Keep Memories Alive in my Diary
[Life&Travel#29] ... Nepal ... the Endless Journey บทสรุปการเดินทางที่ยาวนาน (ตอนจบ)...

....


....


สวัสดีครับ ...
ตั้งชื่อกระทู้ไว้ว่าการเดินทางที่ยาวนาน จริงๆมันคือดองรีวิวไว้ยาวนานมากกว่า อมยิ้ม01

กลัวหลายคนจะลืมไปขอเอากระทู้ก่อนหนเ้านี้มาให้อ่านเคาะความจำกันก่อนครับ

ตอนที่ 1
//2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E11760261/E11760261.html

ตอนที่ 2
//2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E12158559/E12158559.html

******************************************************************

ติดตามผลงานทั้งภาพถ่ายและบทความ
พูดคุยกับผมได้ตามช่องทางที่ท่านสะดวกตามนี้ครับ

//www.facebook.com/thesixthfloorstudio
//www.facebook.com/thesixthfloorgallery
//500px.com/theSixthFloor
//instagram.com/thesixthfloor



(ต่อจากตอนที่ 2)

หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาหลายวัน
เช้าวันนี้ผมตื่นมาในย่านทาเมลอีกครั้ง ...

โปรแกรมการเดินทางวันนี้จะไปเที่ยวสองแหล่งท่องเที่วสำคัญนั่นคือ นครบักตะปูร์และนครปาตัน
สองแห่งนี้ถ้ามีเที่ยวเนปาลครั้งแรกยังไงก็ควรจะไปให้ได้ ... อารมณ์มากรุงเทพต้องมาวัดพระแก้ว ไปเชียงใหม่ไปดอยสุเทพประมาณนั้น




เช้าๆผู้คนในทาเมลยังไม่พลุกพล่าน
ผมเลือกจะเดินหาแท็กซี่เพื่อเหมารถไปกันเอง

รอบๆ ที่พักจะมีแท็กซี่จอดรอเราอยู่ครับ ก็สามารถเดินเข้าไปต่อรองได้เลย
บอกไปว่าจะไปไหนบ้าง ให้ตีราคามา อันนี้แล้วแต่คนนะครับ จะลองถามหลายๆคันเปรียบเทียบดูก็ได้ว่าราคาตลาดอยู่ประมาณไหน
แต่ส่วนใหญ่เปิดราคามาก็ต่อรองกันได้นิดหน่อยครับ ...



จุดปมายปลายทางวันนี้คือนครโบราณบักตะปูร์ซึ่งอยู่ออกไปนอกเมืองกาฏมัณฑุไปหลายสิบกิโลครับ
แต่ก่อนจะถึงบักตะปูร์ จะมีแหล่งท่องเที่ยวอีกจุดที่น่าไปแวะครับนั่นคือ หมู่บ้านชางกู (Changu)



โดยนักท่องเที่ยวก็มักจะแวะไปเที่ยววัด Changu Narayan
ซึ่งเป็นอีกวัดฮินดูที่มีชื่อเสียงมากๆ โดยจะตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย





เป็นวัดที่มีการแกะสลักไม้ภายนอกตัววัดที่มีความสวยงามและยังคงความสมบูรณ์มากๆ
โดยก่อนจะถึงตัววัดก็จะเป็นชุมชนชาวบ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆสร้างตามไหล่เขาขึ้นไปยังวัด
เราจะได้สัมผัสกับชาวบ้านที่อยู่อาศัยกันอย่างสงบและเรียบง่าย





ค่าเข้าชมวัดนี้อยู่ที่ 100 รูปีครับ เป็นวัดที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ด้วย
มีงานแกะสลักหินและไม้งดงามมากมายภายในวัดครับ วัดนี้เป็นวัดฮินดู คนศาสนาอื่นก็จะเข้าไปข้างในไม่ได้ ชมได้แต่เพียงภายนอก







หลังจากขึ้นไปชมวัดด้านบนอยู่พักใหญ่ๆ ผมก็ค่อยๆเดินลงมายังหมู่บ้านด้านล่าง
เดินเล่นไปพลางก็มีความสุขกับการได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆในหมู่บ้านที่คอยวิ่งตามฝูงแกะที่คนในหมู่บ้านเลี้ยงเอาไว้

นอกจากนี้เส้นทางไปยังหมู่บ้าน Changu ก็จะเป็นผืนนาขนาดใหญ่
ถ้าเลือกไปถูกเวลาก็จะมีโอกาสได้เจอกับนาข้าวที่เขียวขจีสุดลูกหูลูกตาเพลิเพลินสายตามากๆ



หลังจากแวะชมวัด Changu Narayan และหมู่บ้านอยู่พักใหญ่ๆ
ล้อก็หมุนอีกครั้งและพาผมเดินทางถึงบักตะปูร์เสียที

