มีนาคม 2557

 
 
 
 
 
 
2
3
4
6
7
8
9
11
12
13
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
Hello HongKong ตอนที่ 5 : เงินหายในต่างแดน
เงินหายในต่างแดน



หลังจากฝากกระเพาะไว้ที่ Yoshinoya เป็นครั้งที่ 2 ของทริป และไม่สามารถแก้แค้นด้วยการกินหม้อไฟ แต่สามารถทดแทนได้ด้วยอุด้งเสร็จ มองนาฬิกาเป็นเวลา 6 โมงเย็น ก็ได้เวลาลุย Avenue of stars ที่ Tsim Sha Tsui 




นุ้ยนั่งรถไฟใต้ดินไป 2 สถานีถ้วน และอยากจะบอกว่าอีสถานี Tsim Sha Tsui นี่ ทางออกล้านแปดมากๆ ต้องกางแผนที่ดูให้ชัดๆเลยว่าจะไปไหนต้องออกประตูอะไร คือมันมีหลายประตู ตั้งแต่ A ยัน P แล้วคือ มันมี A1 A2 ด้วยนะ ออกผิดประตูอาจจะได้ไปโผล่ที่ดาวอังคาร แต่ถ้าจะไป Avenue of stars ออกประตู J เลยค่ะ มีป้ายบอกตลอดทาง แต่คือนุ้ยก็ได้เรื่องเพราะอีรองเท้าบู๊ทที่ใส่มันกัดน่อง... ค่ะ มันกัดน่อง ปลวกมากกกกกก เดินไปก็เสียวแปล๊บ รู้สึกถึงตุ่มน้ำที่น่องพองตัวกำลังเสียดสีอย่างสนิทสนมกับขอบรองเท้าบู๊ทได้ทันที เลยแวะร้านขายของในสถานีนั่นแหละ จำไม่ได้ว่าใช่ 7-11 รึเปล่า คือตอนนั้นเห็นร้านอะไรก็พุ่งตัวเข้าใส่ คว้าพลาสเตอร์แปะแผลมา 1 กล่อง และมันก็แพงด้วยค่ะ 1 กล่องราคา 19 HKD 25 ชิ้น คิดเป็นเงินไทย.... 80 บาท….. เฉลี่ยชิ้นละ 3 บาทกว่าๆ.....




แต่เนื่อจากใส่รองเท้าบู๊ทยาวขึ้นมาถึงเข่า แน่นอนว่ามันถอดยาก ครั้นจะให้นั่งเรี่ยราดกับพื้นหน้าร้านถกกางเกงถอดรองเท้าก็จะเสียชื่อกุลสตรีไทย ก็เลยกัดฟันทนเดินไป Avenue of stars ซึ่งมันก็ไกลเหลือเกิน สุดท้ายโผล่ขึ้นมาสูดอากาศได้ก็หาที่นั่งแปะพลาสเตอร์ทันที แต่บังเอิญหันไปเจอห้องน้ำสาธารณะที่ทางเดินไป Avenue of stars ก็ เออ… เข้าไปแปะในนั้นแล้วกัน แต่อยากจะบอกว่าคิดผิดมาก ห้องน้ำสาธารณะเป็นอะไรที่สะพรึง บอกเลย อย่าได้พาตัวเองเข้าไป เพราะไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยาย เทียบกับห้องน้ำที่อนุสาวรีย์นี่ ที่อนุสาวรีย์สะอาดกว่าเยอะมาก




พอแปะพลาสเตอร์เสร็จก็พร้อมเดินไป Avenue of stars ต่อ ซึ่งหนทางก็ยังอีกไกลนัก อากาศก็หนาว แล้วแถวนั้นลมแรงมาก พัดตลอดเวลา พัดทีตัวแทบปลิว หนาวจนกระดูกกรอบ จำได้ลางๆว่าที่นั่นมีร้านสคาร์บัค เลยฮึดเดินหาตั้งแต่สถานีรถไฟไปหอนาฬิกาก็ไม่เจอ จะเปิดโทรศัพท์เซิร์ทดูแต่มันก็ปิดตัวเองไปก่อนเพราะแบตหมด (มารู้ทีหลังว่าเดินผิดฝั่ง คอยดูนะ กลับไปฮ่องกงอีกรอบจะไปแก้แค้น) แถวๆ Avenue of stars ก็เหมือนกำลังก่อสร้างอะไรอยู่ด้วย แถมวันรุ่งขึ้นก็จะเป็นวันวาเลนไทน์ เลยเต็มไปด้วยสารพัดซุ้มหัวใจ ซุ้มเจ้าบ่าย-เจ้าสาว ซุ้มดอกกุหลาบ เห็นแล้วอยากจะขาคู่ให้ล้มไปให้หมด ส่วนใหญ่ก็มากันเป็นคู่ๆ เดินกอดกันแทบจะสิงร่างกันอยู่แล้ว ไม่ใช่อะไรคือนุ้ยอิจฉา




