ตอน 2 (ต่อ) บาร์เซโลนาเมืองแห่งศิลปะ และ Antoni Gaudí

ส่องสเปนวันที่ 6 "Barri Gòtic y La Sagrada Família y Parc Güell"

วันนี้เราเริ่มเที่ยวแบบทีม โซโล่ส่องสเปนล่วงหน้ามา 5 วันก่อนโปรแกรมจริงเริ่ม การลุยแดนกระทิงดุแบบแทคทีมเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังจากทานอาหารเช้า บริษัททัวร์จัดรถบัสคันใหญ่ 20 กว่าที่นั่งมารับพวกเราที่มีแค่ 10 คน ที่ใครที่มัน แถมยังมีสองที่ข้างๆใช้วางของได้อีก ไม่ต้องนั่งติดใคร จะนอนก็ยังได้ พวกเรามากันเองแบบซื้อทัวร์ฝรั่งผ่านเอเย่นต์ไทย ทางนี้จัดการให้ทุกอย่าง เราก็แค่ไปตามโปรแกรมที่เขาจัดให้(โดยเราำเป็นคนกำหนด) มีรถบัสส่งมาให้ใช้พร้อมไกด์ท้องถิ่นมานำเที่ยวเป็นช่วงๆตามเมืองต่างๆ วันนี้เราเที่ยวเมืองบาร์เซโลนาอย่างเป็นทางการ เริ่มโดยเดินชมเขตเมืองเก่าในช่วงเช้า แต่ตอนนี้มีไกด์นำ จากนั้นไปชม La Sagrada Família และ Parc Güell

ไกด์ของเราในบาร์เซโลนาชื่อ Gonzalo มาดเหมือนฮิปปี้หลงยุค พูดเสียงเบา เป็นแฟนเรอัล มาดริดแต่จุ๊ปากห้ามเราบอกใคร เราเดินชมย่าน Barri Gòtic หรือเขตเมืองเก่าทางฝั่งต.อ.ของถนน La Rambla นี่คือหัวใจของบาร์เซโลนา เขตโบราณเก่าแก่ทีุ่สุด พวกโรมันเลือกจุดนี้สร้างเมืองใหม่โดยตั้งชื่อว่า Barcio เมื่อ 27 ปีก่อนคริสต์กาลจนถึงคริสต์ศักราชที่ 14 สถานที่สำคัญในเขตนี้คือ Barcelona Cathedral (ยุคโกธิก), Palau de la Generalitat (สภาแคว้นคาตาลัน), Palau Reial Major พระราชวังของ count-king แห่งบาร์โซลา

[ซ้าย] ประติมากรรม BARCIO ชื่อโรมันของบาร์เซโลนา [ขวา] ประตูสวยของ Museu Diocesà (พิพิธภัณฑ์ศิลปะศาสนายุคกลาง)


[ซ้าย] เดินผ่านกำแพงโรมันก็เจอ Carrer del Bisebe ที่จะนำคุณเข้าไปในเขตโกธิก ด้านซ้ายของถนนคือกำแพงโบสถ์บาร์เซโลนา [ขวา] จัตตุรัสเล็กๆตามเส้นทาง


[ซ้าย] กอนซาโลกำลังกระซิบอธิบายบริเวณที่เราจะเข้าไปดู [กลาง] โรงเรียนสถาปัตย์บาร์เซโลนา ออกแบบโดย Pablo Picasso [ขวา] ปาล์มนี้คือเหลนของเหลนของปาล์มที่พวกโรมันนำมาปลูกใน Barcio ครั้งสร้างเมืองใหม่ๆ


[ซ้าย] ตัว gargoyles บนยอดโบสถ์บาร์เซโลนา มันคือท่อต่อจากรางน้ำฝน อย่าเดินผ่านวันฝนตก [ขวา] courtyard ข้างโบสถ์


[ซ้าย] เสาโรมันจาก Temple of Augustus สร้างในศตวรรษที่หนึ่ง นำมาเก็บรักษาในคฤหาสถ์ยุคกลาง [ขวา] Palau de la Generalitat หรือ สภาแคว้นคาตาลัน ธงบนสามเสาคือธงเมืองบาร์เซโลนา ธงชาติสเปน และธงแคว้นคาตาลัน


[ซ้าย] ระบบจราจรยุคโบราณ วันเวย์ของรถม้า ห้ามย้อนศรเด็ดขาดเพราะถนนเล็ก สวนกันไม่ได้ ม้าไม่มีเกียร์ถอยหลัง [กลาง] Palau Reial Major วังที่กษัตริย์เฟอร์นันโดและพระราชินีอิซาเบล ให้คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเข้าเฝ้าหลังเดินทางกลับจากโลกใหม่ในปี 1492 [ขวา] ประติมากรรมสมัยใหม่หน้าวังเก่า


Cereria Subirà ร้านเก่าแก่ที่สุดในบาร์เซโลนา เปิดกิจการมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูเองค่ะ กลิ่นเทียนไขสินค้าดังของร้าน หอมกรุ่นโชยออกมาตอนเดินผ่านประตู รูปซ้ายคือการโฆษณาบอกลูกค้าว่าร้านนี้ขายอะไรบ้าง(ตั้งแต่เปิดมา) ที่เก๋คือเขาบอกบนทองสัมฤทธิ์แผ่นใหญ่ ฝังบนถนนหน้าประตูร้านก่อนก้าวเข้าไป


[ซ้าย] บาร์ tapas นี้เก่าแก่มาก ช่องเล็กเป็นซอกยาวแคบ ลูกค้าแต่ละคนที่นั่งเกาะบาร์ท่าทางขาประจำทั้งน้าน [กลาง] ป้ายใหม่ทันสมัยที่ดูไม่หลงยุคในย่านโบราณ[ขวา] ถนนเก่าแคบซ่อกแซ่กใน Barri Gòtic


