สิงหาคม 2555

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog
เชียงใหม่แบบรีบๆ (2)

ผมไม่รู้ว่าเชียงใหม่กับอยุธยานี่ที่ไหนวัดเยอะกว่ากัน รู้แต่วว่าเชียงใหม่นี่มีวัด"ถี่" กว่าอยุธยามาก

อยุธยานี่เป็นเกาะเมืองนะครับถนนสายหนึ่งนี่เอาเฉพาะยาวด้านหนึ่งของเกาะเมือง

นี่ก็มีราวๆหกเจ็ดวัดแต่ของเชียงใหม่นี่ถี่กว่านั้น เฉพาะถนนที่เป็นกาดคนเดินในวันอาทิตย์

แต่วันปกติเป็นเส้นทางสัญจรนี่ ก็ปาเข้าไปเจ็ดแปดวัดแล้ว

พุทธสานิกชนที่ดีอย่างผมนี่ไปไหนก็ต้องเข้าไปวัดสักหน่อย

ส่วนหนึ่งก็ไปขอพรขอโชคขอลาภตามประสาคนที่ยังติดอยู่ในวัฎฎะปกติ

อีกส่วนหนึ่งผมเป็นคนชอบดูงานพุทธศิลป์ครับ

ไอ้การเสพย์ความเป็นทิพย์ของงานพุทธศิลป์นี่ไม่ได้ทำได้บ่อยๆหรอก

ความงามอ่อนช้อยของพระพุทธรูป ความประณีตของงานสกุลช่าง

ตามจิตรกรรมฝาผนังโบราณนี่มันวิเศษนะครับ

ได้ดูได้เสพย์แล้วมันจะเป็นทิพย์แก่ตาแก่หู และก็อยากจะครอบครองตามกิเลสที่เดียว

พระสมัยรัชกาล สิงห์หนึ่ง สิงห์สอง สุโขทัย ลพบุรีอยุธยาเชียงแสน นี่ผมอยากได้หมด

เทียวๆไปเดินตามเมืองเก่าตามวัดร้างทีไร อดอยากจะขุด

จะหาพระกันเสียอยู่บ่อยๆ

จนใครๆเขาก็หาว่าผมเป็นโจรปล้นกรุเสียแล้ว แหะๆ คนมันชอบ























ผมเดินเข้าออกเข้าออกวัดอยู่ห้าหกวัดเท่าที่จำได้ จนกระทั่งฟ้ามืด

เมื่อยครับ เดินกาดคนเดินเชียงใหม่ตั้งแต่หัวถนนไปจนสุดทางแล้วกลับนี่ราวๆสามกิโลได้

เราเดินซื้อของกันเพลินๆแล้วก็เลยได้ของมาคนละหลายๆอย่าง

ราคาของก็จัดว่าถูกมาก ถ้าคิดจะมาช๊อบปิ้งละก็ กาดคนเดินท่าแพวันอาทิตย์เลยครับ

แต่แนะนำให้พกยาหม่องทาแก้ปวดขามาด้วย เพราะไกลเอาเรื่องเหมือนกัน





ครั้งกระโน้นเมื่อคราวมาดอยสุเทพนี่จำได้ว่าไม่เกิน ม.6 ร่างกายฟิ๊ตเปรี๊ยะ

เรียกว่าถ้าจะให้ขึ้นลงบันไดสามสี่ร้อยนี่สามารถแถมให้อีกสองรอบยังได้

แต่มารอบนี้มันสี่สิบกว่า ไอ้บันไดสามร้อยสี่ร้อยขั้นนี่เข้าขั้นสาหัสสากรรจ์ทีเดียว

แต่ครั้นจะขึ้นกระเช้าลาก มันก็จะดูเสียเชิงไปสักนิด

ผมจึงยกมือขึ้นพนมแล้วอฐิษฐานจิตว่าถ้าลูกยังมีบุญแล้วไซร์

ขอให้ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าด้วยประการทั้งปวงในครั้งนี้

จงกลายเป็นผลบุญอุทิศตรงต่อบวรพุธศาสนาให้ยืนยาวสืบไป

ว่าแล้วก็กราบในใจสามที  แล้วลุย..







