สิงหาคม 2560

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
29
30
31
 
 
All Blog
ไปโตเกียว...เดี๋ยวก็กลับ - ตอนที่ 4 อะไรก็เกิดขึ้นได้ใน Tokyo Disney Sea




ไปโตเกียว...เดี๋ยวก็กลับ

ตอนที่ 4 อะไรก็เกิดขึ้นได้ใน Tokyo Disney Sea



เมื่อก่อนการมาเที่ยวสวนสนุกเป็นอะไรที่โคตรจะพิเศษสำหรับเรา ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม เรียกว่าคืนนั้นแทบจะข่มตาหลับไม่ได้ แถมยังมีแรงลัลล้าขาไม่ติดพื้นตั้งแต่เช้ายันเย็น แต่การมาเที่ยวสวนสนุกในวัยกลางคนอย่างเราในตอนนี้ทำให้ได้รู้ซึ้งถึงคำว่าสังขารไม่เที่ยงจริงๆ เพียงแค่ 4 ชั่วโมงแรกใน Tokyo Disney Sea ก็ทำให้เราล้าไปทั้งร่างกาย โดยเฉพาะการยืนรอนิ่งๆ แถวขยับแค่ 10 เมตรทุกๆ ครึ่งชั่วโมงก็ทำให้เราปวดเท้า ร้าวไปยันหลัง ยืนแทบจะไม่อยู่ บวกกับยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงด้วย ความรู้สึกคืออยากจะเป็นลมล้มพับไปให้ได้ เพราะฉะนั้นกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราจึงเดินไปหาอาหารค่ะ


ร้านอาหารใน Tokyo Disney Sea มีให้เลือกหลากหลายแบบ แยกไปตามธีมแต่ละโซน แต่ด้วยความที่เราช้ำใจมากจากเครื่องเล่น Journey to the center of the earth ที่ปล่อยเรายืนรอ 2 ชั่วโมงกว่าเพื่อพบว่ามันกำลังปิดปรับปรุง ทำให้เราตรงดิ่งเข้าไปร้านอาหารในโซน Mysterious Island นั่นแหละ ไม่มีแรงจะเดินไปไกลกว่านี้แล้วค่ะ





ร้านที่เราเลือกฝากท้องในวันนี้คือ Vulania มีอาหารให้เลือกมากมายหลายรูปแบบ ทั้งอาหารจานเดียวราคาเริ่มต้น 980¥ และอาหารทานเล่นราคาเริ่มต้น 500¥ แต่ถ้าใครอยากกินหลายอย่างก็มีแบบเป็นเซ็ทให้เราเลือกได้ในราคา 1,700¥ ซึ่งแบบเซ็ทประกอบไปด้วย ข้าวผัดหรือราเมน 1 ถ้วยใหญ่ และมีปอเปี๊ยะ, กุ้งผัดซอส, ไก่คาราอาเกะ หรือติ่มซำ เลือกได้ 1 อย่าง ส่วนของหวานมีให้เลือกระหว่างพุดดิ้งมะม่วงโดนัลด์ดั๊กกับเจลลี่อัลมอนด์มินนี่เม้าส์ และ Soft Drink 1 แก้ว แต่ถ้าอยากจัดเบียร์ Kirin ก็ต้องเพิ่มเงินอีก 300¥







ภาพจาก tokyodisneyresort.jp


แน่นอนว่ามื้อนี้เราจัดอาหารแบบเซ็ทไป ซึ่งอาหารที่เลือกไว้คือ ราเมน+กุ้งผัดซอส+พุดดิ้งมะม่วงโดนัลด์ดั๊ก+โค้ก แต่ยังไม่พอ ด้วยความหิวเลยบวกอาหารทานเล่นเพิ่มอีก 1 อย่างคือปอเปี๊ยะ รวมทั้งหมด 2,010¥ จ้าาาา ตอนเห็นอาหารตัวอย่างที่ตั้งโชว์ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเยอะมากมายอะไร แต่พอจัดใส่ถาดแล้วยกมาวางที่โต๊ะก็เริ่มสำนึกผิดว่ามันเยอะมาก ไม่รู้ว่าจะกินหมดมั้ย แต่สุดท้ายเราก็จัดทุกอย่างลงท้องจนเกลี้ยงจานจ้า ไม่รู้ว่าเพราะอร่อยหรือว่าหิว แต่ที่รู้ๆ คือท้องป่องมาก ตอนแรกเดิ่มไม่ไหวเพราะยืนนาน แต่ตอนนี้เดินไม่ไหวเพราะอิ่มมาก




