกข้าวไร่ ไว้บริโภค ปลูกข้าวโพดไว้ให้หมูกิน เลี้ยงไก่นิดหน่อย เลี้ยงหมูนิดหน่อยไว้ประกอบพิธีกรรม อาหารบริโภคประจำวันก็น้ำพริก ผักต้ม ผักก็หาเก็บเอาตามป่าค่ะ ยอดไม้ยอดไร่ ไม่ค่อยมีโปรตีนหรอก

.....แต่ปัจจุบันเนื่องจากความจำกัดขอพื้นที่ทำการเกษตร เขาเลยต้องปลูกพืชมูลค่าสูง (สวนทางกับพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" ของพระเจ้าอยู่หัว) เพื่อเอาสตางค์มาซื้อข้าวรับประทาน มองอีกแง่ ไม้ยืนต้นก็ดีนะคะ ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำดี ทำหน้าที่แทนป่า แต่ปีที่ผ่านมาลิ้นจี่ถูกเหมือนให้ฟรีนี่สิ ว้า....ไม่อยากพูดเรื่องการเมือง พอดีกว่า

....เข้าไปในสวนชาวบ้านก็จะเจอะ ลิ้นจี่ ข้าวโพดเทียนบ้าง (ไว้บริโภค ต้มให้ลูกหลานกิน) ผักกวางตุ้ง...ปลูกง่ายโตเร็ว ซาโยเต้หรือฟักแม้ว ก็ปลูกง่ายโตเร็ว ยอดกินได้ ผลก็กินได้ เอามาผัดใส่น้ำมันหอย




ทางเข้าหมู่บ้านห้วยแก้วค่ะ เห็นแปลงลิ้นจี่และพืชไร่ พืชผักอยู่บนไหล่เขา


สงบร่มเย็นดีค่ะ....แต่....งานของแม่แป้นไม่ราบรื่นเลยที่บ้านนี้


ซาโยเต้...มะระหวาน...ฟักแม้ว...มะเขือเครือ...แล้วแต่จะเรียก



เรื่องเล่า....เจ้าซาโยเต้ (Chayote)

.....เจ้าซาโยเต้นี้ (ชื่อละติน Sechium edule Sw.) มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจค่ะ อ่านจากที่ไหนก็จำแหล่งที่มาไม่ได้แล้วค่ะ เขาว่าพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดที่ละตินอเมริกา แต่พบเห็นแพร่หลายทั่วไปตามดอยทางเหนือของไทย เพราะตามติดมากับมิชชันนารีที่มาเผยแพร่ศาสนาเมื่อ 40-50 ปีก่อน

....คนเมืองเหนือเรียก "บ่าเขือเครือ" (แปลว่ามะเขือที่เป็นเถา...แต่แท้จริงไม่ใช่พืชตระกูลมะเขือค่ะ) คนถัดเหนือไปนิดเรียก "ฟักแม้ว" แต่คำว่าแม้วไม่สุภาพนะคะ ประมาณ "เจ๊ก" (ขอโทษ) ที่ใช้เรียกคนจีนแหละค่ะ คนกรุงเทพเรียก "มะระหวาน" ขึ้นเหลาแล้วกลายเป็น "ซาโยเต้" สวยหรูเป็นอาหารมีระดับ

.....ที่จริงแล้วซาโยเต้ปลูกง่ายขึ้นง่าย เหมาะจะทำเป็นพืชสวนครัวหลังบ้าน ยอดก็ผักน้ำมันหอยได้ ผลก็เอามาหั่นแฉลบๆ ผัดน้ำมันหอย หรือเอาฝานบางๆ แช่น้ำให้หมดยางแล้วแช่เย็นเป็นผักจิ้ม เอาต้มหรือนึ่งกินกะน้ำพริกหนุ่มก็ได้ ฯลฯ มันอยู่ที่การโฆษณานะ ของทิ้งปรือดินปรือทรายก็กลายเป็นอาหารเหลาได้ เพื่อนมาจากกรุงเทพมาขอให้พาไปทาน กทม. จานละ 60 (ที่นี่แจกฟรีๆ บางทียังไม่เอาเลย ของถูกๆ เท่อๆ ขอกินฟรีได้)