ป้ายบอกจุดสำคัญต่างๆพร้อมคำอธิบายให้นักท่องเที่ยวที่มาเอง จุดนี้คือกำแพงโรมัน อยู่หลังอนุเสาวรีย์ Ramon Berenguer III the Great


[ซ้าย] บิสโตร 4CATS นี้มีเกร็ดน่าสนใจ สมัย Picasso ยังเป็นจิตรกรไส้แห้ง ไม่มีเงินแม้จะซื้อกาแฟดื่มสักถ้วย เจ้าของร้านที่ต้องบอกว่าตาแหลมแถมเฮงสุดๆ บอกให้ Picasso สั่งอาหารตามสบาย โดยจ่ายด้วยการวาดภาพให้เขา กอนซาโลพาเราเข้าไปดู บอกภาพลายเส้นและภาพสีน้ำมันหลายภาพในร้านคืองาน Picasso ของแท้ [ขวา] Mercat de Santa Caterina ตลาดใหม่บนที่ๆเคยเป็นตลาดเก่าจากศตวรรษที่ 19 สร้างใหม่ในปี 2005 โดย Enric Miralles สถาปนิกสุดเฮ้วชาวคาตาลัน ส่วนโดดเด่นก็คือหลังคาคลื่นสีสันสดใส


[ซ้าย] วิธีทำให้เสาเหล็กดูไม่แข็งกร้าว [กลาง] petit Palau หน้าตาทันสมัยอยู่ติดแกรนด์ Palau สร้างในปี 1905 ถึง 1908 โดย Luis Domènech i Montaner สถาปนิกกลุ่มโมเดิร์นนิสต์อีกคนของบาร์เซโลนา ที่นี่ก็ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ชื่อเต็มคือ Palau de la Música Catalana หรือคอนเสิร์ตฮอลแห่งคาตาลัน [ขวา] รูปปั้นที่หัวมุมด้านหน้า


[ซ้าย] ด้านหน้าตกแต่งด้วยโมเซก ลวดลายดอกไม้แกะสลัก รูปปั้น [ขวา] ความเก่าและใหม่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เมื่อเดินหักมุมมาด้านข้าง petit Palau ก็จะเห็นความใหม่ที่ต่อเติมเสริมเข้ามา ผนังกระจกใสกั้นอาคารโบราณ


[ซ้าย] รั้วกระจกใสแจ๋วและบันไดสูงด้านหลัง petit Palau เพิ่มพื้นที่รวมกลางแจ้งก่อนเข้าชมคอนเสิร์ต [ขวา] มรดกโลกและมรดกของบาร์เซโลนาที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี


เรามีกำหนดทานมื้อกลางวันตอนเที่ยงกว่า กอนซาโลยิ้มนิดๆ (ก็เวลาอาหารกลางวันของคนสเปนล่อไปบ่ายสอง) ขณะเดินนำพาเราไปส่งที่ร้านอาหารข้าง La Sagrada Família ก่อนจะบอกว่าอีก 1 ชม.เจอกัน ให้ทุกคนกินเยอะๆ กินทุกอย่างที่ร้านนำมาเสิร์ฟเพราะเดินถึงเย็น อาหารมื้อแรกกับแทคทีมคือปาเอญ่า (paella) หรือข้าวผัดสเปนอันโด่งดัง อาหารประจำชาติกระทิง ผัดมาในกระทะแบนขนาดใหญ่ที่ร้านยกมาให้ดูก่อนตักแบ่ง มีหอยแมลงภู่ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปู สดอร่อย อาหารทะเลในสเปนจะสดและอร่อยมาก ราคาไม่แพง และคนสเปนหุงข้าวใช้ไ้ด้เลย อาจแฉะไปนิดแต่ไม่เละ เขาบอกปาเอญ่าต้องให้ข้าวนิ่มแบบนี้ คนที่ชอบข้าวแฉะ หาร้านจีนไม่เจอก็ไม่อดตายในสเปนแน่ แต่ทริฟนี้เราเน้นอาหารท้องถิ่นเท่านั้น โนไชนีส ใครเปรยชวนทานอาหารจีนจะมีแต่คนทำหูทวนลมใส่ (แต่ท้ายๆทริฟคำว่าบะหมี่หมูแดง ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเริ่มเซ็งแซ่) ทุกคนสั่งไวน์แดงของสเปนมาดื่มกลั้วคอ อร่อยมาก ไวน์ราคาเท่าน้ำขวดเลยค่ะ ยิ่งถ้าเป็นไวน์ท้องถิ่น บางทีถูกกว่าน้ำขวดด้วยซ้ำ

ก่อนไปชม La Sagrada Família และ Parc Güell เรามารู้จัก Anthoni Gaudí กันสักนิด เจ้าของงานสถาปัตยกรรมบันลือโลกหลายแห่ง เมื่อวานไปดูมาแล้วสอง วันนี้จะได้เห็นอีกสอง UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนทั้งสี่แห่งนี้เป็นมรดกโลก เก็บรักษาให้อนุชนรุ่นหลังไม่ใช่แค่ในสเปนแ่ต่จากทั่วโลก ได้รับรู้อัจฉริยภาพและความคิดก้าวไกลของคนที่เกิดก่อนยุคของเขาร้อยกว่าปี