หลังจากอาหารกลางวันตอนบ่ายสอง เราก็หอบท้องป่องๆ ไปเดินหาเครื่องเล่นกันต่อ พยายามจะหาเครื่องเล่นที่คนต่อแถวน้อยหน่อย แต่ทำใจเถอะว่าไม่มีอันไหนที่ Waiting Time ต่ำกว่า 90 นาที เราก็เลยเปลี่ยนใจไปเดินเล่นถ่ายรูปตามโซนต่างๆ ดีกว่า เป้าหมายต่อไปคือโซน Lost River Delta ที่เป็นธีมจากภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones ความรู้สึกแรกที่เดินเข้าไปคือเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหนังภาค The Kingdom of the Crystal Skull เลยค่ะ ณ จุดนี้เราก็ได้ชักภาพการชาบูไป 1 ที ก่อนจะเดินไปต่อแถวเล่น Raging Spirits




Raging Spirits เป็นเครื่องเล่นแบบรถไฟเหาะตีลังการางไม้ ที่ดูจากภายนอกแล้วน่ากลัวว่ามันจะพังลงมาเมื่อไร แต่ความจริงมันแข็งแรงมากแค่แกล้งทำให้ดูเก่าผุพังให้เข้ากับธีมของ Indiana Jones เฉยๆ ใช้เวลาในการยืนรอ 90 นาทีถ้วน เพื่อขึ้นไปตีลังกา 1 รอบ 2 นาที ไม่ขาดไม่เกิน ตอนลงมาต้องรีบวิ่งมาหาที่นั่งก่อน ณ จุดนี้ร่างกายยืนไม่ไหวแล้วค่ะ ขาเหมือนจะหลุดออกจากตัว นี่แหละสังขารมนุษย์ มาสวนสนุกแล้วได้สัจธรรมชีวิตกลับไป จะรีบเที่ยวรีบทำอะไรก็ทำซะตั้งแต่ตอนยังมีแรงกันนะคะทุกคน


หลังจากนั้นร่างกายเราไม่พร้อมจะเล่นอะไรทั้งนั้นแล้ว จากตอนแรกที่ตั้งใจจะเดินให้ครบทุกโซน แต่พอปวดหลังปุ๊บ อะไรผ่านได้ก็ผ่านเลยค่ะ เลือกโซนที่จะไปเท่านั้นพอ อีกอย่างฟ้าก็เริ่มมืด เราเลยเดินไปแค่โซนใกล้ๆ อย่าง Mermaid Lagoon เพราะอยากเข้าไปดูใน Store ว่ามีแอเรียลอะไรขายบ้าง แต่ก็ไม่ได้อะไรติดไม่ติดมือกลับออกมา ต้องบอกว่า Mermaid Lagoon เป็นโซน Indoor สีลูกกวาดที่มีที่นั่งเยอะมาก เหมาะแก่การพักเท้าสุดๆ นั่งดูคนเดินไปเดินมาก็สนุกดี เท่าที่สังเกตคือโซนนี้อารมณ์เหมือนเป็นโซนครอบครัว มีแต่พ่อแม่จูงลูกสาวมาซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยความที่มันเป็น Indoor และบนผนังถ้ำทาสีเป็นรูปท้องฟ้า เลยทำให้เรานึกถึงโซนเครื่องเล่นเด็กที่ The Mall บางแค




แอบไปส่องอาหารในโซนนี้มา แอบน่ารักอยู่เหมือนกัน ด้วยความที่เป็นธีมเมอร์เมด อาหารส่วนใหญ่ก็เลยเป็นรูปทรงเปลือกหอย แต่ก็นั่นแหละ คนเยอะแถวยาว ผ่านค่ะ





