กันยายน 2555

 
 
 
 
 
 
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
สวรรค์ชั้นนิมมานนรดีที่ทีลอซู (1)




















"..โอ๊ย...ใครที่ย้ายไปอุ้มผางนี่แกเอ๊ย เค้าว่าเหมือนไปติดคุก

หนทางนี่แสนลำบาก น้ำตาไหลเลยนะ ใครย้ายไปแถวนั้น

ถ้าไม่โดนแกล้งก็แปลว่าทำงานแย่มาก ไม่ได้กันดารอย่างเดียวนะแก

พ่อจะบอก มันทุรกันดารเลยละ..."


นี่เป็นบทสนทนาระหว่างผมกับพ่อ ก่อนวันที่ผมจะเดินทางไปเยือน

อุ้มผางสักอาทิตย์สองอาทิตย์ ช่วงนั้นและก่อนหน้านั้น

เมื่อคราวโทรศัพท์ไปหาพ่อที่บ้านแล้วพูดถึงเรื่องนี้เมื่อไหร่

พ่อผมก็จะวนเวียนพูดประโยคนี้อยู่เสมอๆว่า

"ไปอุ้มผาง มันลำบากเหมือนไปติดคุก"

เคราะห์หามยามดี พ่อก็ส่งตัวแทนทัวร์เกษียน ซึ่งพ่อไม่สามารถ

เดินทางไปได้เนื่องด้วยกันได้สืบด้วยความเจ็บป่วยทางกาย

ให้ผมไปติดคุกคนเดียว...ดีใจจริง


เรื่องของเรื่องมันเริ่มต้นที่ว่า คราวหนึ่ง ในยามที่พ่อออกทัวร์

เกษียนกับญาติทางฝั่งฝ่ายใน เรียกให้มันดูยากๆไปอย่างนั้น

จริงๆก็คือพี่น้องของพ่อนั่นแหละครับ มีทั้งลุงป้าน้าอา

ญาติสนิทมิตรเชื้อวงศ์เดียวกันทั้งหมด พ่อแกเปรยๆขึ้นมา

ในวงกินข้าวเย็นว่า อยากไปตาก แล้วอาผู้หญิงท่านหนึ่งก็ขันอาสา

จัดทัวร์ขึ้นมาหนึ่งทัวร์ว่าเออนะ จะพาพี่ชายไปตากให้จงได้

แล้วจะพาไปทีลอซู ใครจะไปให้นับหัวไว้ก่อน


ที่ลอซู...ชื่อนี้พาให้ผมไม่ลังเลที่จะยกมือให้อาท่านนับรวมไป

อีกหนึ่งมือทันทีที่ได้ยินชื่อสถานที่ ที่จะไป แถมอีตอนยกมือนั่น

มีพวกมือตึง คือพวกอายุต่ำกว่าสี่สิบยกรวมกันไปอีกสองมือ

รวมอายุต่ำกว่าสี่สิบนี่สามมือ แน่นอน อุ่นใจได้ว่ายังมีเพื่อนไป

คุยเรื่องเดียวกันได้อีกสองคน ส่วนมือที่เหลือที่ยก ดูจะเป็นมือ

ที่ไม่ตึงเท่าไหร่ นับได้อีกหกเจ็ดมือ ที่แน่ๆ มือที่ยกหกเจ็ดมือนั้น

อายุอานามของมือก็ไม่มีมือไหนจะต่ำกว่าหกสิบสักมือ

แต่ก็เอาละหว่า ที่ลอซูเชียวนะ จำได้ว่าคืนนั้นผมนอนฝันไปถึง

กินรีแลนางไม้ ที่โผถลาบินขึ้นฟ้าแล้วผินหน้า

มากวักมือเรียกผมให้ตามไปที่น้ำตกทีลอซู

อันสวยดุจดั่งสรวงสวรรค์ ชั้นนิมมานนรดี ที่เห็นบ่อยๆ

ในโฆษณาเหล้าตอนมืดๆจนชินตา


เชื่อไหมครับ ไอ้เวลาที่เราจะมานั่งรออะไรนานๆนี่

มันเหมือนเวลามันจะแกล้งเดินช้าไปเสียเฉยๆ

แถมมันมักจะมีเงื่อนไขอะไรๆมาทำให้เวลาที่เรารอคอย

มันเลื่อนไปจนสุดท้าย ก็เหมือนจะทดสอบว่าถ้ารอไม่ไหว

