พื้นที่เล็กๆ:เราใช้จ่ายไปด้วยกัน
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
14 กรกฏาคม 2550
 
All Blogs
 
คนบ้า

รบกวนคุยสักนิด
:เรื่องสั้นเรื่องนี้ มีเนื้อหาหลักคือต้องการสะท้อนสังคม ถูกเขียนขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้ว เพื่อจะส่งประกวดรายการๆหนึ่ง ตัดสินใจอยู่นานกว่าจะเอามาโพสในblog เพราะเป็นเรื่องสั้นที่ค่อนข้างยาวพอสมควร(ประมาณ7หน้ากระดาษ)
เหตุผลหลักที่นำมาโพส คืออยากให้คนอ่านได้มุมมองและข้อคิดเล็กๆน้อยๆจากเรื่องสั้นเรื่องนี้บ้าง

ด้วยความปรารถนาดี
:อย่างที่บอกไปนะคะ เรื่องสั้นเรื่องนี้ค่อนข้างยาว อาจรบกวนเวลาของคุณเยอะพอสมควร ไม่ต้องรีบคอมเม้นท์ก็ได้คะ ลองอ่านไปเรื่อยๆ อ่านตอนว่างๆก็ได้คะไม่รีบ


เรื่องสั้น : คนบ้า
ผู้เขียน : ตวงทิพย์ พรมเขต



ปัง! เสียงที่ดังขึ้นทำให้ลูกค้าในร้านก๋วยเตี๋ยว หันไปมองที่มาของเสียงด้วยความตกใจ สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่กับชายผมเผ้ายุ่งเหยิงซึ่งอยู่นอกร้าน เนื้อตัวดำคล้ำสวมเสื้อผ้าขาดๆ ทำให้ลูกค้าบางคนเบือนหน้าหนี เพื่อนที่นั่งตรงข้ามหันมาสบตากับฉัน คล้ายกับมีความนัย ก่อนจะมองออกไปข้างนอกเหมือนเช่นคนอื่น ชายเนื้อตัวมอมแมมชะโงกหน้าลงในถังขยะ ไม่สนสายตาหลายคู่ที่จับจ้อง สองมือของเขารื้อขยะในถังด้วยความเมามัน ก่อนจะหยิบกล่องนมในถังขยะขึ้นมา

“ปัง!” สองเท้าของเขาเหยียบลงบนกล่องนมเต็มแรง เสียงแตกดังสนั่นอีกครั้ง

“ไอ้นี่มันบ้าจริงๆเลย” ลูกค้าคนหนึ่งพูดขึ้น ชายที่ถูกตราหน้าว่าบ้าหยิบกล่องนมขึ้นมาดู มันแบนแฟบตามแรงเหยียบ เขายิ้มกับมันอย่างพอใจ ชั่วครู่ก็หันมายิ้มกับลูกค้าในร้านก๋วยเตี๋ยว รอยยิ้มของเขาเปิดกว้างมองเห็นฟันสีเหลืองเต็มปาก ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะดังออกมา เขาชูกล่องนมขึ้นคล้ายโอ้อวด ฉันกับเพื่อนเผลอหัวเราะออกมากับท่าทีของเขา

“ปัง!” นมกล่องที่สองถูกเหยียบให้แบนอีกครั้ง คราวนี้ชายผมเผ้ายุ่งเหยิง ระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความชอบใจ

“ไปให้พ้นไอ้บ้า! ลูกค้าเค้าตกใจกันหมดแล้ว ถ้าแกยังมาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีกฉันฆ่าแกแน่คอยดู”
แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวตะโกนไล่ พร้อมทำตาเขียวใส่เขาด้วยความโมโห

ไอ้บ้ารีบหยิบกล่องนมที่เหยียบไว้ใส่ลงในถังขยะอย่างเดิม ฉันคาดว่าเขาคงหวาดกลัวกับคนหน้ายักษ์อย่างเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว เขาแบกกระสอบปุ๋ยสีขุ่นไว้ตรงหลัง ก่อนจะจากหน้าร้านไปโดยเร็ว

“ยังตกใจอยู่อีกหรือแป้ง” น้อยหน่าเพื่อนที่มาด้วยกันถามฉัน

“เปล่าหรอก เราแค่แปลกใจนิดหน่อยหนะ”
ฉันตอบกลับไป


รถประจำทางคันใหญ่พาฉันและน้อยหน่าออกจากป้ายจอดในตัวเมือง เบาะหลังของรถถูกเราสองคนจับจองเป็นประจำในทุกเย็น เราใช้รถประจำทางคันนี้เป็นยานพาหนะไปและกลับ ระหว่างบ้านมาโรงเรียนซึ่งห่างกันประมาณสามสิบกิโลเมตร ฉันทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อรับลมเย็นที่พัดมากระทบกับใบหน้า ใจฉันตอนนี้กำลังคิดถึงชายผมเผ้ายุ่งเยิงคนนั้น
ลมจากนอกหน้าต่างพัดมากระทบกับต่อมความคิด กระตุ้นให้ใจคิดย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันที่แล้ว


เย็นวันนั้น หลังจากจากโรงเรียนเลิก ฉันกับน้อยหน่าชวนกันไปซื้อเครื่องเขียนก่อนจะกลับบ้าน อาจเป็นเพราะเลยเวลาเลิกเรียนมาไม่นาน ทำให้ร้านเครื่องเขียนเนืองแน่นไปด้วยลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยเรียน ฉันเดินไปหยิบนมเปรี้ยวมากล่องหนึ่งจากตู้แช่ในร้านขายนม ฉันดื่มมันด้วยความกระหายขณะรอน้อยหน่าเข้าแถวเพื่อรอจ่ายเงิน ก่อนนมอึกสุดท้ายจะไหลผ่านคอ ฉันกลับสำลักมันออกมาด้วยความตกใจ!