บักตะปูร์เป็นอดีตราชธานีที่รุ่งเรืองถูกสร้างตั้งแต่ในศตวรรษที่ 9 ในสมัยพระเจ้าอนันทมัลละ
นักท่องเที่ยวทั้งหลายรวมทั้งชาวเนปาลี ให้นิยามที่นี่คือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีชีวิต



ข้อนี้ผมพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่าไม่ผิดเลย เพราะรอบๆบักตะปูร์ยังมีความงดงามทั้งบ้านเรือนสถาปัตยกรรม ศิลปะวัฒนธรรม
รวมทั้งสิ่งสำคัญคือชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ ยังคงเนิบช้าและหายใจเข้าออกด้วยจิตวิญญาณของอดีตมิปาน

ถ้าคุณรู้สึกอึดอัดกับความจอแจจากนครโบราณสองแห่งในกาฎมัณฑุ ทั้งที่จตุรัสกาฎมัณฑุ และนครปาตัน
ผมเชื่อว่าคุณจะหลงรักที่บักตะปูร์มากกว่าเพราะค่อนข้างจะเป็นระเบียบ และดูจะเว้นพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้หายใจ

หยุดยืนมองความรุ่งโรจน์ในอดีตที่ยังพอให้เราได้เห็นเค้ารางได้ไม่ยาก



ที่นี่ก็ยังพอมีโรงแรมขนาดเล็กให้พักเช่นกัน เสียดายที่เวลาในทริปนี้น้อยไปหน่อย
ไม่อย่างนั้นจะขอมาหลบมุมในนี่สักคืน รติกาลที่ดาวเต็มฟ้าในบักคะปูร์คงน้อยคนนักจะได้เห็น

ในบักตะปูร์มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง มีราชวังเก่า มีวัดวาอารามให้ได้เดินชมกันทั้งวัน
ในภาพตรงกลางคือประตูวิหารทองคำอันสวยงาม ซึ่งจะเป็นทางเข้าไปชมส่วนของราชวังเก่าด้านในครับ



เราเดินตามทางไปเรื่อยๆ จนมาถึงมุมนี้
เป็นที่สรงน้ำขิองกษัตริย์ในอดีต ... มองดูแล้ว อืมมมมม น้ำเขียวไม่เบา 5555+
น่าจะดูแลให้สะอาดสะอ้านกว่านี้หน่อย เล่นเอาเสียมู้ดมากกกกกก

ถ้าเดินกลับออกมาทางเดิมอาคารใกล้ๆกับประตูทองคำที่มีหน้าต่างเยอะๆนั้นจะเป็น The Palace of 55 Windows
ซึ่งว่ากันว่าที่พระราชวังมีจำนวนหน้าต่างที่มากมายขนาดนี้เพื่อให้นางสนมของกษัตริย์ได้แง้มหน้าออกมาดูโลกภายนอก
รวมทั้งให้ได้ยลโฉมความงามของแต่ละพระนางด้วย ^o^



ระหว่างทางก็มีวัดวาอีกหลายวัดครับ สารภาพตามตรงเลยว่าจำชื่อไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่

ก็เดินจนมาถึงด้านในสุดจะเจอกับอีกวัดสวยๆ ทรงคุณค่าในบักตะปูร์คือวัด Nyatapola ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ราว ค.ศ. 1702
มีความสูงของตัววัดกว่าห้าสิบเมตร จากข้อมูลที่มีในมือถือว่าเป็นศาสนาสถานที่มีความสูงที่สุดในเนปาลเลยครับ

เราเรียกว่าวัด อาจจะไม่คุ้นกับความรู้สึกของคนไทยบ้านเราเท่าไหร่ที่เมื่อพูดว่าวัดจะนึกถึงตัวโบสถ์ ศาลา วัดต้องมีพื้นที่เยอะๆ
แต่วัดของเนปาลก็จะเป็นอาคารโดดๆ หนึ่งหลังแบบนี้เลย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นสไตล์ Pagoda หลังคาเป็นชั้นๆสูงขึ้นไป



วัดเนียตะโปลามีลักษณะเป็นหลังคาห้าชั้น มีฐานด้านล่างรองรับอยู่ห้าชั้นด้วยเช่นกัน โดยรอบบันไดทางขึ้นจะปรากฏรูปปั้นหินขนาดใหญ่ไว้แต่ละชั้นซ้ายขวาด้วย ซึ่งมีความเชื่อกันว่าได้เรียงลำดับของพลังอำนาจจากรูปปั้น โดยเรียงจากอำนาจน้อยสุดด้านล่างไปมากสุดด้านบน