ดอกชา...พืชสำคัญบนที่สูงทางเหนืออีกอย่างหนึ่ง


ดอกผักกวางตุ้ง ผักที่ทานอร่อย ดอกสวย


มะเกี่ยงแขก...มะหลอด จิ้มเกลือเปรี้ยวๆ


ดอกผักไผ่ หรือ ผักแพว (ทำไมต้นไม้ต้องมีหลายชื่อด้วยนะ) เพิ่งรู้ว่าชาวเขาก็บริโภคเจ้านี่เหมือนกัน



ไปชมป่าข้างๆ หมู่บ้านบ้าง




ประปาภูเขา ภูมิปัญญาท้องถิ่น แท้ๆ
แบบนี้เริ่มหาดูยากแล้วค่ะ กลายเป็นท่อพีวีซีไปหมดละ



ประปาภูเขา....เชาวน์ปัญญาท้องถิ่น

.....เล่าเรื่องประปาภูเขาสักหน่อย เผื่อมีคนไม่รู้จัก

.....บนภูเขาสูงไม่สามารถเจาะบ่อบาดาลได้ (จินตนาการดูค่ะ ระดับน้ำใต้ดินจากพื้นราบก็ประมาณ 6-10 เมตร แต่วัดจากยอดดอยลงมา มันจะตกเท่าไร ดอยเมืองไทยก็ประมาณ 1000 เมตรขึ้นอ้ะ) แต่โชคดีที่ป่าไม้...แม้จะเหลือน้อย เป็นแหล่งดูดซับน้ำฝนไว้ แล้วปล่อยออกมาทางราก เป็นน้ำซึมน้ำซับ ค่อยๆ ไหลรวมกันเป็นลำธาร ชาวบ้านสมัยก่อนนู้นนนนน...ก็ต้องไปตักน้ำจากลำธารมาใช้อุปโภคบริโภค

.....ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกิดขึ้นที่จะลดภาระการต้องเดินไปตักน้ำ เขาก็ทำ "หัวน้ำ" คือทำแอ่งน้ำเล็กๆ กว้างยาวไม่เกิน 5 เมตร (ตามความต้องการบริโภคแต่ละจุด) เป็นที่กักน้ำ แล้วก็หากระบอกไม้ไผ่มาเจาะทะลวงปล้องออกให้เป็นท่อประปา หรือผ่ากระบอกก็ได้เพื่อทะลวงข้อออกง่ายขึ้นไปรับน้ำจากหัวน้ำมา ใช้กระบอกหลายๆ ท่อนต่อๆๆๆๆ กันมาจนถึงบ้าน หรือแปลงเกษตร บางจุดก็เป็นจุดสาธารณะให้คนไปรองรับน้ำมาใส่ภาชนะที่บ้าน ช่วยย่นระยะทางได้มากโขทีเดียว เย็นๆ ค่ำๆ ก็อาจจะเห็นสาวน้อยใหญ่มาอาบน้ำกันตามจุดปล่อยน้ำสาธารณะแบบนี้

.....ทุกวันนี้แบบกระบอกไม้ไผ่แท้หาชมยากค่ะ ชาวบ้านใช้ท่อพีวีซีแทนเสียแล้ว เพราะทนทานกว่ากระบอกแยะ



เดปชนิดหนึ่งกระมังคะ?


ย่านลิเภา เฟินเลื้อยที่พบเห็นทั่วไปตามดอยทางเหนือ (แต่ชื่อเป็นปักษ์ใต้นิ?)


เฟินอะไรม่ายรู้ ใบสวยเหมือนที่เขาตัดปักแจกัน


ดอกไม้สีขาวสวย เข้าใจว่าเป็นตระกูล "ปิ้งขาว"


ดอกหญ้าน่ารัก นาม "ฮ่อมดง"


ตระกูลผักเป็ด


ม่วงเข้มสวยจัง


เหนื่อยใจมากๆ คุยกะเจ้ามอมนี่ดีกว่า อาจจะรู้เรื่องกันดีกว่าพูดกะคน บ๊อก! บ๊อก!



