อช.ห้วยน้ำดัง ตอน อลังการทะเลหมอก


สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาว bloggang หายไปพักใหญ่อีกแล้ว เพราะต้องไปปฏิบัติราชการมาหลายที่ อีกทั้งงานในออฟฟิตก็ไม่เคยขาด ทำให้ไม่ค่อยมีเวลา่เข้า bloggang เท่าไหร่ แต่ก็คิดถึงทุกท่านนะคะ

กลับมาคราวนี้ มีประสบการณ์การเดินทางทั้งไปราชการทั้งไปท่องเที่ยวมาฝากค่ะ(เป็นช่วงชีวิตที่พรานอักษรได้เดินทางมากที่สุดเท่าที่ผ่านมา)

สำหรับคราวนี้ เป็นบันทึกการเดินทางไปราชการที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ. เชียงใหม่ เพื่อปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติ ตามแผนงบประมาณประจำปีของกรม แต่ที่ต้องเร่งทำเพราะประจวบเหมาะกับการเสด็จเยือน อช.ห้วยน้ำดัง ของ พระองค์โสมฯ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

สำหรับภารกิจของพรานอักษรก็คือ ตามพี่ช่างภาพจากนิตยสาร national geographic ไปเก็บภาพส่านที่ท่องเที่ยวต่างๆในอช.ห้วยน้ำดัง เพื่อนำมาทำนิทรรศการถาวรในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (แต่ภาพใน blog นี้ทั้งหมดถ่ายโดยพรานอกัษร นะคะ)

แต่สำหรับ blog นี้จะเป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของอช.ห้วยน้ำดัง ช่วงเวลาที่พรานอักษรไปเก็บภาพมาคือ ช่วงเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว อากาศกำลังหนาวเย็น 1-2 องศา ตอนเช้า และ 10-12องศา ในตอนเที่ยง ดูภาพหนาวๆ คลายอากาศร้อนเดือนเมษาละกันนะคะ

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในอช.ห้วยน้ำดัง แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และ กลุ่มที่ 2 คือ สถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ห่างออกไปจากศูนย์บริการฯ

สถานที่แรกที่ผู้มาอช.ห้วยน้ำดังต้องมาคือ "จุดชมทิวทัศน์ดอยกิ่วลม" ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่คณะของพรานอักษรจะทำการปรับปรุงในคราวนี้ และ สามารถชมทิวทัศน์ได้งามอย่างในภาพ










ใกล้กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจะมีบ้านพักและร้านขายของที่ระลึก (บ้านหลังนี้พรานอักษรไปพักมาแล้ว)




ถนนเส้นที่ตัดผ่านมายังศูนย์บริการนั้นยังทอดยาวลงสู่หุบเขา ระหว่างทางมีร้านขา่ยของที่ระลึกจากชาวบ้าน



เมื่อเดินหรือขับรถตามถนนลงมาจะพบกับ "ครัวสายหมอก" ร้านอาหารของอุทยานแห่งชาติ พรานอักษรฝากท้องไว้ที่นี้ทุกมื้อ อร่อย ประทับใจ กินทุกวันไม่มีเบื่อ




ที่ได้ชื่อว่าครัวสายหมอกก็เพราะ หากนั่งรับประทานอาหารที่ครัวแห่งนี้ในยามเช้า ท่านจะได้ชมทิวทัศน์สายหมอกอย่างที่เห็น หากโชคดีลมพัดผ่านมา หมอกเหมยเบื้องหน้าจะลอยมาประชิดตัวกันเลยทีตัว



จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไม่ไกลกันนั้นเป็นที่ตั้งของ "พระตำหนักเอื้องเงิน" ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯสร้างถวายสมเด็จพระพี่นางเธอฯ ชื่อ"เอื้องเงิน" นั้น ได้มาจากชื่อของกล้วยไม้ประจำอุทยานแห่งชาติ ที่จะออกสะพรั่ง สีขาวนวล ในหน้าหนาว






พระตำหนักเอื้องเงินตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนร่มรื่น



มีไม้ดอกไม้ประดับตกแต่งอยู่โดยรอบ



และคณะของพรานอักษรก็โชคดี ได้พบกับ "สาวสวยห้วยน้ำดัง" เอื้องเงินหลวง เธอบานให้เราชมเพียงดอกเดียวเท่านั้น เพราะยังไม่ถึงเวลาบานเต็มที่



ห่างออกมาเล็กน้อย มีจุดบริการนักท่องเที่ยวอีกแห่ง



ตรงนี้เป้นจุดชมทิวทัศน์และลานกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว



ณ "ลานกางเต็นท์สองสหาย" สนสองตันยืนตระหง่านทักทายผู้มาเยือนร่วมส่งอาทิตย์ลับขอบฟ้า



อาทิตย์ตกที่นี้ งาม ไม่แพ้ ภูกระดึงเลย



เข้าสู่เช้าวันใหม่ ตื่นแต่เช้าตรู่ที่จุดชมทิวทัศน์ดอยกิ่วลม เพื่อรอแสงแรกของวัน พร้อมกับ อลังการแห่งมวลหมอก



แล้วอาทิตย์ก็โผล่มาทักทาย






ทิวเขาที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือ ยอดดอยเชียงดาว และเขาลูกอื่นๆในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ยืนตระหง่านตัดกับสายหมอกขาว