ซึ่งรูปปั้นล่างสุดจะเป็นรูปปั้นของมนุษย์ที่ว่ากันว่าเป็นนักมวยปล้ำในสมัยมัลละ ถัดขึ้นไปเป็นช้าง เป็นสิงโต ตัวกริฟฟิน และรูปปั้นในชั้นสูงสุดคือเทพเจ้าสององค์นาม Baghini และ Simhini ครบผู้ปกป้องวัดทั้งห้าชั้น ดูแล้วน่าเกรงขามมากจริงๆ และขั้นบันไดก็ค่อนข้างชัน บ่อยครั้งเราอาจจะเห็นนักท่องเที่ยวต้องคลานขึ้นลงวัดกันเลยทีเดียว จริงๆตอนลงผมก็คลานลงเหมือนกันนะ 5555+



วิวจากด้านบนนั้นจะมองเห็นพื้นที่รอบๆในบักตะปูร์แบบในภาพเลยครับ



เดินออกไปไม่ไกลจากวัดเนียตะโปลาก็มาโผล่ที่ Pottery Market ซึ่งเป็นตลาดเครื่องปั้นดินเผาที่ใหญ่ที่สุดในบักตะปูร์
เราจะเห็นถ้วยชามดินเผาจำนวนมากที่ถูกนำมาเรียงตากแดดกันใกล้ชิดแบกะดินนี้เลย

ถ้ามีเวลาก็ยังสามารถเดินเข้าไปชมเตาเผาแบบโบราณที่ใช้ในการเผาเครื่องดินเผาพวกนี้เลย




ผู้คนเนปาลอาจจะดูหน้าตาดุๆ แบบแขก
แต่ผมคอนเฟิร์มว่าพร้อมจะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเสมอ



หยิบเมนูข้าวผัดที่ร้านอาหารในบักตะปูร์ครับ จริงๆถ้าไม่ได้รังเกียจการกินผัก ผมว่าสามารถเอาตัวรอดในเนปาลสบายๆนะครับ
อาหารโดยทั่วไปอร่อยดี หรือผมเป็นพวกชอบเครื่องเทศก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ... แต่ถ้าไม่ถูกปากจริงๆก็ดื่มพวกโค้กคู่ไปด้วยก็พอไหวครับ



แท็กซี่ค่อยๆออกรถช้า พาผมออกจากนครบักตะปูร์ เป็นครึ่งวันที่เพลิดเพลินอากาศดีมีความสุขมากๆครับ

ขากลับไปนี้เราแวะชมเมืองปาตันก่อนซึ่งจะตั้งอยู่ใกล้ทาเมลมากกว่าคือราว 20 นาที

ปาตัน (Patan) หรือในชื่อ ละลิตปูร์ (Lalitpur) มีความหมายว่าเมืองแห่งความงามทางศิลป์ (City of Fine Arts)
ที่นี่เป็นศูนย์กลางของงานศิลปะทั้งวิจิตรศิลป์และหัตถศิลป์ในยุคโบราณ ที่หลงเหลือมาในยุคทัชสกรีนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทันที่ที่เดินเข้ามาในจตุรัสปาตัน ก็อยากจะให้จินตนาการตัวเองนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปสักหลายร้อยปีทำตัวให้เหมือนชาวเนปาลียุคเก่า
เดินอยู่ในดินแดนยุคโบราณก็จะยิ่งทำให้เราตื่นตะลึงกับสถาปัตยกรรมชั้นครูรอบๆ ตัว ...



นี่นั่งดูรูปเก่าๆตอนรีวิวแบบนี้ก็อยากกลับไปอีกรอบนะครับ ...
ตอนที่ไปมาเมื่สองปีก่อนจะมีบางส่วนกำลังบูรณะอยู่เลยไม่สวยเท่าไหร่ แล้วก็อยากกลับไปถ่ายช่วงซีนหัวค่ำ สวยๆ เหมือนกัน



สำหรับสาธุชน หรือ Holy man ก็มักจะมาปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่จตุรัสที่ผู้คนพลุกพล่านเหมือนกันครับ
แต่จะเป็นพวกก็อบเกรด A นะครับ สังเกตได้จากเสื้อป้าจะใหม่สะอาดสะอ้าน และดูเป็นมิตรเกินไป
ขอถ่ายรูปจะโพสท่า แบบมืออาชีพรู้มุมตลอด ... ถ่ายเสร็จเตรียมจ่ายเงินไว้นะครับ

ผมรัวไปสิบกว่าช็อต มุมเสย มุมตรง มุมไวด์ มุมโคลสอัพ .. งัดทุกเลนส์ขึ้นมาถ่าย ...
จำได้ว่าให้ไป 10 รูปี (ประมาณ 5บาท ) ...หันมาบ่นใหญ่ แถมมีชี้ๆ