ก็เลิกรอไป จะไปทำอะไรก็ไป เลิกรอได้แล้ว

เงื่อนไขแรกที่ผมโดนเวลาทดสอบก็คือ พ่อและแม่ของผม

ยกเลิกการเดินทางไปทัวร์เกษียนทริปนี้ ด้วยเหตุต้องเข้า

โรงหมอไปผ่าตัดอีรุงตุงนังนิดหน่อย

เลยพาให้ต้องงดการเดินทางครั้งนี้ไป แต่ก็นะมันทำให้

ความรู้สึกอยากไปทีลอซูของผมลดลงแค่เพียงครึ่งหนึ่ง

เท่านั้นมันยังเหลืออีกตั้งครึ่งหนึ่ง ฉะนั้นผมก็ตั้งใจอยู่ดีว่า

กูต้องไปแอบดูกินรีเล่นน้ำให้ได้ ก็กูเป็นพรานบุญนี่นา

ชะรอยได้ที จับมาขายพระสุธนสักตัวสองตัวยังคุ้มอยู่





















พอใกล้ๆวันจะไปสักเดือนหนึ่ง เงื่อนไขที่สองก็เขยิบเข้ามา

ทดสอบความอยากไปของผมอีกครั้ง คราวนี้เป็นการทดสอบ

ใหญ่เรียกว่าถ้าไม่ผ่านก็เป็นอันว่าอดไปกันเลยทีเดียว

เงื่อนไขคราวนี้มีว่า ไอ้มือตึงๆอีกสองมือที่ยกสนับสนุนกัน

ว่าจะไปเป็นเพื่อนคุยแก้เหงาคราวน้น ยกเลิก ไปไม่ได้

มือหนึ่งติดงาน งานด่วนเข้ามาเร่ง เลยต้องยกเลิกไป

ส่วนอีกมือหนึ่งนี่ก็เข้าทำนองเดียวกัน คือติดงาน

เด็กลาออก ต้องไปเฝ้าโต๊ะทำงานกลัวรายได้จะหดหาย

เลยก็ต้องของดไปอีกคนโดยปริยาย

เอาแล้วสิ เหลือมือตึงๆอย่างผมคนเดียวแล้วเอาไงดี

คืนนั้นผมกำลังจะมุดหัวเข้านอนตามปกติ

พลันหูไปสะดุดกับโฆษณาไอ้เหล้าเจ้าเดิม แต่คราวนี้เปลี่ยน

เอากินรีออกไป ส่งเอานางไม้สีขาว แอร๊ย...เขียว มาส่งยิ้ม

ให้ผมแทน ผมก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก ก็ยังคงมุดๆหัวเข้านอน

แถมก่อนนอนก็กลุ้มใจไปอีก ว่างานนี้นะ

กุเนี่ยอายุน้อยที่สุดในคณะทัวร์เลยนะ แล้วมันจะไปสนุกอะไร

จะคุยกับใคร จะเล่นกับใคร เอ้อ กลุ้ม....แล้วผมก็ผลอยหลับไป

คืนนั้น น้องนางไม้ขันทอง ก็แอบมากระซิบข้างหูผมว่า

ไปเถิดนะ...ไปหาน้องนาง แล้วน้องเจ้าจะมอบวิญญาณแห่ง

ความเป็นหนุ่มสาวคืนให้ ต่ออายุแก่ๆของผมไปอีกสักสิบปี...

จำได้ว่าคืนนั้นผมนอนยิ้มจนเช้ามาปวดกรามไปสองวัน


ก่อนวันเดินทางก็มีบททดสอบใหม่อีกเป็นบทสุดท้าย

คณะเดินทางถูกเปลี่ยนตัวใหม่หมด

จากพี่ป้าน้าอาลุงฝ่ายใน กลายเป็นป้าๆๆๆๆสักสิบป้าเห็นจะได้

มาเป็นเพื่อนร่วมทางแทน ก็เหตุเดิมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่ม

ติดงานติดการกันไปเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่คราวนี้ไม่ต้องรอ

ให้น้องนางในวรรณคดีที่ไหนมากระซิบกระซาบ ผมตัดสินใจ

เปรี้ยงเดียวและยืนยันว่า "ไปครับ" กับอาผู้หญิง(นึกว่ามีแต่ป้า มีอาด้วย)