.........จบลงด้วยความเหนื่อยใจค่ะ ตลอดชีวิตการทำงาน เกือบ 20 ปี ไม่เคยเจอชาวบ้านแบบนี้สักที มีแต่มีน้ำจิตน้ำใจ เดินผ่านบ้านไหนก็เรียกขึ้นเรือนชานกินข้าว แต่ทำไม๊ ทำไม ที่นี่มองโลกแง่ร้ายกันเหมือเกิน หลุดจากที่นี่มาได้แม่แป้นเสียศูนย์ไปเป็นสัปดาห์เลย น้องทีมงานที่เป็นชายอกสามศอกมาบอกภายหลังว่า "เห็น(เขา)เถียงพี่ฉอดๆ ผมก็เก็บของขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว ถ้า(เขา)ควักปืนออกมาผมก็สตาร์ทรถโกยแน่บแน่ๆ....ต่อให้ลืมเครื่องปั่นไฟราคาสามหมื่นผมก็ไม่กลับไปเอา ยอมควักกระเป๋าใช้หนี้หลวงดีกว่า"


.......อะโธ่ !!! จะใส่ตีนหมาก็ไม่สะกิดกัน ปล่อยให้เรายันกะพวกนั้นอยู่ได้เป็นชั่วโมง


....หลังจากกลับมาถึงก็มีข่าวครูอาสาสมัครต่างชาติในหมู่บ้านชาวเขาโดนข่มขืนน่ะค่ะ (ออกถึงลูกถึงคนด้วย) เหตุเกิดที่พื้นบริเวณใกล้เคียงกันนั่นแหละ แม่แป้นซึ่งเคยคิดว่าตัวเองเป็นสาวอกสามศอกไม่ค่อยจะหวั่นไหวกับอะไร ขอยอมรับงานนี้เลยค่ะ ว่า "กลัว" สายตาไม่เป็นมิตรอาฆาตมาดร้ายยังติดตาอยู่จนปัจจุบันนี้ แม้ว่าจะผ่านไปจะครบอรอบปี พย. นี้แล้วค่ะ




 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 27 ธันวาคม 2549 10:27:34 น.
Counter : 786 Pageviews.  

แม่แป้นแจ้นไปลาวนู่นเลย.....!!!!!


พค. 2547 แม่แป้นมี Mission Impossible ต้องไปเยี่ยมสถาบันพี่น้องที่เวียงจันทน์ สปป. ลาว โน่นเลยจ้ะ ไม่เคยไปเล้ย....ต่างประเทศแถวนี้เนี่ย ไปสักทีก็ดีเหมือนกัน กาลครั้งหนึ่งซึ่งเป็นปีที่มี World Tech ที่โคราช เกือบได้ไปเหมือนกันค่ะ แค่ไปยืนแหงนๆ ใต้สะพานมิตรภาพ ไม่ได้ข้ามไปเพราะเวลาไม่พอ หนนี้ไม่ข้ามไม่ได้แล้ว....

แม่แป้นไปทริปยาวหน่อย 7 วันแน่ะ ไปเยี่ยมสถาบันพี่น้องทางอีสานด้วย ขอนแก่น มหาสารคาม หนองคาย สุดท้ายจึงแล่นข้ามสะพานไปเวียงจันทน์ เพื่อเยี่ยม National University of Laos วิทยาเขตดงโดก เรื่องงานเรื่องการขอไม่เล่าดีกว่าเนาะ ไม่น่าสน เล่าเรื่องเปิดหูเปิดตาดีกว่า

ช่วงที่ไปหนองคายเขากำลังฉลอง 10 ปีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวอยู่ ไม่น่าเชื่อเนอะ ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ



