......Romancini......
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2555
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
23 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 

ย้อนตำนานอินทรีเหล็ก ( ตอนที่ 14 มหกรรมจุดโทษแห่งเบลเกรด 1976 )







นัดตัดสินชัยเจ้าแห่งยุโรปประจำปี 1976
มีขึ้นที่สนาม เซอเวน่า ซเวสด้า ในเบลเกรด
ในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ 1976 หนึ่งวันหลังจากนัดชิงที่ 3
ที่ฮอลแลนด์เอาชนะเจ้าภาพยูโกสลาเวียไปได้ในช่วงต่อเวลา 3 ประตูต่อ 2



[ แผนผังการวางตำแหน่งผู้เล่นของทั้งสองทีมในนัดชิงชนะเลิศ ]


ในนัดชิงชนะเลิศนั้น ถึงแม้ว่าเจ้าภาพจะเข้ามาไม่ถึง
แต่ก็ยังมีผู้ชมซื้อตั๋วเข้าไปเป็นสักขีพยานการชิงดำกันกว่า 4 หมื่นคนเลยทีเดียว
ส่วนผู้ตัดสินนัดสุดสำคัญนี้ ยูฟ่าไว้วางใจให้
นาย เซอจิโอ โกเนลล่า ชาวอิตาลี่
ซึ่งมีอาชีพหลักเป็นผู้จัดการธนาคาร ลงทำหน้าที่…



[ เซอเวน่า ซเวสด้า สเตเดี้ยม เบลเกรด สังเวียนแข้งในนัดชิงยูโร 1976 ]


ส่วนรายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีมนั้น
ทางจอมล้มยักษ์ เชคโกสโลวาเกีย ซึ่งมาในชุดเก่ง สีแดง ขาว น้ำเงิน นั้น
มี จอมหนึบ อิโว วิคเตอร์ เป็นผู้รักษาประตู แผงหลังประกอบไปด้วย
ยาน พิวาร์นิค , โซโลมัน โกจห์ , กับตันทีมจอมเก๋าอย่าง คาโล ดูบิยาส , โจเซฟ คาปโควิค , จอมลุย แอนตอน ออนดรัส ,
แผงกลางมี ยาน สเวห์ลิค , เจ้าพ่อลูกนิ่ง โจเซฟ โมลเดอร์ และ จอมทัพผู้บงการเกมอย่าง อันโตนิน พาเนนก้า
ส่วนกองหน้าคู่ใช้ มาเรียน มาสนี่ ผู้คล่องแคล่วจากสโมสร สโลวาน บาติสลาว่า
และ ศูนย์หน้าจอมถล่มประตูที่สุดอันตรายนาม ซเดเน็ค เนโฮด้า
โดยมีกุนซือจอมวางหมากนาม วาชลาฟ เยเช็ค เป็นมันสมองอยู่ที่ม้านั่งข้างสนาม



[ นักเตะเช็คโกสโลวาเกียชุดชิงชนะเลิศยูโร 1976 ]


11 ขุนพลอินทรีเหล็กที่บุนเดสเทรนเนอร์ เฮลมุต เชิร์น เลือกสรรมาอย่างดิบดีแล้วได้แก่..
เซปป์ ไมเออร์ นายทวารมาดกวนลงเฝ้าเสาประตู
แผงหลังบัญชาการเกมโดยลิเบอโล่จอมทัพหมายเลข 5 สะท้านโลก ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์
และมี คู่หูผู้รู้ใจเพื่อนร่วมทีม บาเยิร์น มิวนิค ฮันส์ จอร์จ ซวาเซนเบ็ค คอยระวังหลังให้
สต๊อบเปอร์ได้แก่ “ ไอ้เทอร์เรีย “ ผู้กัดไม่ปล่อย แบร์ตี้ โฟ้กทส์ และ ดาวรุ่งจากดุยส์บวร์ก “ ไอ้แปดนิ้ว “ เบอร์นาร์ด ดีทซ์
แผงกลางที่อุดมไปด้วยนักเตะพรสวรรค์สูงอย่าง เฮอร์เบิร์ท วิมเมอร์ , ไอริธ เบียร์ , ไรเนอร์ บอนฮอฟ และ
นักเตะจอมขยันสารพัดประโยชน์ อูลี่ เฮอเนส โดยคู่หน้าใช้จอมพลิ้ว เบิร์น โฮลเซนบายน์
และ ดีเตอร์ มุลเลอร์ ดาวรุ่งจอมถล่มประตูดวงใหม่ที่เพิ่งอัดแฮททริคประเดิมเกมแรกในชีวิตมาเมื่อนัดที่แล้ว…



[ 11 ขุนพลอินทรีเหล็กในนัดชิงชนะเลิศยูโร 76 ]


ท้องฟ้ายามค่ำของเบลเกรดปราศจากเงาทะมึนของเมฆฝน
ที่ตกกระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตา
ในเกมรอบรองชนะเลิศระหว่างฮอลแลนด์และเช็คโกสโลวาเกีย



[ การแสดงก่อนที่เกมนัดชิงชนะเลิศจะเริ่มต้นขึ้น ]


เมื่อเกมนัดชิงชนะเลิศเริ่มต้นขึ้น
บรรดาผู้เล่นของทีมเยอรมันตะวันตกเล่นราวกับกำลังตกอยู่ในภวังค์
เมื่อพวกเขาต่างพากันจ่ายบอลขาดๆเกินๆ
กองหลังก็เอาแต่เตะสาดให้พ้นๆหน้าปากประตูในแดนของตัวเอง
กลายเป็นทางฝั่งของเช็คที่สร้างสรรค์เกมได้วูบวาบมากกว่าแชมป์เก่าเสียอีก