“ .แฮ่ แฮ่” ชายเนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงพูดกับฉัน เสียงร้องของเขาฟังดูไม่เป็นภาษา ฉันเลยไม่รู้ว่าเขากำลังพูดอะไร เสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าและขาดรุ่งริ่งของเขายิ่งทำให้ฉันตกใจ

“แฮ้..แฮ้” เสียงร้องของเขาดังขึ้นเรื่อยๆ เวลานั้นจิตใจของฉันเริ่มหวาดกลัวขึ้นทุกที ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าคงจะไม่สมประกอบนัก ความกลัวเริ่มวาดจินตนาการขึ้นในทันใด ถ้าคนบ้ากระโดดเข้ามาบีบคอฉันแล้วฉันจะทำยังไงดี

“แฮ้..แฮ้” เขาร้องเสียงสูง และใช้มือชี้มายังกล่องนมที่ฉันถืออยู่ ฉันยกมันขึ้นด้วยความสงสัย ก่อนชูมันสูงขึ้นคล้ายกับกำลังถามความต้องการของเขา ชายผมเผ้ายุ่งเหยิงคนนั้นพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว ฉันรีบยื่นกล่องนมที่บัดนี้ดื่มหมดแล้วให้เขา เหมือนความรู้สึกบางอย่างบอกกับฉันว่า ชายไม่สมประกอบคนนี้ไม่ได้ต้องการทำร้ายฉัน จินตนาการจากความกลัวโดนทำลายลงในพริบตา เมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าส่งยิ้มมาให้ฉันหลังจากรับกล่องนมไปแล้ว เขาใช้สายตามองมันครู่หนึ่งแล้วทิ้งมันลงพื้นในทันที ฉันได้แต่มองการกระทำของเขาด้วยความงุนงง


เสี้ยวนาทีต่อมา เท้าเปลือยเปล่าของเขากระทืบลงบนกล่องนมอย่างเต็มแรง เสียงแตกดังสนั่นทำให้ฉันเผลอร้องออกมาด้วยความตกใจ เหมือนโลกเล่นตลกกับฉันอีกครั้ง ขณะฉันกรีดร้องด้วยความกลัว แต่เขากลับหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน สองขาของเขากระโดดไปมาอย่างชอบใจ หลังจากนั้นเขาหยิบกล่องนมที่โดนเหยียบแบนขึ้นมาชูให้ฉันดู เขาส่งยิ้มกว้างให้ฉันอีกครั้ง แล้วทิ้งมันลงในถังขยะใกล้ๆแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ฉันยืนงงเป็นไก่ตาแตก ทำไมไม่ยอมเอามันใส่ในกระสอบปุ๋ยเหมือนคนบ้าคนอื่นๆนะ ฉันคิด

“ตกใจมากมั้ยน้อง?” พ่อค้าขายนมร้องถามขึ้นมา ฉันส่งยิ้มให้เขาแทนคำตอบ

“มันเป็นคนบ้าที่ชอบเหยียบแต่กล่องนม..แถมเหยียบทุกวันเสียด้วย”

“เวลามันเหยียบกล่องนมแต่ละทีชาวบ้านเขาตกใจกันทั้งนั้น แต่มันก็นิสัยดีนะเหยียบเสร็จก็ทิ้งในถังขยะเหมือนเดิม”
พ่อค้าคนเดิมเล่าอย่างออกรส ฉันฟังด้วยความตั้งใจ ในใจพลางสงสัย เขาทำไปเพื่ออะไรกัน?

“อย่าไปถือสามันเลยนะน้อง..คนบ้าก็อย่างนี้แหละ” คำพูดของพ่อค้ายังคงลอยอยู่ในหู ขณะเดียวกันเสียงเรียกของน้อยหน่าก็ดึงฉันออกมากจากภวังค์ของความคิด

“แป้งคิดอะไรอยู่” เธอเรียกฉัน

“คิดถึงคนบ้าคนนั้นอยู่หนะ” ฉันตอบกลับไป

“น้อยหน่า..แกจำคำสอนของพระอาจารย์ตอนเราไปค่ายจริยธรรมได้มั้ย?”

“พระอาจารย์ที่สวนโมกข์หนะหรอ”

“หื้อ! ตอนพวกเราไปค่ายหลังจากดื่มนมหมดกล่อง พระอาจารย์จะเตือนให้นักเรียนพับกล่องนมให้เป็นชิ้นเล็กๆ” ฉันหยุดพูดเพื่อให้เพื่อนสนิทข้างๆคิด

“พระอาจารย์สอนว่าการพับกล่องนมให้แบนก่อนทิ้งลงถังขยะ จะช่วยเพิ่มความจุในถังขยะมากขึ้น พระอาจารย์บอกว่านี่เป็นหลักธรรมะข้อเล็กๆ ถือเป็นการช่วยประหยัดการใช้ถุงพลาสติกเช่นถุงดำซึ่งย่อยสลายยาก”
น้อยหน่าพูดออกมาอย่างรวดเร็ว

“แกจำได้นี่น้อยหน่า!” ฉันร้องออกมาอย่างดีใจ
“ยัยแป้ง! นี่แกคงไม่ได้คิดว่าคนบ้าคนนั้นจะเข้าใจหลักธรรมะเหมือนเรานะ”
น้อยหน่าพูดเสียงสูง

“เราไม่ได้คิดว่าเขาจะเข้าใจหลักธรรมะ แต่เราแค่แปลกใจเท่านั้นเอง” ฉันรีบตอบ

“แปลกใจว่าอะไร” เธอถามกลับมาพร้อมกับทำหน้าเครียด

“แปลกใจว่าทำไมคนบ้าถึงทำสิ่งดีๆได้ด้วย” ฉันยิ้มให้เธอ

“เราว่าแกมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว ทำไมแกไม่ลองคิดว่าเขาเหยียบกล่อมนมเพราะความสนุกเท่านั้นเอง แกไม่เห็นหรือ ว่าเวลาเขาเหยียบทีไร แล้วมันเกิดเสียงดังขึ้นมา เขาจะหัวเราะชอบใจ” น้อยหน่าแย้งฉันอีกครั้ง

“นี่แกกำลังคิดว่าคนบ้าเค้าไม่มีความคิดใช่มั้ย” เป็นฉันบ้างที่พูดเสียงเขียว

“ถ้าเค้ามีความคิดคนจะเรียกเค้าว่าคนบ้าหรือยัยแป้ง” น้อยหน่าตอบฉันด้วยน้ำเสียงห้วนๆ

“ทางที่ดีเราว่าแกควรหยุดคิดได้แล้ว..เดี๋ยวจะเป็นบ้ากันพอดี” เธอพูดต่ออย่างไม่สบอารมณ์นัก


ฉันเอาข้อถกเถียงระหว่างฉันกับน้อยหน่าที่เกิดในตอนเย็นเก็บมาคิดที่บ้าน ประโยคเพียงสองประโยคที่ว่า “เราว่าแกมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว” และ “ถ้าเค้ามีความคิดคนจะเรียกเค้าว่าคนบ้าหรอ”
ยังคอยลอยอยู่ในประสาทหู มันคาใจจนทำให้ฉันนอนไม่หลับ ฉันเหลือบไปดูนาฬิกาบนผนัง ตอนนี้เข็มยาวและเข็มสั้นกำลังเคลื่อนมาเจอกันตรงเลขสิบสอง ฉันฉงนกับพฤติกรรมของคนบ้าคนนั้น ฉันไม่ได้สงสัยว่าเขาเป็นบ้าจริงหรือเปล่า แต่ฉันคาใจกับการกระทำของเขามากกว่า หัวใจของฉันมันถามว่าผิดหรือที่คนบ้าจะทำสิ่งดีๆได้ และเสียงของหัวใจก็กระตุ้นต่อมความคิดในทันที ….


