สิงหาคม 2555

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog
เริ่มต้นที่บนเขา ลงท้ายที่ปลายเขื่อน (1)

สวัสดีปีใหม่ครับ...

ก่อนอื่นต้องขอกราบอวยพรปีใหม่ แด่บรรดาแฟนนานุแฟน

ทั้งประจำ แลขาจร ทิ่มีอยู่น้อยนิด กระผมขอกราบอวยพร

ให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ ทั้งในด้านหน้าที่

การงานและครอบครัว ขอให้ได้ร่ำได้รวย สุขภาพแข็งแรง

สมบูรณ์ ครอบครัวประสบความสุขทั่วหน้า ขอคุณพระศรีรัตนไตร

และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในทั่วทั้งสากลโลก คุ้มครองให้ท่านผู้อ่านของ

ผม มีความสุขตลอดปีใหม่ ๒๕๕๓ ด้วยเถิด สาธุ



อะแฮ่ม ก็วนกลับมาเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ

ก่อนวันปีใหม่สักเดือนหนึ่งหรือครึ่งเดือนเห็นจะได้นี่

สำหรับผมเป็นเวลาที่ยุ่งยากใจพอสมควรเชียวครับ

ต้องเคลียงานให้จบก่อนวันที่ยี่สิบห้า ต้องกะเวลาว่าจะนัดใครมา

เรียนอีกทีตอนไหน ต้องคุยกับภรรยาเรื่องวันหยุด จะหยุดตรงกันหรือเปล่า

ต้องมองหาเสื้อกางเกงสำหรับฤดูหนาว(ที่ควรจะต้องหนาวแต่ไม่หนาวเลย)

ต้องจัดเตรียมกระเป๋า ขุดค้นหาของบางอย่างมากองๆ รวมกันไว้

เพื่อเตรียมยัดลงใส่กระเป๋าในคืนวันก่อนเดินทาง

ต้องหานัดคนนู้นคนนี้ ว่าจะไปบ้านใคร ไปนอนบ้านใครและจะไปอย่างไร

เอารถไปเอง หรือ อาศัยติดรถเขาไป โอยอีกล้านแปดประการ




เรื่องหนึ่งที่มักจะเป็นประเด็นหลัก "ส่วนรวม" ให้มานั่งถกเถียงกันได้อยู่บ่อยๆ

ก่อนเดินทางทุกครั้งก็คงไม่พ้นเรื่อง "ไปเที่ยวไหนดีคราวนี้" สมัยเด็กๆ

แม่หรือพ่อมักจะบ่นกับผมเสมอว่า "คิดแต่จะเที่ยว ไม่คิดเรื่องจะร่ำจะเรียน

หนังสือหนังหาบ้างเลยหรือ" พอโตขึ้นมา แม่กับพ่อก็เปลี่ยนประเด็น

เรื่องการเที่ยวไปนิดหน่อย กลายเป็น "คิดแต่จะเที่ยว ไม่คิดจะอยู่บ้านอยู่ช่อง

บ้างเลยหรือ" อืม นึกย้อนไปมานี่ก็ถูกของพ่อแม่ผมเหมือนกันนะ เรื่องเที่ยวนี่

มันซึมๆเข้ามาในนิสัยของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่า นิสัยเที่ยว

