กันยายน 2555

 
 
 
 
 
 
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
ขึ้นรถไฟไปอัมพวา (2)

ในตลาดมหาชัย ผมก็เดินลัดเลาะมาชมตลาดเรื่อยๆ อาหารทะเลของที่นี่ดูแล้ว

อยากซื้อกลับไปทำอาหารยิ่งนัก ใครที่เดินตลาดบ่อยๆจะรู้เลยว่าของที่นี่ สด และ ดีจริงๆ

แถมราคาถูกกว่าในซุปเปอร์มาร์เก็ตครึ่งต่อครึง แน่นอนครับ

ตรงนี้ไม่มีค่าขนส่ง ไม่ผ่านยิี่ปั๊ว ซาปั๊วใดๆ เรียกว่าลงจากเรือก็ขึ้นแผงทันที

ฉะนั้น ถ้าอยากจะรับประทานอาหารทะเลสดๆ อร่อยๆ ต้องที่มหาชัยเท่านั้นครับ
























จากท่ารถไฟ ใช้เวลาเดินไม่เกินสิบนาที ก็มาถึงท่าเรือข้ามฟาก ที่เรียกกันว่าท่าเกียงง้วน

ปัจจุบันไม่รู้ว่ายังเรียกว่าท่าเกียงง้วนอยู่หรือเปล่าเพราะสมัยก่อนบนชั้นสองของท่าเรือข้ามฟาก

เคยมีร้านอาหารตั้งอยู่ที่นี่ชื่อว่าร้านเกียงง้วน เป็นร้านอาหารทะเลที่อร่อยที่สุดในย่านนี้

ปัจจุบันเห็นว่าไปเปิดดำเนินการอยู่บนฝั่งและขยายออกไปอีกหลายสาขา

ส่วนคุณภาพความอร่อยและราคา ก็ของบอกว่าต้องไปลองดูกันเอาเอง

แล้วจะรู้ว่า อร่อยแบบเกียงง้วน เป็นอย่างไร

จากตรงนี้เงินถูกจ่าออกไปเป็นค่าเรือข้ามฟากอีกสามบาท













เจ้าหนอนทะเลสีเขียวลำนี้ พาหลายชีวิตรวมทั้งผม ค่อยๆแล่นอย่างเอื่อยๆ

ข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ แล้วก็ขึ้นฝั่งที่ ท่าฉลอม

ท่าฉลอมนี่เป็นอันว่าใครที่เป็นนักฟังเพลงลูกกรุง รุ่นราวคราวเดียวกันกับพ่อหรือแม่ของผม

น่าจะเคยได้ยินเพลงที่ร้องว่า "ท่าฉลอม กับมหาชัย คิดทำไมว่าไกล เชื่อมความรักไว้ดีกว่า..."

เพลงนี้ก็สื่อให้เห็นว่าความรักของหนุ่มท่าฉลอม กับสาวมหาชัยนี้

ไม่สามารถจะกั้นไว้ด้วยความกว้างของแม่น้ำ เพราะแค่ข้ามเรือแป็บเดียว

จ่ายสตางค์สามบาท เราก็จะสามารถข้ามมารักกันได้ดั่งเพลงว่าไว้


ออกจากท่าเรือ ใครที่คิดว่าตัวเองเดินไม่เก่ง ขอแนะนำให้นั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง

เพราะถ้าเดินไม่เก่งแล้วนั้น จากท่าเรือท่าฉลอมมาที่ท่ารถไฟ

เล่นเอาเสียหอบได้เหมือนกัน เนื่องจากระยะทางค่อนข้างจะไกล

ด้วยความที่ไม่รู้ว่าสถานีรถไฟ ที่จะไปขึ้นนั้นอยู่ตรงไหน

ก็เลยใช้ถามคุณลุงที่ขายสลากกินแบ่งอยู่ตรงทางออกท่าเรือ

คุณลุงท่านก็ชี้ไม้ชี้มือบอกทางไปให้เสร็จสรรพ

และที่แน่ๆคุณลุงท่านกำชับมาเลยว่า เดินไปก็ได้ลูก ไม่ไกล ไม่ไกล

ได้ยินดังนั้น เราก็ดีใจว่าเออ เดินไปได้นะ ลองเดินดูแล้วกัน ครับ ได้หอบซี่โครงบานครับ
