ทุกวันนี้สังคมให้น้ำหนักของคนดีกับคนเลวแตกต่างกันมาก แต่บางครั้งฉันมักคิดแย้งกระแสสังคมอยู่บ่อยๆ สำหรับฉันแล้ว ระหว่างคนดีกับคนเลวมีน้ำหนักพอๆกัน อยู่ที่กระแสสังคมมากกว่าว่าจะเอียงไปทิศทางไหน และคนส่วนใหญ่มักจะยึดเอากระแสสังคม มาเป็นมาตรฐานในการตัดสินผู้อื่น ถ้าสังคมมีเพียงคนดีกับคนเลว แล้วคนบ้าหละจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มไหน?


คนบ้าอาจถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแรก ถ้าเขานั่งอยู่เฉยๆโดยไม่ข้องเกี่ยวกับใคร เขาอาจถูกมองว่าเป็นคนดี ถ้าไม่ก่อความวุ่นวาย แต่ร้อยทั้งร้อยถ้าคนส่วนใหญ่เห็นคนบ้านั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ แม้เขาจะนั่งไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น แต่หากโดนตราหน้าว่าบ้าแล้ว คนส่วนใหญ่ก็จะมองเขาว่าบ้าอยู่เสมอ และสิ่งที่เขาได้กลับมาคงมิใช่มิตรภาพอันหอมหวานอย่างแน่นอน แต่กลับเป็นสายตาดูถูกเหยียดหยามจากคนปกติทั้งหลาย ผิดหรือที่เขาเกิดมาเป็นคนบ้า?


คนบ้าอาจถูกจัดให้เป็นคนเลว ถ้าวันหนึ่งเขาเกิดคุ้มคลั่งร้องโวยวายขึ้นมา หรือไม่เขาอาจเป็นคนเลวในสายตาของคนเก็บขยะก็เป็นได้ เพียงเพราะไปแย่งเก็บขวดน้ำและของเก่าๆลงในกระสอบปุ๋ย คนเก็บขยะอาจสาปแช่งเขา เพราะเป็นต้นเหตุแย่งอาชีพทำกินทำให้รายได้ลดลง ทว่าบรรดาคนเก็บขยะคงไม่ได้คิดต่อไปว่า ขวดน้ำที่อยู่ในกระสอบปุ๋ยนั้น อาจไม่ได้ถูกนำไปขาย เพราะคนบ้าคงไม่รู้จักการซื้อขาย คนบ้าไม่เข้าใจหลักการค้าเหมือนดั่งที่คนธรรมดาคุ้นเคย คงเป็นเพราะสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดมากกว่าทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ได้


ฉันกำลังคิดว่าน่าจะเพิ่มกลุ่มคนอีกจำพวกหนึ่งในสังคม ใช่แล้ว!..คนบ้าน่าจะเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา ฉันอยากจะจัดให้คนบ้า อยู่คั่นกลางระหว่างคนดีกับคนเลว ถ้าคนทุกคนถูกจัดให้อยู่ในเกณฑ์คนบ้าเหมือนกันหมดก็คงจะดี หากใครทำดี สร้างสิ่งดีๆให้สังคมก็จะได้เลื่อนไปอยู่ในกลุ่มของคนดี แต่หากใครทำชั่วคิดมิดีต่อสังคมแล้ว ในที่สุดก็ย่อมถูกส่งไปอยู่ในกลุ่มของคนเลว ถ้าสังคมเอามาตรฐานของคุณธรรมและจริยธรรมมาเป็นเกณฑ์วัดคุณค่าของคน แทนที่จะเอากระแสสังคมมาเป็นมาตรวัดคงจะดีไม่น้อย


ฉันกับน้อยหน่า,พบคนบ้าคนนั้นอีกครั้งในวันต่อมา ขณะที่เราสองคนกำลังจะเดินเข้าไปในประตูโรงเรียน ฉันเห็นเขาก้มลงรื้อถังขยะซึ่งอยู่อีกฟากถนนของโรงเรียน เขายังคงทำพฤติกรรมเช่นเดิม เหยียบกล่องนมที่คนดื่มแล้วอย่างเต็มแรง พอเหยียบแล้วเกิดเสียงดังเขาก็จะหัวเราะชอบใจ ก่อนจะทิ้งมันลงถังราวกับรับผิดชอบในสิ่งตนได้กระทำมา

“แฟนแกนี่ขยันจริงๆเลยยัยแป้งเอ้ย” น้อยหน่าไม่วายพูดกัดฉัน เธอคงรำคาญกับฉันเต็มที เพราะหลังๆมานี้ฉันมักเอาเรื่องของคนบ้าคนนี้มาพูดอยู่บ่อยๆ

“หยุดกัดเราเลยยัยน้อย” ฉันเอ็ดเธอกลับไป

“หรือว่าที่เราพูดมันไม่จริงย่ะ มีที่ไหนเอาเรื่องคนบ้ามาคิดอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน”
เธอย้อนถามเสียงสูง แต่ก่อนที่ฉันจะต่อปากต่อคำกับเพื่อนสาว กลับได้ยินเสียงร้องคล้ายตกใจดังมากจากอีกฝากถนน เราสองคนหันไปยังต้นเสียงทันที ชายฉกรรจ์สองคนกำลังจับตัวคนบ้าคนนั้นอยู่ คนที่โดนจับร้องเสียงหลงออกมา เสียงร้องของเขาฟังไม่เป็นภาษา ทว่าบ่งบอกความหวาดกลัวได้อย่างชัดเจน ชายฉกรรจ์คนหนึ่งจับตัวของเขาเอาไว้ด้วยท่าทีรุนแรง ส่วนอีกคนก็หยิบกระสอบปุ๋ยเก่าๆของเขาขึ้นมา ก่อนจะโยนมันออกไปกลางถนน ชายบ้าส่งเสียงร้องอย่างดุดัน และพยายามขัดขืนต่อคนที่จับตัวเขาไว้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดไทยมุงอยู่ห่างๆ

