Bloggang.com : weblog for you and your gang

หนุ่มน้อยผู้เดินตามฝันของตนเอง โดยมีจิตวิญญาณของบรรพบุรุษเป็นผู้นำทาง

Google
Group Blog

 
 
พฤษภาคม 2552
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
25 พฤษภาคม 2552

 
All Blogs

 

 

“เปลี่ยนนามประเทศ ต้องเสมือนว่าเกิดใหม่”



ได้สัมผัสบทความในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็บังเกิดความกระสันทางความคิดต้องรีบจรดนิ้วพิมพ์ระบายออกมา บทความที่ว่านี้มีชื่อว่า “ถึงเวลาเปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็นสยาม ถวายพระสยามเทวาธิราช” โดยคุณสมาน สุตโด ท่านคอลัมนิสต์ก็ได้เขียนลำดับความตั้งแต่แผ่นดินสยามจนมาถึงไทยแลนด์ในสมัย “ท่านผู้นำ” จอมพลแปลก พิบูลสงคราม

เหตุที่นำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ในครั้งนี้ก็ด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังคืบใกล้มาไม่ช้าแล้ว นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งก็ได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อประเทศ “ไทย” กลับไปเป็น “สยาม” ดังเดิม ซึ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเสนอมาแล้วแต่ไม่สำเร็จเมื่อสมัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.๒๕๕๐ ส่วนฉบับก่อนหน้านั้นข้าพเจ้ามิอาจรู้ เพราะเกิดไม่ทัน

ประเด็นสร้างความสยิวในหัวให้ข้าพเจ้ามิใช่เรื่องประวัติศาสตร์ชาตินิยม หากแต่คือความจำเป็นในการเปลี่ยนชื่อประเทศ มองโดยผิวเผินแล้วเสมือนว่าเป็นการตกแต่งหน้าภัตตาคารใหม่เท่านั้น ส่วนอาหารในร้านเป็นอย่างใดก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ความขัดแย้งด้านอื่นที่มีมากกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองยังคงคุกกรุ่นรอวันปะทุอยู่ น่าหวั่นว่าเมื่อความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาถึง ประชาชนในประเทศที่ฝังแน่นด้วยความร้าวราน เจ็บปวดจะออกมาย้ำยีกันเองโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดอีกต่อไป เมื่อนั้นนามแห่งแผ่นดินเกิดก็สิ้นความหมาย

ข้าพเจ้ามองว่าหากต้องการเปลี่ยนนามแห่งประเทศจริง สิ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลงมิใช่เพียงป้ายบอกทางหรือตำแหน่งบนแผนที่เท่านั้น แต่จะต้องรวมถึงระบบเศรษฐกิจ, ระบบการศึกษา ตลอดจนการฟื้นฟูจริยธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดในปัจเจก และสาธารณะ เพื่อที่จะเสริมสร้าง Character of men ที่ประกอบด้วยคุณธรรม, ความขยันขันแข่ง, อดทน และมีวุฒิภาวะ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการ “กำเนิดประเทศใหม่” อย่างแท้จริง

ระบบเศรษฐกิจจะต้องเปิดโอกาสให้คนรายได้ต่ำได้ลืมตาอ้าปากมีความดำรงอยู่ที่ไม่ตกต่ำไปกว่าเดิมในสภาพเศรษฐวิบัติที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ประชาชนทุกคนจะต้องมั่นใจว่าเมื่อหลับตาลงพักผ่อน อรุณที่มามาเยือนจะยังคงมีงาน และรายได้รอพวกเขาอยู่ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการกำจัดช่องว่างระหว่างชนชั้นที่แบ่งแยกกันด้วยจำนวนเงินในกระเป๋า ตลอดจนบริการสาธารณะจะต้องมีประสิทธิภาพ และเท่าเทียมกัน

ระบบการศึกษาจะต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่(Great Reform) ไม่มีการศึกษาในในโลกที่จับเด็กขังในรั้วโรงเรียนเป็นเวลา 7-8 ชั่วโมงโดยที่บอกคนยังไม่รู้ว่าเขาจะเรียนไปเพื่ออะไร รวมถึงปัญหาที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการศึกษาในรูปแบบนี้มิอาจตอบคำถามยอดนิยมที่ว่า “โตขึ้นมาอยากเป็นอะไร” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คนที่เก่งก็เก่งแต่กำเนิด แต่สำหรับคนที่พยายามเรียนแต่ไม่บังเกิดผล เด็กกลุ่มนี้นับว่าน่าสงสารยิ่งนักเพราะเท่ากับว่าที่ยืนในสังคมของเขากำลังถูกเบียดให้แคบลงเรื่อย ๆ การให้ความรู้ที่ถูกต้องจะต้องทำให้เด็กสามารถใช้ความรู้ในสาขาต่าง ๆ ไปใช้ให้เกิดปัญญา และความคุ้นชินได้ มิฉะนั้นเวลา 7-8 ชั่วโมงใน “สถานกักกันเด็กตามกฎหมาย” ก็เปล่าค่า และน่าจะเอาไปทำสิ่งอื่นที่ดีกว่า

