(.") ตัวป่วนประจำซอย ... ถึงร้าย แต่ก็น่ารัก (เป็นบางเวลา) นะเออ (",) ... อาจไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมบ้านเพื่อนๆ นะคะ ไม่ค่อยว่างน่ะค่ะ อย่าว่ากันเน้อ ~* v
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
30 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
++ Melon Pan ++ ขนมปังเมล่อน ที่ไม่ได้ใส่เมล่อนเลยสักนิด

melon pan


Melon Pan


กลับมาเล่นบล๊อคอีกครั้งนะคะ หลังจากที่หยุดไปเล่น facebook อยู่นาน (ที่ไหนมีเกม ที่นั่นมีนู๋ลาหล้าจริงๆ เล๊ย) มีเรื่องอัพเยอะแยะมากมาย แต่ขี้เกียจค่ะ

ช่วงที่หายไปก็ยังเข้าครัว ทำโน่น ลองนี่ มาตลอดนะคะ ดีบ้าง เสียบ้าง (ส่วนใหญ่เสีย แหะๆ ) ถ่ายภาพไว้ก็เยอะ แต่ขี้เกียจอัพ

ช่วงนี้เกิดอยากจะทำขนมปังค่ะ นานๆ จะลุกมาทำซะทีเพราะขี้เกียจ (จะทำก็ต่อเมื่อพ่อแม่มาอยู่ด้วยน่ะค่ะ ท่านชอบทานขนมปังค่ะ) ที่ลุกมาทำก็มิใช่อะไรหรอกค่ะ นอกจากติดเกมแล้วยังติดการ์ตูนอีก (เฒ่าทารกจริงๆ) ฮะ ฮะ

ก็เพราะตอนนี้เคเบิ้ลท้องถิ่นเอาเรื่อง แชมเปี้ยน เจ-ปัง สูตรดังเขย่าโลก (หรือ Yakitate!! J-pan) มาฉายอีกน่ะค่ะ
เป็นการ์ตูนเก่าแล้วล่ะ เริ่มฉายที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2004 และฉายในบ้านเราทาง iTV เมื่อปี 2006 เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มบ้านนอกผู้เกิดและเติบโตในครอบครัวชาวนาปลูกข้าว แต่กลับหลงใหลในขนมปัง จนเกิดความคิดที่จะคิดค้นทำขนมปังที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติญี่ปุ่น ให้ชื่อว่า เจ-ปัง
และในฉากหนึ่ง เป็นการแข่งขันความสามารถของพนักงานร้านขนมปัง โจทย์คือ เมล่อนปัง และนี่เอง ... ทำให้เราคิดถึงมัน




"Melon pan" อ่านว่า "เมล่อน ปัง" เป็นขนมปังสัญชาติญี่ปุ่น ชื่อก็แปลตรงๆ ว่า ขนมปังเมล่อน ซึ่งไม่ได้เกิดจากการใส่เมล่อนลงไปในขนมปัง แต่ตั้งชื่อจากรูปร่างของมัน (มีลายแตกๆ เหมือนผิวเมล่อนญี่ปุ่น) นั่นเอง โดยในระยะหลังถึงเพิ่งจะมีการนำเอา melon extract มาใส่เพื่อเพิ่มกลิ่น)


เมล่อนปัง เป็นขนมปังหวานที่มีกำเนิดโดยช่างทำขนมปังญี่ปุ่น ลักษณะเป็นก้อนบัน (bun) หุ้มด้วยผิวนอกเป็นคุกกี้กรุบๆ หวานมัน โดดเด่นไม่เหมือนใคร เรียกว่า ฝรั่งมาเห็นต้องแปลกใจกันทุกคนเลย อิอิ...