ที่อช.หัวยน้ำดังนั้น ช่วงฤดูหนาว สามารถชมทะเลหมอกได้ตั้งแต่เช้าตรู่ถึงเที่ยงวันกันเลยทีเดียว






ผีเสื้อค้างคาง แมลงคุ้มครองที่เป็นสัตว์หายาก แต่สามารถพบได้ที่ อช.ห้วยน้ำดัง



ได้เวลาโชว์ผลงาน หลังจากตระเวนไปเก็บภาพสถานที่ท่องเที่ยวทุกที่แล้ว ฝ่ายคณะทำงานก็เนรมิตรให้กลายเป็นป้ายนิทรรศการถาวรอย่างที่เห็น ภาพส่วนใหญ่เป็นผลงานของช่างภาพจาก national geographic แต่ในป้ายนี้เป็นภาพฝีมือพรานอักษรอยู่ด้วยหนึ่งภาพ คือภาพโป่งเดือดด้านขวาสุด ใครไปเที่ยวอช.ห้วยน้ำดังอย่าลืมแวะศูนย์บริการนักท่องเที่ยวชมภาพฝีมือพรานอักษรนะคะ



กว่างานจะเสร็จก็มืดค่ำ



ความภาคภูมิใจสูงสุดของทริปนี้คือ พรานอักษรได้เป็นนางแบบมีรูปประดับไว้ที่ศูนย์บริการฯด้วย อิอิ ถึงแม้ว่าไบนอกส่องนกจะปิดหน้าอยู่ก็ตาม




สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่เหลือ ติดตามชม blog หน้า นะคะ




 

Create Date : 29 มีนาคม 2556    
Last Update : 29 มีนาคม 2556 16:58:49 น.
Counter : 2269 Pageviews.  

กทม. ตอน ตลาดน้ำขวัญเรียม

นับวันกรุมเทพฯยิ่งมีที่เที่ยวใหม่ๆผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด พรานอักษรซึ่งได้งานในกรุงเทพฯ(เป็นสาวชาวกรุงแล้ว อิอิ) ก็ยินดีปรีดากับการเพิ่มขึ้นของที่เที่ยวนั้น วันหยุดที่ไม่เหนื่อยจากการทำงานจนเกินไปเป็นเวลาดีที่จะออกเที่ยว!! 
ที่เที่ยวที่นำเสนอครั้งนี้คือ ตลาดน้ำขวัญเรียม ริมคลองแสนแสบ การเดินทางไม่ง่ายไม่ยาก นั่งรถตู้จากอนุเสาวรีย์มาลงที่ตลาดมีนบุรี ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามเรียกแท็กซี่ไปวัดบำเพ็ญเหนือ (ค่าแท็กซี่ไม่เกิน 50 บาท) เ่ท่านี้ก็ถึงตลาดน้ำแล้ว
ตลาดน้ำขวัญเรียมตั้งอยู่ในพื้นที่สองวัดคือ วัดบำเพ็ญเหนือ และ วัดบางเพ็งใต้ หากมาทางเดียวกับพรานอักษรให้เดินจากหน้าวัดบำเพ็ญเหนือตรงมาจนสุดทางจะเห็นป้ายชื่อวัดแบบนี้




จากป้ายวัดก็จะมองเห็นตลาดแล้วป้ายชื่อเด่นเป็นสง่า



ตลาดถูกสร้างแบบทันสมัย



ถึงตลาดแล้ว อย่ารีรอที่จะตระลุยของกิน



















ถัดจากโซนของกินก็มีที่นั่งให้กินกันแถมมีพักลมไอน้ำคลายร้อนด้วย



เดินถัดจากโซนที่นั่ง โอ้ ก็ยังเป็นโซนของกิน พ่อค้าแม่ค้าขายกันบนเรือ



ของกินสารพัด



พรานอักษรและเพื่อนเลือกกินเกี๋ยวจั๊บญวณบรรยากาศในเรือชิวๆ



อื่มแล้วเราเดินหากิจกรรมทำ ปรากฎว่าที่นี้มีบริการล่องเรือชมคลองแสนแสบ



เป็นการชมคลองในระบะสั้นมากกกกกกกก อิอิ สมราคาคนละ 10 บาท แต่ก็พอได้บรรยากาศคลองแสนแสบ
ผ่านตลาดมาไม่เท่าไหร่ก็เจอโรงงาน เพื่อนถามพรานอักษรว่า "ถ่ายทำไมโรงงานมันทำน้ำคลองเน่านะ" พรานอักษรบอกเพื่อนว่า นี้เป็นผลงานประติมากรรมฝีมือมนุษย์ ดูซิสวยงามออก สิ่งก่อสร้างพวกนี้ไม่มีความผิด คนใช้มันในทางที่ผิดต่างหาก ควรรับความผิดนั้น



ถัดจากโซนโรงงานก็มีบรรยากาศริมคลองให้รื่มรมย์อยู่บ้าง



กระพริบตาสองที เรือก็พาเรากลับมาตลาดซะแล้ว


สะพานข้ามคลองที่นี้ เขาว่าเป็นสะพานเรือแห่งเดียวในโลก พรานอักษรของเถียง นี้เป็นสะพานรูปกระดูกงูเรือ ไม่ใช่สะพานเรือซะหน่อย สะพานเรือของแท้ย้อนไปดูที่บล็อกเที่ยวบางพลีของพรานอักษรได้



