เมษายน 2560

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
24
25
27
28
29
30
 
 
All Blog
[HongKong 3rd Times] ความหน้ามืดนี้นั้น...ไม่มีคำบรรยาย (2)




ในที่สุดก็เดินทางมาถึงฮ่องกงโดยสวัสดิภาพด้วยสายการบิน Hong Kong Airline ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว นุ้ยกับพี่ฝนเลยไม่ได้คิดจะไปที่ไหน ซึ่งก็ดีแล้วแหละ เพราะลงจากเครื่องมาก็เหนื่อยล้าร่างพังมาก ถ้าตัดสินใจไปดิสนีย์แลนด์ต่อคงวอดวายกลายร่างกันทั้งสองคน ผ่าน ตม. ออกมาเสร็จก็ไปซื้อ Sim ตามประสาคนติดมือถือ ขาดอะไรก็ขาดได้ แต่ถ้าขาด 4G/Wi-Fi ชีวิตคงพังแน่นอน รอบนี้ค่อนข้างจะเร็วเพราะคนยังไม่ค่อยเยอะ แถมนุ้ยกับพี่ฝนก็เอามาแค่เป้คนละใบ เลยไม่ต้องไปนั่งรอกระเป๋า

ส่วนการนั่ง Airport Bus เข้าเมืองนั้น บอกเลยว่ากล้วยมากค่ะ การมาฮ่องกงครั้งก่อนๆ นั้น เราทั้งสองคนได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้หมดแล้ว เพราะเราไม่คิดจะไปพักกันที่อื่นนอกจากจิมซาจุ่ย การเข้าเมืองเลยทำได้ง่ายๆ คือ นั่งบัสสาย A21 นั่นเอง (ถ้าเป็นตอนกลางคืนจะเป็นสาย N21 มันคือสายเดียวกัน) ราคา 33 HKD ส่วนใครไม่รีบร้อนอยากนั่งบัสชมวิวสองข้างทางเข้าเมืองก็สามารถมาดูตารางการเดินรถได้ที่ด้านหน้าเลยจ้า



ไปถึงโรงแรมประมาณเก้าโมงกว่าๆ โชคดีที่มีห้องว่าง คุณพี่พนักงานหน้าตาใจดีเลยให้เราเช็คอินได้เลย สวรรค์เลยค่ะ พอขึ้นไปที่ห้องปุ๊บ เราสองคนก็ทิ้งตัวลงนอนปั๊บ พร้อมบอกกันและกันว่า บ่ายๆ ค่อยออกไปหาอะไรกินเนาะ แล้วก็ราตรีสวัสดิ์...ซะที่ไหน เอาจริงๆ ก็นอนไม่หลับเพราะจิตใจไปอยู่ที่งาน Premiere แล้ว ระหว่างนั้นก็คอยเช็คข่าวเรื่อยๆ จากแฟนชาวฮ่องกง ซึ่งก็กรีดร้องกันเต็ม TL อย่างบ้าคลั่ง ตอนแรกก็ว่าจะไป Survey สถานที่จัดงานสักหน่อย แต่ความหิวมันชนะทุกอย่าง หลังจากทำเล่นตัวไม่ยอมกินแซนวิชไก่ชีสบนเครื่องที่คุณแอร์ฯ แจกให้ สุดท้ายก็เลยไปหาข้าวกินกันแถวๆที่พักแทน

ไม่รู้ว่ายังเช้าอยู่รึเปล่า สองข้างทางเหมือนยังไม่ค่อยมีร้านไหนเปิด มันเลยกลายเป็นข้อจำกัด สุดท้ายก็เลือกแวะๆ ร้านไหนก็ได้ที่เปิดอยู่ตอนนั้น สภาพร้านดูบ้านๆ แต่คนกินเยอะมาก เราถือคติคนกินเยอะแปลว่าอร่อย เลยตัดสินใจเดินเข้าร้านไป โชคดีที่ยังพอมีที่นั่งเหลืออยู่บ้าง เมนูก็มีไม่เยอะหลักๆ ก็เป็นพวกบะหมี่กับข้าวต่างๆ นุ้ยก็จำชื่อร้านไม่ได้ด้วย เพราะเป็นภาษาจีนอ่านไม่ออก นุ้ยได้บะหมี่เกี๊ยวกุ้งมาประทังชีวิต ส่วนพี่ฝนได้โจ๊กหมู พร้อมด้วย Milk Tea 2 แก้ว



มันก็เป็นเรื่องปกติที่อาหารของเพื่อนจะน่ากินกว่าของตัวเองเสมอแหละค่ะ ต่างคนต่างมองหน้ากันและสื่อสารทางแววตา วันหลังกะว่าจะแก้ปัญหาด้วยการผลัดกันสั่งอาหารให้เพื่อนแทน

บะหมี่เกี๊ยวกุ้งที่นุ้ยสั่งมาหน้าตาสุดแสนจะธรรมดา แต่อร่อยแสงออกปาก เกี๊ยวกุ้งเด้งมากกกกกก มีแค่ 5 ลูก แต่กินเสร็จแล้วเหมือนมีกุ้งว่ายอยู่ในพุงประมาณร้อยตัวได้ แฮปปี้มากค่ะ เส้นบะหมี่เหนียว แต่ตอนเคี้ยวกรุบกรอบมาก ราคา 20 กว่า HKD ถือว่าไม่แพงสำหรับที่นี่ แต่ที่แพงคือ Milk Tea ราคาแก้วละ 19 HKD แถมไม่อร่อยเลย บอกไม่ถูก อาจจะเพราะนุ้ยไม่คุ้นชินกับชาฮ่องกงสักเท่าไร แถมยังต้องพยายามกินให้หมดเพราะเสียดายเงิน ชานมบ้าอะไรแก้วละ 90 บาท ขนาดเท่าแก้วกาแฟเย็นเซเว่นไซส์เล็กสุด 