แม่น้ำโขงยามหน้าแล้ง เสียดายภาพสะพานไม่ได้มาเพราะแม่แป้นกำลังอยู่บนสะพานจ้ะ




ด่าน ตม. ที่จะข้ามไปฝั่งกระนู้นค่ะ สังเกตเครื่องหมายจราจรรูปกากะบาดที่กลางภาพ เป็นสัญลักษณ์ว่าจะต้องมีการสลับเลนตรงนี้ จากซ้ายไปขวาเพราะลาวเขาขับขวาตามฝรั่งเศส




นี่ด่าน ตม. ที่ไปค้างแหง็กรอตรวจเอกสารนานมาก!!!! แม่แป้นชอบอักขระลาวมากๆ ค่ะ ได้ลงมือเรียนเขียนอ่านจนสะกดได้ (ช้าๆ) เรียนเองผสมกับเพื่อนซาวลาวสอนให้ เจ้าตัวสีแดงๆ ในภาพ อ่านว่า "สาทาละนะลัดปะซาทิปะไตปะซาซนลาว หมั้นยืน" (แปลว่า "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมั่นยืน = ยั่งยืน น่ะแหละ) เจ้าค่ะ


แม่แป้นเคยมีปฏิสัมพันธ์กับอ้ายน้องลาวอยู่เนืองๆ เพราะบ้านใกล้เรือนเคียง เคยจัดคอสฝึกอบรมให้เพื่อนบ้านหลายประเทศจะมีลาวแถมมาเสมอ เป็นประเทศเดียวที่ไม่ปวดหัว (...เท่าไร) ในการสื่อสาร คนลาวเข้าใจภาษาไทยกว่า 90% แต่คนไทยเข้าใจภาษาลาวน้อยหน่อยประมาณ 75-80% บางคำต้องแปลลาวเป็นลาว!!!!! ก๋วยเตี๋ยวเรียก "เฝอ" (มาจากภาษาญวนเลย)....สั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่พูดว่า "เฝอเส้นโต".... -_-" ...แก้วต้องเรียก "จอก" ...ส่วนขวด เรียก "แก้ว" งงดีมะคะ?

โจ๊กอื่นไม่ขอเล่าละค่ะ คนไทยเอามาเล่าตลกโปกฮากันมากพอควรแล้ว เดี๋ยวนักสิทธิมนุษยชนจะเข้ามาโจมตีแม่แป้นว่าหมิ่นเพื่อนบ้าน

คนลาวมาอบรมเมืองไทยสื่อสารได้เกือบ 100% ถ้าพูดไทย แต่ปัญหามันอยู่ตรงคอสมันไม่ได้จัดเป็นภาษาไทยอะสิ มันเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษกับคนลาวก็...พอๆ กะคนไทยกับภาษาจีนแหละ

หลายๆ อย่างของเมืองลาวแม่แป้นชื่นชมนะคะ เขาค่อนข้างอนุรักษ์นิยม สาวๆ ใส่ซิ่น (เกือบ 100%) ชอบมากผ้าซิ่น มันเรียบร้อยน่ะ นั่งยังไงไม่โป๊ การที่คนเราอนุรักษ์นิยมไม่ยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้ามา ประเทศชาติจะมั่นคงนะ ไม่เสียดุลการค้า ไม่เกิดฟองสบู่แตกแบบไทยเลนด์ที่แตกแล้วแตกเล่าซ้ำซาก กลัวอยู่อย่างเดียวแหละว่าคนลาวจะลอกเลียนวิถีชีวิตไทย ก็ดูทีวีไทยเสียส่วนมาก ฟังวิทยุไทย อ่านหนังสือพิมพ์ไทย อ่านหนังสือดาราไทย ฯลฯ