ในโทรศัพท์ก่อนวันจะไปสักสามวัน เพื่อเป็นการยืนยัน แต่ก็นึกในใจว่า

งานนี้น้ำลายบูดคาปากแน่ๆ























เช้าวันแรกของการเดินทาง จากบ้านปู่ผมที่พิษณุโลก

รถตู้มาจอดรับพร้อมสมาชิกวัยเกษียนที่เป็นป้าเจ็ดท่าน

เป็นอาสองท่านยังดี มีพี่หนึ่งท่านมาให้เห็นว่าเออน่าจะคุยได้หนึ่งท่าน

แถมคนขับรถที่ดูยังหนุ่มๆอีกหนึ่งชีวิต เช้านั้นหลังจากขึ้นรถตู้

ผมก็จองที่นั่งหลังหลับรวดเดียวยาวร้อยเจ็ดสิบกว่ากิโล

มาตื่นอีกทีก็อีตอนกินข้าวกลางวัน เออน้ำลายบูดจริงๆด้วย


จะว่าไปแล้วเมืองตากนี่ผมก็เคยมาหลายครั้งสมัยยังเป็นเด็กๆ

เพราะพ่อผมเป็นข้าราชการ สมัยหนุ่มๆเคยย้ามารับตำแหน่ง

เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอที่อำเภอพบพระ อำเภอชายแดน

ติดกับประเทศหม่องเพื่อนบ้าน คราวนั้นผมก็อายุราวๆสิบขวบ

ภาพที่จะจำได้มีเหลืออยู่สองภาพ ภาพแรกก็คือผมนอนอยู่หลังกระบะ

รถปิ๊กอัพประจำตำแหน่งของพ่อที่เรียกว่า อีเขียว ผมนอนแผ่

ดูท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปมาอยู่นาน และพบว่ามันเป็นภาพที่สวยงงาม

ที่สุดภาพหนึ่ง ฟ้ากว้างๆ ป่าไม้เขียวๆรกครึ้ม สลับกับวิวภูเขาริมสอง

ข้างทาง นึกถึงแล้วก็ชวนให้คิดไปว่าเมืองไทยเรานี้แหละมีสวรรค์

ไม่ต้องไปหาสวรรค์วิมานที่ไหนหรอกเกาหลีเกาเหลาที่ไหนมันจะสู้

ของปลอมทั้งนั้น




















ภาพที่สองก็คือภาพที่พ่อให้นอนใต้เตียง เมื่อยามมีเสียงปืนเสียงระเบิด

อ้อ ก็ขณะนั้นเขตอำเภอพบพระยังไม่ได้เป็นอำเภอ เป็นแค่ กิ่งอำเภอ

แถมเป็นเขตสีชมพูเสียด้วย ไม่ใช่ว่ามันจะสวยจะงามอะไรหรอกนะครับ

มันเป็นเขตการต่อสู้ที่ทางราชการกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

แบบเบาบางลงหน่อยเท่านั้นเอง นัยว่าถ้ารบกันหนักๆ

ก็เป็นพื้นที่สีแดง รบกันเบาๆก็สีชมพู ไม่รบกันแล้วก็เป็นสีขาว

ตามภาษาทางการท่านว่าไว้ สมัยนั้นรบกันนะครับ ปืนจริง

ระเบิดจริง ตายจริง คืนหนึ่งระหว่างปิดเทอมผมมาเที่ยว

ที่ตากมาอยู่กับพ่อ ผมจึงต้องลงไปนอนใต้เตียง

จากนั้นแล้วก็เห็นพ่อปิดไฟ แถมเอาปืนเอ็มสิบหกมากอดไว้

แล้วก็มีทหารอาสามาแอบๆดูอยู่ในบ้านอีกคนสองคน พร้อมอาวุธ

อารมณ์ตอนนั้นง่วงครับจำเป็ดจำห่านอะไรไม่ได้เลย


หลังอาหารมือเที่ยงที่ร้านขนมจีนอร่อยมากแถวๆแม่สอดจบลง

ผมก็ตื่นเต้นมากเพราะจำได้ว่าภาพที่จะเคยเห็นตอนเด็กๆ

ที่เป็นวิวท้องฟ้ากว้างๆ ป่าไม้ครึ้มเขียว ภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตาจะย้อน

เป็นภาพจริงกลับมาให้เห็นอีกครั้ง ผมจึงตั้งตารอแบบตั้งใจว่า

กูจะไม่หลับ กูจะซึมซับธรรมชาติไปเย้ยหยันคนที่ไม่ได้มาเสียให้

สำนึกกันไปว่า ชาตินี้คนที่ไม่มาก็จะไม่ได้รับรู้ถึงธรรมชาติที่งาม

ปานสวรรค์ว่าเป้นเช่นใดหรอก ดังนั้น ร้อยห้าสิบกิโลเมตรจากอำเภอ

แม่สอด ไปอำเภออุ้มผางนี่ผมจะตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่หลับไม่หลับ