แต่เราก็หูทวนลม เดินตัวปลิวไปมุมอื่นต่อ ^o^






บรรยากาศรอบๆปาตัน ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและวิถีชีวิตที่นักท่องเที่ยวอย่างเรา
น่ามองและทำความเข้าใจในความต่างของสังคมไว้ครับ



ปกติผมก็จะลองของกินเล่นข้างทางแบบ Street Food ตามท้องถิ่นที่ไปนะครับ
แต่อันนี้เป้นอีกอย่างที่ไม่กล้าลองตอนไปเนปาล กลัวท้องเสียแบบไม่ทันตั้งตัว



ผมชอบบรรยากาศขวักไขว่ไปมาของผู้คนในตลาดหรือในชุมชนมากครับ
ทริปเนปาลเมื่อสองปีก่อนนี้ ถือว่าเป็นตัวจุดชนวนความหลงไหล ความหลงรักในการถ่ายภาพแนววิถีชีวิตและพวก Street Life มาก



แอบเก็บรูปตำรวจหญิงเนาลีมาฝากครับ ^o^




หนูน้อยเนปาลี .. น่าจะเป็นวันครบรอบวันเกิดหรืออะไรสักอย่างครับ เพราะพ่อแม่พามาทำบุญ
มีขบวนและการทำพิธีกันตรงบริเวณปาตันนี้ด้วย







ถ้ามองดูนาฬิกาแล้วคิดว่ายังพอมีเวลา

แนะนำให้ลองเดินทะลุนครโบราณปาตันออกไปยังตึกรามบ้านช่องด้านหลัง
เพื่อแวะไปชมวัดทอง (Golden Temple) ซึ่งถือเป็นวัดพุทธมหายานที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยที่สุดในปาตัน





วัดนี้มีผู้คนมากมายต่างเข้ามาสักการะพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรซึ่งเป็นพระประธานอันแสนงดงามกันไม่ขาดสาย

นอกจากนี้ตัววัดก็ยังคงความสวยงามในยุคเก่ามาถึงปัจจุบันได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
เพียงแค่เดินผ่านประตูวัดมาก็จะเห็นแผ่นทองที่ห้อยยาวจากหลังคาวิหารห้อยลงมาเกือบถึงพื้นอันเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของวัดพุทธมหายาน
มีกงล้อภาวนานับร้อยเรียงรายล้อมรอบตัววัด





สถาปัตยกรรมสวยๆในจตุรัสปาตันจะตั้งเรียงงายติดๆกัน เช่น วัดกฤษณะซึ่งเป็นศิลปะแบบ Shikara สไตล์อินเดียมีรูปทรงคล้ายฝักข้าวโพด
ใกล้ๆกันเป็นวัด Hari Shankar ที่มีรูปสลักของพระวิษณุและพระศิวะอยู่ไฮไลท์อยู่ที่ด้านหน้าวัดจะมีเสาตั้งอยู่ซึ่งตรงยอดจะเป็นรูปปั้นราชีนียุคมัลละพร้อมด้วยงูเห่าที่แผ่แม่เบี้ยอยู่ด้านหลัง

นั่งมองยืนมองอยุ่นานก็อดคิดไม่ได้เลยว่าช่างศิลป์สมัยก่อนจะเก่งกาจอะไรเยี่ยงนี้

ถ้าต้องการข้อมูลของปาตันในเชิงลึกมากกว่านี้ ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์เมืองปาตันตั้งอยู่ติดกัน
ภายในจัดแสดงภาพถ่ายหาดูยากของเมืองปาตันและนครกาฏมัณฑุ
รวมทั้งการให้ความรู้ในด้านประเพณีและวัฒนธรรมของชาวเนปาลีอย่างละเอียด





ปาตันเป็นนครโบราณที่ตั้งอยู่ในชุมชนเนปาลไม่ไกลจากใจกลางเมืองหลวงนครกาฎมัณฑุ

ทำให้ปัจจุบันก็จะเต็มไปด้วยชาวเนปาล นักท่องเที่ยวมากมายเดินกันขวักไขว่

ยิ่งในช่วงเวลาเย็นๆ ที่นี่เป็นเหมือนมุมนัดพบ มุมสังสรรค์ พักผ่อน
เป็นลานนั่งเล่นของคนที่นี่จนทำให้บรรยากาศของปาตัน....ยังคงมีชีวิตชีวาและเป็น "นครโบราณที่ยังมีชีวิต" ... ต่อไป