[ สองกับตันทีม....ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ กับ คาโล ดูบิยาส ]


จนเข็มนาฬิกากระดิกมาถึงนาทีที่ 8 หายนะแรกของทีมอินทรีเหล็กก็มาถึง
เมื่อเช็คขึ้นเกมมาทางฝั่งขวาในแดนของทีมเยอรมัน
จากลูกที่ไม่น่าจะมีอะไร แบร์ตี้ โฟ้กท์ส ก็ดันทำเฟอะฟะให้มีอะไรขึ้นมาจนได้
เมื่อแบ็คขาลุยผู้มีฉายาว่า “ ไอ้เทอร์เรีย “ ดันตัดบอลในเขตโทษไม่ขาด
โดนมาเรียน มาสนี่ ฉกบอลไปได้
ก่อนที่มาสนี่จะจ่ายบอลมาที่หน้าปากประตูเยอรมัน
ให้กับ ยาน สเวห์ลิค ที่ยืนว่างอยู่
มิดฟิลด์จากสโมสรสโลวาน บาติสลาว่าไม่มีจับ
เขาอัดบอลเต็มแรงพุ่งเข้าหาประตูเยอรมัน
เซปป์ ไมเออร์นายทวารจอมฮาก็ไวทายาดพุ่งปัดบอลเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม



[ เซปป์ ไมเออร์ พุ่งปัดลูกยิงของ ยาน สเวห์ลิค ไว้ได้ในจังหวะแรก ]


แต่ลูกบอลเจ้ากรรมดันไม่พ้นอันตราย
เมื่อมันไปเข้าเท้าของ เนโฮด้า ที่ยืนอยู่ทางด้านขวา
เนโฮด้าบรรจงเปิดบอลกลับมาที่หน้าปากประตูเยอรมันอีกหน
ลูกบอลวิ่งผ่านทั้ง แอนตอน ออนดรัส และ จอร์จ ซวาเซนเบ็ค
ไปเข้าทางปืนของยาน สเวห์ลิคอีกครั้ง
และครั้งนี้ไม่มีพลาด เมื่อมีเพียงเขากับตาข่ายโล่งๆ
อย่างไม่มีใครคาดฝัน จอมล้มยักษ์อย่างเช็ค
กระโดดออกนำแขมป์เก่า และ แชมป์โลกไปก่อนอย่างรวดเร็ว !!!



[ จังหวะตามซํ้าประตูขึ้นนำ 1 - 0 ของเช็คจากยาน สเวห์ลิค ]


เมื่อโดนกระตุกหนวดเสือ
เฮลมุต เชิร์นบุนเดสเทรเนอร์อินทรีเหล็กถึงกับหน้าถอดสี
ขุนพลเยอรมันพยายามทวงประตูที่เสียไปคืนมาให้ได้โดยเร็ว
และพวกเขาก็เกือบได้คืนทันควัน…
ดีเตอร์ มุลเลอร์ โถมกายพุ่งเข้าขวิดบอลเต็มแรง
แต่ เบิร์น โฮลเซนบายน์ ดันไม่รู้คิว พุ่งเข้าหาบอลหวังจะโหม่งลูกนี้ด้วย
ลูกบอลที่ควรจะเข้าไปนอนสงบนิ่งที่ก้นตาข่ายเช็ค
ก็เลยเหินลอยข้ามคานออกไปไกลแทน



[ จังหวะที่โฮลเซนบายน์แย่งกันโหม่งกับมุลเลอร์ทำให้เยอรมันชวดได้ประตูตีเสมอ ]


เยอรมันพยายามเคลื่อนเกมขึ้นมากดดันเช็คมากขึ้นเรื่อยๆ
ลิเบอโร่เบอร์ 1 ของโลก ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์
เริ่มที่จะดันตัวเองขึ้นมาสูงถึงกลางสนาม
ไรเนอร์ บอนฮอฟ ทะลุทะลวงเข้าหาปากประตูของเช็คอย่างน่ากลัว
ลูกยิงที่พุ่งราวกับกระสุนปืนใหญ่ของเขา
โดน อิโว วิคเตอร์ ผู้รักษาประตูเช็คทุบออกมาได้อย่างฉิวเฉียด



[ ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ จอมทัพเยอรมันดวลกับนักเตะเช็ค ]


เมื่อเวลาผ่านไปถึงนาทีที่ 16
โอกาสทวงประตูคืนของทัพอินทรีเหล็กก็มาอีกครั้ง
เมื่อ เบิร์น โฮลเซนบายน์ ได้บอลบริเวณกลางสนาม
และเห็น ดีเตอร์ มุลเลอร์ มีช่องว่างที่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษของเช็ค
โฮลเซนบายน์จึงจ่ายบอลพุ่งตรงๆขึ้นไปให้…
แต่ก่อนที่จะเข้าไปในเขตโทษ
ดีเตอร์ มุลเลอร์ ก็โดน แอนตอน ออนดรัส เข้าสกัดเอาไว้ได้ก่อน
ผู้ตัดสินจากอิตาลีเป่านกหวีดปรี๊ด
ให้ลูกโทษนอกเขตโทษแก่ทีมอินทรีเหล็กทันที



[ ไรเนอร์ บอนฮอฟ ซัดฟรีคิ๊กเต็มแรงผ่านกำแพงนักเตะเช็คไปแล้ว ]


แต่ลูกยิงด้วยเท้าขวาของไรเนอร์ บอนฮอฟ
ที่อัดผ่านกำแพงมนุษย์ของเช็คไปแล้ว
ดันพุ่งเลียดเฉียดโคนเสาซ้ายมือออกไปนิดเดียวเท่านั้น
เยอรมันตะวันตกยังคงตามหลังเช็คอยู่ที่สกอร์ 0 ประตูต่อ 1 เช่นเดิม..