อืม ก่อนขึ้นรถนี่มีแจกยาหม่องคนละหนึ่งขวด กับยาเขียวแบบ

ยาหม่องน้ำแปะฮวยอิ๊วอีกหนึ่งขวด สงสัยกันป้าๆเป็นลมมั๊ง

แล้วผมก็รับมาอย่าเสียมิได้แล้วก็ยัดไว้ตรงซอกๆของรถโดย

ไม่ได้สนใจว่าจะต้องมาใช้ ก็ผมยังหนุ่มทั้งแท่ง...


ครึ่งทางของร้อยห้าสิบกิโล รถตู้ของทริปเราจอดพักที่หุบเขา

กลางทางระหว่างแม่สอดกับอุ้มผาง เป็นที่พักกลางทาง

ที่สร้างไว้อย่างสวยงาม แต่เชื่อไหมว่าผมมีเวลาชื่นชมกับบรรยากาศ

ในหุบเขาแห่งนั้นเพียงแวบชายตามอง เพราะเมื่อก้าวลงจากรถไปได้

ผมดิ่งตรงไปคายขนมจีนทิ้งในห้องน้ำ ราวกับว่าไอ้ที่กินไปมัน

ไม่อร่อย และหรือมันมีพิษต่อร่างกาย ผมจึง"อ้วก"ทิ้ง ไปเสียทั้งหมด

ครับผม"เมา"รถ


หลังจากคายอาหารมื้อกลางวันทิ้งไปอย่างไม่มีเยื่อยใยแล้ว ที่น่าขำกว่านั้น

คือในกระเป๋าเสื้อของผมมีไอ้ขวดยาหม่อง กับขวดยาน้ำแปะฮวยอิ๊ว

ที่ถูกใช้ไปตั้งอย่างละครึ่งขวด แล้วในใจผมก็นึกว่านี่กูเป็นขนาดนี้ป้าๆ

ที่มาด้วยจะขนาดไหนวะเนี่ย...ว่าแล้วเดินไปดูสักหน่อย























อายครับอายมาก ภาพที่เห็นคือป้าๆของผมรวมถึงอาๆและอีกหนึ่งพี่

ยืนหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็สาละวนอยู่กับการ

หาที่ถ่ายภาพ บ้างก็เดินชมดอกบัวตองอย่างละเลียด ไม่มีป้าคนไหน

มีอาการเมารถเมาภูเขาอย่างผมสักคน แถมยังอุตส่าห์เป็นห่วงผม

ถามว่าเป็นอย่างไรลูกสนุกไหม พากันมาลูบหัวจับไหลผม

ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเสียอีก อืม อายครับอายจริงๆ




























........................................................................................................

ติดตามต่อได้ที่

สวรรค์ชั้นนิมมนานรดี (2)




Create Date : 01 กันยายน 2555
Last Update : 1 กันยายน 2555 11:27:29 น.
Counter : 824 Pageviews.

1 comments
  
โดย: Kavanich96 วันที่: 2 กันยายน 2555 เวลา:4:36:13 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

จะเรียกอะไรบ่อยๆ
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณไปเที่ยวเมืองไทยมาครบหรือยัง ภาคเหนือ ผมไปมาเกือบครบหมดแล้ว... ภาคใต้ เพิ่งไปได้ไม่มากเท่าไหร่ ภาคกลางนี่ทุกจังหวัดครบถ้วน ภาคอีสานนี่ก็คงต้องหาเวลาไปให้ได้ ระหว่างทาง ผมได้พบ ได้เห็นอะไรที่ผมคิดว่าเป็นมุมมอง เป็นความสนุก เป็นความสุข แม้กระทั่งเป็นความทุกข์ ผมก็ใช้กล้องตัวหนึ่ง เก็บภาพเหล่านั้นไว้ เอามาถ่ายทอดลงบนBlog เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เหล่านั้นไป.. . ครูผมเคยบอกว่า "ถ้าคุณวาดรูปด้วยมือไม่ได้...ก็ใช้กล้องกับปากกาวาดแทนก็แล้วกัน" ผมกำลังเร่งมือทำอยู่ครับ