ตลาดถูกออกแบบให้มีสองชั้น เมื่อขึ้นมาชึ้นบนก็จะเห็นวิวแบบนี้(ไม่นับนางแบบนะ)



เรือคนอื่นเขามีมัคคุดเทศน์น้อยบรรยายด้วยหละ



ที่นี้มีห่านนนนนนนนนน ด้วย


เดินข้ามสะพานกระดูกงูเรือ ชมบรรยากาศร้านเรือริมคลอง




สะพานจากวัดบำเพ็ญเหนือมาฝั่งวัดบางเพ็งใต้ มีศาลขวัญเรียมอยู่ตีนสะพาน


เห็นทางเข้าวัด


ก็เลยเข้าไปไหว้พระทำบุญกัน



แล้วก็กลับออกมาเดินตลาดฝั่งวัดบางเพ็งใต้ มีประติมากรรมรูปขวัญเรียมอยู่


ของกิน ของที่ระลึก ให้เลือกจับจ่ายใช้สอย















ชั้นสองของตลาดฝั่งวัดบางเพ็งใต้ ยังเป็นที่โล่งไม่มีร้านค้า แต่มีโต๊ะ เก้าอี้ให้นั่งพักผ่อนรับลมเย็นๆ มีประติมากรรมของจิ๋วจัดแสดงอยู่


มองกลับไปฝั่งวัดบำเพ็ญเหนือ ดูผู้คนขวักไขว่


เพื่อนของพรานอักษรได้ดูรายการเปรี้ยวปากที่ตลาดน้ำแห่งนี้ได้ออกทีวี ทำให้เรารู้จักและเดินทางมา วันที่พรานอักษรไป ก็มีรายการอย่างน้อยสามรายการมาถ่ายทำ นับถือทีมโปรโมทของที่นี้จริงๆ


พักจนหายเหนื่อยก็ได้เวลากลับ ปิดท้ายด้วยรูปน้องเหมียวจากวัดบางเพ็งใต้




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2555    
Last Update : 31 ตุลาคม 2555 21:37:54 น.
Counter : 2959 Pageviews.  

อช.เขาสามร้อยยอด ตอน ถ้ำพระยานคร

ต่อจากตอนที่เเล้ว พรานอักษรยังอยู่ที่อช.เขาสามร้อยยอดและวันนี้คณะทำงานจะเริ่มงานหลักของทริปนี้ คือการสำรวจเส้นทางขึ้นสู่ถ้ำพระยานครเพื่อออกแบบและจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติและจุดสื่อความหมาย


เส้นทางศึกษาธรรมชาติ คือ เส้นทางเดินจากจุดหนึ่งสู่อีกจึดหนึ่งซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจทางธรรมชาติ อยู่ระหว่างทางและปลายทางโดยมากเส้นทางศึกษาธรรมชาติจะนำไปสู่สถานที่ท่องเที่ยว เช่น จุดชมทิวทัศน์ น้ำตก ถ้ำ ฯลฯ โดยที่การเดินจะต้องเดินผ่านสภาพแวดล้อมธรรมชาิติอย่างแท้จริง เช่น ป่าไม้ ทุ่งหญ้า ภูเขาหิน ฯลฯ หน้าที่ของเส้นทางศึกษาธรรมชาติ คืออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว และจำกัดแนวทางเดินเพื่อไม่ให้รบกวนธรรมชาติมากเกินไป


จุดสื่อความหมายคือ ป้าย ที่ติดตั้งอยู่ตามเส้นทางศึกษา อันมี ข้อความ รูปภาพ หรือ สัญลักษณ์ บอกเล่าเรื่องราวของธรรมชาติในจุดนั้นๆให้ผู้สนใจได้ศึกษา หน้าที่ของนักสื่อความหมายคือ การแปลรหัสธรรมชาติออกมาเป็นภาษามนุษย์เพื่อเป็นตัวกลางให้ธรรมชาติสื่อสารกับมนุษย์ได้เข้าใจกันนั้นเอง


เพื่อนๆที่เคยมาถ้ำพระยานคร คงจะบอกว่าเส้นทางเดินก็มีทางเดินและป้ายอยู่มากมายเเล้วนี่นา นั่นแหละค่ะ เพราะมีป้ายอยู่มากมายอย่างไม่เป็นระบบมีทั้งป้ายโฆษณาจากแหล่งต่างๆแต่ละที่ก็พูดเรื่องที่อยากพูดบางป้ายซ้ำซ้อน บางป้ายไมไ่ด้ให้ความรู้อะไรเลยทางอช.เขาสามร้อยยอดจึงขอสนับสนุนจากส่วนกลางให้ส่งเจ้าหน้าที่(อย่างพวกพรานอักษร)มาสำรวจวางแนวทางเดินและระบบป้ายสื่อความหมายเสียใหม่เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้มาท่องเที่ยวและรักษาธรรมชาติอย่างยั่งยืน


เริ่มต้นการเดินทาง ซักซ้อมหน้าที่ พร้อม ลุย!!