แม้การศึกษาทางเลือกจะไม่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางนัก แต่ก็เห็นแวว และโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่ “สถาบันเฉพาะทาง” ได้ไม่ยาก หากรัฐบาลเล็งเห็นวิธีการแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ ในอนาคตเราอาจจะมีไม่ต้องส่งลูกหลายข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนไกลถึงต่างแดนแล้วก็ได้ หรือหากไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็น่าคิดว่าเวลาตั้งแต่เคารพธงชาติหน้าเสาธงตอนเช้ากับกริ่งเลิกเรียนเมื่อตะวนลับฟ้า(ยังมีคอร์สพิเศษหลังตะวันตกดินอีก)ก็น่าจะไปหาอะไรทำที่มีประโยชน์กว่า อย่างเช่น ไปเลี้ยงโคเลี้ยงควายช่วยชาวนาสร้างสินค้าส่งออก เป็นต้น

สำหรับประเด็นที่ไม่ค่อยอยากกล่าวถึงคือ จริยธรรม เนื่องด้วยมิใคร่ข้ามหัวล่วงเกิน “ผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน” แต่อย่างไรก็ตามก็โต ๆ กันแล้วก็อย่าให้เด็กเมื่อวานซืนบ่นตำหนิก็แล้วกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากจิตใจทั้งนั้น หากมีการพื้นฐานทางอารมณ์ และคุณธรรมที่ดีปานนี้ประเทศไทยหรือสยามของเราอาจล้ำหน้าประเทศที่เผชิญสงครามทั้งภายใน และภายนอกอย่างญี่ปุ่น และจีนไปแล้วก็ได้ เนื่องด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ทรงคุณค่าหากมิได้ไปตกอยู่ในมือคนต่างแดนที่คนในถิ่นขายไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงมิอาจกล่าวโทษผู้ใดได้ เพราะคนที่ปล่อยปละละเลยในหน้าที่พลเมือง(หนึ่งในวิชาสังคม)ก็คือคนไทยนี่เอง

ฉะนั้นการเปลี่ยนเพียงแค่นามโดยผิวเผินย่อมมิได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มิหนำซ้ำอาจกลายจุดประเด็นเรื่องชาติพันธุ์ทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาอีก เดี๋ยวคนโน่นคนนี้ก็ออกมาบอกว่าเป็นเจ้าของประเทศ เสียงปืนแตกที่สามจังหวัดภาคใต้ก็ยังมีทีท่าว่าจะแผ่วลง ปัจจุบันขณะที่ทำได้คือสำนึกรักในความเป็นคนไทยให้มากที่สุด

คนบนผืนแผ่นดินนี้ขึ้นชื่อเรื่องความจริงใจ และมิตรสัมพันธ์แน่นแฟ้น อย่าให้สิ่งใดมาทำลายได้ เราทุกคนล้วนเป็นลูกของ “พ่ออยู่หัว” จะทำการใดขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม ลูกหลานของเราในอนาคตจะมีความเป็นอยู่อย่างไร หากการกระทำของเราในวันนี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มิอาจกลับไปแก้ไขได้

ประวัติศาสตร์มิได้บันทึกนามแห่งประเทศที่ชนะสงคราม แต่เชิดชูการเสียสละของวีรชนเพื่อแผ่นดินสุดท้าย...บ้านของเราเอง


24 mai 2009


 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2552
Last Update : 25 พฤษภาคม 2552 10:22:42 น.
3 comments
Counter : Pageviews.

 

ขอรบกวนท่านผู้อ่านที่รัก คลิกไปที่ http://settawutpappy.wordpress.com/

จะอ่านความเรียงนี้ง่ายกว่าครับ

 

โดย: S. Udakarn 25 พฤษภาคม 2552 10:30:41 น.  

 

ขอรบกวนท่านผู้อ่านที่รัก คลิกไปที่ http://settawutpappy.wordpress.com/

จะอ่านความเรียงนี้ง่ายกว่าครับ

 

โดย: S. Udakarn 25 พฤษภาคม 2552 10:30:42 น.  

 

 

โดย: นายแจม 25 สิงหาคม 2552 13:22:42 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

S. Udakarn

Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

งานเขียนทุกชิ้นที่ปรากฏในเวบไซต์นี้
เป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของบทประพันธ์นั้นๆ แต่เพียงผู้เดียว
ห้ามกระทำการดัดแปลง แก้ไข หรือแอบอ้างไปเป็นผลงานของตน โดยไม่มีการอ้างถึงเจ้าของลิขสิทธิ์
หากผู้ใดมีความประสงค์จะนำข้อมูลดังกล่าวออกเผยแพร่ ตีพิมพ์หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นใด
โปรดติดต่อเจ้าของบทประพันธ์โดยตรง !



Color Codes ป้ามด





<
 
Friends' blogs
[Add S. Udakarn's blog to your weblog]
Links
 

MY VIP Friend

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.