โปรแกรมเที่ยวบักตะปูร์และปาตัน ควรจะจัดแบบหลวมๆ ดื่มด่ำกับความงามและชีวิตของนครโบราณนานๆ
อย่าพึ่งรีบไปยัดเอาโปแรกรมเที่ยววัดสำคัญอีกสองแห่งไว้ในวันเดียวกัน จริงๆก็ไปทันครับ แต่ผมว่าออกจะชะโงกทัวร์ไปหน่อย
นอนหลับให้สบาย ตืิ่นมาแล้วค่อยมาเก็บวัดสำคัญอีกสองวัดให้ครับนั่นคือ วัดลิงแล้วก็วัดโพธนาถ



หลังจากเติมพลังยามเช้าแล้ว ผมเลือกที่จะเหมาแท็กซี่จากแถวที่พักเพื่อให้พาไปเที่ยวในช่วงครึ่งวันเช้านี้
โดยมีเป้าหมายเป็นสองปลายทางใหญ่ๆของเมืองกาฏมัณฑุ นั่นคือ "วัดสวยัมภูนาถ (วัดลิง) และสถูปโพธนาถ

พลขับชาวเนปาลียิ้มฟันขาว แนะนำให้ผมไปที่วัดสวยัมภูนาถก่อนเป็นที่แรก ซึ่งผมก็ใช้สิทธิไม่ค้านอะไร ...




วัดนี้มีประวัติมากว่า 2,000 ปีมาแล้ว “สวยัมภูนาภ” แปลว่าผู้ตรัสรู้เอง
โดยส่วนใหญ่คนก็จะขึ้นไปกราบไหว้บูชาตัวสถูปของวัด ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูง

โดยเราสามารถมองเห็นไกลๆ ได้จากตัวเมืองกาฏมัณฑุเอง
และมุมชมวิวของวัดสวยัมภูนาถเองก็ทำให้เราต้องเพลินตาเพลินใจไปกับวิวมุมสูงของเมืองกลับไปด้วยเช่นกัน



ตัวสถูป (Stupa) มีลักษณะเป็นรูปทรงครึ่งวงกลมสีขาว ซึ่งเป็นสีที่แทนธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ

รอบๆ ฐานของสถปจะมีซุ้มซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่จำนวน 5 ซุ้ม
ด้านบนของรูปครึ่งวงกลมจะเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของสถูปนั่นคือ ภาพวาดของดวงตาขนาดใหญ่ที่คนเนปาลลีเรียกว่า ดวงตาแห่งธรรม (wisdom Eyes) เขียนไว้ทั้งสี่ด้านซึ่งเปรียบถึงดวงตาของพุทธเจ้าที่เฝ้ามองลงมายังโลกมนุษย์ด้านล่าง



ส่วนตัวแล้ว ลายเส้นของดวงตาแห่งธรรมนั้น ... ช่างเป็นอะไรที่แยบคายคิดเตลิดไปได้ไกลมาก
ผมมองดูว่าเป็นสายตาที่เหมือนเย้ยหยันมนุษย์โลกผู็เต็มไปด้วยกิเลสและตัณหา เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักดับสิ้น






ที่นี่ยังมีอีกชื่อที่คนเรียกว่า “วัดลิง” ซึ่งก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะวัดตั้งอยู่บนเขา
ก็มักจะมีลิงมาอาศัยอยู่เหมือนๆ กับวัดในหลายแห่งที่บ้านเรา

ผมยืนมองลิงน้อยหลายตัวปีนป่ายไปมาจนเริ่มจะตาลายเลยขอนั่งพักอยู่ตรงบันไดทางขึ้นไปยังสถูป

บรรยากาศรอบๆของศาสนสถานแทบจะทุกที่ มันให้ความรู้สึกร่มเย็นและสงบใจเป็นอย่างดี
ลมเย็นๆก็พัดให้รู้สึกสบายตัวและมันก็พัดให้ธงมนต์ที่ประดับอยู่ในบริเวณวัดนับน้อย นับพัน ปลิวไปตามลมสร้างความสวยงามยิ่งนัก
จะว่าไปแล้วมาเนปาลถ้าไม่ได้เห็นธงมนต์ก็เหมือนมาไม่ถึง



รถแท็กซี่คันเดิมที่ผมเหมาเอาไว้ยังจอดรอไม่ไปไหนให้เซอไพรซ์
ก็ค่อยๆ ลัดเลาะผ่านตอกซอกซอย ซอยแล้วซอยเล่า

พาข้ามจากอีกฝั่งของนครกาฏมัณฑุไปยังอีกฝั่ง เพื่อไปสัมผัสกับอีกสถูปสำคัญนั่นคือ สถูปโพธนาถ (Bodhnath Stupa)
รอบๆ ของสถูปโพธนาถก็ยังเป็นชุมชนทิเบต และเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนามหายานสายวัชรยานที่เจริญและใหญ่ที่สุดในเนปาลด้วย