เส้นทางที่ทอดตัวจากชายหาดสู่ทางขึ้นถ้ำ





ก่อนจะถึงทางขึ้นถ้ำ บนพื้นราบก็ยังเห็นต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น





ถึงทางขึ้นถ้ำแล้ว เนื่องจากถ้ำพระยานครซ้อนตัวอยู่ในภูเขาหินปูนทางที่เราจะไปถึงได้คือเดินขึ้นไปให้ถึงปากทางอันทำให้เกิดถ้ำแล้วเดินลงต่ำสู่ถ้ำด้านล้าง






ความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อย แต่ในช่วงหน้าฝน ผืนป่าชุ่มชื้น จึงเห็นมอสได้ตลอดทาง







ดอกเทียนเขา (ชื่อพื้นเมือง ไม่ทราบชื่อทางการ) ขึ้นตามธรรมชาติ กระจายตามซอกหิน พบได้เฉพาะหน้าฝนเท่านั้น และแต่ละปีจะึขึ้นไม่ซ้ำที่กันเลย










กระสุนพระอินทร์ สัตว์เลื้อยคลานจำพวกกิ้งกือ ม้วนตัวได้กลมดิ๊ก






สภาพป่า เป็นเช่นนี้





เดินขึ้น ขึ้น ขึ้่น และก็ขึ้นจนเริ่มเหนื่อย ก็พอดีเจอจุดแวะพัก อันเป็นจุดชมวิวด้วย แต่ด้วยเวลาเช้าตรู่ยังไม่มีแดด วิวจึงยังไม่แจ่มพอ






พักกันสักพัก อิอิ แล้วก็ออกเดินต่อ เดินขึ้นเขาตามทางที่ธรรมชาติร่วมกับมนุษย์สร้างสรรค์ไว้ให้






ต้นไม้น้อยใหญ่ รวมทั้งไทรกลุ่มใหญ่นี้ขึ้นอยู่ได้บนเขาหินโดยใช้รากยึดเกาะและชอนไชไปตามซอกหิน ชีวิตดำรงอยู่ได้ แม้พื้นที่จะไม่อำนวย





ลานหินเท (ตั้งชื่อโดยพรานอักษร) เพราะลักษณะเป็นหินลาดเทลงต่ำ เหมือนมีใครเทน้ำจากที่สูงลงมา เนิ่นนานเข้าหินกลายเป็นร่องคล้ายทางน้ำไหลแบบนี้





ดอกของต้นมหาพรหม พืชจำพวกเดียวกับลำดวน





และแล้วก็มาถึง






แต่ยังไม่ถึงง่ายๆค่ะ ต่อจากป้ายเมื่อกี้เป็นเส้นทางลงต่ำ ผ่านผาหิน และประติมากรรมหินธรรมชาติ หนึ่งในนั้นคือ "น้ำตกแห้ง"






มองขึ้นบนจะเห็น "สะพานมรณะ" เห็นแล้วนึกถึงฉากในเรื่อง อวตาร





เริ่มเข้าสู่ตัวถ้ำ ทางที่ต้องผ่านคือ เส้นทางเล็กๆที่ชื่อว่า "สันหลังจระเข้" ตามรูปเลยค่ะ





ถึงภายในถ้ำแล้ว เป็นถ้ำโล่ง มีลานกว้าง มีช่องเขาด้านบน เป็นถ้ำที่อากาศถ่ายเทและมีแสงสว่างตลอด(ยกเว้นตอนกลางคืนอะนะ) แต่เป็นถ้ำที่ตายแล้ว(ติดตามความหมายด้านล้าง)
ถ้าเดินสำรวจรอบถ้ำจะเจอประติมากรรมหินรูปร่างต่างๆ ทั้งหินจระเข้ หินรูปกบ หินรูปสิงโต และนี่คือ หินเจดีย์






ไฮไลท์ของถ้ำ พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ประวัติศาสตร์ และตำนาน ของเขาสามร้อยยอด และถ้ำพระยานครนี้ ทุกคนคงทราบดีเเล้ว จึงจะขอพูดถึงแต่สภาพธรรมชาติในถ้ำ นะคะ









พระที่นั่งสร้างในจุดใต้ปล่องถ้ำที่แสงสว่างจะผ่านลงมากระทบ ในช่วงเวลาประมาณ 10.30 น.ของทุกวัน เลื่อมล้ำตามช่วงฤดูกาล










รอบๆถ้ำจะพบต้นไม้แบบนี้ขึ้นกระจายไปทั่ว






แต่อย่าเผลอไปจับเชียวนะคะ เพราะมันมีพิษ ชื่อว่าต้นแก้วสามดวง หรือต้นช้างร้อง ขนาดช้างโดนเข้ายังร้องเลยนะเออ






ประติมากรรมหินธรรมชาติ พรานอักษรว่า เหมือนกลดพระธุดง





ด้านหน้าของพระที่นั่งมีก้อนหินใหญ่และเสาหินธรรมชาติ






เมื่อเดินผ่านเสาคู่เข้ามาจะเจอที่ตั้งของอัฐิหลวงพ่อเงิน แต่ที่พรานอักษรสนใจคือ ตรงนี้เป็นซอกถ้ำที่แสงสว่างผ่านเข้ามาน้อยกว่าจุดอื่น ทำให้เวลาฝนตกน้ำจากด้านบนหยดลงด้านล่างมีโอกาสเกิดหินงอกหินย้อยได้ (เสาหินที่เห็นในถ้ำก็คือหินงอกและหินย้อยมาบรรจบกัน) แต่ๆๆๆ ใครอุตริ เอาตุ่มไปตั้งรองน้ำไว้ก็ไม่ทราบ