สามสิบนาที่หรือน้อยกว่านั้นผมก็มานั่งหอบเรี่ยราดอยู่หน้าองค์พระธาตุ

ดอยสุเทพด้านบนวันนี้ฟ้าปิดครับ อากาศค่อนข้างจะออกหนาวทีเดียว

ฝนที่ฝรั่งมันเรียก Shower นี่โปรยตลอดเวลา ผมจึงถ่าภาพพระธาตุดอยสุเทพ

และทัศนียภาพได้แบบหม่นๆหน่อย








เมื่อสักการะองค์พระธาตุดอยสุเทพเสร็จก็พอดีกับฝนจริงเริ่มมา 

ทัวร์นมัสการพระธาตุดอยสุเทพจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ 

แต่ก่อนกลับฝมก็ได้เห็นฟ้าเปิดอยู่ราวๆสองสามนาที 

ภาพตัวเมืองเชียงใหม่จากมุมสูง

จึงได้มีเข้ามาอยู่ในกล้องบ้างแต่เพียงห้าหกรูป 

แต่ก็เป็นรูปที่ผมชอบที่สุดเลยนะครับของทริปนี้

ผมว่ามันสวยดี สวยอีตรงที่มันแย้งกันอยู่นั่นแหละ 

เมืองที่มีภูเขาล้อมรอบ ในหุบเขา

มีแต่ตึกรามบ้านช่องผุดเต็มไปหมดเสมือนหนึ่งว่า

เมืองกับธรรมชาติกำลังแย่งชิงพื้นที่กัน






กลับลงจากดอยสุเทพทริปเราก็ขับรถผ่านสวนสัตว์เชียงใหม่

แล้วก็ให้ได้นึกขึ้นมาว่า เรายังไม่ได้ไปนมัสการสัตว์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่เลย

มาทั้งที ไปนมัสการกันหน่อยปะไร ไปครับไปนมัสการหมีแพนด้าหลินปิงกัน






ค่าเข้าสวนสัตว์คนละ 100 บาท ค่ารถไฟโมโนเรล 70 บาท ค่าเข้าไปดูหมีสองตัว

นั่งทำตะเกียบ อีกตัวเดินเพ่นพ่านแบบกลุ้มใจไปมาอีก 100 บาท

ผมว่า 270 บาทนี่มันแพงไปสักหน่อยกับค่าตัวของสัตว์ประจำจังหวัดเชียงใหม่

ถึงว่า มันน่าจะเป็นรายได้หลักของสวนสัตว์นี้ละมั๊ง เขาจึงยังไม่ยอมคืนให้กับทางประเทศจีน

เพราะถ้าคืนไปแล้ว แล้วเก็บตัง 270 บาทมาดูช้างไทยดูหมีควายไทย

ผมว่าไม่มีใครมาเที่ยวสวนสัตว์นี้แน่นอนพนันกันได้







เช้าสุดท้ายกับเชียงใหม่ก่อนกลับบ้าน ผมแวะไปดูไอ้ที่อยากจะรู้อีกรายการหนึ่งคือแวะไปดู

ลัดดาแลนด์ แดนผีสิง แต่ก็ไม่ได้เข้าไปดูอะไรนะครับ แค่ขับรถไปจอดแล้วมองๆเข้าไป

เห็นก็แต่ต้นไม้ต้นไร่ไม่มีอะไรหรอก แต่ถามว่าอยากเดินเข้าไปดูไหม ก็อยากนะแต่ขอเป็นพากันไปสักสิบยี่สิบคนเห็นจะดีกว่าไปสามคนตอนนี้แน่ๆ เราก็เลยได้แต่มองๆเอา แล้วก็ออกรถตรงกลับกรุงเทพกันในสายๆวันนั้น



จำได้ว่าคราวที่มาเชียงใหม่สักสิบกว่าปีที่แล้วนี่น่าประทับใจมาก

เมืองไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไหร่ คือยังดูมีเสนห์ เป็นเมืองที่เวลาเดินช้า