Gaudí ไม่ชอบให้ถ่ายรูป รูปถ่ายของเขามีน้อยมาก [ซ้าย] ปี 1878 อายุ 26 [กลาง] ปี 1888 อายุ 36 [ขวา] รูปถ่ายรูปแรกของ Gaudí ที่ตีพิมพ์ในสเปน
ANTONI GAUDÍ (1852 - 1926) เกิดที่ Reus เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1852 เริ่มศึกษาที่ Escola Provincia d’Arquitectura de Barcelona เมื่อปี 1873 ได้ใบประกอบอาชีพในปี 1878 เกาดี้มีชีวิตในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ช่วงที่คาตาโลเนียกำลังเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ได้รับการศึกษาตามแนวทาง Renaixança ของคาตาลัน เขาเป็นผู้กรุยทางให้แนว Modernism หนึ่งในแนวออกแบบที่จะพลิกโฉมหน้าสถาปัตยกรรมทั่วยุโรปเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แต่เกาดี้เองไม่เคยยึดตามกฏเกณฑ์และสุนทรียภาพของ Modernism ลูกค้าส่วนใหญ่ของเขาคือผู้มีอันจะกินแห่งบาร์เซโลนาและสำนักศาสนา Eusebi Güell (1846-1918) นักอุตสาหกรรมคือลูกค้าและนายทุนหลักของเขา

ความโดดเด่นในอาชีพของเกาดี้มาจากสุนทรียภาพและโครงสร้างที่เขากำหนดขึ้นเอง ซึ่งเราจะเห็นได้ใน Casa Batllò; Casa Milà หรือ La Pedrera (1906-1912) ลักษณะงานในยุคต้นๆของเกาดี้เช่น Casa Vicens (1883-1888) Palau Güell (1886-1888) ได้แรงดลใจจากหลักการโบราณผสมผสานกับอิทธิพลตะวันออก และการตกแต่งแบบยุคกลางที่ได้รับการฟื้นฟูใหม่ เกาดี้มีความสนใจในเรื่องรูปทรง สี และรูปทรงเรขาคณิตในธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก เขาใช้ประโยชน์จากเทคนิคนวัตกรรมใหม่ในยุคของเขา เช่นการใช้เหล็กและวัสดุสำเร็จรูปในโครงสร้าง ผสมผสานกับเทคนิคและรูปแบบดั้งเดิมเช่นงานก่ออิฐ เกาดี้เข้าใจสถาปัตยกรรมว่าคืองานศิลป์ที่ต้องมีความเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ของเกาดี้จะมีให้เห็นในองค์ประกอบทุกส่วนของงาน ตั้งแต่หัวบันไดไปจนถึงลูกบิดประตู วิธีทำงานที่จะมีอิทธิพลต่อวิชาสถาปัตยกรรมในเวลา่ต่อมา เกาดี้ทำงานร่วมกับช่างฝีมือและสถาปนิกระดับแนวหน้าเช่น Josep Maria Jujol (1879-1949) ที่ร่วมงานสร้าง Parc Güell และ Casa Milà

Antoni Gaudí เสียชีวิตในบาร์เซโลนาเมื่ออายุ 74 ปี ในอุบัติเหตุรถรางชนเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 1926 ศพของเขาฝังอยู่ในห้องใต้ดินของ La Sagrada Família

(ข้อมูลจาก Fundació Caixa Catalunya) คลิกเข้าไปอ่านประวัติ Gaudí โดยละเอียด

[ซ้าย] ภาพวาด La Sagrada Família เมื่อแล้วเสร็จ [ขวา] Nativity Façade ที่สร้างภายใต้การคุมงานโดยเกาดี้ตั้งแต่ปี 1883 ถึงปี 1926 ส่วนสีขาวคือด้านข้างของ Glory Façade ที่จะเป็นด้านหน้าโบสถ์เมื่อแล้วเสร็จ


หนังสือนำเที่ยวหลายเล่มบอกถ้าเวลาเที่ยวของคุณนั้นพอให้ดูได้แค่ที่เดียวในบาร์เซโลนา ที่นั้นต้องเป็นโบสถ์ La Sagrada Família (The Holy Family) ชื่อเต็มคือ Temple Expiatori de la Sagrada Família สัญลักษณ์ของบาร์เซโลนาและอาจจะของสเปน ผลงานอภิมหาอมตะของ Antoni Gaudí ที่ยังสร้างไม่เสร็จแม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าร้อยปี ขณะนี้งานก่อสร้างยังดำเนินต่อไป คาดว่า “อาจจะ” เสร็จสมบูรณ์ในปี 2020 และสามารถจัดพิธีมิซซาเป็นครั้งแรกในปี 2008 “ถ้า” หลังคาโบสถ์เสร็จตามกำหนด

ในปี 1883 หนึ่งปีหลังการก่อสร้างโบสถ์นิโอ-โกธิก ณ ทำเลแห่งนี้เริ่มต้นขึ้น Gaudí ได้ัรับมอบหมายให้สานงานต่อให้เสร็จ มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างขณะ Gaudí ทำงานไปเรื่อยๆ เขาอุทิศ 43 ปีสุดท้ายของชีวิตให้ La Sagrada Família กินนอนเก็บตัวอยู่ในไซด์งานเป็นเวลา 16 ปี มีเพียงหอสูงหอเดียวของ Nativity Façade ที่ทำเสร็จตอน Gaudí เสียชีวิต แต่อีกสามหอสูงทางด้านนี้ทำเสร็จในเวลาต่อมาตามแปลนเดิมของ Gaudí งานต้องหยุดชะงักในช่วงสงครามกลางเมืองและกลับมาดำเนินต่อไปจนถึงทุกวันนี้ ทุนทั้งหมดในการก่อสร้างมาจากเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา

แปลนเดิมของ Gaudí ถูกตัดทอนลงบ้าง แต่โบสถ์เมื่อเสร็จสมบูรณ์จะยังคงความอลังการ ส่วนที่ยังไม่ได้สร้างคือหอสูงแห่งพระเยูซคริสต์ (Tower of Jesus Christ) ที่กลางโบสถ์ซึ่งจะสูงที่สุดถึง 170 เมตร หอสูงแห่งผู้เผยแพร่คำสอน 4 หอ (Towers of the Evangelists) ซึ่งจะห้อมล้อมหอสูงกลาง หอสูงแห่งพระแม่มารี (Tower of the Virgin) เหนือมุขทิศใต้ และหอสูงแห่งสาวก 12 หอ (Towers of the Apostles) ที่จะแบ่งเป็นสี่หอเหนือ façade 3 ด้าน รวมทั้งสิ้น 18 หอสูง จวบจนปัจจุบันทำเสร็จไปเพียง 8 หอและ façade แค่ 2 ด้าน ได้แก่ 4 หอสูงของ Nativity Façade (ด้านต.อ.) และ 4 หอสูงของ Passion Façade (ด้านต.ต.) ส่วน Glory Façade และอีก 4 หอสูง (ด้านเหนือ) ติดถนน Mallorca ซึ่งเป็นทางเข้าหลักหน้าโบสถ์ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง

เมื่อเสร็จสมบูรณ์ตามแบบของเกาดี้ La Sagrada Família จะจุคนเต็มที่ได้ 13,000

คลิกอ่านข้อมูล La Sagrada Famíliaโดยละเอียด

Towers of the the Apostles เหนือ Nativity Façade ทางทิศต.อ. หอสูงบางหอของ façade นี้มีลิฟท์ ต่อด้วยบันไดเวียนแคบชันให้เดินขึ้นไปถึงยอด


Nativity Façade แบ่งทางเข้าเป็นสามช่อง เหนือช่องทางเข้าคือรูปปั้นแกะสลักอันวิจิตร เล่าการประสูติของพระเยซูคริสต์ ส่วนเหนือช่องทางเข้าทั้งสาม (ไล่จากซ้ายไปขวา) บอกถึง ความหวัง ความใจบุญ และ ความศรัธา (Hope, Charity, Faith) [ขวา] ช่อง Charity เป็นภาพแกะสลักวันประสูติ เหนือขึ้นไปคือเทวดาขับขาน


[ซ้าย] La Sagrada Família [ขวา] งานของเกาดี้แทบทุกแห่งต้องแหงนคอมองจนแทบตั้ง ความรู้สึกขณะยืนใต้ช่องประตู ดูรูปปั้นแกะสลักบน façade ชะโงกออกมาเหนือเรา


เปรียบเทียบหอสูงแห่งสาวกของ Nativity Façade เริ่มสร้างเมื่อปลายศตวรรษ 19 และของ Passion Façade ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม ด้านนี้เริ่มสร้างในยุค 50


Josep Subirachs คือประติมากรผู้ออกแบบลวดลายรูปปั้นแกะสลักทั้งหมดของ Passion Façade (โครงสร้างยังยึดตามแปลนของเกาดี้) เขารับงานในปี 1987 และไม่ต้องการลอกเลียนสไตล์ของเกาดี้ [ซ้าย] Passion Façade ถ่ายจากสวนด้านหน้า [ขวา] Tower of the Apostles ของ façade นี้


[ซ้าย] สไตล์งานของ Subirachs [ขวา] บานประตูทองสัมฤทธิ์ ลวดลายคือชื่อต่างๆหลายร้อย ชื่อพระเยซูคริสต์และสาวกทั้ง 12 ที่แทรกอยู่จะเป็นสีทอง


Passion Façade เล่าถึงช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตพระเยซูคริสต์และวันตาย ตอนล่างซ้ายคือภาพแกะสลัก The Last Supper ตอนกลางเป็นวันที่ถูกตรึงกางเขน ศีรษะพระเยซูจะเป็นพระคัมภีร์ไบเบิล Subirachs ก็ยังคงทำงานเพิ่มเติมภาพแกะสลักจนถึงทุกวันนี้


[ซ้าย] Kiss of Judas รูปปั้นทางซ้ายของประตูใหญ่ช่องกลาง ข้างรูปปั้นคือแผ่น cryptogram ของ Subirachs ผู้มีอิสระในการออกแบบ เพราะเกาดี้ไม่ได้ทำแบบลายปั้นแกะสลัก façade ด้านนี้เอาไว้ cryptogram คือแผ่นสี่เหลี่ยมประกอบด้วยตัวเลขที่จะได้ 310 เมื่อบวกรวมกันหมด แต่ถ้าคุณบวกเป็นแถวไม่ว่าจะแนวไหน ตัวเลขที่ได้จะเป็น 33 อายุพระเยซูคริสต์ในวันถูกตรึงกางเขน [ขวา] คนซ้ายสุดถ้าดูดีๆ หน้าเหมือนใครเอ่ย เราแนะนำให้รู้จักเขาก่อนพามาดู La Sagrada ส่วนทหารโรมันก็ผ่านตามาแล้วตอนไปดูงานของเกาดี้เมื่อวานนี้ แต่ทหารพวกนั้นเป็นปล่องบนดาดฟ้า


มีรูปปั้นแกะสลักเกาดี้ แล้วจะไม่ให้มีของผู้ออกแบบ façade ด้านนี้ได้อย่างไร รูปปั้นแกะสลัก Subirachs ถูกมัดติดกับเสาอยู่หน้าประตูทางเข้า เสานี้เลยมีชื่อว่า Subirachs Column ที่จริงทำภาพแกะสลักทั้งครอบครัวเลยล่ะ แต่ดูเขาคนเดียวก็แล้วกัน