ถัดจากโซน Mermaid Lagoon คือโซน Arabian Coast จากธีมเรื่อง Aladdin แต่ขอผ่านเพราะไม่ได้อินเท่าไร ในจำนวนของ Disney Princess เราชอบ Jasmin น้อยสุด (Jasmin คงอยากจะถามว่า เราผิดอะไรคะ) ระหว่างนั้นก็ใกล้จะได้เวลาขบวนพาเหรดที่โซน Mysterious Island แล้ว เราเลยตัดใจหอบสังขารไปเตรียมตัวดูพาเหรดดีกว่า ซึ่งพอไปถึงก็พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกจับจองกันไปเกือบหมดแล้ว และทุกคนก็เตรียมตัวกันมาพร้อมมาก มีเสื่อมาปูรองนั่งด้วย ไม่เป็นไรค่ะ พาเหรดในน้ำยังไงมันก็ไกลกว่าปกติอยู่แล้ว รอดูไกลๆ จะได้เห็นชัดๆ ก็เลยไปหาที่นั่งรอแถวๆ ร้านขายของก่อน ถ้าพาเหรดเริ่มแล้วค่อยเดินมา


ขวบนพาเหรดใน Tokyo Disney Sea ชื่อชุดการแสดง Fantasmic เป็นการแสดงแสดง สี เสียง และคาแรคเตอร์ต่างๆ แต่ด้วยความขี้เกียจของเราเพราะคนเยอะมากและไม่อยากเบียดก็เลยยืนอยู่ด้านหลัง ถึงจะไกลแต่ก็ยังมองเห็นบ้าง แม้ว่ามิกกี้เม้าส์จะตัวเท่าหัวไม้ขีดไม่ได้ต่างจากเมื่อตอนกลางวันก็ตาม แต่พอการแสดงเริ่มสักพักคนก็เริ่มทะยอยเข้ามา ขนาดอยู่ข้างหลังก็ยังเจอคนมาเบียดแถมยังเดินมาบังโดยไม่สนใดๆ ทั้งสิ้น พอการแสดงชุด The Lion King ขึ้นเพลง อาสิเพนยา ปุ๊บ มนุษย์ญี่ปุ่นสองคนข้างหลังก็ระเบิดเสียงหัวเราะเมือนเป็นบ้า ซึ่งคนรอบข้างก็หันไปมองแรงแต่นางก็หาได้แคร์ไม่ หัวเราะมันตั้งแต่ต้นยันจบนั่นแหละ เออ เพิ่งเคยเจอเหมือนกัน


จะว่าไปมันก็มีที่ที่ดูพาเหรดได้ชัดแจ๋ว โดยไม่ต้องไปแก่งแย่งกับใคร นั่นก็คือการนั่งดูจากหน้าต่างห้องพักในโรงแรมค่ะ เพียงแค่มีเงินเท่านั้น! พอการแสดงช่วงหลังๆ เราก็เริ่มเบื่อไม่อินกับพาเหรด เพราะอยู่ไกลเกินเลยเดินเข้า Store ไปช็อปปิ้งมันซะเลย ดีค่ะ คนไม่เยอะ ซื้อของให้เสร็จแล้วค่อยออกมารอดูโชว์ดอกไม้ไฟก็ได้ แต่นกก็คือนก หลังจบพาเหรดก็มีเสียงประกาศดังขึ้นมาว่า ‘งดโชว์ดอกไม้ไฟเนื่องจากลมแรง’ โอ้โห...หมดกัน



อีกอย่างหนึ่งที่เรารู้สึกถึงความใส่ใจของพนักงานใน Store ที่ Disney Sea ก็คือ ก่อนมาทำการบ้านเอาไว้ว่าอยากจะได้ Keychain ที่เป็นตุ๊กตามิกกี้-มินนี่ ใส่ชุดยูกาตะ ซึ่งเป็น Merchandise ช่วงซัมเมอร์ ซึ่งมีทั้งหมด 2 เวอร์ชั่น 