พเนจรร่อนไปมาค่ำไหนนอนนั่นนี่ ติดตัวผมมาตั้งแต่จำความได้

สมัยเด้กๆก็เที่ยวเดินท่อมๆข้ามอำเภอ ข้ามท้องนาไปดูหนังดูลิเก

กลับดึกกลับดื่นข้ามคืนเข้าเช้าก็บ่อยๆ พอโตขึ้มาเป็นวัยรุ่น

ปีกกล้าขาแข็ง พ่อแม่ปล่อยให้อยู่คนเดียวสามปีนี่ยิ่งหนักเลย

จำได้ว่าชั่วงนั้นเที่ยวหนักสุด เหนือสุดก็พม่า และภาคหนือตอนบน

ทุกจังหวัดในสิบวัน นอนวัด นอนโรงเรียน นอนศาลาริมทาง ไปเรื่อยเปื่อย

ใต้สุดก็เกาะตะรุเตา นั่งเรือหนีพายุตุ๊มๆต่อมห้าหกชั่วโมง

ตะวันออกสุดก็ไปขี่ปลาโลมาเล่นเพลินๆที่จันทบุรี

ตะวันตกสุดก็เสียงภัยไปนอนเล่นหน้าบ้านกระเหรี่ยงอพยบที่ราชบุรี

เรียกว่าสมคำด่าของยายที่ว่า "ไปรอบทุ่งรอบท่า" เลยสมัยนั้น

แต่พอมาพ้นระยะวัยคะนอง มันก็ซาๆหยุดๆไปเองได้ ไม่เห็นต้องมีใครมาร้อง

มาเตือน หรือจะเข้าวัยชะแรแก่ชราแล้วหว่าเรา(ฮา)



อ้าวหลงประเด็นไปเสียไกล กลับมาที่เดิมกันเถิด คราวปีใหม่นี้ คณะกลางคน

ทัวร์ของเรากะการกันว่า จะไปเยี่ยมพี่สาว คนหนึ่งซึ่งไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือ

อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่จังหวัดเพชรบูรณ์ พี่สาวก็ใจดีเหลือหลาย

จัดแจงหาที่ท่องเที่ยวมาให้ เป็นสถานที่บนดอยแห่งหนึ่งที่ีเขาว่ากันว่า

เป็นดอยที่ปลูกกะหล่ำปลีมากที่สุดของประเทศไทย เรียกว่าภูเขาทั้งภูเขา

มีแต่กะหล่ำปลีแทงดอกขึ้นมาเบียดบังต้นไม่ไปจนหมด นั่นก็คือ "ภูทับเบิก"

ตกลงรับปากรับคำ จัดที่หลับปรับเวลาไปมาและอาหารการกินกันเรียบร้อยแล้ว

ก็เหลือแต่คอยเวลาเดินทางเท่านั้น


สามสิบเอ็ดธันวาคม ออกเดินทางจากกรุงเทพตามเวลาที่ตกลงกันไว้คือตีสี่

เดินทางยามเช้าๆนี่ดีอย่างหนึ่งก็คือ เราจะไม่เจอกับรถรามากมายและขวักใขว่นัก

อากาศก็เย็นสบายดี เราใช้เวลาเดินทางไปยังจุดนัดพบ(ถ่ายคนลงไปอีกรถหนึ่ง

เนื่องจากรถที่มาแน่นมากเกินไป และผู้โดยสารตอนหลังส่วนใหญ่

รวมทั้งผมด้วย น้ำหนักเกินรถจะรับไหว) ที่อยุธยาภายในเวลาสี่สิบนาที

แวะปั๊มน้ำมัน จอดพัก รอสักอึดใจเดียวพี่สาวก็มาถึงพร้อมกับข่าวก็คือ

ตอนนี้ที่เพชรบูรณ์ฝนตกมาก ถนนลื่น เกรงว่าขึ้นภูไปจะอันตราย

ทริปดูทะเลหมอกเคล้าดอกกะหล่ำ ก็เป็นอันว่าต้องงดไปก่อน เอาละซิ

แล้วคณะทัวร์กลางคนของผมจะทำอย่างไรเล่าคราวนี้

ระหว่างทางที่รถออกเดินทางจากจังหวัดอยุธยาไปจนถึงบ้านที่พิษณุโลกเรื่อง

ที่วิ่งวุ่นวายไปมาอยู่ในหัวของผมก็คือ ไปไหนดี แล้วเสียงของยายก็แว่ว

เข้ามาตามลมว่า "ไอ้นี่ ไปเที่ยวรอบทุ่งรอบท่า บ้านช่องอยู่ไม่ติด"


กระทั่งเดินทางมาถึงบ้านพักของคุณอาผู้หญิงท่านหนึ่งซึ่งรับเป็นผู้อุปการะที่กิน

ที่นอนในทุกๆครั้งยามมาเที่ยวที่พิษณุโลกและอยู่กรุงเทพ กระผมขอกราบ

ขอบพระคุณผ่านทางบทความนี้ ในความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความเมตา

กรุณาให้ที่พักพิงแก่ผมและภรรยาทุกครั้งไป อีกทั้งยังขอให้คงความเมตา

ต่อผมไปอีกนานๆและนานๆนะครับ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

อ้าว วนไปเรื่องอื่นสักนิดจะเป็นไรเล่า

คราวนี้สวรรค์มาโปรดครับ คุณป้าซึ่งเป็นพี่สาวของคุณอา ท่านเคยเป็นเจ้าหน้าที่

พนักงานราชการป่าไม้ ได้แนะนำให้คณะวัยกลางคนของผมได้รู้จักกับ

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากจังหวัดพิษณุโลกเท่าใดนัก อีกทั้งยัง

เป็นธุระจัดการจับจองที่หลับที่นอน โทรศัพท์สอบถามหนทาง

และที่กรุณามากไปกว่านั้นคือทั้งคุณป้าและคุณลุง อาสาจะขับรถ

นำพาคณะหลานชาวกลางคนไปยังสถานที่แห่งนั้นด้วยตัวเองเลยที่เดียว

อันนี้ก็เป็นอันว่ากระผมและคณะวัยกลางคนต้องขอกราบขอบพระคุณ

ทั้งคุณป้าและคุณลุงผ่านบทความนี้อีกสักสองท่าน

อ่าเริ่มปีใหม่นี้ ผมรู้สึกได้ว่าน่าจะดี ทั้งปีแน่นอน เย็นนั้นและรวมถึง

คืนข้ามปี ผมจึงนอนยิ้มและหลับฝันถึงแต่ความสนุกในวันรุ่งขึ้น





ทริบกลางคนนี่ปกติจะประกอบไปด้วยสมาชิกภาพถาวรสามคน

คือ ตัวผม เมียหรือภรรยา น้องชายเบอร์ห้า สมากชิกแบบขาประจำ

แต่ต้องคอนเฟิร์มล่วงหน้าหนึ่งคน คือน้องชายหมายเลขเก้า

สมาชิกแบบไม่แน่ไม่นอน ยืนยันแล้วก็สามารถยกเลิกได้ไม่ว่ากัน

หนึ่งท่านคือน้องชายเบอร์หก สมาชิกแบบ บอกก็ไม่ไปถ้าไม่บอก

อาจจะไปแต่ต้องดูหนังเกาหลีจบก่อน มีหนึ่งคน คือน้องสาว

หมายเลขเจ็ด ที่เหลืออีกสามเบอร์ คือสิบสี่สิบห้าสิบหก ต้องนัดล่วง

หน้า ไปก็บอกไปไม่ไปก็บอกไม่ไป เช้าวันนั้นเรารวมๆสมาชิกได้แค่สี่คน

คือผมเบอร์สี่ ภรรยาสี่จุดห้า น้องชายเบอร์ห้า และน้องชายเบอร์เก้า

ภรรยานี่ถือเป็นอะไรที่งอกออกมา จึงต้องมีจุดทศนิยมให้ เดี๋ยวนับ

เบอร์เรียงเลขกันไม่ถูกว่าลูกเขาเมียใคร ส่วนเบอร์ที่นับข้ามๆไป

ก็หมายถึงมีธุระปะปัง หรือนานๆปีสีตชาติจะเจอกันเสียหนึ่งหน

ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน คนมีธุระกันได้นี่


อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน คือสถานที่ที่เป็นเป้าหมายของการเดินทาง

ในครั้งนี้ของเรา จากพิษณุโลกใช้เวลาเดินทางราวๆชั่วโมงเศษๆ

กับระยะทางร้อยกว่ากิโล ถือว่าใกล้มากๆสำหรับทริปนี้เลยทีเดียว

แค่ออกจากพิษณุโลก ไปตามเส้นทางที่จะไปอำเภอวังทอง

เลี้ยวซ้ายที่แยกอินโดจีน แยกที่มีป้ายตลกๆ ที่ชี้ว่าไปมาเลเซีย

อีกพันกว่ากิโล ไปพม่าอีกห้าหกร้อยกว่ากิโลนั่นแหละ แล้วก็ดิ่งตรง

อย่างเดียว จนกระทั่งผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ เมืองพระยาพิชัยดาบหัก

ไปได้สักยิี่สิบกิโล ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำน่าน เมื่อพบสี่แยกไฟแดง

ที่มีทุเรียน ลางกอง(เขาเรียกลางกองจริงๆไม่ใช่ลองกอง) ดาบเหล็ก

น้ำพี้ และสับปะรด ลูกเท่าบ้าน ให้เลี้ยวขวาที่แยกนั้น จากนั้นขับ

ไปเรื่อยๆสักยี่สิบกว่ากิโล ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ที่จะอยู่