[ซ้าย] ยอด Towers of the Apostles กล้องเราซูมได้แค่นี้ กอนซาโลบอกมันคือเซรามิคแตกหักกรุทำลวดลาย เหมือนงานเกือบทั้งหมดของเกาดี้ [กลางและขวา] มุขด้านทิศใต้ของโบสถ์คือส่วนที่ทำเสร็จเป็นส่วนแรก


ภายในโบสถ์เต็มไปด้วยนั่งร้านสูงปรี้ด นี่ไม่มองต่ำ เพราะที่พื้นมีพิมพ์หล่อขนาดยักษ์วางระเกะระกะ กองหินเหลี่ยมก้อนใหญ่ๆ เครื่องมือ นายช่างทำงานกันอย่างขมักเขม้น เสร็จทันจัดพิธีมิซซาในปี 2008 ไหมเนี่ย


ห้องใต้ดินโบสถ์เปิดเป็น Museu Gaudí เกาดี้ก็นอนสงบชั่วนิรันดร์อยู่ชั้นใต้ดินนี้ (คงมีความสุขท่ามกลางผลงาน แต่อาจจะหนวกหูนักท่องเที่ยว) เราไม่ได้เข้าไปห้องที่เก็บศพเพราะปิดซ่อมแซม รูปข้างล่างคือห้องทำงานของเกาดี้ ปัจจุบันก็ยังใช้งานอยู่ แต่ไม่ให้เข้าไปยุ่มย่าม ทำผนังกระจกคั่นให้เห็นข้างใน ยังมีนายช่างทำงานอยู่ในนั้น วิธีทำงานของเกาดี้จะเขียนแค่แปลนบนแผ่นกระดาษ และขึ้นโมเดล 1:10 ทุกครั้ง เกาดี้ไม่เขียนรูปด้านแบนๆเพราะต้องการเห็นมันใน 3 มิติ เพื่อดัดแปลงแก้ไขจนกว่าจะพอใจ ถ้าเป็นยุคนี้ก็แค่ใช้คอมพิวเตอร์ ดังนั้นโมเดลที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เกาดี้ พูดได้ว่ามันคือคอมพิวเตอร์เมื่อร้อยปีก่อนของสถาปนิกบันลือโลกผู้นี้ กอนซาโลบอกดีไซน์ของเกาดี้นั้นยากแม้จะขึ้นแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ บางครั้งการทำงานจะผสมผสานวิธีเก่า นั่นคือทำโมเดลออกมาเหมือนที่เกาดี้เคยทำเมื่อร้อยกว่าีปีก่อน


โมเดล La Sagrada Família อัตราส่วน 1:10 ที่อันโตนิ เกาดี้ ทำเอาไว้


รูปขวาคือภาพสเก็ตช์ Passion Façade ของ Subirachs


Parc Güell คือผลงานแห่งที่สี่ของเกาดี้ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่เราจะไปดู สวนนี้เริ่มสร้างเมื่อปี 1900 หลังจาก Count Eusebi Güell กว้านซื้อที่ดินซึ่งสมัยนั้นอยู่นอกเมือง จ้างเกาดี้ให้ออกแบบสวนหย่อมและหมู่บ้านเพื่อขายให้บรรดาเศรษฐีเมืองบาร์เซโลนา แผนคือสร้างบ้าน 60 หลัง มีลานใหญ่ใช้สำหรับการสันทนาการ แต่โครงการพับไปในปี 1914 เพราะบ้านขายไม่ออกและสร้างเพียง 2 หลัง เกาดี้ใช้ชีวิตอยู่พักใหญ่ในบ้านหลังหนึ่งท่ามกลางสวน Güell ที่เขาสร้างสรรค์เป็นบางส่วน อันประกอบด้วยถนนคดเคี้ยววกวนไปมายาว 3 กม. ขั้นบันได พลาซ่าในสไตล์หนึ่งเดียวแบบ Gaudí และบ้านคนเฝ้าประตูสองหลัง สไตล์ขนมปังขิงคล้ายในนิทานเฮนเซลและเกรทเธล ปัจจุบันมันคือประตูทางเข้าสวนจากถนน Carrer d’Olot

แผงหนาใหญ่ดูคล้ายอิฐก่อแต่เป็นเหล็กหล่อนี้คือประตูทางเข้าด้านหลังสวน ถ้ามากับทัวร์จะเข้าทางนี้ ประตูนี้เปิดปิดทุกวัน ถ้าเข้าด้านหลังสวนจะเจอทางเดินขนาบข้างด้วยเสากึ่งกระถางยักษ์เป็นหินก่อ ดูแปลกมากกว่าสวย


วิวพาโนรามาของเมืองบาร์เซโลนาจากทางเดินหน้าตาแปลกนี้ เนินเขาลิบๆนั้นคือ Parc de Montjuïc


ทางเดินนำคุณมาสู่ Banc de Trencadís ซึ่งเป็นลานกว้างมีขอบทำเป็นที่นั่งยาวคดเคี้ยวเป็นคลื่นโดยรอบ ตกแต่งด้วยกระเบื้องแตกนำมาต่อลาย ผู้ออกแบบคือ Josep Maria Jujol สถาปนิกมือขวาของเกาดี้


รายละเอียดลวดลายกระเบื้องแตกอันสวยงามของม้ายาวรอบลาน



บ้านสีชมพูในรูปกลางคือบ้านที่ Gaudí เคยอยู่ หนึ่งในไม่กี่หลังที่สร้างเสร็จ


ใต้ Banc de Trencadís คือ Sala Hipóstila ซึ่งเดิมแล้วออกแบบให้เป็นตลาดนัด มันคือป่าเสาคอนกรีต 84 ต้น บางต้นก็เอียง เพดานทั้งหมดตกแต่งด้วยกระเบื้องแตกเช่นกัน พื้นขาวมีลวดลายสีสันเป็นจุดๆ ห่วงเหล็กเล็กใต้แผ่นกลมสีจะใช้ห้อยโคมเทียน