แต่ใน Store มีแค่เวอร์ชั่นสอง เดินหาแทบทุก Store ก็ไม่เจอ แอบคิดว่ามันมีขายเฉพาะใน Tokyo Disneyland รึเปล่า ตอนจ่ายเงินก็เลยลองถามดู ซึ่งพนักงานก็ทำหน้างงมาก วอเข้าไปถามกันวุ่นวายไปหมด ยืนรอเกือบ 10 นาที คนอื่นที่มารอต่อแถวจ่ายเงินก็ยืนรอหน้ายักษ์จนเรารู้สึกผิดเลยบอกนางว่าไม่เป็นไร เอาแค่สองตัวล่าสุดก็ได้ แต่พนักงานนางไม่ยอม ยังคงวิ่งเข้าวิ่งออกไปหามาให้ แต่สุดท้ายก็ไม่เจอ คิดว่าน่าจะหมดไปแล้วแหละ



ภาพจาก TRD Explorer


ตลอดเวลาที่เดินเที่ยวไปเดินมาใน Disney Sea เราเห็นคนอุ้มตุ๊กตา Duffy กับ Shallymay ตัวใหญ่กันเยอะมาก แล้วคือบางตัวเป็นคอลเลคชั่นพิเศษที่จะขายตามหน้าเทศกาลต่างๆ อุ้มกันเหมือนอุ้มลูก เลยทำให้ได้รู้ว่านอกจากจะเอาไว้ตั้งโชว์ กับวางบนหัวเตียงแล้ว คนญี่ปุ่นชอบอุ้มออกมาเที่ยวสวนสนุกด้วยเหมือนกัน นี่มันตุ๊กตาลูกเทพเวอร์ชั่นเจแปน! ซึ่งพอเห็นคนอุ้มกันเยอะๆ ก็เหมือนโดนสะกดจิต เริ่มอยากได้บ้าง และแน่นอนว่ากิเลสระงับได้ด้วยการรูดบัตรค่ะ เดินเข้าไปอุ้มกันมาคนละตัว จ่ายตังค์แล้วสบายใจ เย้!





ใกล้จะถึงเวลาเล่น Tower of Terror ก็เลยเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับตึกที่เป็นเครื่องเล่น ในใจอยากจะ Google ดูมากว่าเครื่องเล่นนี้มันเป็นยังไง แต่ไม่เอาดีกว่า รอไปเซอร์ไพรส์ทีเดียว ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงกรี๊ดลอดออกมาเป็นระยะเลยเดาว่าอาจจะเป็นรถไฟตีลังกาอยู่ในตึกอะไรแบบนี้รึเปล่า แม้ว่าคนจะต่อแถวยาวล้นออกมาด้านนอกทั้งๆ ที่เป็นเวลาสามทุ่มครึ่ง แต่เราก็เดินเข้าไปด้วยความแฮปปี้เพราะมี Fast Pass เดินแหวกเข้าไปสวยๆ แซงทุกคนที่เข้าแถว ลัดทุกวงจรไปยันหน้าประตูเครื่องเล่น



ภาพจาก tokyodisneyresort.jp


ขอเล่าที่มาของเครื่องเล่นนี้ก่อน Tower of Terror เป็นเครื่องเล่นที่จำลองมาจากโรงแรมหรูเก่าแก่ระดับ 5 ดาว ชื่อว่า Hotel Hightower แต่เจ้าของโรงแรมที่เป็นมหาเศรษฐีผู้ชื่นชอบการสะสมของเก่า และกว้านซื้อวัตถุโบราณต้องห้ามทั่วโลกหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากที่ไปซื้อตุ๊กตาลิงต้องคำสาปที่ชื่อว่า Shiriki Utundu มาจากหมู่บ้านในแอฟริกาใต้ และเที่ยงคืนวันที่ 31 ธันวาคม 1899 เจ้าของโรงแรมแห่งนี้ขึ้นลิฟท์ไปยังเพนท์เฮ้าส์ส่วนตัวที่อยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม ระหว่างที่ลิฟท์กำลังขึ้นเขาดับซิการ์ที่สูบอยู่ด้วยการบี้ลงไปที่หัวของตุ๊กตาลิง ทำให้ตุ๊กตาลิงโกรธและสาปเขาทันที ลิฟท์ที่กำลังขึ้นอยู่ก็ดิ่งลงพื้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับการหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยของตุ๊กตาลิงตัวนี้และเจ้าของโรงแรม*