เคยกินครั้งแรกตอนไปทัศนศึกษาที่ญี่ปุ่น (นานมาก ไม่บอกว่ากี่ปี เด๋วรู้กันพอดีว่ารุ่นไหน ฮ่าๆ) ก็เห็นเด็กญี่ปุ่นฮิตกัน (อ่านการ์ตูนน่ะ) หน้าตามันก็น่ารักน่ากิน รสชาติหวานๆ หอมๆ ที่คิดถึง (แต่ลืมไปละ)

และแล้วก็ค้นเนทจนเจอสูตร ก็มีคนโพสสูตรไว้ประมาณ 3-4 สูตรอ่ะนะคะ แตกต่างกันตรงส่วนผสมนิดหน่อยแต่หลักการเหมือนกัน คือ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน (ส่วนขนมปัง และ ส่วนผิวคุกกี้) แต่ที่ฮอตฮิตก็เห็นจะเป็นอันนี้เลยค่ะ สูตรจาก Happy Home Baking Blogspot แม่บ้านชาวสิงคโปร์ที่ทำขนมและถ่ายภาพอาหารได้เทพมากมาย ... เก่งอะไรอย่างนี้ (เมล่อนปังสูตรนี้เห็นมีชาว bloggang หลายท่านก็ทำตามนะคะ อิอิ แหล่งเดียวกันนิ)

อีกสูตรจะเอามาจากบล๊อคของคุณ "WildYeast" แม่บ้านอเมริกัน ที่ชื่นชอบขนมปังและมีโอกาสได้ไปสัมผัสโลกขนมปังอะโนะเนะถึงแดนซากุระ (เขียนบล๊อคเกี่ยวกับขนมปังน่ารักๆ ที่ญี่ปุ่นได้สนุกดีค่ะ)

สูตรของคุณ wild yeast จะไม่ใช้นมผงค่ะ ถ้าใครไม่มีนมผงก็เลือกสูตรนี้ได้เลย ชิวๆ เพราะขั้นตอนการทำอย่างอื่นไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ค่ะ
เราเลือกลงสูตรแรกให้นะคะ ทดลองแล้วทั้ง 2 สูตร อันแรกหวานละมุนกว่านิดหน่อย อิอิ



Melon Pan
(แปลมาจากบล๊อคของคุณ happy home baker นะคะ บางข้อความเราก็เขียนเอาเองจากประสบการณ์จริงอ่ะนะ)

:: ตัวขนมปัง :: (ทำได้ประมาณ 12 ลูก)

แป้งขนมปัง 300 กรัม
ยีสต์ 6 กรัม
น้ำตาลทรายป่น 36 กรัม
เกลือป่น 5 กรัม
นมผง 6 กรัม
น้ำอุ่น (ประมาณ 37-38 C ) 200 กรัม
เนยจืด (อุณหภูมิห้อง ตัดเป็นชิ้นๆ) 80 กรัม

:: แป้งเพสตรี้ (ไว้คลุมหน้าขนม) ::

เนยจืด (อุณหภูมิห้อง) 80 กรัม
น้ำตาลทรายป่น 90 กรัม
ไข่ (ตีเล็กน้อย) 80 กรัม
แป้งเค้ก 200 กรัม
ผงฟู 2 กรัม
กลิ่นเมล่อน (ไม่มีก็ไม่ต้องใส่ค่ะ เพราะแบบ original เค้าก็ไม่ใส่กัน)
น้ำตาลป่นสำหรับโรยหน้า (ใครไม่ชอบหวานมากก็ไม่โรยนะคะ มันหวานอยู่แล้วค่ะ)

:: วิธีทำ ::