ผู้บ่าวซาวลาว...จนท. ตม.และกักพืช-สัตว์ที่ด่าน




ผู้สาวซาวลาว....น้องๆ สาวเสิฟที่ร้านอาหารเจ้าอร่อยริมๆ เวียงจันทน์


แม่แป้นชอบดูตามถนนหนทางจริงๆ เลย จะเห็นสาวๆ ชาวลาวทำงานออฟฟิศใส่ผ้าซิ่นเสื้อเชิ้ตแขนสามส่วนตามสมัยนิยม รองเท้ารัดส้น นักศึกษาก็ใส่เสื้อเชิ้ตขาวกับผ้าซิ่นสีน้ำเงิน งามหมดจดน่าดู ผู้ชายแต่งแบบสากล...ช่างเขา เมืองไหนๆ ชายก็ไม่ค่อยใส่ชุดประจำชาติอยู่แล้ว เช่น เมืองอินเดียงี้ ไม่รู้เพราะอะไรหญิงจะอนุรักษ์มากกว่า


เสร็จการเสร็จงานก็ไปเที่ยวชมเมือง เวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงใหม่ เมืองหลวงเก่าคือหลวงพระบาง ดังนั้นเวียงจันทน์ก็มีแต่ตึกราอาคารใหม่ๆ คนที่ไปก็ไปดูธาตุหลวง หอพระแก้ว ที่พักท่านประธานไกรสอน พมวิหาน ฯลฯ แต่แม่แป้นไม่ได้ไปเลย ดีที่สุดไปดูแค่ประตูชัยกับตลาดเช้า (ไปซื้อของฝาก แต่ก็ซื้อไม่ลงอยู่ดี แพงจัง..สุดท้ายได้กลับมาซื้อฝั่งท่าเสด็จ จ.หนองคาย ของเหมือนกันเด๊ะๆ ราคามิตรภาพกว่า ที่โน่นโขกสุดๆ แถมไม่ยอมลดอีกต่างหาก)



ไปเวียงจันทน์ก็ต้องไปปะตูไซ (ประตูชัย)...ไม่มีพลาด


ย่านรอบๆ ประตูชัย คงประมาณๆ ย่านถนนชอง อาลิเซ่ของฝรั่งเศสน่ะ นะคะ แต่สเกลและความหนาแน่นต่างกันหลายขุม เมืองเวียงจันทน์ยังสงบสงัดกว่ามาก เนื่องจากพวกเรามีเวลาน้อยกัน ท่านไกด์กิติมศักดิ์เลยพามาปล่อย 2 ที่พอ ประตูชัยและตลาดเช้า ทำไมเรียกตลาดเช้าไม่ทราบทั้งๆ ที่เปิดตลอดวัน ในนี้ก็มีสินค้ามากมายหลายอย่างเหมาะจะซื้อเป็นของฝาก ผ้าซิ่น ผ้าทอ ผ้ายก ผ้าพื้นเมืองลาวแยะมากๆ ตาดีๆ นะคะ ตาดีได้ตาร้ายเสีย ไหมแท้/ทอมือ/ยก จะแพงกว่าปกติ (หลักพัน) อย่าให้เขาหลอกเอาผ้าทอโรงงานใยสังเคราะห์ไม่ยกไม่เยิกอะไรมาขายแพงๆ ต้องดูให้ขาด (ไม่ใช่ดูผ้าขาดนะคะ หมายถึงดูให้ละเอียดถ่องแท้)

อีกอย่างหนึ่งผู้มีประสบการณ์กล่าวว่าถ้าเว้าลาวได้ราคาก็จะหย่อนลงอันโนมัติ ได้ไม่ได้มั่วไปก่อน เขาจะเอ็นดู....ขอบอกไว้ก่อนว่าคนลาวไม่ได้เห่อคนไทยหรอกนะ ไม่เหมือนคนไทยเห่อฝรั่ง เขาเห็นธรรมดาๆ เห็นจนชิน





ถนนหนทางแถวๆ นั้น (หน้าตลาดเช้าแหล่งซื้อสินค้าพื้นเมืองของเขา)