ในอดีตกาลสถูปโพธนาถคงตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางลานกว้างมีทุ่งหญ้าเคียงข้างเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปในปัจจุบันจะเห็นว่ารอบๆ ของสถูปกลายเป็นอาคารพาณิชย์มากมายที่สร้างขึ้นมารายล้อมตัวสถูป

ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านขายของที่ระลึกละลานตามองดูแล้วก็คล้ายๆกันเกือบจะทุกร้านไม่ว่าจะเป็นผ้าคลุมไหล่ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ทังก้า กระเป๋าสะพาย เครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่างๆ และก็มีบางมุมที่เปิดเป็นร้านอาหารแบบ Rooftop ให้เราได้ขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้านั่งกินข้าวและชมวิวของสถูปโพธนาถกันแบบเอ็กคลูซีฟ แม้จะต้องแลกมาด้วยค่าอาหารที่แพงกว่าปกติทั่วไปก็ตาม กลับไปอีกรอบต้องมาเฝ้าแสงเย็นกันบบนมุมสูงน่าจะได้ภาพอลังการไม่เบา



สถูปโพธนาถซึ่งเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดในเนปาลนั้นสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 14
เชื่อว่าภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ ปัจจุบันสถูปโพธนาถได้รับการจดทะเบียนเป็นมรกดโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโก้ เมื่อปี พ.ศ.2532 ที่ผ่านมา

โดยตัวสถูปนั้นเป็นครึ่งทรงกลมสีขาวตั้งอยุ่บนฐานเหลี่ยม 3 ชั้น รอบๆมีกงล้อภาวนาให้ผู้ศรัทธาได้หมุน ด้านบนของสถูปก็ปรากฏดวงตาแห่งธรรมทั้งสี่ด้านหมือนกับสถูปที่วัดสวยัมภูนาถเพียงแต่โดยส่วนตัว ผมรู้สึกว่าดวงตาแห่งธรรมที่นี่จะดูน่าเกรงขามด้วยขนาดที่ใหญ่โตกว่ามาก



หากโชคดีและมีเวลาเฝ้ามองความเป็นไปรอบๆมหาเจดีย์แห่งนี้เราอาจจะได้เห็นศาสนิกชนกราบเจดีย์แบบอัษฎางคประดิษฐ์
ซึ่งเป็นการกราบแบบนอนราบไปกับพื้นด้วยความศรัทธาที่หาดูได้ยากในประเทศอื่นๆ

โดยผู้กราบจะเริ่มจากยกมือพนมขึ้นเหนือหัว ลากมือลงมาตรงหน้าอก และก้มลงนอนราบก้มหน้ายื่นมือจนสุดแขน
แล้วก็ลุกขึ้นยืนเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง



ผมยืนมองความยิ่งใหญ่ของสถูปโพธนาถอยู่พักใหญ่ ในขณะที่มีเสียงสวด “โอม มณี ปัทเม หุม” ลอยเบาๆมาเข้าหูเป็นระยะ
ซึ่งเป็นบทสวดสั้นๆ แต่ชัดเจนในความหมายและขับกล่อมจนเป็นพลังแห่งศรัทธาจากพุทธชนรอบๆ สถูปที่ค่อยๆเดินหมุนกงล้อภาวนาไปด้วยความสงบ

แม้พุทธศาสนาจะแตกหน่อออกไปอีกหลายนิกายในพื้นที่รอบๆ ชมพูทวีป
ในบางกิจวัตรประเพณีปฏิบัติเราอาจจะไม่คุ้นตา

แต่ผมก็กลับสัมผัสได้ถึงศรัทธาอันแรงกล้าของผู้คนรอบๆสถูปโพธนาถไม่น้อยไปกว่าพุทธชนในพื้นที่อื่นๆ เลยแม้แต่นิด
....

traveller essentials
เตรียมตัวไปเที่ยวเนปาล
ฤดูท่องเที่ยว : เนปาลมีลักษณะภูมิอากาศค่อนข้างจะครบถ้วนแม้จะมีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลายในประเทศตั้งแต่ที่ราบลุ่มไปจนเทือกเขาสูง สำหรับฤดูกาลต่างๆคร่าวจะมีดังนี้ ฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) ฤดูฝน (มิ.ย.-ก.ย.) และฤดูใบไม้ไม้ร่วง ซึ่งเหมาะกับการท่องเที่ยวเนปาลมากที่สุดคือตั้งแต่ ต้น ต.ค. ไปจนถึงต้น ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย ฟ้าใส อากาศดีมากๆ เหมาะกับการเที่ยวในเมืองรวมทั้งกิจกรรมหลักอย่างการเดินเขา (Trekking) ซึ่งทำให้เราสัมผัสกับวิวของเทือกเขาหิมาลัยอย่างชัดเจน