[ แต่ลูกยิงของเขาหลุดนอกกรอบออกไปอย่างฉิวเฉียด ]


และในนาทีที่ 20 เยอรมันสมควรจะต้องได้ประตูตีเสมอเป็นที่สุด
เมื่อ ไกเซอร์ฟร๊านซ์ บัญชาการเกมดันขึ้นสูง
จ่ายบอลไปให้กับอูลี่ เฮอเนสทางด้านขวาของกรอบเขตโทษเช็ค
นักเตะสารพัดประโยขน์จอมขยันจากมิวนิค
เห็นเบิร์น โฮลเซนบายน์ยืนว่างโล่งโจ้งในกรอบเขตโทษทางฝั่งซ้าย
จึงตวัดตัวจ่ายบอลมาให้อย่างรวดเร็ว
เมื่อโอกาสเปิดโล่ง
โฮลเซนบายน์ จึงบรรจงปั่นด้วยเท้าขวา
กะให้ลูกพุ่งโค้งเข้าเสียบตาข่ายขวามือของตัวเอง
แต่ อิโว วิคเตอร์ นายทวารจอมเก๋าวัย 34 ปีของเช็คโชว์ซุปเปอร์เซฟ
กระโดดพุ่งปัดบอลข้ามคานออกไปด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียว
ปฏิเสธประตูตีเสมอของทีมอินทรีเหล็กได้อย่างสุดยอดเยี่ยม



[ อิโว วิคเตอร์ พุ่งปัดลูกบรรจงยิงของโฮลเซนบายน์ได้อย่างยอดเยี่ยม ]


ขุนพลเยอรมันบุกแทบตายแต่ก็ยังคงโนสกอร์
ผิดกับทางฝั่งของเช็ค ที่ทำอะไรก็กลายเป็นดีไปซะหมด
ในนาทีที่ 25
จากลูกโทษสองจังหวะทางกราบซ้ายใกล้กับมุมธงในแดนของเยอรมัน
มาเรียน มาสนี่ บรรจงเปิดบอลโค้งเข้าหาประตูของเยอรมัน
แต่ ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ กับตันทีมของทัพอินทรีเหล็กกระโดดโหม่งสกัดออกมาได้
ลูกบอลลอยออกมาตกลงตรงบริเวณหัวกะโหลก



[ ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ กระโดดโหม่งสกัดบอลออกมาจากหน้าประตูเยอรมัน ]


ที่ตรงนั้นดันมีคาโล ดูบิยาสกับตันทีมของเช็คที่เติมขึ้นมายืนว่างไร้คนประกบอยู่
จากตรงนั้น ดูบิยาส ไม่มีจับบอลลงให้เสียเวลา
เขาตัดสินใจวอลเลย์ด้วยอีซ้ายอย่างเหมาะเหม็ง
ส่งลูกพุ่งเลียดผ่านมือของเซปป์ ไมเออร์
เข้าไปนอนสงบนิ่งอยู่ที่ก้นตาข่ายซ้ายอย่างสวยงาม



[ คาโล ดูบิยาส ซัดบอลจากนอกเขตโทษเต็มแรง ]


คนดูทั้งสนาม และ ทางทีวีถึงกับตกตะลึงตาค้างปากค้างกันไปหมด
ก่อนที่เกมจะเริ่มต้น ใครจะไปเชื่อว่า…
ทีมนอกสายตาที่เซียนๆหมางเมินอย่างเช็คโกสโลวาเกีย
จะขึ้นนำเจ้าของแชมป์ยุโรป และ แชมป์โลก
อย่างเยอรมันตะวันตกไปก่อนถึง 2 ประตูต่อ 0!!!!



[ ลูกยิงของดูบิยาสทำให้เช็คขึ้นนำเยอรมันไปเป็น 2 - 0 อย่างเหลือเชื่อ ]


เจอทีเด็ดของเช็คไป 2 เม็ด เหล่านักเตะอินทรีเหล็กก็ขวัญกระเจิง
นาทีต่อมาก็เกือบจะโดนลูกที่ 3
เมื่อโดนลูกจ่ายปลิดวิญญาณวางยาวจากกลางสนามของโจเซฟ โมลเดอร์
ข้ามแผงหลังของเยอรมันทั้งแผง
ไปให้กับ มาเรียน มาสนี่ ที่สปีดหนี เบอร์นาร์ด ดีทซ์ ไปได้แล้ว
เหลือเพียงแค่ เซปป์ ไมเออร์ ที่ยืนเป็นด่านสุดท้ายขวางอยู่เท่านั้น



[ มาเรียน มาสนี่หลุดเข้าไปดวลเดี่ยวกับเซปป์ ไมเออร์ ]


แต่โชคของทีมอินทรีเหล็กยังคงมีเหลืออยู่
เมื่อลูกยิงสวนตัวไมเออร์ของมาสนี่ที่น่าจะเป็นสกอร์ที่ 3
ดันพุ่งเฉียดเสาประตูออกหลังไปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด
ท่ามกลางความโล่งใจของบรรดาแฟนอินทรีเหล็กทุกคน
ไม่เช่นนั้นแล้ว
โอกาสในเกมนี้ของเยอรมันคงจะปิดฉากลงตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งเวลาแรกไปแล้วก็เป็นได้…



[ แต่ลูกยิงของเขาผ่านหน้าประตูออกหลังไปเพียงนิดเดียว ]