นอกจากเครื่องนุ่งห่มก็มีเครื่องเงิน (ยิ่งดูยากกว่าผ้าอีก) แล้วก็เครื่องไฟฟ้าเมด อิน ไชน่า รัสเซีย (อย่าซื้อเลย ใช้สองวันเจ๊ง) แม่แป้นเลยได้ซื้อแค่หนังสือภาษาลาว-อังกฤษ มาเล่มเดียว ไม่ถูกเลยนะ 180 แน่ะ ของที่นี่ราคาค่อนข้างสูงทั้งที่รายได้เขาไม่มากนะ แม่แป้นละง้ง-งง คนท้องถิ่นเขาอยู่กันยังไง เงินเดือน 1,000-1,500 บาท (เทียบเท่า) ซื้อผ้านุ่งผืนละ 150 อาหารจานละ 30 อะไรทำนองนี้



กินไอติมเมืองลาวกันดีกว่าค่ะ เป็นไอติมตัดหรือไอติมโบราณ จะซื้อต้องเอามีดตัดๆๆๆ เป็นชิ้นพอเหมาะ ภาษาลาวเรียกไอติมว่า "กะแล่ม" น่ารักน่าชัง น่ารับประทานดี แท่งละ 10 บาท


เสร็จงานเสร็จการก็กลับกันค่ะ ขามาจากบ้านเราสะพานมิตรภาพเรียกว่า "สะพานมิตรภาพไทย-ลาว" แต่ไปจากเมืองลาว....สะพานเดิมเนี่ยแหละ กลับเรียกว่า "ขัว(สะพาน) มิดตะพาบลาว-ไท" อิๆๆๆๆๆๆ ต่างมุมมอง เป็นปรัชญาชีวิตนะเนี่ย ว่ามองอะไรอย่ามองแต่ด้านเราด้านเดียว .......ไปโน่นเลยแม่แป้น



ปิดท้ายด้วยภาพการฉลอง 10 ปีสะพานมิตรภาพไทยลาว



คืนนั้นเลยได้ออกมายืนระเบียงหลังห้องของโรงแรม ดูเขาประกวดพลุเนื่องในโอกาส 10 ปีสะพานมิตรภาพ สวยงามมาก เสียดายไม่ได้ไปดูใกล้ๆ กลับมาบ้านมาดูทางทีวี โอ้ววววว อลังการค่า เขาประกวดกันเจ้าละ 3-4 พันนัดไปถึงหมื่นนัดเลย

เอ๊...คนไทยทั้งนั้นทำพลุสวยๆ ทำไมเวลามีงานมีการชอบไปซื้อพลุญี่ปุ่นมั่ง ไต้หวันมั่งมา ชุดละหลายตัง????


แม่แป้นหยุดการบ่นเวียงจันทน์แค่นี้ก่อนค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาเชียร์ตั้งแต่ยังไม่เสร็จแน่ะ....




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2548    
Last Update : 27 ธันวาคม 2549 10:28:14 น.
Counter : 1023 Pageviews.  

แม่แป้นควง Nik CP3100 ลุยเชียงราย


...แม่แป้นเล่าข้ามไปจากทริปแรกไปอ่างขาง...กล่าวคือเมื่อลงจากดอยตุงเชียงราย ก็ชวนกันกับพ่อจา พนมว่าจะไปขี่ม้าชมดอกไม้ที่แม่สายและสามเหลี่ยมทองคำกันสักหน่อย ชะรอยดวงจะต้องได้ไปใช้กรรมเก่าตรงสามเหลี่ยมทองคำพอดี ไปถึงปุ๊บ จอดรถหน้าพระพุทธรูปองค์ขาวเลย ลงรถเบาะนั่งไม่ทันหายอุ่น ก็มีเสียง โพละ!!!! พองาม

.....โน่น....รถแม่แป้นโดนขี้เมาชนก้นบู้บี้เลย รถพึ่งถอยมาได้ไม่ถึง 6 เดือนเอง

ความเซ็งเรื่องโดนชนบวกกับระเบียบวิธีทางกฏหมายมันมากแค่ไหนแม่แป้นไม่ต้องบอกละนะคะ เด๋วจะเสียอรรถรสไปเปล่าๆ ข้ามไปเลยว่าวันนั้นก็จำต้องทิ้งรถไว้ที่อู่ ประกันรับไปดูแล ทิ้งรถไว้ 1 เดือนเต็ม แล้ววันนี้ >>> 14 กพ. 47 แม่แป้นก็มีนัดวันวาเลนไทน์ นัดไปรับรถคืนค่ะ