“เราจะทำยังไงดีล่ะน้อย” ฉันถามเพื่อนสาวอย่างร้อนรน

“เขาเป็นตำรวจหรือเปล่ายัยแป้ง” เธอถามฉันกลับมาด้วยความตกใจไม่น้อยไปกว่ากัน

“ถ้าเขาเป็นตำรวจจริงๆทำไมถึงทำรุนแรงอย่างนั้น ที่พวกเขากำลังทำมันป่าเถื่อนชัดๆ”
ฉันตอบกลับด้วยความว้าวุ่น

ชายบ้าใช้กำลังที่มีอยู่ดิ้นจนหลุดพ้นจากพันธนาการของชายฉกรรจ์ เขาวิ่งพุ่งตรงไปยังกระสอบปุ๋ยที่ถูกโยนไปกลางถนนอย่างรวดเร็ว
และทันใดนั้นเอง รถบรรทุกคันใหญ่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง มันพุ่งชนมายังร่างของเขาอย่างหยุดไม่อยู่

โครม! เสียงของมันดังสนั่น และเสียงกรีดร้องของไทยมุงก็ดังตามมาติดๆ ร่างของชายบ้าลอยสูงขึ้นและกระเด็นออกไปไกล ก่อนจะแน่นิ่งลงกับพื้น เลือดสีแดงไหลออกมาเป็นวงกว้าง ฉันกับน้อยหน่ายืนตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลำคอของฉันแห้งผาด ฉันรู้สึกตัวอีกครั้งก่อนตอนที่น้ำอุ่นๆไหลอาบหน้า น้อยหน่าจับมือของฉันเบาๆ มือของเธอเย็นเฉียบไม่น้อยกว่ามือฉัน ฉันทนดูภาพตรงหน้าได้ไม่นานก่อนจะเดินหนีออกมา

“มีคนพาเขาไปโรงพยาบาลแล้วหละยัยแป้ง” น้อยหน่าบอกฉันด้วยเสียงแผ่วเบา

“เฮ้ย! คนที่พาไปคือพ่อค้าร้านนมนี่หว่า” เธอร้องอุทานออกมา ฉันมองรถกระบะคันเก่าๆเคลื่อนตัวออกไปจากจุดเกิดเหตุ ในใจก็ได้แต่ภาวนาให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองเขา


ถนนหน้าโรงเรียนกลับมาคึกคักอีกครั้ง รถราแล่นไปมาตามปกติ ฉันกับน้อยหน่าใช้ถนนสายนี้เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราไม่คิดหันไปมองอีกฝากถนนอีก เรื่องราวที่เกิดขึ้นยังคงเสมือนบาดแผลที่ยังสดและเป็นร่องลึก หากสะกิดเพียงนิดเดียวก็ปวดร้าวไปทั้งใจ

“ยังมีเวลาอีกเยอะกว่ารถจะออก เราแวะกินก๋วยเตี๋ยวก่อนกลับบ้านดีกว่านะแป้ง”
น้อยหน่าชวนฉัน ขณะเราสองคนกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังป้ายหยุดรถประจำทางเพื่อนั่งรถกลับบ้าน

“งั้นแกรอเราอยู่ตรงนี้แป๊ปนึงนะน้อย” ฉันบอกก่อนจะรีบข้ามไปยังอีกฝากถนน หัวใจของฉันห่อเหี่ยวเมื่อพบว่าร้านของพ่อค้าขายนมปิด ฉันวิ่งไปยังร้านขายของชำที่อยู่ถัดไปก่อนตัดสินใจซื้อนมกล่องมาหนึ่งแพ็ค น้อยหน่ามองถุงที่ฉันหิ้วมาด้วยแววตาฉงน แต่เธอก็ไม่ได้ซักถาม เราสองคนเร่งฝีเท้าไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ห่างไปไม่มากโดยแต่ละคนก็จมอยู่ในความคิดของตนเอง

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำสองชามโตๆถูกนำมาเสิร์ฟ กลิ่นของมันหอมยั่วยวนชวนให้น้ำลายสอยิ่งนัก เจ้เจ้าของร้านยิ้มให้เราอย่างเอาใจก่อนจะถามออกมา
“หายไปไหนตั้งหลายวันหละสองคนนี้” ฉันกับน้อยหน่าส่งยิ้มแทนคำตอบ ฉันลงมือจัดการกับก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่รอช้า ส่วนน้อยหน่าวุ่นอยู่กับการปรุงรสอยู่นานก่อนจะลงมือกิน

“นมในแพ็คที่ซื้อมาแกไม่ได้กินเองใช่มั้ย?” จู่ๆน้อยหน่าก็ถามขึ้น

“ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ” ฉันถามกลบเกลื่อน

“ก็นี่มันเป็นนมรสจืดซึ่งเป็นรสที่แกเกลียดเอามากๆ” เธอตอบฉันขณะที่สายตาจับจ้องอยู่ในชามก๋วยเตี๋ยว

“เราตั้งใจซื้อมาให้เขาอ่ะ เผื่อทีเจอจะได้ให้ไปทั้งแพ็คเลย ให้เขาได้กินจนอิ่มแล้วพอกินเสร็จก็ได้เหยียบแบบที่ชอบทำ” ฉันตั้งใจพูดแบบติดตลก แต่ทำไมสายตาของน้อยหน่าที่มองมากลับเศร้าสร้อยพิกล

“แกว่าเค้าจะตายไหม” เธอสบตาฉัน

“เมื่อก่อนเราคิดว่าคนบ้าต่างจากคนปกติมาก แต่ตอนนี้เรากลับเสียใจที่คิดแบบนั้น” น้อยหน่าพูดออกมาเศร้าๆ

“เค้าจะตายได้ยังไงกันยัยน้อย นี่เราอุตส่าห์ซื้อนมมาตั้งแพ็คนึงเพื่อจะมาให้เขานะ” ฉันตอบกลับไป
เราสองคนส่งยิ้มให้แก่กันคล้ายกับส่งกำลังใจให้แก่กันอยู่ น้อยหน่าก้มหน้ากินก๋วยเตี๋ยวในชามตนเองอีกครั้ง ส่วนฉันก็หันไปมองแพ็คนมในถุงด้วยสายตาคาดหวัง


“เจ้ๆไอ้บ้ามันตายแล้ว..นี่พวกผมเพิ่งถูกตำรวจปล่อยตัวออกมา เมื่อกี้ไอ้ชัยมันขอตัวกลับบ้านไปก่อน” เสียงของใครคนหนึ่งพูดขึ้น ฉันกับน้อยหน่าหันไปมองคนพูดในทันที และเราสองคนต้องตกใจสุดขีด เมื่อพบว่าชายที่กำลังพูด คือชายฉกรรจ์คนที่เคยจับตัวคนบ้าเอาไว้!