วีซ่า : เที่ยวเนปาลจำเป็นต้องใช้วีซ่า ซึ่งสามารถขอได้ที่สถานทูตเนปาลประจำประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ เอกสารที่ใช้มี พาสปอร์ตที่ยังไม่หมดอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน, รูปถ่าย 2 นิ้ว 2 ใบ, แบบฟอร์มขอวีซ่าและค่าธรรมเนียม 875 บาท (วีซ่า 15 วัน), 1,400 บาท (วีซ่า 30 วัน) ถ้าใครอยู่ต่างจังหวัดไม่สะดวกมากรุงเทพ สามารถทำ Visa on Arrival ได้ที่สนามบินตรีภูวันของเนปาลได้เช่นกัน แต่อาจจะใช้เวลาสักนิดครับ จากประสบการณ์ที่ไปมาเจ้าหน้าที่ของเนปาลจะทำงานกันค่อนข้างช้า อาจต้องอยู่ในสนามบินเป็นชั่วโมงกว่าจะออกมาได้

ค่าเงิน : สกุลรูปี (Nepal Rupees, Rs) อัตราแลกเปลี่ยนล่าสุดอยู่ราว 1 รูปี = 0.5-0.6 บาท แนะนำว่าให้เราแลกเป็นเงินดอลล่าร์จากเมืองไทยแล้วไปแลกเป็นเนปาลรูปีตามเคาเตอร์แลกเงินแถวที่เราพักจะได้เรทค่อนข้างดี

อาหารการกิน : ร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปมักจะมีมาตรฐานความสะอาดที่ดีพอ และมีเมนูหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้าวสวยกับแกงเผ็ด  หรือข้าวผัด (Puloa) แต่ส่วนใหญ่จะนิยมกินแกงเนื้อไก่ เนื้อแกะ อาหารจำพวกซีฟู้ดจะหากินยากมาก ด้วยพื้นที่ตั้งและวัฒนธรรมการกิน ใครกินยากหน่อยในโซนทาเมลก็มีร้านอาหารพวกอิตาเลียน พิซซ่า พาสต้าพอให้เห็นอยู่บ้าง หรือเมนูสำหรับคนเอเชียอย่างหมี่ผัดก็พอฝากท้องได้ เครื่องดื่มยอดนิยมที่แนะนำให้ลิ้มลองเห็นจะเป็น ชัย (Chai) หรือชานมที่ผสมกับเครื่องเทศให้พอได้กลิ่นหอมๆ กินตอนเช้าๆ อากาศเย็นๆ รสชาตินุ่มลิ้นอร่อยมาก สำหรับน้ำดื่มนั้นให้ซื้อตามร้านสะดวกซื้อเป็นขวดใหญ่ๆ พกติดตัวไว้


ระบบไฟฟ้า : เป็นแบบ 220 V เหมือนบ้านเรา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบขากลม 2 หรือ 3 ขา ถึงแม้โรงแรมใหม่ๆจะเริ่มเป็นขาปลั๊กแบบแบนอยู่บ้าง แต่ก็ควรจะพกตัวแปลงไปจากเมืองไทย




the Sixth Floor's Gallery









ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกระทู้มาครับ
ขออภัยที่ตอนที่สามนี้ห่างจากสองตอนแรกแบบครึ่งปี

เนปาลเป็นอีกปลายทางที่เดินทางง่าย เที่ยวง่าย ค่าใช้จ่ายต่างๆภายในประเทศไม่สูงมาก มีอารยธรรมสวยๆให้เราได้ดูได้เห็นได้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เป็น ไปเที่ยวเนปาลจะมีสิ่งหนึ่งที่คล้ายๆอินเดียคือ ถ้าไม่ปิดความคิดเกินไปจะทำให้กลับมาแล้วจะใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นและเข้าใจโลกมากขึ้น
นอกจากนี้ถ้าไปช่วงอากา่ศดีๆ เนปาลคือสุดยอดเส้นทางเดินเขาหรือเทรคกิ้งอันดับต้นๆ ของโลกครับ วิวสวยอลังการมากมาย

ขอบคุณอีกครั้ง แล้วพบกันใหม่ครับ
....






Create Date : 24 มิถุนายน 2556
Last Update : 24 มิถุนายน 2556 21:23:52 น. 2 comments
Counter : 3919 Pageviews.

 
งดงามและได้ความรู้มากมายครับ ขอชื่นชมครับ....


โดย: โอม เชียงใหม่ IP: 49.230.142.89 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2556 เวลา:18:15:45 น.  