ฟ้าหน้าหนาวไม่ได้ถ่ายไว้ เอาฟ้าหน้าฝนไปแทนค่ะ


ระยะทางระหว่างเชียงใหม่-เชียงรายเป็นระยะทางเพียง 180 กม. แต่ไม่เคยใช้เวลาน้อยกว่า 3 ชม. สักครั้งเดียวไม่ว่าไปรถเล็กรถใหญ่ เพราะหนทางเป็นภูเขา แม่แป้นเลยไม่ได้เถลไถลไปไหนสักเท่าไร เที่ยงรับรถ แล้วมุ่งหน้ากลับ แต่ขากลับผ่าน วัดร่องขุ่น ก็แวะเสียหน่อย...อยู่ระหว่างทาง ก่อนถึงแยกแม่สรวยไม่กี่ร้อยเมตร

ช่วงนั้นอาจารย์เฉลิมชัยไม่ได้อยู่ รู้สึกจะมีงานนิทรรศการภาพที่ กทม. ...ท่านยังระดมทุนอยู่เรื่อยๆ วัดร่องขุ่นงามสมคำล่ำลือ ละเอียดทุกตารางนิ้ว



โบสถ์จะตั้งอยู่ในสระ มีสะพานเชื่อม (สะพานก็งามหยดไม่แพ้กัน) อ่านนิยามท่านว่าหมายถึงสะพานเชื่อมโลก (กิเลสอาสวะ) กับสรวงสวรรค์ (การหลุดพ้น) ประมาณๆ นี้ค่ะ






อุปกรณ์ตกแต่งประดับประดาโบสถ์ เรียกชื่อไม่ใครถูกค่ะ มีเสมา หางหงส์ (ไม่ได้มาแต่หางมาทั้งตัวเลย) และอะไรบางอย่างเรียกไม่ถูก


วันหลังจะแวะเที่ยวอีกค่ะ สวยประทับใจมั่กๆ


แล้วก็ควงรถสุดเลิฟกลับเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพค่ะ




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 27 ธันวาคม 2549 10:28:35 น.
Counter : 583 Pageviews.  

แม่แป้นกับ Nikon Coolpix3100 เดทครั้งแรกไปอ่างขาง-ดอยตุง-พระบาทห้วยต้ม


.....ชีวิตแม่แป้นมันเศร้าๆ พิกล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2547 มีหนุ่มเหน้าหน้าตาคล้ายๆ จา พนม อุตส่าห์หอบหิ้วกล้องดิจิตัลตัวแรกในชีวิตที่ได้จับ Nikon Coolpix 3100 ตัวจิ๋วๆ เกือบกำมิดในอุ้งมือมาฝาก แต่เจ้ากรรมจริงๆ ฝากแต่กล้องกับเมมโมรี่ขนาดจำกัดจำเขี่ย 16M ที่ติดมากับกล้องนั่นเอง + ถ่านชาร์จคู่เดียว....ส่วน...เมมโมรี่ขนาด 256M เอย...64M เอย....ที่ชาร์จถ่าน...คู่มือ คุณเธอลืมเอามาหมดเลย ต้องส่งตามมาภายหลัง (หลังจากทริปนี้จบ) ก็แล้วจะทำไงดีหนอ ทริปนี้ดอกไม้สวยๆ ทั้งนั้น ตกลงก็ได้ภาพมาอย่างละนิดละหน่อย ขนาดใหญ่กว่ากลักไม้ขีดจิ๊ดเดียว แถมคนถ่ายงกๆ เงิ่นๆ ถ่ายมาชัดบ้างไม่ชัดบ้าง เก็บไว้ดูเป็นอนุสรณ์ค่ะ