เป้าหมายของการไป Avenue of stars คือจะเดินไปดู Symphony of lights (SOL) มันเป็นการแสดงไฟ LED และแสงเลเซอร์ประกอบเพลงจากตึกสูงฝั่งฮ่องกง เริ่มแสดงตอนเวลาสองทุ่มตรง เหลือเวลาอีกเป็นชั่วโมงก็เลยเดินหาที่นั่งเพราะไม่สามารถสู้กับลมได้จริง ลมพัดตลอดเวลานุ้ยเลยน้ำมูกไหล ต้องสูดจมูกเป็นระยะๆ อยู่ดีๆก็มีสาวฮ่องกงนางนึงที่นั่งม้านั่งข้างๆหันมาทัก นางทักเป็นภาษาจีน ซึ่งนุ้ยก็ไม่รู้ว่าอะไร เลยหันไปบอกนางเป็นอิ้งค์ว่า Sorry, I don't understand cantonese นางก็สตั๊นไปสามวิ แล้วตอบกลับมาว่า Don't cry คือไม่ได้ร้องไห้ค่ะ คือเป็นหวัดค่ะ พอตอบนางไปนางเลยหน้าเจื่อนจ้า สักพักนางก็มีหนุ่มเอาดอกไม้มาให้ แอร๊ยยยยยยยยยยย นางคงคิดว่านุ้ยอกหักรักคุดผู้ชายเบี้ยวนัดก่อนวันวาเลนไทน์ แล้วมานั่งร้องไห้สินะ......... สักพักผู้ชายของนางก็เดินไปสูบบุหรี่ เพื่อนสาวของนางอีกคนก็ปรี่เข้ามาหาแล้ววี๊ดว๊าย.... คือเกรงใจกันบ้างนะ..... นี่นั่งหัวโด่อยู่คนเดียว เห็นมะ.... อารมณ์เสียขั้นแม็กซ์เลยค่ะ




นั่งตากลมจน SOL เริ่ม ก็วิ่งไปเกาะราวเหล็กใกล้ๆท่าเรือเฟอร์รี่ แต่แบบผิดคาด มันไม่ได้อลังการอย่างที่เคยคิดเลย มีแต่ไฟกระพริบ สลับกับเลเซอร์บนยอดตึกฝั่งฮ่องกง บวกกับเสียงเพลงตุ้งแช่แบบจีนๆ 






และแล้วเรื่องเอี้ยๆก็เกิดขึ้นกับนุ้ยเมื่อล้วงกระเป๋าหลังของกางเกงแล้วไม่เจอแบงค์ 500 เหรียญใบสุดท้าย ซึ่งเป็นเงินในส่วนของวันพรุ่งนี้......


ใจหายแว๊บบบบบไปที่ตาตุ่ม พยายามคิดว่าเอาไปเก็บไว้กระเป๋าอื่นแล้วลืมไว้รึเปล่า แต่หายังไงก็ไม่เจอ สรุปแบบเร็วๆผ่านสมองส่วนหน้าได้ว่า เงินหาย!!! 


ต้องบอกก่อนว่าปกตินุ้ยจะเก็บเงินทั้งหมดไว้ใน Money Belt แต่วันนี้เหลือแบงค์ 500 เหรียญที่เป็นรูปนกฟีนิกซ์แค่ใบเดียวเลยขี้เกียจคาด Money Belt เนื่องจากมันอึดอัด ก็เลยพับใส่กระเป๋ากางเกงข้างหลัง เพราะความประมาทแท้ๆเลย โชคดีที่ช็อปปิ้งไปหมดแล้ว เงินที่เหลือก็กะจะเอาไว้ซื้อของฝาก นั่งค้นในตัวเหลือแบงค์เศษๆรวมเหรียญทั้งหมดประมาณ 200 HKD กว่าๆ คือถ้าใช้แค่กินข้าวก็น่าจะพอ แต่นุ้ยยังเหลือเป้าหมายในการเดินทางพรุ่งนี้เนี่ยสิ บอกตามตรงว่าหมดสนุกเลย ตอนนั้น SOL ยังไม่จบ แต่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะดู คาดว่าอาจจะตกตอนเข้าห้องน้ำระหว่างทางก็ได้ ในหัวก็คิดว่าจะทำยังไงดี จริงๆก็มีบัตรเครดิตเอาไว้รูดเผื่อฉุกเฉิน แต่ว่าถ้าไปซื้อของเล็กๆน้อยๆ หรือสั่งอาหารในร้านฟาดฟู้ดก็คงรูดไม่ได้ เลยตัดสินใจเดินกลับไปที่รถไฟใต้ดินผ่านธนาคาร Hang Seng เห็นตู้ ATM อยู่เลยเสี่ยงเอาบัตรเดบิตขึ้นมาลองกดดู ทั้งๆที่ไม่ได้แจ้งธนาคารจากที่ไทยไว้ แต่ผิดคาด มันกดได้ด้วยค่ะ!! กรี๊ดดดดดดดดดดด รอดตายแล้วววววว สุดท้ายก็กดออกมา 500 HKD ขอบคุณธนาคารสีเขียวที่ทำให้ชีวิตหนูไม่ยุ่งยากยามตกที่นั่งลำบากในต่างแดนนะคะ