เจ้าของร้านส่งสายตาปรามไปยังชายฉกรรจ์ ก่อนลากเขามายังซอกหลังร้านไม่ไกลไปจากโต๊ะของเรามากนัก
“เขาไม่ใช่ตำรวจจริงๆด้วยยัยแป้ง” น้อยหน่าพูดออกมาด้วยความตกใจ ฉันรีบปรามให้น้อยหน่าเงียบลงในทันที

“แกไปทำอีท่าไหนวะ ชั้นแค่สั่งให้พวกแกไปสั่งสอนมันเท่านั้นไม่ได้ให้แกไปฆ่ามันเสียหน่อย” เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวพูดด้วยเสียงเครียด

“ผมก็ทำตามที่เจ้สั่ง แต่ไอ้ชัยมันดันโยนกระสอบปุ๋ยของไอ้บ้าออกไปกลางถนน ไอ้บ้ามันคงหวงสมบัติของมันมาก พอมันหลุดออกจากผม มันก็วิ่งไปเอาทันที แต่มันเสือกโง่เองโดนรถชนเสียก่อน”

“แล้วพวกแกออกมาจากตะรางยังไงวะ”

“ผมให้ลูกพี่ผมอีกคนยัดเงินให้พวกตำรวจ จนพวกเขาสรุปว่าไอ้บ้าตายเพราะอุบัติเหตุ” ชายคนเดิมตอบ

ฉันกับน้อยหน่าตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินบทสนทนาดังกล่าว ฉันรู้สึกเหมือนใครเอามีดมาขีดตรงรอยบาดแผลที่มีอยู่เดิม แรงกรีดทำให้เลือดไหลออกมา และตอนนี้ดูเหมือนหัวใจของฉันกำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด

“เรารีบไปจากที่นี่ดีกว่าแป้ง” น้อยหน่ารู้สึกตัวก่อนฉัน เธอควักแบงค์ห้าสิบออกจากกระเป๋า และตั้งมันไว้ข้างๆชามก๋วยเตี๋ยวเหมือนที่เคยทำ เราสองคนรีบลุกออกจากร้าน มือไม้ของฉันหมดแรงเอาเสียดื้อๆจะหยิบฉวยอะไรกลับติดขัดไปเสียหมด

“ทำยังไงกับนมแพ็คนี้ดีแป้ง” น้อยหน่ารีบถามฉัน

“ฉันคงไม่มีแรงถือมัน” ฉันตอบกลับอย่างแผ่วเบา

“เจ้รู้มั๊ยว่ามีอะไรอยู่ในกระสอบปุ๋ยของไอ้บ้านั่น” เสียงของชายคนเดิมลอยเข้าหู ฉันกับน้อยหน่าชะงักเพื่อฟังคำตอบ

“นอกจากขวดน้ำเก่าๆแล้ว ในนั้นมีแต่หนังสือธรรมะที่คนเขาพิมพ์แจกในงานศพเต็มไปหมด!”
คำพูดของชายคนนั้นเหมือนมีดอีกเล่มปักลงกลางใจ


ความจริงที่เกิดขึ้นสั่งให้สองเท้าของเราทั้งคู่ออกวิ่ง เราวิ่งด้วยอารมณ์หลากหลาย จนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือความโกรธสิ่งใดคือความเศร้า สองเท้าของฉันและน้อยหน่าก้าวถี่ขึ้นเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปยังป้ายรถประจำทางที่อยู่ไม่ไกล ทิ้งความจริงอันเลวร้ายเอาไว้ข้างหลัง


รถประจำทางพาเราสองคนออกจากตัวเมืองมุ่งหน้าสู่บ้านอีกครั้ง เม็ดเหงื่อยังคงเกาะอยู่ตรงพวงแก้มสีแดง ฉันกับน้อยหน่าต่างก็หอบไม่แพ้กัน

“เราจะไปบอกตำรวจดีมั้ย ว่าคนบ้าคนนั้นไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ” น้อยหน่าถามฉัน

“ตำรวจจะเชื่อพวกเราหรือน้อย แถมฝ่ายโน่นก็ยัดเงินไปด้วย จะมีตำรวจสักกี่คนเชื่อเด็กที่จู่ๆก็ลุกขึ้นมาปกป้องคนบ้า” ฉันตอบอย่างคนอับจนหนทาง

“ถ้าเราบอกไปแล้วตำรวจหาว่าเราบ้า แล้วเราจะทำยังไงกัน” น้อยหน่าพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจ


ความเหนื่อยล้าของร่างกายและหัวใจบุกจู่โจมฉันในช่วงค่ำของวัน แม้นาฬิกาจะบอกว่าเพิ่งจะสองทุ่มเศษๆ ทว่าฉันกลับง่วงนอนเต็มที ขณะเดียวกันเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับหมุนเวียนอยู่ในหัว ก่อนเปลือกตาของฉันจะปิดลง ฉันเห็นภาพตัวเองกำลังนั่งอยู่บนแท่นสูง ในภาพนั้นมันดูโอ่อ่าเสียไม่มี

“ท่านผู้ตัดสินสังคม! ท่านมีอะไรจะสั่งผมหรือครับ” คนแปลกหน้าสวมสูทดูภูมิฐานถามฉัน

“เราจะสั่งให้ท่านไปเปลี่ยนเกณฑ์ในสังคมเสียใหม่ โดยทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มต้นกันใหม่”
ฉันตอบกลับไป

“ตอนนี้ระดับคนในสังคมมีอยู่สามระดับคือมี คนดี คนบ้าและคนเลว โดนส่วนตัวผมคิดว่าระดับที่มีอยู่ก็ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าท่านจะให้ผมเปลี่ยนแบบไหน โปรดสั่งมาเลยครับท่าน”

“เราไม่ได้จะเพิ่มหรือลดระดับของคนในสังคมหรอก แต่เราอยากจะให้สังคมหันมาเริ่มต้นกันใหม่”
ฉันในมโนภาพพูด