จุดๆเหล่านี้ คือ จุดที่น้ำหยดลง แต่ถ้ำที่แสงสว่างมากอย่างนี้ โอกาสน้อยกว่าน้อยมากที่จะเกิดหินงอกได้อีก ถ้ำนี้จึงเป็นถ้ำที่ "ตายเเล้ว" ไม่มีโอกาสที่หินผาจะขยายตัวด้วยการเกิดหินงอกหินย้อยได้อีก





ปล่องถ้ำเหนือพระที่นั่ง มองขึ้นไป คล้ายช้างสองตัวโผล่หัวออกมา





ขาตั้งที่อุตส่าห์แบกกันขึ้นมา ได้ใช้แค่ภาพเดียว






สำรวจเสร็จได้เวลาเดินทางกลับ ถ้ำนี้มีทางเข้าทางเดียวจึงต้องเดินกลับในทางเดียวกับที่เข้ามา ผ่านบริเวณสันหลังจระเข้ ในช่วงเวลาที่แสงมากขึ้นจะเห็นเสาหินและการเริ่มก่อตัวของหินย้อย





เพราะบริเวณนี้มีน้ำหยด เมื่อมองกลับไป(ในช่วงเวลาที่แดดแรง) จะเห็นหยดน้ำสะท้อนแสงแดด เหมือนดวงดาวบนผืนผา






มองใกล้ๆจะเห็นหยดน้ำจริงๆนะเออ





แต่ไม่ว่าจะใกล้แค่ไหนก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอามือไปถูกหยดน้ำเหล่านั้นไม่ว่าที่หยดจากข้างบน หรือขังอยู่ด้านล่าง อย่างในรูป หินงอกใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะก่อตัวยกสูงจากพื้นถ้ำ แต่หินงอกหลักนี้หยุดกระบวนการงอกแล้วเพราะมันบังเอิญอยู่ในทางผ่านที่ทุกคนที่มาเที่ยวจะเห็นและเอามือไปสัมผัส จนหลักหินมันเงา เกิดลวดลาย แต่ตายแล้วเพราะหยุดการก่อตัว





ช่วงเวลาแดดแรง แสงจะส่องผ่านปล่องถ้ำ มีอะไรให้เล่นกันอีก





ขากลับอย่าลืมแวะจุดชมวิว เพราะในแวลาแดดออก วิวจะสวยแบบนี้






 

Create Date : 20 ตุลาคม 2555    
Last Update : 21 ตุลาคม 2555 17:47:24 น.
Counter : 1334 Pageviews.  

อช.เขาสามร้อยยอด ตอน จากบางปูถึงแหลมศาลา

สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาว Bloggang ทุกท่าน คิดถึงพรานอักษรบ้างรึเปล่าเอย ห่างหายไปนานมากกกกกกกก ตอนนี้พรานอักษรกลับมาแล้วนะคะมาพร้อมกับข่าวดีก็คือ ที่ห่างหายไปนานนั้นเป็นช่วงรอยต่อของชีวิตคือเรียนจบและหางานทำ ตอนนี้พรานอักษรได้งานทำแล้ว เป็นพนักงานราชการอยู่ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชค่ะ การได้งานที่นี่ทำให้พรานอักษรได้มีโอกาสเดินทางไปอุทยานแห่งชาติหลายแห่งในฐานะตากล้องเก็บภาพการสำรวจเพื่อจัดทำจุดสื่อความหมายตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติค่ะ (จุดสื่อความหมายคืออะไรจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปนะคะ)

สำหรับทริปที่นำมาฝากคราวนี้เป็นทริปที่พรานอักษรติดตามคณะไปเก็บภาพเพื่อจะทำระบบสื่อความหมายเส้นทางเดินขึ้นถ้ำพระยานคร ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด แต่ใน blog นี้จะขอกล่าวถึงที่เที่ยวต่างๆก่อนที่จะเดินขึ้นถ้ำ(ซึ่งเส้นทางเดินขึ้นถ้ำจะนำมาฝากใน blog ต่อไปค่ะ)

เริ่มกันเลยนะคะ อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ทุกคนคงรู้จักและหลายคนก็คงได้เดินทางไปเยือนมาแล้วจึงไม่อธิบายการเดินทางนะคะ แต่จะเล่าเป็นบันทึกเรื่องราวแบบไม่เน้นสาระ(ตามสไตล์เดิมของพรานอักษร อิอิ) ล้อเลื่อนออกจากรมเราก็ตรงดิ่งไปประจวบฯ แวะกินข้าวเที่ยงกันที่เพชรบุรี ทริปนี้มีร้านมาแนะนำคือ "ร้านแม่ทุยโภชนา" ทางเข้าถ้ำเขาย้อย แต่เลยถ้ำเขาย้อยไปเยอะ(ย้ำว่าเยอะมาก) จนเราไม่แน่ใจว่ามาถูกทางรึเปล่า แต่ในที่สุดก็ถึงค่ะ สภาพร้านก็เป็นอย่างในภาพ มาถึงเเล้วเรายังม่แน่ใจว่าร้านยังเปิดอยู่มั้ย แต่พอสอบถามแล้วก็พบว่าร้านยังเปิดให้บริการอยู่