จริงๆแล้วทริปนี้เรายกให้เป็นทริปกระทบไหล่พี่เบน (Benedict Cumberbatch) เวลาที่เหลือในวันแรกก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะตระเวณหาร้านอาหารพื้นๆ เผื่อจะเอามารีวิวบอกชาวบ้านชาวช่องกันบ้าง แต่ก็นั่นแหละ แค่ร้านแรกก็อิ่มพุงแตกแล้วค่ะ ออกมาจากร้านฝนก็ตกปรอยๆ ถึงปานกลาง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เห็นมีใครกางร่มกันเลยสักคน จริงๆนุ้ยกับพี่ฝนพกร่มไปนะ พอเห็นคนอื่นไม่กางร่ม ก็เลยหลิ่วตาตามบ้าง ผลคือผมที่ม้วนลอนมาเหยียดตัวตรงเด๊ะเลยค่ะ 

วันแรกที่มาถึงฮ่องกงเราก็ไม่ได้วางแผนจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอยู่แล้ว ก็เลยถือโอกาสช็อปปิ้งไปเลยแล้วกัน ก่อนวันไปฮ่องกงไปเดินช็อปปิ้งสวยๆ ที่ Paragan แล้วถูกใจกระเป๋าใบหนึ่งใน Zara พอตัดสินใจว่าจะซื้อทั้งทีก็เลยลองเสิร์ทหาดูซิ Shop ที่ฮ่องกงมีมั้ยเอ่ย ราคาเท่าไร ถูกกว่ารึเปล่า ถ้าถูกกว่าสักร้อย สองร้อยก็จะอดใจไปหิ้วกลับมา ซึ่งพอเช็คราคาแล้ว อื้อหือ...ถูกกว่าที่ไหน 500 กว่าบาท นุ้ยถึงขั้นกดเครื่องคิดเลขหลายรอบมาก เพราะคิดว่ามันไม่น่าจะถูกกว่าขนาดนั้น ซึ่งก็นั่นแหละ มันถูกกว่าจริงๆ แล้วมันมีสองสี เหมาเลยค่ะ เหมามันให้หมด!!! 

นั่งเสิร์ทหา Shop ที่ฮ่องกงก็สาขาที่ใกล้ที่สุด ณ ตอนนั้นอยู่ที่ห้าง Harbour City นุ้ยและพี่ฝนก็ทำการพุ่งตัวไปให้เร็วที่สุด และแล้วก็เจอกระเป๋าใบที่หมายตาไว้...ตอนกำลังจะเดินไปจ่ายเงินเห็นว่าตัวคล้องที่สายกระเป๋ามันหัก เลยถามพนักงานว่ามีใบใหม่รึเปล่า พนักงานจิ้มๆ เครื่อง PDA เช็คสต๊อกของแล้วก็บอกว่าของสาขานี้หมดแล้ว แต่ถ้าจะเอานางจะไปเอาให้ที่อีกสาขาหนึ่ง ใช้เวลารอประมาณ 20 นาที คือนุ้ยก็อยากได้ ก็โอเค ยอมรอก็ได้ค่ะ ระหว่างรอก็เดินๆ ดูของในร้านไป เดินวนจนครบทุกซอกทุกมุม ครึ่งชั่วโมงผ่านไป พนักงานคนเดิมที่รับเรื่องก็ยังไม่มาสักที โอเค ไม่เป็นไร นางอาจจะต้องใช้เวลา เราอยากได้ เรารอได้ค่ะ ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง พี่ฝนเริ่มปวดขา เดินออกไปนั่งรอที่เก้าอี้หน้าร้านละ พนักงานก็ยังไม่มา จนสุดท้ายทนไม่ไหว ไปถามพนักงานอีกคน นางก็เช็คสต๊อกแล้วพูด Dialogue เดิมกับพนักงานคนแรกเหมือนท่องตามกันมาเลยค่ะ นี่เลยบอกไปว่าเมื่อกี้บอกพนักงานคนแรกไปแล้ว เขาก็ให้รอ 20 นาที นี่ผ่านมาเป็นชั่วโมงจ้า ของอยู่สาขาไหนเดี๋ยวไปซื้อเองคงเร็วกว่า นางบอกว่าอ๋อ..ของอยู่ฝั่ง Central โอเค จบ...เดี๋ยวนั่ง MTR ไป แต่พอเดินออกมาจากร้านความขี้เกียจก็ฝังตัว สุดท้ายก็เดินเข้าร้านไปอีกรอบ คว้ากระเป๋าอีกใบออกไปจ่ายเงิน ซื้อเสร็จกลับมาเช็คราคาในเว็บของไทยเพื่อพบว่าอิใบที่ซื้อออกมาเนี่ย แพงกว่าที่ไทย 200 บาท โอ้โห...ความหน้ามืดนี้นั้น...ไม่มีคำบรรยาย



ตอนหน้าจะพาไปตระลุยกันติ่มซำแบบไม่ธรรมดา เพราะเป็นติ่มซำคาแรคเตอร์พิเศษกันจ้า 



Create Date : 23 เมษายน 2560
Last Update : 23 เมษายน 2560 15:36:26 น.
Counter : 262 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมีน้อยพุงพลุ้ย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]