พอเข้าไปถึงด้านในล็อบบี้ก็จะมีพนักงานในชุดเมดเดินมาต้อนรับด้วยใบหน้าบึ้งตึงให้เข้ากับบรรยากาศชวนหลอน และเริ่มอธิบายเรื่องราวต่างๆ ภายในโรงแรมแห่งนี้...แน่นอนว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ เราก็ยิ้มรับทุกคำแบบมึนๆ จากนั้นประตูก็เปิดออกพาไปอีกห้องหนึ่งไปดูรูปเจ้าของโรงแรม และตุ๊กตาลิงที่วางอยู่บนหัวบันได สักพักก็เกิดเหตุการณ์ไฟดับ ฟ้าผ่า และตุ๊กตาลิงก็หายไป ทุกคนก็ฮือฮากันใหญ่ แต่อันนี้ไม่ตื่นเต้นเพราะเราเคยเจอแนวๆ นี้จาก USJ ที่โอซาก้ามาแล้ว หลังจากนั้นคุณเมดก็จะพาไปอีกห้องหนึ่งและชี้ๆ ให้ไปยืนตามตัวเลขซึ่งมีตั้งแต่เบอร์ 1-6 บนพื้น แต่ละเลขมี 3 ที่และ 4 ที่ จากนั้นก็มีประกาศว่าให้ถอดที่คาดผมรวมถึงแว่นตาออกให้หมด รวมถึงกระเป๋าก็ให้วางบนพื้น พออธิบายจบประตูห้องก็เปิดออกเป็นที่นั่งแบ่งเป็น 4-3 เราก็เดินไปนั่งตามตัวเลขที่คุณเมดให้เรายืนตอนแรกและรัดเข็มขัดให้เรียบร้อย



เป็นเรื่องปกติที่พนักงานจะเข้ามาเช็คความแน่นหนาของเซฟตี้ แต่รอบนี้พนักงานทุกคนหน้าเคร่งเครียดและจริงจังกับการเดินดึงเซฟตี้ล็อกมากๆ จนเราแอบหวั่นใจไม่ได้ว่าเครื่องเล่นนี้มันจะตีลังกาวิ่งรึเปล่า จากนั้นคุณเมดก็ยืนบ๊ายบายด้วยสีหน้าดุ พนักงานใน Disney Resort ทุกคนควรได้รับรางวัลออสการ์ค่ะ


ทันทีที่ประตูปิดลง ทั้งห้องก็มืดจนมองอะไรไม่เห็น แต่รู้สึกได้ว่าที่นั่งถูกดึงขั้นไปด้านบนช้าๆ และประตูก็เปิดออกอีกครั้งเจอกับตุ๊กตาลิงตัวนั้นออกมาพูดๆๆ พร้อมกับแสงสีเขียวแว๊บๆ ยังหันไปคุยกับพี่ฝนอยู่เลยว่าสงสัยจะพาไปสำรวจทีละชั้นมั้ง แต่แล้วนึกขึ้นได้ว่า เดี๋ยวนะ...ถ้ามันพาขึ้นไปทีละชั้นแล้วถึงชั้นบนสุดมันก็ต้องปล่อยลงมาอ่ะดิ... ยังไม่ทันจบคำมันก็ดึงรวดเดียวไปถึงยอดตึกเลยค่ะ เปิดมาอีกทีคือวิว Tokyo Disney Sea ในยามค่ำคืน สมองกำลังประมวนผลว่านี่มันวิวจริงหรือว่าจอ LED แล้วเรามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ยังไม่ทันได้คำตอบ อิเครื่องนี่ก็ทิ้งตัวลงมาทันที แต่มันไม่ได้ปล่อยลงมาทีเดียว เพราะทิ้งตัวลงมานิดนึงเหมือนแกล้งให้เสียวเล่นแล้วก็ดึงขึ้นไปใหม่ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยค่ะ และรอบนี้มันดึงขึ้นไปแล้วปล่อยลงสุดเลย สิ่งที่เห็นตอนนั้นคือถุง Disney ของพี่ฝนที่ซื้อมาลอยกระจายไปคนละทิศ คนละทางตามแรงโน้มถ่วงที่หายไป ทำให้เราหนีบขาล็อกถุงของตัวเองไว้แน่น คือถ้าเครื่องเล่นมันจะขนาดนี้ก็ควรจะมีที่เก็บสัมภาระให้สักหน่อย ถังดัฟฟี่พี่จะกลิ้งออกนอกโลกไปอยู่แล้วค่ะ