เราสั่งอาหารแบบไม่คาดหวังอะไร(ตามสภาพร้าน) แต่พออาหารมาถึงก็ผิดคาด อาหารหน้าตาดี อร่อย และถูกมาก ทั้งหมดนี้ ประมาณ 600 บาทเท่านั้น มิน่าร้านอยู่ลึกมากแถมสภาพร้านก็ไม่เรียกแขกเอาซะเลย ถ้าอาหารไม่เจ๋งจริงคงอยู่ไม่ได้ พรานอักษรจึงขอแนะนำค่ะ






เติมพลังกันแล้วก็ตรงดิ่งมาที่ อุทยานแห่งชาติ(ต่อไปจะขอใช้ตัวย่อ อช.) แวะเยี่ยมชมที่ทำการอช. และ จุดบริการนักท่องเที่ยว ภายในมีเค้าเตอร์บริการข้อมูล และ นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับอช.






ด้านหลังอาคารที่ทำการฯ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน






ย่างเข้าสู่เส้นทางก็ได้รับการต้อนรับจากเจ้าถิ่น






แต่พระเอก นางเอกของที่นี้คือ เจ้าตัวนี้ค่ะ






นี่คือ "ค่างแว่นถิ่นใต้" น่ารักซุกซน ปีนป่ายต้นไม้ไปมา






บางตัวก็ขี้อาย แอบมองเราอยู่ในพุ่มไม้





ค่างแว่นฯที่นี้อาศัยอยู่เป็นชุมชนใหญ่ ถ้าโชคดีนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้พบพวกเขาอย่างใกล้ชิด(แบบพรานอักษร)






ฝูงนี้มีค่างทุกเพศทุกวัย มีค่างวัยรุ่นตัวน้อย






และไฮไลท์ของค่างฝูงนี้ ถือว่าเราโชคดีสุดๆที่ได้เจอน้องค่างน้อยขนยังไม่เปลี่ยนสี






ค่างตัวน้อยขนสีทอง แม่ไม่ยอมให้ห่างจากอก





แต่ด้วยความซุกซนและอยากรู้อยากเห็นก็แอบหนีแม่อยากจะเข้ามาหาพวกเรา




เราโชคดีที่ได้เจอฝูงค่างแบบใกล้ชิดตัวเป็นๆ







เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่ที่ทำการอช.เขาสามร้อยยอดสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้นิเวศป่าชายเลนที่ค่อนข้างสมบูรณ์ (แต่พรานอักษรยังไม่กล่าวถึง เพราะเรามีที่ที่นิเวศป่าชายเลยสมบูรณ์กว่าที่กล่าวถึงในคราวต่อไป)






ก่อนออกจากที่ทำการฯ น้องลิงที่นี้ก็ไม่ยอมน้อยหน้าหอบลูกจูงหลานออกมาส่งพวกเรา






จากที่ทำการฯ เราตรงมาที่ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ (ท่าเรือบ่อแก้ว)





เพื่อลงเรือหน้าตาแบบนี้ มุ่งหน้าไปหาดแหลงศาลา






ออกทะเลมาไม่ไกล หลังโขดเขานี้คือจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้






และเราก็มาถึง หาดแหลมศาลา






ยกพลขึ้นบก






หาดแหลมศาลา ที่ที่มีทิวสน หาดทรายขาวและทิวทัศน์เกาะแก่งต่างๆ






และนี้่คือที่พักที่ทางอุทยานแห่งชาติเตรียมไว้ให้เรา ที่หาดแหลมศาลานี้มีบ้านพักของอช.ให้บริการนักท่องเที่ยว มีจุดบริการให้ข้อมูลและขายของที่ระลึก มีห้องน้ำ และ ห้องอาบน้ำรองรับนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก





และนี้คือมื้อค่ำที่ร้านสวัสดิการอช.เตรียมไว้ให้เรา น่ากินใช่ม่า นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวก็สามารถสั่งอาหารแบบนี้ได้เช่นกันนะคะ





หลังจากอื่มมื้อค่ำเราก็ประชุมวางแผน และเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องทำงานสำรวจ "เส้นทางถ้ำพระยานคร" ตามที่ได้รับมอบหมาย

แต่ใน blog นี้จะขอกล่าวถึงอีกเส้นทางนึงก่อน ซึ่งเป็นเส้นทางที่คณะใช้เดินทางกลับหลังจากที่สำรวจถ้ำเสร็จแล้ว (แล้วเราจะพูดถึงถ้ำพระยานครแบบเต็มๆในblogต่อไปค่ะ) เส้นทางที่ว่าก็คือ เส้นทางจากหาดบางปูถึงหาดแหลมศาลา ถึงตรงนี้จึงต้องอธิบายว่า การเดินทางมาถ้ำพระยานครนั้น เราจะต้องเดินทางไปให้ถึงหาดแหลมศาลา ซึ่งมีสองวิธีคือ 1. นั่งเรือจากหาดบางปู หรือ หาดบ่อแก้ว (เช่นเดียวกับพรานอักษร) หรือ 2. เมื่อมาถึงหาดบางปูจะมีทางเดินศึกษาธรรมชาติข้ามเขาเทียนเพื่อมายังหาดแหลมศาลา (พูดง่ายๆก็คือ หาดบางปูและหาดแหลมศาลาอยู่บนเกาะเดียวกันแต่คนละด้าน สามารถเดินข้ามเขาบนเกาะหรือนั่งเรืออ้อมไปหากันได้)