ใจจริงก็แอบเสียดายเงินนะ 500 HKD คิดเป็นเงินไทยก็ตั้ง สองพันกว่าบาท หายไปแบบไร้ร่องรอย ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยทำเงินหายเลย นี่ครั้งแรก แถมยังหายที่ต่างประเทศอีก ที่สำคัญคือโดนค่าธรรมเนียมกดเงินต่างประเทศ 100 บาท แต่ก็คิดว่ามาเที่ยว ไม่อยากให้เรื่องแค่นี้ทำให้ทุกอย่างกร่อย 


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเดินทางไปไหนมาไหนตัวคนเดียวหรือหลายคนก็ตามไม่ควรประมาท เพราะเรื่องไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา และการเก็บเงินก็ควรแยกเอาไว้หลายๆที่ คือนุ้ยก็แยกไว้แล้วแหละ แต่อีแบงค์ห้าร้อยซึ่งเป็นแบงค์ใหญ่ที่สุดมันดันหายไปเท่านั้นเอง ยังโชคดีที่กดเงินจากตู้ ATM ได้ ถ้ากดไม่ได้นุ้ยก็คงต้องใช้ชีวิตอีก 1 วันด้วยเงินเพียงแค่ 200 กว่าเหรียญ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะพอรึเปล่า 



จุดหมายปลายทางต่อไปคือการตระเวนกิน!!!


มาถึง Tsim Sha Tsui ทั้งทีก็เลยกางแผนที่เดินไปออกประตู B2 โผล่ขึ้นมาที่ถนน Cameron Road ผ่านโรงแรม Benito ที่จองไว้ตอนแรกด้วย เดินตรงไปเรื่อยๆก็จะเจอร้าน Charlie Brown Cafe หาของหวานกินคลายเครียด ตอนที่เดินผ่านก็แอบเห็นร้าน Sushi One เลยหมายมั่นปั้นมือว่ากินของหวานที่ Charlie Brown Cafe ก่อน พอสี่ทุ่มก็ค่อยมาต่อ Sushi One




จำไม่ได้แล้วว่าสั่งอะไรไป แต่แน่ๆคือ ช็อกโกแลตชีสเค้ก ส่วนเครื่องดื่ม อะไรเฟรปเป้สักอย่าง ลืมแล้วเหมือนกัน แต่วิปครีมเหลวมากกกกก ไม่ผ่านนะคะ กรีนทีลาเต้ก็ไม่มี ตอนพนักงานมาเสริฟ โต๊ะข้างๆก็หันมามอง ตีความจากสายตาได้ประมาณว่า 'อากาศก็หนาวจนเครื่องในม้วนรวมกันแล้วยังจะสั่งน้ำแข็งมาทำร้ายตับ ไต ไส้ พุงอีกหรือ????' แต่นุ้ยก็ถือคติหนามยอกเอาหนามบ่งค่ะ จริงๆก็เปล่าหรอก ปากก็พูดไปตามสัญชาตญาณ ตอนสั่งก็ลืมไปเหมือนกันว่าหนาว กินไปก็ขนลุกไป