 
Write more, thats all I have to say. Literally, it seems as though you relied on the video to make your point. You clearly know what youre talking about, why throw away your intelligence on just posting videos to your blog when you could be giving us something enlightening to read?
nike pas cher 2013 fr eu //www.normannia.info/presse/presse.php


โดย: nike pas cher 2013 fr eu IP: 192.95.30.51 วันที่: 19 กันยายน 2559 เวลา:1:10:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
the Sixth Floor
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]




ยินดีต้อนรับสู่ theSixthfloor Studio ครับ

บทความและภาพถ่ายทั้งหมดในบล็อคนี้
สงวนลิขสิทธิ์หากถ้าต้องการนำไปใช้หรือ
เผยแพร่เพื่อการศึกษาหรือการกุศล
ก็ยินดีครับแต่ก็ขอความกรุณาติดต่อผม
เพื่อให้ทราบรายละเอียด

สำหรับท่านที่ต้องการติดต่อเรื่องบริการ
ด้านการถ่ายภาพสามารถติดต่อโดยตรง
ได้ด้วยเช่นกันครับ

ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านแวะมาเยี่ยมชม
บล็อคของผมครับ
q( ^o^ )p
Click to





count web site traffic
Visitor


■ L&T 01 .. รอยยิ้มปนคราบน้ำตา บนท้องนาแห่งชีวิต ..
■ L&T 02 .."เชียงคาน" เวลายังคงเท่าเดิม ที่เพิ่มเติมคือความสุข ..
■ L&T 03 .. ผืนน้ำจรดขอบฟ้า ตะวันลับตาที่ Hilton Pattaya Hotel ..
■ L&T 04 .. นอนฟังเสียงสายน้ำคลอเคลียที่ Bamboo Hut Resort@ทองผาภูมิ ..
■ L&T 06 .. สโลโมชั่นชีวิตในวันที่เร่งรีบ ณ Anantara Bangkok Sathorn ..
■ L&T 07 .. ความสุขในมุมเล็กๆที่ Mimosa Resort & Spa @ Koh Samui ..
■ L&T 08 .. ออกไปลอยคอกลางทะเล ที่ มก.สุรินทร์ และ เกาะตาชัย ..
■ L&T 09 .. ความอบอุ่นถักทอบนความทรงจำสีจางที่ Villa Nalinnadda เกาะสมุย ..
■ L&T 10 .. บรรยากาศสบายๆที่ the Baths Medi Cottage Resort @ Cha-Am ..
■ L&T 11 .. สูดหายใจพร้อมรับ"ดับเบิ้ล"ประสบการณ์ที่ W Retreat @ Koh Samui . .
■ L&T 12 .. เหยียบไปบนพื้นทรายคลอเสียงคลื่นที่ Rasananda Resort เกาะพะงัน ..
■ L&T 13 ..ปัดฝุ่นความทรงจำที่ Cape Panwa Hotel ภูเก็ต#Day 1 ..
■ L&T 14 .. เก็บรอยยิ้มจากเกาะปันหยี เติมเต็มความสุขที่ Le Meridien เขาหลัก ..
■ L&T 15 .. สะกดทุกสายตา เวลาหมุนช้าที่ Villa Maroc @ Pranburi ..
■ L&T 16 .. จินตนาการแห่งที่สุดของการสร้างสรรค์ ณ Casa de La Flora Resort ..
■ L&T 17 .. ลำปาง ปลายทางแห่งความสุข ..
■ L&T 18 .. สัมผัสมะลิงามที่เบ่งบานในวันหยุด Malisa Villa Suite @ Phuket ..
■ L&T 19 .. " เชียงใหม่ " . . . พอดีคำ กำลังดี . . . . .
■ L&T 20 .. มิอาจคลาดสายตาจากความงามของ the Baray Villa @ Phuket ..
■ L&T 21 .. Siam Kempinski Hotel เพชรเม็ดงามใจกลางมหานคร ..
■ L&T 23 .. เกาะตาชัย . . . จะไปด้วยกันรึเปล่า ?..
■ L&T 24 .. Ramada Resort Khaolak กับวันสบายริมหาดเขาหลัก ...
■ L&T 28 .. สงขลา ... เวลาใหม่ในขวดโหลใบเดิม ...
■ L&T 29 ... เนปาล Endless Journey ตอนจบ
■ L&T 31 ... ซีอาน กองทัพทหารดินเผาแห่งจิ๋นซีฮ่องเต้
■ L&T 32 ... เดินเล่นใน "สุโขทัย" เนิบช้าและทรงคุณค่า
■ L&T 33 ... ยุโรปครั้งแรก "เนเธอร์แลนด์ และอัมสเตอร์ดัม
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2556
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
24 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add the Sixth Floor's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.