โดนไปก่อน 2 ประตูอย่างนี้
ไม่มีเวลาให้ทัพอินทรีเหล็กดูเชิงใดๆอีกแล้ว
ขุนพลเยอรมันดาหน้าทำเกมบุก เข้าไปในแดนของเช็คโกสโลวาเกีย
เพื่อไล่ล่าตามทวงประตูที่เสียไปกลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด



[ อูลี่ เฮอเนส จอมขยันของอินทรีเหล็กเล่นอย่างทุ่มเทไม่มีเหน็ดเหนื่อย ]


และอีก 3 นาทีถัดมา
ในนาทีที่ 28 อินทรีเหล็กก็ไล่ตามตีไข่แตกกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อ เฮอร์เบิร์ต วิมเมอร์ ได้ลูกหลุดทะลุเข้ามาทางกราบขวา
ก่อนที่จะโดนผู้เล่นของเช็คเสียบล้มกลิ้งลงไป
แต่กรรมการปล่อยให้เป็นลูกได้เปรียบ



[ จังหวะง้างเท้าเตรียมวอลเลย์ของดีเตอร์ มุลเลอร์ ]


เมื่อลูกบอลหลุดไปถึงไรเนอร์ บอนฮอฟ
ที่ยืนอยู่ในกรอบเขตโทษด้านขวา
จอมทัพเท้าขั่งทองจากสโมสรโบรุสเซีย มึนเช่น กลัดบัค เหลือบไปเห็นว่า
ดีเตอร์ มุลเลอร์ ดาวยิงรุ่นน้องยืนว่างโล่งโจ้งอยู่ที่หน้าประตูทางด้านซ้าย
บอนฮอฟจึงวางบอลโด่งมาที่มุลเลอร์อย่างเหมาะเหม็งราวกับอ่านใจกันออก
ดาวโรจน์จอมถล่มประตูที่เพิ่งจะลงเล่นทีมชาติเป็นนัดที่สอง
ไม่มีจับบอลลงให้เสียเวลาใดๆทั้งสิ้น



[ วอลเลย์เต็มๆ ]


เขาเอี้ยวตัววอลเล่ย์บอลด้วยเท้าขวาส่งลูกพุ่งผ่านมือของอิโว วิคเตอร์
เข้าไปกระทบกับตาข่ายอย่างงามงด
1 ประตูต่อ 2 …….
อินทรีเหล็กไม่ยอมตายง่ายๆ
พวกเขากำลังปีนกลับขึ้นมาจากก้นหลุมอีกคราหนึ่งแล้ว



[ ลุกพุ่งผ่านมือของอิโว วิคเตอร์เข้าไปกระทบหลังตาข่ายอย่างสมบรูณ์แบบ ]


และ 45 นาทีของครึ่งเวลาแรกจบลงอย่างล็อคถล่ม
เมื่อทีมที่โดนมองข้ามอย่างเช็คโกสโลวาเกีย
พลิกขึ้นนำเยอรมันตะวันตกเต็งจ๋าอยู่ที่สกอร์ 2 ประตูต่อ 1….



[ เซปป์ ไมเออร์พุ่งคว้าบอลจากเท้าของเนโฮด้า ]


เมื่อครึ่งเวลาหลังเริ่มต้นขึ้น
บุนเดสเทรนเนอร์ เชิร์น วางหมากใหม่แก้เกมทันทีทันควัน
โดยการดึง เฮอร์เบิร์ต วิมเมอร์ ออก
และ ส่ง ไฮนซ์ โฟลห์ มิดฟิลด์ฝีเท้าจัดจากทีมโคโลญจน์
ลงมาป่วนแผงหลังเช็คแทน



[ โจเซฟ โมลเดอร์ ดวลกับ แบร์ตี้ โฟ้กท์ส และ ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ ]


แต่แล้ว...
บรรดาขุนพลของทีมอินทรีเหล็กก็ได้เห็นความยอดเยี่ยมของอิโว วิคเตอร์
นายทวารวัย 34 ของเช็คที่ฝีไม้ลายมือไม่ได้แก่ไปตามอายุแต่อย่างใด
ไม่ว่าลูกยิงของเหล่านักเตะอินทรีเหล็กจะมาจากทิศทางไหน
ก็ไม่มีผ่านการป้องกันของนายทวารวัยดึกผู้นี้ไปได้เลย



[ อิโว วิคเตอร์ สุดยอดนายทวารลายครามของทีมเช็ค ]


แต่ถึงจะเจาะผ่านมือของอิโว วิคเตอร์ไม่เข้า
ทัพอินทรีเหล็กก็ไม่มีท้อถอย
ยังคงตั้งหน้าตั้งตาพาบอลเข้าไปป้วนเปี้ยนในแดนของเช็คโกสโลวาเกียอยู่ตลอดเวลา
เพื่อหาทางทำประตูตีเสมอ ดึงให้โอกาสในเกมกลับมาเท่ากันอีกครั้งหนึ่ง
และทีมเยอรมันตะวันตกก็น่าจะได้รับโอกาสนั้นอย่างที่สุด
ในจังหวะที่ไรเนอร์ บอนฮอฟฉีกตัวออกมาเล่นบอลที่ริมเส้นทางด้านขวาในแดนของเช็ค
เมื่อ บอนฮอฟ เห็น ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ หนุนขึ้นมาสูงที่หน้ากรอบเขตโทษ
จอมทัพจากทีมกลัดบัคจึงตักบอลมาให้กับ เบ็คเคนบาวเออร์ ทันที...



[ ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์พาบอลหลุดเข้ามาในเขตโทษของเช็ค ]


เมื่อได้บอล ไกเซอร์ฟร๊านซ์ก็เลี้ยงจี้เข้าไปในเขตโทษของเช็คอย่างน่ากลัว
แต่ทันใดนั้น
เขาก็โดนคาโล ดูบิยาสกับตันทีมของเช็คเสียบสกัดขาจนล้มกลิ้งลงไปในเขตโทษ
แต่ไม่มีเสียงสัญญาณนกหวีดยาวใดๆ
ดังขึ้นมาจากลมปากของนายโกเนลล่ากรรมการจากเมืองมักกะโรนี



[ และถูกคาโล ดูบิยาสกับตันทีมเช็คเสียบล้มกลิ้งลงไป ]


เพราะจากมุมมองของเขาดันเห็นว่า
ดูบิยาส สกัดโดนลูกบอลก่อน
ทั้งๆที่จากภาพช้าจะเห็นได้ว่า
ลูกนี้ เบ็คเคนบาวเออร์ โดนดูบิยาสเตะไปที่ข้อเท้าเต็มๆ
ทีมเยอรมันชวดได้ลูกโทษที่จุดโทษไปอย่างโชคร้ายสุดๆ



[ แต่กรรมการดันไม่ให้ลูกจุดโทษแก่ทีมเยอรมันตะวันตกอย่างไม่น่าเชื่อ ]


และถึงแม้การบุกขึ้นมาของเขาจะไม่ได้ลูกโทษที่จุดโทษ
แต่ ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาบัญชาการเกมของทีมอินทรีเหล็กต่อไปอย่างมุ่งมั่น
เขาทำทุกอย่าง..
ทั้งขับเคลื่อนบอลขึ้นไปนแดนหน้า..ยิงประตูเมื่อหนุนขึ้นมาจากแถวที่สอง
และ เมื่อโดนเช็คบุกโต้กลับมา
เขาก็จะวิ่งลงมาช่วยทีมในแนวหลังราวกับบุรุษผู้ไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย
แฟนๆฟุตบอลได้เห็นความยอดเยี่ยม
จากบทบาทตัวฟรีของไกเซอร์ฟร๊านซ์อย่างเต็มๆตาในเกมนี้



[ ไกเซอร์ฟร๊านซ์บัญชากการเกมอย่างห้าวหาญ ]


เยอรมันยังคงดาหน้าบุกเพื่อทวงประตูตีเสมอ
ราวกับคลื่นหัวแตกกระแทกซัดสาดเข้าสู่ฝั่ง
แต่เหล่าบรรดานักเตะของเช็คก็สู้ใจขาด
เพื่อรักษาสกอร์ที่พวกเขาเหนือกว่านี้เอาไว้ให้ได้
อิโว วิคเตอร์พุ่งปัดพายุการบุกของเหล่าบรรดานักเตะอินทรีเหล็กราวกับมีมือเป็นสิบมือ
เมื่อเหลือเวลาของเกมอีกเพียงแค่ 10 นาทีสุดท้าย
เช็ค ส่งลาดิสลาฟ เยอร์เคมิคผู้เล่นในแนวรับลงมาต้านทานการบุกของทีมเยอรมัน
ส่วน เฮลมุต เชิร์น ก็ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายของเขา
โดยการถอด ไอริช เบียร์ ออก
แล้วส่ง ฮันส์ บองการ์ตซ์ มิดฟิลด์จากทีมชาลเก้ 04
ลงมาเสริมเกมบุกอย่างเต็มตัว



[ คาโล ดูบิยาส หลอก แบร์ตี้ โฟ้กท์ส จนก้นจํ้าเบ้า ]


เวลาเดินต่อไปเรื่อยๆ
พร้อมๆกับโอกาสของทีมเยอรมันกำลังจะหมดลงทุกที
ที่เข็มวินาทีบนสกอร์บอร์ดกระดิกผ่านไป
ทัพอินทรีเหล็กยังคงดาหน้าโหมบุกเป็นระลอก
11 นักเตะของทีมเช็คโกสโลวาเกีย
ลงมาขึงเกมรับกันอยู่ในแดนของตัวเองกันจนแดงพรึดไปหมด
เวลาเดินมาจนถึงนาทีที่ 89
ก่อนที่นักเตะเช็คจะได้ฉลองชัยแชมป์ยุโรปหนแรกในประวัติศาสตร์ของชาติ



[ อูลี่ เฮอเนส พยายามบุกเพื่อทวงประตูที่เสียไปคืนกลับมาให้ได้ ]



นักเตะเยอรมันโหมบุกเป็นครั้งสุดท้าย
และได้ลูกเตะมุมทางด้านซ้ายในแดนของเช็ค
ผู้เล่นของทั้งสองทีมเข้าไปออกันอยู่เต็มในกรอบเขตโทษของเช็ค
แต่ต่างจุดมุ่งหมายกัน...
ทางฝั่งของเยอรมัน
นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะตีเสมอเพื่อรักษาแชมป์ของพวกเขาเอาไว้ให้ได้
ส่วนของเช็คนั้น
พวกเขาจะต้องทำทุกทางเพื่อที่จะยันสกอร์นำนี้เอาไว้ให้ได้
เพื่อการเป็นแชมป์ในระดับนานาชาติหนแรกของประวัติศาสตร์



[ ไรเนอร์ บอนฮอฟ ไปตั้งลูกเตะมุมเพื่อโอกาสสุดท้ายของเยอรมัน ]


ที่มุมธงนั้น…
มาเรียน มาสนี่ ไปยืนขวางปิดมุมเพื่อให้บอนฮอฟเตะเข้ามาได้ลำบากที่สุด
แต่ ไรเนอร์ บอนฮอฟ ไม่มีเสียสมาธิ
เขาบรรจงเปิดลูกเตะมุมลอยโค้งเข้ามาหาปากประตูของเช็ค..