แล้วเมื่อเดินจากท่าเรือมา สักพักหนึ่งจะเจอป้ายนี่ซึ่งนั่นหมายถึง 
เข้าเขต สถานีรถไฟบ้านแหลมแล้วให้กลั้นใจเดินฝ่าดงนักเลงสามสี่ตัว
ที่นอนหมอบแล้วชำเลืองตามองดูเราเดินผ่านไป

 

เหมือนกับจะหาเรื่อง ผมเองเหลือบไปปะเข้ากับสายตาอันไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ของพี่ๆนักเลงเหล่านี้แล้วเป็นอันต้องรีบๆเดินผ่านๆไป อย่างรวดเร็วด้วยเกรงว่าเดี๋ยวจะโดน 

"หมาหมู่" แล้วจะไม่คุ้ม

จากดงนักเลงนับก้าวได้ไม่น่าเกินห้าสิบก้าว เราก็จะเข้าเขต สถานีรถไฟบ้านแหลมแล้วครับ

สถานีรถไฟบ้านแหลมเป็นสถานีรถไฟขาดเล็ก ซึ่งดูแล้วได้บรรยากาศของความเป็นสถานีรถไฟต่างจังหวัด หลังคาสถานีเก่าๆ ร้านรวงที่เปิดขายของกันอย่างเงียบๆ

มีผู้คนนั่งรอรถไฟและพูดคุยกันเบาๆ ผมหย่อนก้นลงนั่งได้ไม่นานก็พาลจะหลับ

เพราะลมเย็นที่พัดมาเรื่อยๆ ประกอบกับความเงียบเหงาของสถานี

ก็พาให้เกิดอาการเคลิ้มไปได้ทีเดียว
























































"เม้งๆ เม้ง...." (ผมไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นเสียงได้)

เสียงระฆังจากนายสถานีกังวาน ขึ้นสามครั้งเหมือนแกล้งให้ผมตื่น

จากความเคลิบเคลิ้มของบรรยากาศ และเสียงนั้นหมายความว่า

รถไฟที่จะพาเราเดินทางออกจากสถานีบ้านแหลม ไปยังสถานีปลายทางแม่กลอง

กำลังจะเข้าเทียบชานชาลาแล้ว อ้อ ลืมบอกไปครับ ค่ารถไฟไม่ต้องจ่าย

เพราะรัฐท่านยังสนับสนุนค่าโดยสารให้กับประชาชนอยู่

ดังนั้นขึ้นรถไฟไปได้เลยไม่ต้องตีตั๋วใดๆทั้งสิ้น....

"ท่านผู้โดยสารโปรทราบๆ รถไฟที่กำลังจะเคลื่อเข้าที่ชานชาลาของสถานีบ้านแหลมนี้

เป็นขบวนรถไฟหมายเลข1210 ออกเดินทางจากสถานีบ้านแหลม

ปลายทางสถานีแม่กลอง ท่านผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะเดินทางไปยังจังหวัดสมุทรสงคราม

โปรดเตรียมสิ่งของและสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย ขอบพระคุณมากครับ...."

























สิ้นเสียงประกาศของนายสถานีไม่นาน รถไฟเก่าอย่างที่เราเห็นได้ทั่วๆไป

ก็ค่อยๆคลานเข้ามาจอดเที่ยบชานชาลาอย่างช้าๆ

พอขึ้นรถไฟได้ผมก็จัดการจับจองที่นั่งที่ฝั่งซ้ายของโบกี้

จริงๆถ้าเป็นวันที่มีแดดออกปกติ ที่นั่งฝั่งนี้ จะเป็นที่นั่งที่ถูกแดดอย่างจังๆ

และน่าจะร้อนมากในช่วงเช้า แต่วันที่ผมเดินทาง เป็นวันที่แดดหุบ

ฟ้าหลัว เหมือนฝนจะตกดังนั้น การนั่งฝั่งใดฝั่งหนึ่งของรถไฟ

จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาในการเดินทางเที่ยวนี้

ไม่เกินสิบห้านาทีถึงราวๆยี่สิบนาที รถไฟขวนนี้ก็ค่อยออกตัวจากชานชาลาอย่างช้าๆ

เหมือนตอนขาเข้ามา และค่อยๆเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆจนเต็มฝีจักร