หากเลือกมาหาดแหลมศาลาด้วยวิธีการเดิน ก็จะเป็นการเดินจากหาดบางปูมาหาดแหลมศาลา แต่พรานอักษรนั่งเรือมาหาดแหลมศาลาซะแล้วการเดินจึงเป็นการเดินสวนกับชาวบ้านคือเดินจากหาดแหลมศาลาไปหาดบางปู






เส้นทางนี้ต้องเดินขึ้นเขาในระยะความชันไม่มาก เมื่อขึ้นมาเรื่อยๆก็จะเห็นวิวแบบนี้






เมื่อมองลงไปข้างล่างจะเห็น น้ำทะเลใส แนวหาดทรายยาวๆ และ เกาะสัตกูด เกาะแฝดที่มองเห็นได้ชัดจากหาดแหลมศาลา และยิ่งชัดขึ้นเมื่อมองจากข้างบนนี้






พรรณไม้สองข้างทาง ต้นไม้เด่นที่พบเห็นได้มากที่นี้คือ ต้นจันทร์ผา และ ต้นสลัดได






ไฮไลท์ของเส้นทางนี้คือ โขดหินธรรมชาติอันเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นทะเลในมุมกว้าง





เมื่อมองไปทางซ้ายของจุดชมวิว จะเห็นหมู่เกาะอันมี เกาะนมสาว(เกาะกลมๆตรงกลาง) ถัดมาทางขวาเป็น เกาะโครำ (เกาะที่มียอดแหลมๆ) ข้างหน้าเกาะโครำคือ เกาะระวิง และ เกาะระวาง






จากจุดชมวิวเราเดินกันต่อ และพรานอักษรก็โชคดี ไำด้เจอหนึ่งในราชินีผีเสื้อกลางวันก็คือ ผีเสื้อถุงทอง (แต่โชคร้ายตรงที่กล้องตัวใหญ่แบตหมด เลยต้องเก็บราชินีตัวนี้ด้วยกล้องคอมแพ็ก)






เดินตามเส้นทางเข้าใกล้หาดบางปูเรื่อยๆ มองเห็นแนวหาดยาว ทิวเขาและชุมชนชาวเล






แล้วก็เดินกันจนถึง (ถ้าเพื่อนๆจะเดินจากหาดบางปูไปหาดแหลมศาลา ก็จะเริ่มที่เส้นทางแบบนี้ค่ะ)






ที่หาดบางปูมีร้านอาหารทะเลอยู่หลายร้าน เราเลือกมาร้านนึง สมตำปูม้า กับหมึกแห้งทอด รสชาติไม่เลวทีเดียวค่ะ



นี้คือหัวเขาเทียนที่เราเดินข้ามกันมา (ภูเขาลูกนี้ชื่อเขาเทียน ตรงนี้เป็นหัวเขา จึงเรียกว่า "หัวเขาเทียน" ค่ะ)





ถึงเวลาเดินทางกลับ เจ้าถิ่นอีกตัวของทะเลประจวบฯจึงแสดงตัวออกมาส่งเรา










 

Create Date : 07 ตุลาคม 2555    
Last Update : 7 ตุลาคม 2555 22:18:57 น.
Counter : 1421 Pageviews.  

ปีใหม่นี้ วันเดียวเที่ยวสามจังหวัด


จะว่าเที่ยวก็พูดไม่ได้เต็มปากเพราะเป็นการกลับบ้านสวนเนื่องในวันปีใหม่เหมือนทุกปี แต่การขับรถออกจากบ้านมาเจอที่ต่างๆก็ถือเป็นการเที่ยวสำหรับพรานอักษรแล้ว

ปีนี้ปู่ของพรานอักษรมีปัญหากับเส้นเอ็นเล็กน้อย มากายภาพบำบัดอยู่ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้วการกลับบ้านสวนที่ดำเนินฯครั้งนี้จึงใช้เส้นทางที่ผ่านอำเภอบ้านแพ้ว สมุทรสาคร

ที่นี้เป็นเมืองแห่งสวนผลไม้ สองข้างถนน บ้านแพ้ว-นครปฐม เป็นถิ่นมะพร้าวน้ำหอม






จะมีร้านขายมะพร้าวอยู่หน้าสวนทุกสวน ตัดกันสดๆ เผากันสดๆ อดใจไม่ไหวต้องแวะชิม







พอได้ชิมเท่านั้น หอม หวาน มัน อร่อย เย็นชื่นใจ จากแค่ชิมเลยต้องเรียกว่ากว้านซื้อกันแทบจะเรียกว่าเหมา ก็คุณภาพขนาดนี้แต่ขายราคา มะพร้าวเผาลูกละ7บาท สามลูก20 แม่เจ้าราคานี้ไม่เหมาไม่รู้จะว่าไงแล้ว (มะพร้าวเผาปลอมๆ(ต้ม)ที่ขายกันดาดดื่นตามตลาดก็ปาเข้าไปลูกละ20แล้ว)






ต่อจากมะพร้าวซึ่งมีขายกันทั้งถนน ก็มาแวะร้านไส้อั่วชื่อดังของที่นี้ เป็นไส่อั่วสูตรสุโขทัย เห็นป้ายบอกทางมาเป็นระยะเลยต้องแวะซะหน่อย