[ เบิร์น โฮลเซนบายน์กระโดดขึ้นโหม่งบอลพร้อมๆกับที่อิโว วิคเตอร์พุ่งตัวออกมา ]


เป็นเรื่องที่แทบจะไม่น่าเชื่อว่า
ที่ตรงหน้าปากประตูของเช็คนั้น
จะไม่มีกองหลังของเช็คคนใดเลยที่เข้าประกบเบิร์น โฮลเซนบายน์เอาไว้
พวกเขาเอาแต่ตกตะลึงทำเพียงแต่ยืนดูในจังหวะที่
โฮลเซนบายน์ทะยานลอยตัวขึ้นโหม่งโล่งๆตัดหน้า
ก่อนที่บอลจะเข้าสู่มือของ อิโว วิคเตอร์ เข้าประตูไป



[ เยอรมันทำประตูตีเสมอเช็คเป็น 2 - 2 ในวินาทีสุดท้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ]


อินทรีเหล็กแปลงร่างกลายเป็นนกฟีนิกซ์ที่ฟื้นคืนตื่นขึ้นมาจากความตาย
พลิกนรกกลับมาตามตีเสมอเช็คโกสโลวาเกียได้ 2 ประตูต่อ 2
ในวินาทีสุดท้ายของเกมอย่างเหลือเชื่อ



[ ประตูของ เบิร์น โฮลเซนบายน์ ที่ชุบชีวิตของเยอรมันฟื้นขึ้นมาจากความตาย ]


เกมที่ควรจะจบลงใน 90 นาที กลายมาเป็นหนังซีรี่ย์เรื่องยาว
ต้องลุยกันต่อในช่วงของการต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที
ซึ่งหากครบ 120 นาทีแล้วยังคงหาผู้ชนะของเกมนี้ไม่ได้
ยูฟ่าได้ออกกฎใหม่เอี่ยมอ่องขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรกในทัวร์นาเมนต์นี้
นั่นก็คือจะต้องใข้วิธีการดวลลูกโทษที่จุดโทษ
เพื่อหาผู้ชนะในเกมวันนี้ให้ได้…



[ นักเตะเช็คเซ็งสุดๆที่โดนทีเด็ดของเยอรมันในนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน ]


ในช่วงของการต่อเวลาพิเศษนั้น
ทั้งสองทีมต่างเล่นแบบระวังตัวกลัวพลาดก่อนจนเกมตื้อกันไปหมด
บอลแทบจะไปไม่ถึงหน้ากรอบเขตโทษของอีกฝ่ายเลย
ทั้งสองทีมต่างแพ็คหลังแน่น
ตรึงกำลังเอาไว้อยู่ที่บริเวณกลางสนามจนครบ 120 นาที



[ ฟร๊านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ นั่งพักเหนื่อยก่อนการดวลลูกโทษจะเริ่มขึ้น ]


ทำให้ทั้งสองทีมต้องมาตัดสินการเป็นเจ้ายุโรปแห่งปี 1976 กัน
ด้วยการวัดใจจากเส้น 12 หลา
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ….



[ แบร์ตี้ โฟ้กท์ส กระหายนํ้าสุดๆเพราะวิ่งมาตลอดทั้งเกม ]


ในการดวลลูกโทษที่จุดโทษนั้น
เช็คโกสโลวาเกียจะเป็นฝ่ายที่เริ่มยิงก่อน
และ มาเรียน มาสนี่ ผู้ยิงคนแรกก็ไม่พลาดเป้า
เขายิงด้วยเท้าขวาเข้าไปทางมุมซ้าย ส่วน เซปป์ ไมเออร์ พุ่งไปคนล่ะด้าน



[ เชคโกสโลวาเกียได้ประตูออกนํา 1 - 0 จากการสังหารของ มาเรียน มาสนี่ ]


ส่วนผู้ยิงคนแรกคนทางฝั่งอินทรีเหล็กก็คือ ไรเนอร์ บอนฮอฟ
และ บอนฮอฟ ก็ทำหน้าที่ได้สมบรูณ์แบบ
เขาซัดด้วยอีขวา ลูกพุ่งเลียดไปเช็ดเสามุมขวามือของตัวเอง
ปล่อยให้ อิโว วิคเตอร์ พุ่งไปคนล่ะทาง..



[ ไรเนอร์ บอนฮอฟ มือสังหารคนแรกของเยอรมันตะวันตกไม่พลาดเป้า ]


ซเดเน็ค เนโฮด้า ของเช็คทำหน้าที่มือสังหารคนที่สองได้อย่างเพอร์เฟค
เขาแปด้วยอีขวาพุ่งเข้าไปตรงกลางประตู
ส่วน เซปป์ ไมเออร์ ซื้อใจนักเตะเช็คพลาดอีกครั้ง…



[ เนโฮด้า คนยิงคนที่สองของเช็คซัดเข้าไปตรงกลางประตูปล่อยให้ไมเออร์พุ่งไปผิดทาง ]


คนยิงคนที่สองของเยอรมันได้แก่ ไฮนซ์ โฟลห์
ที่เพิ่งจะโดนเปลี่ยนตัวลงมาช่วงต้นครึ่งหลัง
และ โฟลห์ ก็ไม่พลาด
เขาใช้อีกซ้ายหลอกแปเข้าไปทางมุมขวามือของตัวเองอย่างสวยงาม
หลอกให้ อิโว วิคเตอร์ พุ่งไปดักคนล่ะด้าน….