พอสี่ทุ่มก็ได้เวลาลุย Sushi One ต่อ คนก็เริ่มมาต่อแถวหน้าร้านกันแล้ว จะแนะนำว่าถ้ามากินหลังสี่ทุ่ม ทุกอย่างลด 50% แต่ไม่รวมเครื่องดื่ม และมีข้อแม้ว่าต้องสั่งขั้นต่ำ 80 HKD ขึ้นไปต่อบิล ตอนต่อแถวรอหน้าร้าน พนักงานก็จะเอาใบรายการมาให้จดว่าจะกินอะไรบ้าง ก็เขียนลงไปว่าจะเอากี่ที่ ข้อเสียคือมันไม่มีรูปอ่ะ คือจะรู้ได้ไงว่าอันไหนอะไร แม้ว่าจะมีภาษาอังกฤษให้ก็จริง แต่บางอันมันก็จินตนาการไม่ออก นุ้ยก็เลยขีดอันที่เป็นแซลมอนรัวๆ ทั้งข้าวปั้นหน้าแซลมอน ซาซิมิแซลมอน ส่วนอันอื่นก็แล้วแต่สมองจะจินตนาการ ด้วยความที่กลัวจะไม่ถึง 80 HKD ก็เลยขีดไป 6 อย่างได้ แต่ข้าวปั้นแซลมอนนี่สั่ง 3 ชุด ไม่นานพนักงานก็เรียกเข้าไปนั่งในร้าน อาจจะโชคดีที่ไปคนเดียว ก็เลยได้ที่นั่งเร็ว พอเข้าไปทุกที่นั่งจะมีน้ำชาร้อนเสิร์ฟให้อยู่แล้ว แต่นุ้ยก็ยังเสร่อสั่งโค้กมาอีก มันชินแล้วจริงๆ




ในร้านจะมีที่นั่งหน้าบาร์ชูชิหมุน กับโต๊ะเดี่ยวๆ แต่นุ้ยมาคนเดียวเลยได้เสียบที่มุมของเค้าเตอร์ตรงซูชิหมุนแทน ซึ่งข้อเสียของมันคือที่มันเล็กมาก วางจานแต่จะไม่พอ ต้องขอเบียดพื้นที่ข้างๆ




ตอกแรกข้าวปั้นหน้าแซลมอนมา 6 ชิ้นยังคีบชิลๆ แต่สักพักไอ้ที่สั่งเอาไว้มันมารุมกันสองจานยาวๆ จนหนุ่มฮ่องกงที่นั่งข้างๆหันมามอง ก็ได้แต่ยิ้มด้วยความเขินอายแล้วคีบข้าวปั้นเข้าปากรัวๆ บอกตามตรงว่าประเมินตัวเองสูงไป นึกว่าจะชิลๆ ที่ไหนได้ พอกินเข้าไปได้ไม่กี่คำ ทุกอย่างมันก็จุกอยู่ที่คอ ยัดไม่ลงแล้วจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ซัดชีสเค้กเข้าไป ได้แต่นั่งเคี้ยวไปเรื่อยๆ ทรมานตัวเองแท้ๆ





พอเอาเข้าจริงๆแล้วพวกซาซิมิ และซูชิที่ฮ่องกงไม่อร่อยแบบที่คิด เนื้อแซลมอนค่อนข้างเหลว ข้าวปั้นหน้าปูอลาสก้าก็เนื้อจืดๆ ปูอัดนี่เหมือนแป้งต้มในร้านหมูกะทะ ส่วนหน้าไข่หวานนี่ไข่แห้งมาก พลาดอย่างแรง อย่างเดียวที่อร่อยในร้านคือหัวไขเท้าที่รองแซลมอน 


สุดท้ายก็เกินจะยัดลงท้อง เหลือข้าวปั้นหน้าละ 1ชิ้น เลยเรียกพนักงานเช็คบิล พนักงานที่นี่ก็เรียกยากเหลือเกิน ยิ่งกว่าพนักงานหมูกะทะร้านปลาทองแถวอนุสาวรีย์อีก เรียกอยู่สามสี่รอบ กว่าจะได้บิลมาจ่ายเงิน ทั้งหมดราคา 149 HKD จ้า คิดเป็นเงินไทย 600 กว่าบาท แอบแพงนะ ราคานี้กิน Nippon Kai ได้เลย พอออกจากร้านก็หน้าซีดค่ะ ใกล้จะเที่ยงคืนเต็มที และเกรงว่ารถไฟใต้ดินจะหมด การมาเที่ยวต่างประเทศแล้วโบกแท็กซี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดจะทำเนื่องจากหนึ่ง ไม่รู้ทาง และสอง มันแพง ซึ่งข้อสองเนี่ยสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นจ้ำไปรถไฟใต้ดินให้ไวเลยค่ะ




เวลาใกล้เที่ยงคืนแบบนี้ รถไฟใต้ดินจะเป็นของเรานะคะ โล่งเกือบทั้งขบวนเลยเชียว




To be continued...





Create Date : 05 มีนาคม 2557
Last Update : 6 มีนาคม 2557 0:06:35 น.
Counter : 540 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมีน้อยพุงพลุ้ย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]