ทางซ้ายมือ ก่อนถึงเขื่อนสิริกิติ์ สักราวๆสิบกิโล หากไปไม่ถูก

จากอุตรดิตถ์ให้ถามว่า ทางไปเขื่อนสิริกิติ์ไปทางไหน

นั่นแหละ อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่านไปทางเดียวกัน แต่ถึงก่อน








เราแวะรัปประทานอาหารกลางวันที่ร้านของการไฟฟ้าใต้เขื่อน

สิริกิติ์ จากนั้นพออิ่มท้องแล้วก็ส่งป้ากับลุงขึ้นรถกลับพิษณุโลก

ชาวคณะก็เดินถ่ายภาพกันไปเรื่อยๆ เขื่อนสิริกิติ์นี่เป็นเขื่อนดินที่มี

ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม

ปี ๒๕๑๑ เดิมชื่อเขื่อน ผาซ่อม โดยสร้างกันแม่น้ำน่าน

บริเวณเขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์

เขื่อนดินนี่แปลว่า เขาเอาดินมาโบกๆ

กั้นเป็นสันเขื่อนขึ้นมาก่อน จากนั้นค่อยเอาหินมาโรย

กันดินแยกแตกออก จริงๆผมก็สงสัยเหมือนที่น้องชายเบอร์ห้า

สงสัยเหมือนกันว่า มันดินตรงไหน หินทั้งนั้น แต่ก็มาถึงบางอ้อ

ว่าถ้าเอาปูนมาโบกๆทั้งหมด เรียบๆเรียกเขื่อนปูน

อย่างเขื่อนภูมิพลจังหวัดตากนั่นไงเล่า

ถ้าเอาหินมาโยนๆทับๆกัน เรียกว่าเขื่อนดิน อ้อ

หมดข้อสงสัยแลได้ความรู้เพิ่มมาอีกหนึ่ง


แดดบนสันเขื่อน รวมไปถึงความวุ่นวายและจอแจของคน

และพาหนะ รวมไปถึงเสียงจากลำโพงที่เปิดเพลงฝรั่งโครมคราม

บริเวณบนสันเขื่อนนี่ ทำให้ผมไม่อยากออกเดินไปไหน

ได้แต่มายืนหลบแดด อยู่ใต้ร่มไม้ รอเวลาออกเดินทางไปยัง

อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ดังนั้น เมื่อไม่มีใครอยากจะเคลื่อน

ตัวออกไปจากเงาไม้ เวลาที่เราเดินเล่นบนสันเขื่อนจึงเสียไป

ไม่นานนัก


เมื่อมาถึงที่พัก สิ่งแรกที่เราประทับใจก็คือบ้านพักที่จับจองได้นั้น

สะอาด และมีวิวที่สวยมาก เป็นบ้านไม้ทั้งหลัง เล่นระดับในช่วง

หลังบ้านที่เป็นระเบียงและห้องครัว โต๊ะทานอาหารสามารถ

มองออกไปเห็นวิวอ่างเก็บน้ำได้ ห้องนอนมีสามห้องนอน

สามารถนอนได้สองคนต่อหนึ่งห้อง มีห้องน้ำพร้อมน้ำอุ่นๆ

สองห้อง แต่ปัญหาก็คือ เรามาสี่คน ครั้นจะแยกกันนอน

คนละห้องก็เกรงว่าจะเหงาเกินไปสักหน่อย

หรือจะนอนรวมกันห้องเดียว ก็จะดูอึดอัดมากไปอีก

เราจึงแก้ปัญหาโดยการเอาฟูกที่นอน ลากมากองรวมกัน

ที่ห้องกลาง แล้วนอนรวมกันสี่คน เป็นอันอุ่นใจและ

เพิ่มความสามัคคีในหมู่คณะได้อย่างดี...