แต่สิ่งที่มันเลวร้ายไม่ใช่แค่นั้น เครื่องเล่นนี้มันยังทำร้ายจิตใจของเราด้วยการถ่ายรูปตอนตกลงมาครั้งสุดท้าย มันคือใบหน้าของคนที่กลัวสุดขีดอย่างเรา พอออกมาดูรูปตรงทางออกเท่านั้นแหละ ขำตัวเกร็งกันทุกคนอ่ะ เรากล้าพูดได้ว่ารูปนี้มันเป็นตราบาปทั้งชีวิตของเราอ่ะ ตั้งแต่เล่นเครื่องเล่นแล้วถูกถ่ายรูปมา ไม่ว่าจะเป็นรถไฟตีลังหาหรืออะไรต่างๆ ก็ไม่เคยเลวร้ายถึงขั้นนี้มาก่อน อยากจะถามมากว่าอิรูปแบบเนี้ยะมีคนซื้อไปด้วยเหรอคะ?!




สังเกตว่าคุณป้า 4 คนด้านหน้า หน้าตาดูแฮปปี้กว่าเราอีก


ออกจาก Tower of Terror ก็ถึงเวลาปิดของสวนสนุกพอดี แต่ก็ยังเหลือคนต่อแถวรอเล่นอยู่อีกเยอะเหมือนกัน คาดว่ากว่าจะเล่นหมดก็น่าจะ 4 ทุ่มครึ่งได้ เราพยายามรีบเดินไปรถไฟฟ้าให้เร็ว เพราะกลัวคนจะเยอะ ความจริงไม่ต้องกลัวก็ได้ เพราะคนก็เยอะอยู่แล้วนั่นแหละ จากที่เดินๆ ยืนๆ ใน Tokyo Disney Sea ตั้งแต่ 10.00 - 22.30 น. ก็ยังต้องมายืนต่อบนรถไฟอีกครึ่งชั่วโมง ลากสังขารกลับที่พักได้ด้วยระบบออโตเมติกล้วนๆ เลยค่ะ นิทานเรื่องนีสอนให้รู้ว่า ต่อให้หัวใจวัยใสขนาดไหน แต่ถ้าสภาพร่างกายไม่ไหวก็พังอยู่ดี



ปิดท้ายวันด้วยการเติมพลังจากข้าวหน้าไก่และไข่ข้นจาก Family Mart หลังจากนั้นหัวถึงหมอนได้คือหลับไปเลย ไม่ต้องนับ 1-10 ทั้งนั้น




ปล. ตอนกลับมาแล้วนั่งเขียนบล็อกไปด้วยหาข้อมูลไปด้วยทำให้ค้นพบว่าเราพลาดอะไรไปเยอะเลย แม้ว่าตอนแรกความเมื่อยจะทำให้ละทิ้งทุกอย่างทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า แล้ววิ่งไปหาเก้าอี้พักขาให้เร็วที่สุด แต่ตอนนี้ก็เริ่มจะเสียดาย และมีความคิดว่าจะต้องกลับไปแก้ตัวอีกรอบให้ได้เลย!!!



*ขอบคุณข้อมูล Hotel Hightower จาก disney.wikia




Create Date : 28 สิงหาคม 2560
Last Update : 28 สิงหาคม 2560 0:30:55 น.
Counter : 194 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมีน้อยพุงพลุ้ย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]