“สิ่งที่เราอยากให้ท่านทำ คือปลดคนที่เคยอยู่ในระดับคนดีและคนชั่วทั้งหมด ให้ย้ายไปอยู่ในระดับของคนบ้าเหมือนกันทุกคน ท่านจงไปบอกพวกเขาว่าสังคมเรากำลังเริ่มต้นนับหนึ่งอีกครั้ง
จงบอกคนที่เคยอยู่ในระดับคนดีว่า อย่าได้ตกใจที่ถูกย้ายมาอยู่ในระดับคนบ้า ถ้าพวกเขาทำความดีก็จะได้เลื่อนไปอยู่ในระดับคนดีเช่นเดิม ส่วนคนที่เคยอยู่ในระดับคนเลวแต่ก่อน เราจะให้โอกาสพวกเขาขึ้นมาอยู่ในระดับคนบ้าซึ่งเป็นระดับสูงกว่าเดิม กำชับกับพวกเขาว่าอย่าได้ชะล่าใจ บอกพวกเขาว่าถ้าพวกเขาทำดีก็จะได้ไปอยู่ในชั้นที่พวกเขาอยากอยู่ แต่หากทำชั่วแล้วก็จะถูกส่งไปในระดับคนเลวเช่นเดิม คุณธรรมและจริยธรรมเท่านั้นที่เป็นเกณฑ์ตัดสินระดับของคนในสังคม”
ฉันสั่งอย่างสุขุม

“ผมรับทราบคำสั่งครับ แต่ท่านครับแล้วคนบ้าที่เคยอยู่ในระดับเดิมหละครับ จะย้ายพวกเขาไปอยู่ในระดับไหน เพราะตอนนี้คนในสังคมทั้งที่ถูกย้ายมาหรือมีอยู่เดิม ต่างก็อยู่ในระดับของคนบ้าเหมือนกันหมด”

ฉันเห็นภาพตัวเองกำลังเคร่งเครียดอยู่กับการตัดสินใจ

“ย้ายคนบ้าที่มีอยู่เดิมให้ไปอยู่ในระดับของคนดีให้หมด” ฉันในมโนภาพตอบออกมา

“อย่าลืมนะ…คนบ้าเป็นคนดี” ฉันละเมอออกมาก่อนจะหลับสนิทลงในที่สุด




ถ้าคุณอ่านถึงบรรทัดนี้
ต้องขอขอบคุณจากใจจริงคะ...(จะไม่ลืมบุญคุณเลย)
น้อมรับคำวิจารณ์-ติชมนะคะ


ปล. โพสครั้งแรกใน //www.thaiwriter.net



Create Date : 14 กรกฎาคม 2550
Last Update : 4 ตุลาคม 2550 17:37:33 น. 34 comments
Counter : 8359 Pageviews.

 
น้องแปงเขียนเรื่องสั้นเองเลยเหรอครับ สุดยอด!!!

อิอิ พรุ่งนี้พี่จะเข้ามาอ่านนะจ๊ะ แล้วพี่จะคอมเม้นท์ให้อีกครั้งนะ ตอนนี้ขอตัวไปนอนก่อนจ้า ฝันดีครับ


โดย: จากวันที่เธอไม่อยู่ วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:14:34 น.  

 



ฝันดีนะคะ..คิดถึงค่ะ..



น้องแปงพี่แปะเหมือนกันนะ..พรุ่งนี้มาอ่านจ๊ะ..ง่วงจัง


โดย: พี่ปูเองจ้า (^^Ken-Ju***Pu-Jung^^ ) วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:47:27 น.  

 
panzของพวกเรา สุดยอด
นึกภาพออกเลย ร้านหมี่+ร้านเครื่องเขขียน
เราอ่านจบแล้วน่ะ
ไม่อยากวิจารณ์เพราะเราไม่ใช่กวีที่จะสามารถวิจารณ์งานใครได้นิ
สู้ต่อไป เพื่อเข้าวารสารฯน้าแปง
คณะนิติฯของเราก้ออยู่ใกล้กันนิดเดียวเอง


โดย: ESzoM วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:2:49:47 น.  

 
โอย อ่านแล้วสะเทือนใจค่ะ


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:40:12 น.  

 
วันนี้มาขอบคุณค่ะemoemo

ที่กรุณาช่วยดูแลบ้านและฝากความคิดถึงไว้

ได้หยุดอีก 2 วัน จันทร์-อังคาร


พรุ่งนี้จะไปเที่ยวทะเลemoemo

ไปด้วยกันไหมคะ emoemo


โดย: เพียงแค่เหงา วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:12:24:29 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไปและความเป็นห่วงที่ส่งมาให้จ๋านะค่ะ
ชอบความคิดของคุณแป้งมากเลยค่ะ
จ๋าก็เคยฟังจากพระอาจาร์ยเรื่องพับกล่องเหมือนกันค่ะ มีประโยชน์มากเลย แต่ก็ไม่ค่อยได้ทำ

ขนาดคนบ้ายังรู้จังทิ้งขยะลงถังเลยเนาะ
แต่ทำไมคนที่เรียกตัวเองว่าคนปกติอย่างเราๆ ไม่ค่อยทิ้งขยะลงถังเหมือนที่คนบ้าทำกันบ้างเลย

มีความสุขเช่นกันนะค่ะ


โดย: weraj วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:13:22:52 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ

เขียนเรื่องได้ "บ้าดี" เอ้ย!
"คนบ้า" ได้ดีนะค๊า
อะคึ่ ๆ


โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:06:33 น.  

 
ความเศร้า
ในความโรแมนติก

ดีใจจัง
ที่คุณสัมผัสมันได้



โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:12:16 น.  

 
พี่ประภาสเป็นไอดอลของผมครับ (ขอเล่นภาษาประกิตสักวัน แหะๆๆ)

ผมชอบอ่านหนังสือมากครับ คิดว่าคุณก็คงชอบ
เพราะคนที่ชอบเขียน ส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานการอ่านที่แข็งแรงเสมอ

ความรัก...คงเป็นหัวข้อที่คนสามารถเอาเขียนได้
จนหนวดหงอกนะครับ

ยินดีที่ได้รู้จักครับ


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:31:18 น.  

 
อ่านแล้วนะน้องแปง...เก่งจังอ่ะ..

อ่านแล้วเชื่ออ่ะ..ว่าคนบ้าเป็นคนดีจริงๆนะ..

ป.ล.ออกหนังสือขายเมื่อไหร่..พี่จองขอลายเซ้นนะ..อิอิอิ


โดย: ^^Ken-Ju***Pu-Jung^^ วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:18:58:09 น.  