งานทั้งหมดของ Gaudí ได้แรงดลใจจากธรรมชาติ [ซ้าย] รั้วเหล็กลวดลายใบไม้ [กลาง] ก้อนหินสาว [ขวา] ช่องทางเดินที่ได้แรงดลใจจากคลื่นทะเล


Parc Güell เต็มไปด้วยลวดลายโมเซกและกระเบื้องแตกนำมากรุจัดใหม่ได้อย่างมีศิลป์ มันได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของ Gaudí นี่เป็นการแต่งผนังข้างบันไดทางเข้าหน้าสวน



[ซ้าย] หนึ่งในบ้านขนมปังขิงยี่ห้อ Gaudí ที่ประตูเข้าด้านหน้า [กลาง] การตกแต่งขอบหน้าต่าง [ขวา] มีหลายจุดที่กำัลังบูรณะ รวมถึงเจ้า dragon-lizard อันโด่งดังที่เกาะเฝ้ากลางบันไดหน้า Sala Hipóstila เลยอดถ่ายรูปคู่กับมัน



และก็ได้เวลาบอกลาบาร์เซโลนาของ Antoni Gaudí เมืองแห่งศิลปะทั้งเก่าและใหม่ที่ผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน เรา adiós Gonzalo ก่อนทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารแถว Olimpic Port ได้เดินเก็บรูปยามเย็นริมชายหาด หวังว่าคงได้มาทักทายบาร์เซโลนาอีกครั้ง เมืองแห่งศิลปะชนิด “อะไรก็ได้ถ้ามันคือศิลปะ” ที่ชวนให้กลับไปหายิ่งนัก (เมื่อกระเป๋าเิงินอำนวย)

[ซ้าย] บรรยากาศเย็นสบายบนทางเดินริมน้ำ ประติมากรรมคล้ายปลาเป็นฝีมือของ Sir Norman Foster ตั้งอยู่เหนือกาสิโน [ขวา] ส่วนหนึ่งของชายหาดยาว 4 กิโลเมตรของเมืองที่หันหน้าสู่ทะเล


[ซ้าย] สองในตึกสูงไม่กี่แห่งของบาร์เซโลนา [ขวา] เราชอบตึกสูงกลางเืมืองตึกนี้ ดูไกลๆก็งั้นๆ คล้ายตอร์ปิโดหรือไม่ก็คอนดอมยักษ์แล้วแต่สายตาใครจะเห็นอะไร พอดูใกล้ๆแล้วสวยอ๊ะ น่าเสียดายที่รถวิ่งผ่านตอนโพล้เพล้ แม่สีที่ใช้ตกแต่งนั้นไล่กันได้งามทีเดียว และการส่องบาร์เซโลนาก็คงจะจบที่ตอร์ปิโดยักษ์นี้ ลองคิดเล่นๆว่าสถาปนิกไทยจะขายไอเดียแบบนี้ได้ไหมสำหรับตึกใจกลางกรุงเทพฯ
พรุ่งนี้แทคทีมบินแต่เช้าลงไปแคว้น Andalucía ส่องสเปนใต้ บลอคนี้ำพาเที่ยวผ่านรูปภาพ ตอนนี้กว่าภาพจะขึ้นหมดก็ใช้เวลาพอควร ดังนั้นส่องสเปนตอน 3 จะขึ้นบล็อคใหม่ค่ะ โปรดติดตาม เหนือใต้ สวยคนละแบบ แต่สวยเท่ากัน




 

Create Date : 20 เมษายน 2550    
Last Update : 23 ตุลาคม 2550 13:08:16 น.
Counter : 1200 Pageviews.  

ตอน 2 บาร์เซโลนาเมืองแห่งศิลปะ และ Antoni Gaudí

ส่องสเปนวันที่ 4 "Hola Barcelona"

เที่ยวบินจากบิลเบามาบาร์เซโลนาใช้เวลา 55 นาที อุณหภูมิพื้นดินประมาณ 8 องศา แดดแจ๋ เรามาถึงโรงแรมที่พักหลังห้าโมงเช้าเล็กน้อย นึกว่าต้องฝากกระเป๋าไว้ก่อนเพราะยังไม่เที่ยงวัน แต่โรงแรมเช็คอินให้ได้ทันที หลังจากได้ห้องเรียบร้อย ล้างหน้าล้างตา เราก็มิรอช้า แดดใสออกอย่างนี้หลังจากเห็นแต่ฟ้าสีเทาอืมครึมและฝนๆๆๆในบิลเบา อากาศเย็นสบายน่าเดิน โรงแรมของเราอยู่ไม่ไกลจาก Estació de Sants และหน้าโรงแรมมีสถานีเมโทร Sants Estació อาจจะอยู่ไกลจากใจกลางเมืองแต่ไปมาสะดวกสบาย

เนื่องจากแดดดี จะมุดใต้ดินก็กระไรอยู่ เราเลือกนั่งรถบัสสองชั้นหลังคาเปิดเที่ยวชมเมือง ที่เราให้ฉายาว่ารถลูกกะตาตามโลโก้บนตัวรถ ไปถามข้อมูลที่ททท.บาร์เซโลนา ซื้อตั๋วและขึ้นที่ป้ายสถานที่รถไฟ Sants ซึ่งเดินจากโรงแรมไม่ถึง 5 นาที