แลดูเรียบๆ คือถ้าเป็นผู้หญิงนี่ก็สาวเครือฟ้าประมาณนั้น

เนิบนาบ อ่อนช้อย ค่อยๆไป มีจริตอย่างลึกลับ บ้านเมืองก็ไม่อีรุงตุงนัง

แบบตอนนี้ บ้านไม่เก่าๆ เรือนขายของที่เป็นแบบเรือนทางเหนือแบบลำปาง

ลำพูนขนาบไปตามถนนสองข้างทาง ที่เดินผ่านไปแล้วมีแต่รอยยิ้มมันหายไป

มาเที่ยวนี้ผมจึงไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่

ทุกๆหนึ่งหายใจออก คุณจะเห็นฝรั่งเดินสวนมาในบริเวณกำแพงเมือง

ถนนสายหลักๆในกำแพง ของกินที่เป็นอาหารเมืองหายากมาก

ไอ้ที่น่าจะเป็นร้านข้าวซอย น้ำพริกหนุ่มแกงโฮะ แกงวัวตั๋วลายนั้น

แปรเปลี่ยนเป็นเกสต์เฮาส์และร้านกาแฟและร้านขายของชำไปหมด

มองไปทางไหนก็จะเห็นวัฒนธรรมไอ้ที่เรียกกันว่า"ชิว ชิว" ที่น่ารังเกียจอยู่เกลื่อน

ผมเป็นคนไม่ชอบเลยไอ้"ชิว ชิว" นี่ ไม่มันจะ"ชิว"ไปทำไม ตอนอยู่กรุงเทพนี่ผมเข้าใจ

ว่ามันเป็นเมืองหลวง เป็นเมืองใหม่ มีความทันสมัย ต้องหรูหรา นี่ผมพอรับได้

จะชิวจะเท่ก็ว่ากันไปเพราะกรุงเทพฯมันไม่ได้มีวัฒนธรรมเชิงลึก

เหมือนที่อื่นอย่างเชียงใหม่ อย่างอยุธยาเขา

มาเชียงใหม่เที่ยวนี้ผมเลยเจอแต่ภาพเชียงใหม่ที่ "ใหม่" จริงๆสำหรับผม

นักท่องเที่ยวต่างชาติยกตีนขึ้นวางโต๊ะนั่งสูบบุหรี่ด้วยอาการ"ชิว ชิว"

ตามร้านกาแฟ บ้างก็นั่งดื่มเหล้าอยู่ในผับเสียงดังโครมคราม

บ้างก็ขี่มอเตอร์ไซด์ขับร่อนฉวัดเฉวียนไปมา

ผมเองชักสงสัยเหมือนกันว่า ตกลงเราโฆษณาให้เขามาเชียงใหม่เพื่อมาทำอะไร

มา"ชิว ชิว" มาเปลี่ยนที่ฟังเพลง เปลี่ยนที่สูบบุหรี เปลี่ยนที่กินเหล้า

หรือให้เขามาชมวัฒนธรรมเมืองเหนือ ของเราแล้วซึมซาบเอามันกลับไปบ้านเขากันแน่

แล้วผมก็หายใจออกอย่างเสียดายว่า

อีกไม่นานนัก เชียงใหม่เมืองที่เป็นเสมือนตัวแทนของภาคเหนือ

เมืองที่เป็นเหมือนสาวนุ่งซิ่นตีนจกไหม ทัดดอกเก็จถวา กางจ้องเดินกาดเช้า

คงจะกลายเป็นสาวกรุ่งนุ่งสั้น ใส่เสื้อรัดติ้วหิ้วเป๋าใส่แว่น ไปในอีกไม่นานนัก

คิดแล้วก็ก้มกราบพระธาตุเจดีย์หลวง อฐิษฐานในใจให้เวลาของเชียงใหม่เดินช้าลงบ้าง

อย่าไปตามกรุงเทพให้มันเร็วไปนัก ไม่ต้องรีบ"ชิว ชิว"

ประเดี๋ยวมันจะไม่มีที่ให้ผมไปเที่ยว...



.................................................................





Create Date : 30 สิงหาคม 2555
Last Update : 30 สิงหาคม 2555 16:47:20 น.
Counter : 381 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

จะเรียกอะไรบ่อยๆ
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณไปเที่ยวเมืองไทยมาครบหรือยัง ภาคเหนือ ผมไปมาเกือบครบหมดแล้ว... ภาคใต้ เพิ่งไปได้ไม่มากเท่าไหร่ ภาคกลางนี่ทุกจังหวัดครบถ้วน ภาคอีสานนี่ก็คงต้องหาเวลาไปให้ได้ ระหว่างทาง ผมได้พบ ได้เห็นอะไรที่ผมคิดว่าเป็นมุมมอง เป็นความสนุก เป็นความสุข แม้กระทั่งเป็นความทุกข์ ผมก็ใช้กล้องตัวหนึ่ง เก็บภาพเหล่านั้นไว้ เอามาถ่ายทอดลงบนBlog เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เหล่านั้นไป.. . ครูผมเคยบอกว่า "ถ้าคุณวาดรูปด้วยมือไม่ได้...ก็ใช้กล้องกับปากกาวาดแทนก็แล้วกัน" ผมกำลังเร่งมือทำอยู่ครับ