 
อ่านจนจบเลยค่ะ น้องแปงเขียนได้ดีเกินวัยเลยนะคะ มีการสอดแทรกอารมณ์ลงไปด้วย แล้วยังมีข้อคิดอีก น่าไปเป็นนักเขียนจังเลยค่ะ สอบเสร็จเมื่อไหร่อย่าลืมเขียนมาให้พี่อ่านอีกนะคะ ขอให้สอบผ่านได้คะแนนดีๆทุกวิชาค่ะ


โดย: พี่ปุ๊กค่ะ (Pukkio ) วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:27:48 น.  

 
ยินดีครับ



โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:36:32 น.  

 
อ่านแล้วโดนมาก ๆ เลยน้องแปง

เมื่อตอนพี่จบ ม.3 ใหม่ ๆ ทางโรงเรียนมีเข้าค่ายจริยธรรม แล้วพี่ก็ได้เข้าร่วมด้วยในตอนนั้น พี่จำได้อย่างแม่นยำเลยว่า หลวงพี่ได้สอนวิธีการลดปริมาณขยะ ลดขนาดของขยะที่เราจะทิ้งทุก ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก ถุงขนม หรือกล่องนมอย่างที่น้องแปงเขียนมา นั่นก็คือพับตามแนวนอนประมาณ 3-4 ทบ แล้วก็พับส่วนหัวกับส่วนท้ายเข้าหากัน จากนั้นก็หักด้านใดด้านหนึ่งพับลงมาแล้วก็สอดไปยังอีกด้านนึง เท่านี้ขยะของเราซองโต ๆ ก็จะเหลือเล็กนิดเดียว... ทุกวันนี้พี่ยังทิ้งซองขนมแบบนี้อยู่เลยนะจ๊ะ ^^

น้องแปงสามารถเขียนเรื่องสั้นหรือบทความได้สบาย ๆ อยู่แล้วล่ะ พี่สนับสนุนเต็มสูบเลยครับ


โดย: จากวันที่เธอไม่อยู่ วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:22:35:53 น.  

 



...ฝันดีจ้า..
สอบได้คะแนนเยอะๆนะจ๊ะ...



โดย: พี่ปูเองจ้า (^^Ken-Ju***Pu-Jung^^ ) วันที่: 16 กรกฎาคม 2550 เวลา:0:37:52 น.  

 
แวะมาอ่านคนบ้าคับ แต่โอ พระเจ้า ยาว
มั่กๆ ยังไม่จบ ขอต๊ะไว้ครึ่งนึงก่อนนะ
แระจะแวะมาอ่านอีก อิอิอิ


โดย: หากผมรักคุณจะผิดมากไหม วันที่: 16 กรกฎาคม 2550 เวลา:8:39:03 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมบล๊อกร้างๆ ของพี่บัวนะคะ

เห็นคอมเม้นต์น้องแปง บ่อยๆ ดูเป็นเพื่อนที่ให้กำลังใจเพื่อน ได้อบอุ่นดีจังค่ะ

อืมม ขอเวลาติดตามอ่านงานเก่าสักครู่นะ ... เขียนเก่งจังเลย เคยส่งเข้าประกวดด้วย สุดยอดๆๆ

เป็นกำลังใจให้ และจะแวะมาติดตามบ่อยๆ นะคะ


โดย: bua ja วันที่: 16 กรกฎาคม 2550 เวลา:18:23:40 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมที่บลอก
แล้วจะเข้ามาอ่านอีกนะครับ
ชอบเรื่องสั้นของคุณครับ
มาภูเก็ตแวะมาที่ร้านนะครับ


โดย: นป IP: 61.7.141.190 วันที่: 16 กรกฎาคม 2550 เวลา:18:47:54 น.  

 
ตั้งใจอ่านหนังสือนะครับ

ขอให้น้องแปงโชคดีในการสอบจ้ะ



โดย: จากวันที่เธอไม่อยู่ วันที่: 16 กรกฎาคม 2550 เวลา:23:33:48 น.  

 
จ๊ากกก...ยาวมาก
เดี๋ยววันหลังกลับมาอ่านใหม่นะแปง...
วันนี้ตาจะปิดอยู่แล้ว
กะจะเข้ามาเยี่ยมซะหน่อย....


ปล. แหม...แซวได้ แซวดี แซวกันเข้าไป....
อ่ะนะ ไม่ว่าหรอก
ตามสบาย ฮุฮุ


โดย: UnEdiTED วันที่: 16 กรกฎาคม 2550 เวลา:23:47:59 น.  

 
สอบเสร็จรึยังจ๊ะน้องแปง

ฝนตกอย่าไปตากฝนนะกำลังสอบเดี๋ยวไม่สบายจ๊ะ..

คิดถึงนะคะ


โดย: พี่ปูเองจ้า (^^Ken-Ju***Pu-Jung^^ ) วันที่: 17 กรกฎาคม 2550 เวลา:18:11:40 น.  

 
ชอบที่สุดก็ตรง "คำชม" นี่แหละครับ

....................

เมื่อก่อนผมอ่านงานเขียนเรื่องสั้นมากครับ
มีอยู่ช่วงก็ชอบเขียนด้วย
แต่ตอนนี้หยุดเขียนไปแล้ว

หันมาเขียน "บันทึกนั่งคุยกับตัวเอง"
เพราะมีคนชอบมากกว่า อิอิอิ

ขอบคุณสำหรับคำชมครับ


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 17 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:30:08 น.  

 
อ๋อยยย...ตาลาย


กว่าจะอ่านนนนน จบ....ไม่เห็นสั้นเลยแปง555
เราว่า...ไม่มีใครที่จะสามารถถูกตีตราว่า บ้า ได้หรอก
เพราะคำว่า บ้า มันก้อไม่ได้มีบรรทัดฐานแน่นอน
บางทีคนที่แต่งตัวดี มีการงาน ฐานะที่ดี
ทุกอย่างในสายตาของเราถือว่าดีพร้อม
แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราถูกปลูกฝังมาให้คิดแบบนี้
ให้คิดว่าคนที่ดูดี มีฐานะ พูดจาฉลาดหลักแหลม เป็นคน ดี
ส่วนคนที่พูดจาไม่รู้เรื่อง เป็นคน บ้า
แต่บางทีถ้าเราไม่ได้ถูกหล่อหลอมโดยวัฒนธรรม ความคิด
ต่างๆที่รายรอบเราอยู่แบบนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างมันก้อกลับตลปัดได้ทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
ทุกๆอย่างมันเกิดมาจากกรอบความคิดแบบเดิม
ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยุคกำเนิดมนุษยชาติ
เอาง่ายๆ เคยดู Happy Feet ป่ะ...
นกเพนกวินทุกตัวร้องเพลงโอเปร่าจับคู่กันมานับล้านๆปี
พอมีเจ้า happy feet กำเนิดขึ้นมา
เป็นเพนกวินที่ร้องเพลงไม่ได้
ก็ถูกกีดกันโดยสังคมรอบข้าง
แม้แต่พ่อของตัวเองก็ยังพยายามผลักไสออกไป
เพราะตัวพ่อเองก็ยังคงยึดติดอยู่กับความรู้สึกแบบเดินๆ
ความรู้สึกของการที่จะต้องตามพ้องพวก