แม่แป้นขับไปเองเป็นสามารถ หนทางยากสุดเดช...ไม่เคยขับเองเลยนะนี่



ถึงแล้วค่ะมุมยอดนิยมอ่างขาง



นางพญาเสือโคร่งกำลังบานค่ะ




ชมดอกไม้ดอกไร่ค่ะ



แม่แป้นกำลังละห้อยละเหี่ยกับอาการ 1. กล้องหมดถ่าน 2. เมมโมรี่เต็ม




แล้วแม่แป้นก็แจ้นรีบกลับลงมา กลัวค่ำกลางทางค่ะ...นี่รถคู่ใจกับดอกพญาเสือโคร่ง



จากอ่างขางก็ตรงไปเชียงรายค่ะ ระหว่างทางก็ผ่านสวนส้มอ. ฝาง และ อ. ท่าตอน เมืองเล็กๆ ที่น่าอยู่มากๆ สงบเงียบ แต่ก็ไม่เหงาเพราะมีนักท่องเที่ยวไปล่องแพกันจำนวนไม่น้อย มีที่พัก โรงแรม เกสต์เฮาส์ ฯลฯ น่าไปพักมากเลยค่ะ




บรรยากาศท่าตอนเมื่อมองจากยอดเขาที่ตั้งของวัดท่าตอน




แล้วก็ไปถึงดอยตุง เชียงรายจนได้ ด้วยความหงอยเหงาเพราะหมดทรัพยากร ภาพนี้ถ่ายจากกล้องฟิล์มค่ะ




ไปกราบพระธาตุดอยตุงกันค่ะ




พระพุทธรูปที่สามเหลี่ยมทองคำ



ต่อจากนั้นก็เดินทางไกลอีกครั้งค่ะ จากเชียงใหม่ไปพระพุทธบาทห้วยต้ม อ. ป่าซาง จ. ลำพูน เพราะพ่อจา พนมคนเดิมมีความประสงค์จะไปกราบพระครูบาวงศาพัฒนาและชมพระธาตุที่นั่นค่ะ ศรัทธาแรงกล้าขนาดเตรียมผ้าไตรมาจากบ้านเลยแหละ




นี่ค่ะรูปปั้นพระครูบาชัยวงศาพัฒนา ผู้ดำริสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย


...และพระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย สร้างขึ้นตามนิมิตรของพระครูบาชัยวงศาพัฒนาเพื่อบรรจุพระธรรมคำสอนและพระพุทธรูปจำนวน 84,000 องค์ งามสง่าโอฬารน่าทึ่ง




และขากลับเชียงใหม่ก็ไม่ลืมแวะนมัสการพระธาตุลำปางหลวงด้วย




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 27 ธันวาคม 2549 10:28:51 น.
Counter : 724 Pageviews.  


แม่แป้น 026
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




"แม่แป้น" เป็นนิคเนมล่าสุดที่เพื่อนชาวเน็ทตั้งให้อันเป็นภาคย่อของ "พังแป้น" ชื่อตัวละครที่เป็นช้างของชัยพฤกษ์การ์ตูน (ถ้าจำไม่ผิด) สงสัยเพราะเขาได้แรงบันดาลใจจากรูปร่างสะโอดสะองของแม่แป้นเป็นแน่
ชื่ออื่นๆ ของแม่แป้นอาจจะพบได้ในที่อื่นคือป้าบี (be_bee_th หรือ pa_bee หาตัวได้ที่ yahoo.com) เพื่อนตัวเป็นๆ เรียก "อ." ...ที่บ้านเรียก "น." เพื่อนที่พันทิปเรียกจู๋น, จู๋นๆ, จานจู๋น (มาจากชื่อ ๐๒๖ น่ะเองค่ะ) บางทียกหูโทรศัพท์ขึ้นมาก็งงตัวเองว่า ควรจะรายงานตัวว่าใครกำลังพูด !!!

Friends' blogs
[Add แม่แป้น 026's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.