1. ร่อนแป้งขนมปัง น้ำตาล เกลือ นมผง เข้าด้วยกัน เติมยีสต์ คนเล็กน้อย
2. เติมน้ำอุ่น ไม่ต้องเทหมดนะคะ เหลือไว้หน่อย ค่อยดูตอนผสมแป้งอีกที เพราถ้าเทไปหมดเลย เดี๋ยวแฉะเกิน
3. ใช้มือค่อยๆ ผสมแป้ง ถ้าแห้งไปค่อยเติมน้ำที่เหลือได้ค่ะ ระวังอย่าให้แฉะเกิน
4. เอาแป้งมานวดบนโต๊ะที่โรยแป้งนวลไว้แล้ว นวดจนแป้งไม่ติดโต๊ะ (ประมาณไม่เกิน 5 นาที)
5. แผ่ก้อนแป้งออก ใส่เนยลงไปตรงกลาง ดึงมุมแป้งมาคลุมเนยให้มิดแล้วนวดต่อ แรกๆ ก็จะแหยะๆ เละๆ เยิ้มๆ นะคะ ไม่ต้องตกใจ นวดไปเรื่อยๆ เดี๊ยวแป้งก็จะซับเนยเข้าไปหมดค่ะ นวดจนแป้งไม่เหนียวติดมือและโต๊ะ (ประมาณ 15-20 นาที)
6. วางก้อนแป้งไว้ในชามที่ทาเนยไว้ คลุมด้วยแร๊พ ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชม. หรือจนแป้งขึ้น 2 เท่า

ขณะที่รอแป้งขึ้นฟู เราก็มาทำแป้งเพสตรี้กันต่อเลยค่ะ

7. ตีเนยกับน้ำตาลจนขึ้นฟู เติมกลิ่น (ถ้าต้องการ)
8. ทยอยเติมไข่ลงไป แบ่งเติมเป็น 3 ครั้ง ตีให้เข้ากันทุกครั้งที่เติม
9. ร่อนแป้งเค้กและผงฟูลงบนส่วนผสมเนย ใช้ไม้พายคนจนเข้ากัน แบ่งส่วนผสมออกเป็น 12 ส่วน ส่วนละประมาณ 35-40 กรัม (ถ้าต้องการใส่ชอคโกแลตชิพก็ผสมลงไปในก้อนแป้งเลยค่ะ) เรียงไว้ในถาด แช่ตู้เย็นอย่างน้อย 30 นาที

10. พอแป้งขนมปังขึ้นฟูดีแล้วก็ชกไล่ลมแล้วแบ่งแป้งออกเป็น 12 ส่วน (ส่วนละประมาณ 45 กรัม) ปั้นเป็นก้อนกลม 12 ลูก คลุมด้วยผ้าขาวบางชื้นๆ หรือแร๊พ ทิ้งไว้ให้คลายตัวประมาณ 10 นาที
11. นำก้อนเพสตรี้ออกจากตู้เย็น คลึงเป็นแผ่นกลมโดยมีแผ่นพลาสติกประกบอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่าง (หรือใช้ถุงพลาสติกตัดขอบออก 2 ด้านให้แผ่เป็นแผ่นพับได้ค่ะ) จากนั้นกลิ้งก้อนแป้งขนมปังให้เป็นก้อนกลมในอีกที แกะแผ่นพลาสติกด้านบนออกจากแผ่นเพสตรี้ที่คลึงแล้ว ยกมาทั้งพลาสติกด้านล่าง แล้วนำมาหุ้มก้อนแป้งขนมปัง ค่อยๆ ดึงแผ่นพลาสติกออก รีดขอบเพสตรี้ให้เรียบ
xx อย่าคลุมแป้งขนมปังจนมิด ให้เหลือขอบแป้งขนมปังไว้บ้าง (ประมาณ 2 ซม. จากด้านล่าง) เพราะแป้งจะต้องขึ้นอีกครั้ง ไม่งั้นเดี๋ยวแป้งเพสตรี้จะถูกดันแตกออกเป็นเสียงๆ อุตส่าห์ทำมาตั้งหลายขั้น สุดท้ายออกมาไม่สวย จะเหนื่อยเปล่านะเออ xx

12. โรยน้ำตาล กรีดหน้าแป้งให้เป็นลายตามต้องการ หรือใช้ cookie cutter อันเล็กๆ กดให้เป็นลวดลายก็น่ารักไปอีกแบบค่ะ ปล่อยให้แป้งขึ้นรอบที่ 2 (นาน 40-50 นาที)
13. อุ่นเตาอบไว้ที่ 180 C อบ 10-12 นาที (ตอนเราอบจริงๆ ก็ประมาณ 20 นาทีแหนะค่ะ เรื่องเวลาก็แล้วแต่เตาอบของใครของมันเนอะ)




ออกมาหน้าตาแบบนี้....