เมื่อแดดเริ่มอ่อนแรงในช่วงบ่ายๆ ผมและชาวคณะ

ก็ตกลงใจจะออกตระเวนเก็บภาพสวยๆภายในสถานที่

อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่านแห่งนี้ กล้องถ่ายรูปถูกชักขึ้นมา

เก็บภาพสวยๆตามริมๆน้ำในเขื่อน ช่างกล้องทั้งสามสี่คน

ก็ต่างคนต่างเดินแยกย้ายกันไปหามุมมองคนละมุมสองมุม

ผมก็เดินเลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ ใจหนึ่งก็คิดอยาก

จะลงไปว่ายน้ำสักยกหนึ่ง อีกใจก็ประหวั่นพรั่นพรึงเรื่อง

สังขารที่ไม่น่าจะเอื้ออำนวยแก่การว่ายน้ำเล่นคนเดียว

สักเท่าไหร่ สมัยก่อนอยากว่ายน้ำคนเดียวตอนไหน ก็แก้ผ้า

กระโดดผางลงไปดำผุดดำว่าย พอใจก็กลับขึ้นบกตามความ

ต้องการ แต่คราวนี้เห็นทีจะไม่ไหว ขึนลงไปเล่นเกิดเป็นตะคริว

ตะไกร หัวใจวาย มีหวังได้เสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร

เป็นแน่แท้ คิดแล้วก้แค่ได้แต่เอาขาไปจุ่มน้ำ วักน้ำมาล้าง

หน้าล้างตาพอเย็นใจก็พอ











............................................................................................................................................

ติดตามต่อได้ที่ เริ่มต้นที่บนเขา ลงท้ายที่ปลายเขื่อน (2)






Create Date : 31 สิงหาคม 2555
Last Update : 31 สิงหาคม 2555 12:13:23 น.
Counter : 856 Pageviews.

7 comments
  
รูปสวยจังเลยค่ะ
โดย: Alex on the rock วันที่: 31 สิงหาคม 2555 เวลา:16:09:23 น.
  
ขอบคุณครับ จะพยายามนำมาลงเรื่อยๆ ช่วยกันไปเที่ยวเมืองไทยนะครับ
โดย: Eakiji Onisuka วันที่: 31 สิงหาคม 2555 เวลา:16:13:21 น.
  
บรรยากาศดีจังเลยนะคะ
โดย: kwan_3023 IP: 101.78.12.50 วันที่: 31 สิงหาคม 2555 เวลา:17:21:31 น.
  
ขอบคุณครับ และอยากให้ไปเที่ยวกันเยอะๆครับ สงสาร จนท อุทยานมาก
คนไม่ค่อยมาเพราะไม่ค่อยรู้จัก
โดย: Eakiji Onisuka วันที่: 31 สิงหาคม 2555 เวลา:17:58:07 น.
  
สวยมากเลยค่ะ
อยากตาามไปเที่ยวเลย
โดย: Nepster วันที่: 31 สิงหาคม 2555 เวลา:20:20:13 น.
  
โดย: Kavanich96 วันที่: 1 กันยายน 2555 เวลา:8:01:34 น.
  
ขอบคุณที่ชอบครับทุกท่าน อยากให้ไปเที่ยวกันเยอะๆนะครับ เดี๋ยวจะเริ่มทะยอยลงตอนเก่าๆเรื่อยๆครับ
ไปเที่ยวเมืองไทยกันเถอะ..
โดย: Eakiji Onisuka วันที่: 1 กันยายน 2555 เวลา:11:10:54 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

จะเรียกอะไรบ่อยๆ
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณไปเที่ยวเมืองไทยมาครบหรือยัง ภาคเหนือ ผมไปมาเกือบครบหมดแล้ว... ภาคใต้ เพิ่งไปได้ไม่มากเท่าไหร่ ภาคกลางนี่ทุกจังหวัดครบถ้วน ภาคอีสานนี่ก็คงต้องหาเวลาไปให้ได้ ระหว่างทาง ผมได้พบ ได้เห็นอะไรที่ผมคิดว่าเป็นมุมมอง เป็นความสนุก เป็นความสุข แม้กระทั่งเป็นความทุกข์ ผมก็ใช้กล้องตัวหนึ่ง เก็บภาพเหล่านั้นไว้ เอามาถ่ายทอดลงบนBlog เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เหล่านั้นไป.. . ครูผมเคยบอกว่า "ถ้าคุณวาดรูปด้วยมือไม่ได้...ก็ใช้กล้องกับปากกาวาดแทนก็แล้วกัน" ผมกำลังเร่งมือทำอยู่ครับ