วิวเมืองบาร์เซโลนาจากทางอากาศขณะเครื่องบินตีวงลดระดับลงท่าอากาศยาน El Prat ทำเลที่ตั้งดีมาก ด้านหน้าเป็นทะเล ด้านหลังเป็นภูเขา ถนนหนทางตัดเป็นบล็อคดูมีระเบียบกว่าทุกเมืองในทริพครั้งนี้ รูปขวามือก็ผลงานของเขาคนนั้นอีกแล้วค่ะ Torre de Calatrava ใน Parc de Montjuïc สร้างในปี 1992 ครั้งที่จัดโอลิมปิกส์ที่บาร์เซโลนา


เมืองแห่งศิลปินและงานศิลปะ มีศิลปินชื่อดังหลายคนฝากผลงานกลางแจ้งไว้ตามที่ต่างๆในบาร์เซโลนา รูปซ้ายสุดเป็นผลงานของ Richard Lichtenstein รูปกลางคือ Mirador de Colom ซึ่งอยู่สุดถนน La Rambla ทางด้านอ่าว สร้างในศตวรรษที่ 19 ให้ Christopher Columbus ที่นักประวัติศาสตร์ชาวคาตาลันบางคนบอกว่าเขาเป็นคนบาร์เซโลนา ไม่ใช่คนเจนัว จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบค่ะ รูปขวาสุดคือทางเข้า Picasso Museum ที่อยู่ในเขต Ciutat Vella (เมืองเก่า)


เยื้องกับ Picasso Museum คือพิพิธภัณฑ์สิ่งทอ น่าเสียดายที่เรามาถึงในวันอาทิตย์ วันนี้พิพิธภัณฑ์หลายแห่งเปิดถึงบ่ายสามเท่านั้น พอเสร็จจากเข้าชม Picasso Museum ข้ามมาที่นี่ก็ปิดแล้ว ได้แต่เข้าไปเมียงมอง ถ่ายรูปลานตรงกลางหน้าทางเข้า ซึ่งจัดเป็นมุมนั่งดื่มกาแฟทานของว่างได้น่ารัก


ไฟริมทางสวยดี (เจ้าของบล็อค ชอบดูของแบบนี้ค่ะ) และคุณคริสเตียน ไกด์ตลกฮาของเราบนรถลูกกะตา


อุณหภูมิวันนี้สูงสุด 15 องศา ฝนไม่มี แดดใส แต่กลับรู้สึกหนาวกว่าบิลเบา อาจเป็นเพราะติดทะเล หรือไม่เราก็เหนื่อย เราใช้เวลาที่เหลือเดินอยู่ในเมืองเก่า ซอกแซกไปตามถนนแคบๆ ซอกเล็กซอกน้อย อาคารบ้านเรือน โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหารสวยเท่ คึกคักไปด้วยบาร์เซโลนิสต้าและนักท่องเที่ยว หนึ่งทุ่มตรงของที่นี่ยังเหมือนห้าโมงเย็นบ้านเรา คืนนั้นเราจบด้วยอาหารทะเลสดอร่อยในร้านน่ารักแถวเมืองเก่านั่นแหละ ออกมาก็มืดแล้ว อากาศเริ่มหนาวลง เดินหูเย็นเจี้ยบหาสถานีรถไฟใต้ดินกลับโรงแรม พรุ่งนี้เริ่มต้นกันสบายๆ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวไม่เปิดต้อนรับก่อน 10 โมงเช้าหรืออาจช้ากว่านั้นค่ะ

Barcelona Cathedral และบรรยากาศใน Ciutat Vella


ส่องสเปนวันที่ 5 "สุดชอบ Casa Batlló และ La Pedrera ของอันโตนิ เกาดี้ ก่อนไปเยือน "กัม เนา" ของเอฟซี บาร์เซโลนา"

หลังจากนอนพักผ่อนกันเต็มอิ่ม วันนี้เรากะลุยแบบขาไม่ลากไม่เลิก เริ่มโดยไปชมสถาปัตยกรรมสองแห่งโดย Antoni Gaudí สถาปนิกศิลปินชาวคาตาลันผู้ลือลั่น แห่งแรกคือ Casa Batlló (คาซา บั้ดโญ่) หนังสือ Lonely Planet เปรียบเทียบว่าถ้า Sagrada Família (Church of the Holy Family ซึ่งเราจะไปดูพรุ่งนี้) คือซิมโฟนี่ชิ้นเอกของเกาดี้ Casa Batlló ก็คือเพลงวอลซ์ที่เพียบไปด้วยโน้ตเพลงแพรวพราว ปีนี้ Casa Batlló ฉลองครบรอบ 100 ปี และได้เปิดเพิ่มให้ชมห้องใต้หลังคาและปล่องไฟบนดาดฟ้า (Attics and the Chimneys) ที่ซ่อมแซมปรับปรุงมานาน

Casa Batlló ตั้งอยู่บนถนน Passeig de Gràcia ด้านหน้าอาคารตกแต่งในสไตล์ Modernist สวยสะดุดตา เป็นลวดลายงดงามโดยกรุกระเบื้องหลากสีเช่นฟ้า ม่วงอ่อน เขียว หน้าต่างทรงคลื่นขอบมนกลมและระเบียงยื่นออกมา มีเ้ส้นสายลายออกแบบที่เป็นเส้นตรงน้อยมากใน Casa Batlló


ตบเท้าเข้าต่อแถวซึ่งไม่เรียกว่ายาวมาก หลังจากซื้อตั๋วก็รับหูฟังฟรี เิดินชมเองตามอัธยาศัย ขึ้นบันไดไปชั้นหนึ่งที่มีห้อง salon ใหญ่ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ติดถนน Passeig de Gràcia