[ ไฮนซ์ โฟลห์ แปเสียบมุมอย่างสุดสวยให้อินทรีเหล็กตามมาตีเสมอเป็น 2 - 2 ]


มือสังหารคนที่สามของเช็คคือกองหลังจอมเก๋าแอนตอน ออนดรัส
เขาถอยหลังสามก้าวก่อนซัดด้วยเท้าขวาอย่างซื่อๆ
ผ่าน เซปป์ ไมเออร์ ที่พุ่งถูกทางเป็นครั้งแรก
เสียบมุมเสาซ้ายมือเข้าไปอย่างงามงด…



[ ไมเออร์ไปถูกทางแต่ก็ยังช้ากว่าลูกยิงของแอนตอน ออนดรัสที่ทั้งเร็วและเข้ามุมสุดๆ ]


คนยิงคนที่สามของทางฝั่งอินทรีเหล็ก ก็คือ ฮันส์ บองการ์ตซ์
ที่ลงมาเล่นในนาทีที่ 80 ของครึ่งหลัง
มิดฟิลด์หุ่นผอมบางผมบลอนด์จาก ชาลเก้ 04 ยิงได้อย่างสมราคา
เขาแปด้วยเท้าขวาส่งลูกบอลพุ่งเข้าเสาขวามือของตัวเองอย่างเหนือขั้น
ส่วน อิโว วิคเตอร์ นายทวารเช็คยังคงไปผิดทางอีกครั้ง…



[ ฮันส์ บองการ์ตซ์ ยิงอย่างเยือกเย็นและเหนือชั้นให้เยอรมันตามมาเสมอ 3 - 3 ]


ลาดิสลาฟ เยอร์เคมิค ทำหน้าที่สังหารเป็นคนที่สี่ของเช็ค
และ เขาก็ใช้วิธีซัดบอลเต็มแรงตามสไตล์กองหลัง ส่งบอลเข้าประตูไป
ปล่อยให้ เซปป์ ไมเออร์ เดาทางผิดพุ่งไปทางเสาขวามือ….



[ ลาดิสลาฟ เยอร์เคมิค อัดบอลเต็มแรงให้เช็คขึ้นนําไปเป็น 4 - 3 ]


มือสังหารรายที่สี่ของทัพอินทรีเหล็กได้แก่ อูลี่ เฮอเนส
จอมขยันผมทองจากทีม บาเยิร์น มิวนิค
เฮอเนส เดินก้าวอาดๆหยิบลูกมาตั้งที่จุดด้วยหน้าตาที่เคร่งเครียด
และเขาก็วิ่งเข้ามากดลูกเต็มแรง



[ อูลี่ เฮอเนส คนยิงคนที่ 4 ของเยอรมันวิ่งเข้ามากดเต็มข้อ ]


แทนที่ลูกหนังจะพุ่งเข้าไปกระทบกับตาข่าย
ด้วยความแรงของเท้าเฮอเนส



[ จากความแรงของการยิงทิศทางของลูกบอลจึงลอยโด่งขึ้นไปบนอากาศ ]


มันกลับส่งให้ลูกบอลพุ่งโด่งขึ้นไปบนอากาศ
ราวกับว่ามันอาจจะลอยไปตกลงบนดวงจันทร์เลยทีเดียว



[ ลูกบอลลอยเหินข้ามคานบนออกไปไกล ]


อูลี่ เฮอเนส แทบล้มทั้งยืนเมื่อเห็นลูกบอลลอยห่างขึ้นไปบนอัฐจรรย์
เขาทำได้แต่เพียงเดินกุมหัวตัวเองอย่างใจสลายกลับไปที่จุดกึ่งกลางสนาม
อย่างไม่กล้าสบสายตาเพื่อนร่วมทีมคนไหนทั้งสิ้น !!!



[ เฮอเนสยืนกุมหัวตัวเองอย่างคนใจสลาย ที่กำลังทำให้ทีมต้องเสียแชมป์ยุโรปไป ]


เยอรมันตะวันตก ในฐานะ แชมปยุโรปเก่า 1972 และ แชมป์โลก 1974
กำลังจะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ให้แก่ทีมที่โดนดูถูกดูแคลนมาตลอดก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จะเริ่มต้น
ว่าเป็นเพียงม้านอกสายตา



[ อูลี่ เฮอเนส กับวินาทีที่จะหลอกหลอนเขาไปจนชั่วชีวิตที่เหลืออยู่ ]


ประวัติศาสตร์ความสำเร็จของทีมฟุตบอลเช็คโกสโลวาเกีย
ขึ้นอยู่กับเท้าของมือสังหารรายต่อไปนี้…
อันโตนิน พาเนนก้า จอมทัพหนวดงามจากทีมโบฮิเมียน ปราก
และ พาเนนก้า ก็ไม่ทำให้เพื่อนร่วมทีม และ กองเชียร์ร่วมชาติต้องผิดหวัง



[ จังหวะแรกนั้น.....พาเนนก้าวิ่งเข้ามายังจุดวางบอลอย่างเต็มแรง....]