อ๋อยยยย....พอแระๆๆๆๆๆๆ
เผลอแผลบเดียว อารายเนี่ยยยยย
กลายเป็นมาเทศน์ให้แปงฟังไปเลย...
ไม่เอาแล้ว ไปแล้วๆๆๆๆๆ


โดย: UnEdiTED วันที่: 17 กรกฎาคม 2550 เวลา:21:23:53 น.  

 
น้องแปงเขียนดีนี่ น่าจะปั่นออกมาเยอะๆ ให้พี่ๆในไทยไรเตอร์อายม้วนไปเลย


โดย: tirannor IP: 125.24.157.109 วันที่: 17 กรกฎาคม 2550 เวลา:22:15:27 น.  

 
ชอบครับ อ่านแล้วสนุก ทำให้เรื่องยาวๆเป็นเรื่องสั้นได้จริงๆ

เห็นด้วยครับในเรื่องมาตรฐานต่างๆ เป็นเรื่องกระแสสังคมส่วนใหญ่จริงๆ

คนที่เราตัดสินว่า บ้า นั้น เค้ากำลังมองเราอยู่ว่า 'ไอ้พวกนี้มัน บ้า, กินนมกล่อง แล้วไม่ยอมเหยียบกระป๋องนมให้ดังๆ เพราะการเหยียบดังดัง เพื่อเป็นการตอกย้ำให้ทุกคนโดยรอบได้รู้ว่าควรจะเหยียบให้แบนก่อนทิ้งลงถังขยะ'

เพียงแต่ว่า คนส่วนใหญ่ไม่ทำกัน เลยไปตัดสินเค้าว่า บ้า เพื่อตัวเองจะได้ไม่บ้า

ใส่เสื้อผ้า สะอาด แล้วไปตัดสินคนใส่เสื้อผ้า ขาดรุงรัง หรือไม่ใส่เสื้อผ้า ว่า บ้า

ว่าแต่ว่า ผมว่าแป้งมีแฟนแล้วจริงๆนะ เพราะไม่งั้นคงไม่รู้หรอกว่า แฟนตัวเองชอบนมกล่องรสจืด


โดย: fzero วันที่: 17 กรกฎาคม 2550 เวลา:23:42:55 น.  

 
พี่บัวก็บ้าจ้ะ เพราะสิ่งที่คิด ทำ มักถูกมองว่าไม่ค่อยเหมือนคนส่วนใหญ่

แต่ไม่ค่อยแคร์คำตัดสิน และไม่ค่อยชอบตัดสิน วัดค่า วิถีชีวิตที่แตกต่างจากเรา เพราะทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าตามวิถีของตนเอง ....

ชอบให้ความรู้สึกบอกค่ะ ชอบก็เข้าใกล้ ไม่ชอบก็ขออยู่ห่างๆ

ว่าแล้วก็ขอ add ซะเลย ฮุๆๆ ถึงแม้จะไม่ค่อยมีเวลามาก แต่สามารถจัดลำดับความสำคัญได้จ้ะ


โดย: bua ja วันที่: 18 กรกฎาคม 2550 เวลา:13:01:32 น.  

 
Happy Feet นี่มันหนังในดวงใจพี่บัว นะต้น อิอิ


โดย: bua ja วันที่: 18 กรกฎาคม 2550 เวลา:13:03:36 น.  

 
โอย


โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 19 กรกฎาคม 2550 เวลา:13:57:18 น.  

 
ปิ๊งป่องตัวอักษรของคนเขียนแล้ว

...................

ช่วยขยายความให้ด้วยครับ


โดย: ก.เอ๋ย ก.ก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 19 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:22:58 น.  

 
น้องแปงหายไปๆๆๆ...

ท่าจะสอบหนักจริงๆแหะ..

สู้ๆนะคะ
คิดถึงจ้า


โดย: ^^Ken-Ju***Pu-Jung^^ วันที่: 19 กรกฎาคม 2550 เวลา:21:44:10 น.  

 
สอบรึยังหว่า...สู้ๆเด้อ


โดย: UnEdiTED วันที่: 20 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:18:12 น.  

 


โดย: weraj วันที่: 21 กรกฎาคม 2550 เวลา:13:20:24 น.  

 

เพิ่งกลับมาถึงจ้า..จากอัมพวา..สนุกแอนด์เหนื่อยมากเลย..อิอิอิ

น้องแปงเรื่องสอบเป็นยังไงบ้างจ๊ะ
รักษาสุขภาพและเต็มที่นะจ๊ะ..

คิดถึงคะ

ฝันดีนะคะ




โดย: ^^Ken-Ju***Pu-Jung^^ วันที่: 22 กรกฎาคม 2550 เวลา:22:49:18 น.  

 
หวัดดีจ้า แวะมาทักทายจ้าน้องสาว
คนสวย


โดย: หากผมรักคุณจะผิดมากไหม วันที่: 23 กรกฎาคม 2550 เวลา:8:49:20 น.  

 
อ่านแล้วพี่แปง อ่านตาแฉะหมดเลย แต่เยี่ยมเลย คนบ้าก็เป็นคนดี เห็นด้วยกับพี่แปงเลย พี่แปงเขียนเก่งอะ ขอลายเซ็นไว้ก่นได้ป่าว?


โดย: life IP: 202.129.16.242 วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:9:41:49 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

pangz
Location :
ตรัง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ทฤษฎีมีอยู่ว่า...คนเรามีสิทธิ์พบกันและใช้ชีวิตร่วมกัน
อาจจะ3ปี 50ปี 1นาที หรือ 1วินาที ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเพื่อน ศัตรู คนรัก พ่อแม่ หรือแม้แต่ตัวเอง ยังไงพวกเขาก็ต้องจากกัน...บางทีก็ดีใจ บางทีก็เศร้า
(ควันใต้หมวก/วิศุทธิ์ พรนิมิตร)
Friends' blogs
[Add pangz's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.