ผมอดไม่ได้ที่จะทำเหมือนสมัยตอนที่เป็นเด็กๆ

คือชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ เพื่อมองดูวิวสวยๆสองข้างทาง

ชานชาลาสถานีบ้านแหลมค่อยเล็กลงๆ จนกระทั่งหายลับพ้นโค้งไป

สองข้างทางของรางรถไฟ ที่ผ่านไปเราจะเห็น ทุ่งนา นาเกลือ นาข้าว

และป่าชายเลนสลับไปสลับมา

บางช่วงเหมือนกับว่ารถไฟวิ่งอยู่ในป่ารก เพราะสองข้างทาง

จะเต็มไปด้วยต้นไม้รกทึบ มองไม่เห็นอะไรอื่นๆ

บางช่วงที่ผ่านไปยังผืนนาเกลือ เราก็จะเห็นกังหันวิดน้ำ หมุนไปตามแรงลม

เพื่อวิดเอาน้ำทะเลเข้านา ช่วงที่ผ่านป่าจาก จะเห็นชาวสวนจาก กำลังตัดลูกจาก

หรือถางแปลงลูกจากให้โล่ง ในว่ากำลังเตรียมที่พื้นที่ใต้ต้น

ให้ลูกจากมีที่เติบโตจากนั้นพอโตได้ที่ ก็หักร้างถางพงลุยโคลนเข้าไปตัด

เพื่อให้เราได้เอามากินกับไอติมเย็นๆนั่นเอง

















































ในช่วงเวลาที่รถไฟวิ่งจากสถานนีบ้านแหลมจน ผมบันทึกภาพระหว่างทางไปตลอด

ด้วยกล้องเก่าๆที่ใช้มากว่าแปดปี มันยังคงเป็นกล้องที่ชาวกล้องเรียกขานว่า

กล้องปัญญาอ่อน แต่สำหรับผม กล้องประเภทนี้มันก็เป็นกล้องทีดีกล้องหนึ่ง

ค่าที่เราไม่ต้องไปปรับแต่งอะไรมันมากมาย หามุมภาพเหมาะๆ

แล้วกดลั่นชัตเตอร์เลย ภาพที่ออกมาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมาก

เอาแค่พอดูเข้าใจ สื่อสารกับคนดูได้

ผมว่ามันก็บรรลุจุดประสงค์และหน้าที่ของมันอย่างครบร้อยเปอร์เซนต์แล้วละครับ


...................................................................................

ติดตามต่อได้ที่

ขึ้นรถไฟไปอัมพวา (3)




Create Date : 03 กันยายน 2555
Last Update : 3 กันยายน 2555 10:42:03 น.
Counter : 393 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

จะเรียกอะไรบ่อยๆ
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณไปเที่ยวเมืองไทยมาครบหรือยัง ภาคเหนือ ผมไปมาเกือบครบหมดแล้ว... ภาคใต้ เพิ่งไปได้ไม่มากเท่าไหร่ ภาคกลางนี่ทุกจังหวัดครบถ้วน ภาคอีสานนี่ก็คงต้องหาเวลาไปให้ได้ ระหว่างทาง ผมได้พบ ได้เห็นอะไรที่ผมคิดว่าเป็นมุมมอง เป็นความสนุก เป็นความสุข แม้กระทั่งเป็นความทุกข์ ผมก็ใช้กล้องตัวหนึ่ง เก็บภาพเหล่านั้นไว้ เอามาถ่ายทอดลงบนBlog เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เหล่านั้นไป.. . ครูผมเคยบอกว่า "ถ้าคุณวาดรูปด้วยมือไม่ได้...ก็ใช้กล้องกับปากกาวาดแทนก็แล้วกัน" ผมกำลังเร่งมือทำอยู่ครับ