เขาวิ่งเข้าไปชิพบอล ให้ลอยเอื่อยๆเข้าไปกลางประตูเยอรมัน
ในขณะที่ เซปป์ ไมเออร์ โดนหลอกจนหลังแทบหัก
พุ่งผิดไปผิดทางอย่างน่าขายหน้า



[ แต่แทนที่เขาจะยิงลูกเต็มแรง...พาเนนก้ากลับชิพลูกบอลเบาๆไปยังกลางประตู ]


ลูกยิงที่หาญกล้าลูกนี้
จึงกลายเป็นตำนานเล่าขานกันไปอีกนาน
โดยได้รับการขนานนามว่า ….” พาเนนก้า ชิพ “
มันคือลูกยิงประตูที่แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมและหัวใจของคนยิงอย่างแท้จริง



[ ในขณะที่เซปป์ ไมเออร์ นายทวารของเยอรมันโดนหลอกจนเสียหลักพุ่งไปคนล่ะด้าน ]


และที่สำคัญที่สุด
มันคือประตูประวัติศาสตร์
ที่ทำให้เช็คโกสโลวาเกียได้ครองความเป็นจ้าวลูกหนังยุโรปแห่งปี 1976
ซึ่งเป็นแชมป์ทัวร์นาเมนต์ในระดับนานาชาติ
ครั้งแรกและครั้งเดียวของชนชาติเช็คตราบจนปัจจุบันนี้



[ พาเนนก้าชูมือประกาศชัยสู่การเป็นจ้าวยุโรปของเชคโกสโลวาเกีย ]


วินาทีที่ คาโล ดูบิยาส กับตันทีมเช็คชู อองรี เดอ โลเนย์ โทรฟี่
ขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเบลเกรด
มันคือการประกาศถึงความสำเร็จ
ที่ยอดเยี่ยมของทีมฟุตบอลเช็คโกสโลวาเกีย



[ ประตูแห่งตำนาน....." พาเนนก้า ชิ๊พ " ]


หรืออีกในหนึ่ง มันเปรียบประหนึ่งว่า…
" ยุคแห่งความยิ่งใหญ่ของทัพอินทรีเหล็กได้ล่มสลายลงไปหมดสิ้นแล้วกระนั้นหรือ ? "



[ เซปป์ ไมเออร์ เสียใจจนไม่อยากจะลุกขึ้นมามองหน้าใครๆอีกเลย ]



[ เกมสุดท้ายในชุดทีมอินทรีเหล็กของไกเซอร์ฟร๊านซ์ ]



[ อูลี่ เฮอเนส กับ ฝันร้ายแห่งเบลเกรดที่จะตามหลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต ]



[ พลพรรคนักเตะเช็คฉลองชัยชนะที่ได้มาด้วยความยากลำบากและน่ายกย่อง ]



[ ดูบิยาส และ เนโฮด้า ฉลองชัยการที่เช็คโกสโลวาเกียเป็นจ้าวยุโรปแห่งปี 1976 ]


...............................................................................
@ เตรียมพบกับย้อนตำนานอินทรีเหล็กได้ใหม่ในตอนต่อไป
กับการผจญภัยในอเมริกาใต้....." Argentina 78 " เร็วๆนี้ครับผม !!!





 

Create Date : 23 มิถุนายน 2555
2 comments
Last Update : 27 มิถุนายน 2555 7:56:56 น.
Counter : 6158 Pageviews.

 

สวัสดีครับทุกๆท่านที่หลงทางเข้ามาที่บล็อกของผม

หลังจากที่ไม่ได้เขียนเรื่องอะไรมา 3 ปี

ช่วงเทศกาลฟุตบอลยูโร 2012 นี้ก็เลยเกิดแรงฮึด

ปั่นเรื่องราวของทีมเยอรมันที่ค้างคาไว้

ออกมาพร้อมๆกัน 2 ตอนต่อเนื่องกันไปเลย

ถ้า เยอรมัน ทีมรักของผม

สามารถผ่านทัพอัซซูรี่เข้าไปชิงชนะเลิศ

และสามารถคว้า อองรี เดอ โลเน่ย์ มาครอบครองได้ในปีนี้

จะรีบกลับมาปั่น ...

ตำนานการผจญภัยของทีมรักในอาร์เจนติน่า 1978 อย่างรวดเร็ว

ขอให้เป็นจริงทีเถ็อะ........สาธุ๊

 

โดย: Romancini 25 มิถุนายน 2555 7:10:30 น.  

 

ในที่สุด

อินทรีเหล็กก็โดนทีเด็ดของทัพอัซซูรี่อีกหน

ตกรอบรองยูโร 2012 ไปอย่างน่าเสียดาย

เล่นเอาสมาธิในการขีดเขียน " ย้อนตำนานอินทรีเหล็ก " ของผมกระเจิงไปเลย

ขอเวลทำใจสักพักนะครับ

แล้วจะกลับมาสานต่อในตอน " Argentina 78 " นะครับ....

 

โดย: Romancini 30 มิถุนายน 2555 21:41:05 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


Romancini
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผู้ชายธรรมดา มีความฝันที่ยังไปไม่ถึง แต่ไม่เคยคิดท้อที่จะทำความฝันนั้น ให้เป็นจริง...

" SHINE ON YOU CRAZY DIAMOND "

Remember when you were young, you shone like the sun.
Shine on you crazy diamond.
Now there's a look in your eyes, like black holes in the sky.
Shine on you crazy diamond.
You were caught on the crossfire of childhood and stardom, blown on the steel breeze.
Come on you target for faraway laughter, come on you stranger, you legend, you martyr,
and shine!

You reached for the secret too soon, you cried for the moon.
Shine on you crazy diamond.
Threatened by shadows at night, and exposed in the light.
Shine on you crazy diamond.
Well you wore out your welcome with random precision, rode on the steel breeze.
Come on you raver, you seer of visions, come on you painter, you piper, you prisoner,
and shine!

Nobody knows where you are, how near or how far.
Shine on you crazy diamond.
Pile on many more layers and I'll be joining you there.
Shine on you crazy diamond.
And we'll bask in the shadow of yesterday's triumph, and sail on the steel breeze.
Come on you boy child, you winner and loser, come on you miner for truth and delusion,
and shine!

Totó and Alfredo - ENNIO MORRICONE
Friends' blogs
[Add Romancini's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.