Photobucket

Photobucket

ปั้นเป็นลูกเล็กๆ เอาใส่ถ้วยมัฟฟินแล้วอบ ก็ออกมาน่ารักดีเหมือนกันนะคะ
เหมาะกับสาวๆ (กินลูกใหญ่แล้วมันรู้สึกผิดไง แต่กินลูกเล็กก็ต้อง 2 ลูกขึ้นไปอยู่ดีถึงจะหายอยาก)

Photobucket

หน้าคุกกี้ไม่ค่อยสวยเลยเนอะ แหะๆ
สงสัยตีเนยฟูมากไปหน่อยตอนผสมแป้งเพสตรี้ แถมปล่อยให้ขนมปังขึ้นมากไป (over proof) ซะอีก
ทำไงได้ ก็เตาอบมันเล็กง่ะ อบได้ทีละ 2 ก้อนเอง (ถ้ายัดเข้าไป 3 ก้อนมันก็ติดกันเป็นแพ ไม่สวยอีก)

แต่ถึงจะดูไม่สวยและ over proof เนื้อขนมปังแห้งไปนิด แต่รสชาติก็ออกมาหอม หวาน มัน อร่อย เริ่ดค่ะ หิ้วขึ้นเครื่องบินไปฝากพ่อแม่ที่เชียงใหม่ หมดเกลี้ยงในพริบตา (คุณพ่อฟาดเรียบ)

ไว้คราวหน้าจะแก้ตัวใหม่ คงต้องปลูกบ้านใหม่ ทำห้องครัวให้ใหญ่ๆ จะได้ลงเตาอบได้ (ทำไมแกไม่ย้ายไปใช้เตาอบที่บ้านพี่ชายล่ะคะ... ขับรถไประยองไม่ง่ายกว่ารึ)


Create Date : 30 มีนาคม 2553
Last Update : 17 เมษายน 2553 15:38:46 น. 3 comments
Counter : 9421 Pageviews.

 
สวัสดีครับ...
น่ากินจัง.....แวะเข้ามาทักทายนะครับ สบายดีไหมครับ



โดย: เพลงดาบกระบี่เดียวดาย วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:14:17:00 น.  

 
โอ้ววว

น่ากินมากๆ เลยอ้ะค่ะ
น้ำลายไหลได้อีกคร้าบบ
แต่ทำกินเองไม่เป็นแน่นอนค่ะ
จขบ.ใจดี ส่งมาให้ชิมบ้างสิคะ อิอิ


โดย: AB_PAE วันที่: 12 ตุลาคม 2553 เวลา:13:43:28 น.  

 
สวัสดีครับ

ณ กาลครั้งนี้ ได้มีบุญมาฝากครับ...




โดย: เพลงดาบกระบี่เดียวดาย วันที่: 1 พฤศจิกายน 2553 เวลา:16:04:03 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

LeaDGlasS
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]






++ A recycled teenager ++


สาวเหลือน้อย ไม่มีใครมาสอยไปซะที
มีแต่คนจองคิวจะมาเสย (ปลายคาง) เพราะความกวนบาทา หน้าหนา ทนทานปานแท่งตะกั่ว
ชื่อ LeaDGlasS แปลว่า กระจกตะกั่ว โปร่งใส แต่ไม่ยอมให้รังสีที่มีความทะลุทะลวงสูงอย่างรังสีเอ๊กซ์ผ่านไปได้
จึงเป็นคำที่อธิบายความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างชัดเจนที่สุด

สโลแกนที่น้องๆ ตั้งให้ = มีปัญหา? หล้าเคลียร์เอง !!
... อืม... ชัดเจน ... 555





Free Testcode



Friends' blogs
[Add LeaDGlasS's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.