ย่างกันสดๆเตาโบราญส่งกลิ่นเรียกลูกค้า






ไส่อั่วรสชาติถูกปากดี มีทั้งรสดั้งเดิม พริกไทยดำ วุ้นเส้น กะเพรา ตะไคร้ ซื้อมาชิมหมดทุกรสปรากฎว่ารสดั้งเดิมอร่อยสุดแล้ว นอกจากไส่อั่วแล้วก็ยังมี แคปหมู น้ำพริกหนุ่ม ไม่ต้องไปถึงเชียงใหม่กันแล้ว






หลังจากเยี่ยมปู่ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้วแล้วก็ ใช้เส้นทางบ้านแพ้ว(หลักสี่)-ดำเนิน(หลักแปด) เข้าซอยข้างโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เส้นทางนี้ใช้เดินทางไปอัมพวาได้เช่นกัน แต่จะอ้อมเข้ามาในสวนแล้วเส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวหลายตลบ คนไม่ชำนาญทางไม่แนะนำ แต่จะเป็นเส้นทางที่ผ่านบรรยากาศสวนผลไม้นานาชนิดเลยทีเดียว

ขนาดผักตบชวาในร่องสวนยังออกดอกบานสะพรั่งให้มองเพลินๆ






ดอกสวยขนาดนี้เลยต้องหยุดรถลงมาเก็บภาพ






บ้านแพ้วเป็นเมืองแห่งสวนผลไม้ มีทั้งมะม่วง ชมพู่ แก้วมังกร มะละกอ ลิ่นจี่ ลำไย สวนพลู แม้แต่นาข้าวก็ยังมี แต่ไม่มีโอกาสหยุดรถลงไปเก็บภาพเพราะไม่รู้ชาวบ้านเขาอนุญาตให้เข้าชมรึเปล่า

แต่ไฮล์ไลท์ที่ไม่ควรพลาดก็คือ สวนองุ่นลอยน้ำ ที่กำลังเริ่มโปรโมทเป็นที่ท่องเที่ยว






โชคดี เจอสวนนี้องุ่นกำลังออกพวงงามทีเดียว






จากเส้นทางแห่งสวนผลไม้ก็เดินทางมาถึง วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร วัดใหญ่ริมคลองดำเนินสะดวก ไหว้พระมงคลรับปีใหม่






พระประจำวันเกิดของวัดนี้เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น






วิหารหลวงพ่าโต ริมคลองดำเนินฯ












หลวงพ่อโตวัดหลักสี่ พระพุทธรุปศิลปะอินเดีย






ปิดทองหลวงพ่อ






ถึงเวลาอาหารเที่ยวพอดี ที่วัดมีร้านค้าขายของกิน มีทั้งหอยทอด ขนมต่างๆ และผลไม้จากสวนบ้านแผ้ว






จากวัดหลักสี่ขับรถข้ามจังหวัดมาราชบุรีที่ ดำเนินสะดวก บ้านปู่กับย่าของพรานอักษร อยู๋ริมคลองแบบนี้






ชมสวนครัวของบ้านข้างๆซึ่งเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกัน






เขียวๆน่ากิน






มะม่วงต้นเดิมหน้าบ้านพรานอักษร(คงจะเบื่อกันแล้วมาหลายบล็อก อิอิ) กำลังติดลูก ถ้าไม่ผิดพลาดคงได้กินเร็วๆนี้






ชมพู่ก็กำลังออกลูกดกเต็มต้น






เรือเก่าเล่าใหม่ ลงแว็กเงาวับ






ให้อาหารปลาที่วังปลาหน้าบ้านป้า(บ้านเดียวกับเจ้าของสวนครัว)






เพียนแดง เพียนขาว กระสูบ ปลากา(ไม่รู้กรุงเทพฯเรียกว่าอะไร)






ปลาเต็มคลอง






นั่งชิวๆอยู่บ้านสวน จิบชาดำเย็นฝีมือป้า (ที่ไหนก็สู้ไม่ได้)






อยู่บ้านจนเย็นก็ถึงเวลากลับ แวะตลาดอัมพวา






ตะลุยของกินกันอย่างเดียว เมนูปลาทู ชุบแป้งทอด ฉู่ฉี่ ข้าวเกรียบปลาทู






เมนูอื่นๆก็ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะยำผักกรอบกระทงละ20เท่านั้น สำหรับพรานอักษรถ้าไม่กินเมนูนี้ถือว่ามาไม่ถึงอัมพวา






พ่อ แม่ ช็อปกันเต็มไม้เต็มมือ






เดี้ยวคนจะไม่เชื่อว่ามาอัมพวาจริงๆ






ออกจากอัมพวาแวธซื้อปลาทูแม่กิมไล้ฝากน้องสามสี (เส้นทางเลี่ยงตัวเมืองแม่กลอง)






ภาพสุดท้าย แสงสุดท้ายของปีที่ อัมพวา







 

Create Date : 02 มกราคม 2555    
Last Update : 3 มกราคม 2555 16:42:53 น.
Counter : 1820 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

กฤษณกุล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




..........สงวนลิขสิทธิ์ งานเขียน บทกวี ภาพถ่าย ภาพวาดและผลงานทุกชนิดในบล็อกตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่อนุญาติให้ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือทำประการใดๆกับผลงาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเข้าของบล็อกเป็นรายๆไป..........
: Users Online
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add กฤษณกุล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.