ห้อง salon มีประตูกว้างเป็นบานเฟี้ยมที่สามารถเปิดปิดตามต้องการ หน้าต่างกรอบไม้และกระจกสี ห้องนี้ตกแต่งลวดลายเป็นคลื่นโค้งซึ่งจะเห็นทั่ว Casa Batlló เพดานห้องก็ทำเป็นเกลียวคลื่นที่วนมาบรรจบกันที่ฐานโคมไฟรูปดวงอาทิตย์


[ซ้าย] ปล่องใหญ่กลางบ้าน ทำเป็นทางบันไดวนรอบลิฟท์ที่อยู่ตรงกลาง เชื่อมทั้งห้าชั้น หลังคาปล่องทำเป็นโดมแก้วขุ่นโครงเหล็กเพื่อให้บ้านสว่าง ตกแต่งผนังโดยกรุกระเบื้องเล่นสีจากฟ้าอ่อนไล่ขึ้นไปฟ้าเข้มในส่วนบนสุด [กลาง] รูปทรงหน้าต่างที่เปิดเข้าช่องกลางบ้าน [ขวา] ประตูลิฟท์


Casa Batlló เป็นอพาตเมนต์ที่สร้างจากปี 1875 ถึง 1877; Josep Batlló Cassanovas ซื้ออพาตเมนต์ไปในปี 1900 และจ้าง Antoni Gaudí ให้ออกแบบปรับแปลงโฉม ผู้รับเหมาคือ Josep Bayó Font ตอนแรก Batlló ต้องการทุบทิ้งทั้งหลังและสร้างใหม่ แต่ได้เปลี่ยนใจที่จะแค่ตกแต่งทำใหม่ในปี 1904; UNESCO ขึ้นทะเบียนให้ Casa Batlló เป็นมรดกโลกในปี 2005 (ข้อมูลจากเวปทางการ อยากรู้เพิ่มก็คลิก Casa Batllo Official Website)

มองช่องกลางบ้านผ่านกระจกผิวเปลือกส้ม


[ซ้าย]ช่องระบายอากาศ [ขวา] ไฟเพดานออกแบบโดย Gaudí ในห้องใหญ่ใต้หลังคาที่ใช้ฉายหนังนิทรรศการ และเพิ่งเปิดให้เข้าชมฉลอง 100 ปี Casa Batlló


หาเส้นตรงไม่ค่อยเจอใน Casa Batlló



Gaudí จะเจาะผนังห้องแม้จะเป็นฝั่งในบ้าน ติดกระจกเพื่อไม่ให้ห้องที่อยู่ด้านในมืดเกินไปโดยใช้แสงธรรมชาติช่วย นี่คือหน้าต่างกระจกฝ้าติดตายบานใหญ่บนผนังห้องอาหารที่เปิดออกสู่ระเบียงกว้างบนชั้นสองของบ้าน รูปขวามือคือด้านหลังบานกระจกที่เป็นห้องทางฝั่งช่องกลางบ้าน


ระเบียงกว้างหลังบ้านบนชั้นสอง มองลงมาจากดาดฟ้า และโมเดล Casa Batlló ที่ Gaudí ทำเอาไว้ ผ่าครึ่งตามความยาวให้เห็นลักษณะภายในบ้าน


รูปซ้ายสุดคือด้านหลังบ้าน เงยมองจากระเบียงชั้นสอง ส่วนรูปขวาสุดคือมุมโปรดที่สุดของเรา ชอบมาก แสงธรรมชาติช่วยให้สว่างนวลตา ไม่ต้องติดไฟเพราะอยู่ใกล้ช่องแสงบนหลังคามากที่สุด สว่างตลอดช่วงวันแม้บางครั้งจะไม่มีแดด อะแฮ่ม...จะบอกให้ว่ามันคือทางเดินหน้าห้องน้ำของชั้นใต้หลังคาค่ะ แสงสวยมาก


ชั้นดาดฟ้าที่องค์ประกอบของการออกแบบจะเน้นดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งอย่างนุ่มนวลและสร้างสรรค์ ปล่องเหล่านี้มีทั้งเป็นช่องถ่ายเทอากาศ และปล่องไฟเตาผิง


เทคนิคกระเบื้องโมเซก แก้วสีแตกหักนำมาต่อเป็นลวดลายที่เคยฮิตกันอยู่พักหนึ่ง เจ้าของไอเดียทำไว้ก่อนใครเมื่อร้อยปีก่อน นักอนุรักษ์ตัวจริง Gaudí ยังนำถ้วยจานชามแตกหักมาตกแต่งได้อย่างงดงาม ซึ่งเราจะเห็นในวันพรุ่งนี้ที่ Parc Güell


เรากลับไปเดินถนน Passeig de Gràcia กันอีกในตอนกลางคืน Casa Batlló จะเปิดไฟสวยงาม


ยามค่ำเห็นเลข 100 ชัดเจน ช่วงวันเห็นแต่คนเข้าคิว เรามัวตื่นเต้น Casa Batlló มองข้ามหลายตึกข้างๆซึ่งน่าเข้าชมเช่นกัน สามสี่ตึกที่อยู่ติดกันเป็นพืดนี้เป็นสถาปัตยกรรม modernist ที่งดงามต่างกัน ก็ได้แต่ร้อง "มันยาน่า" ถ้ามีวาสนาได้กลับมาบาร์เซโลนาอีก จะให้เวลาศิลปินคนอื่นบ้าง ครั้งแรกนี้ขอเป็นบาร์เซโลนาของ Antoni Gaudí ก็แล้วกัน


งานสถาปัตยกรรมต่อไปของ Antoni Gaudí ที่เราไปดูอยู่หัวมุมถนน Carrer de Provença ตัดกับ Passeig de Gràcia ไม่ไกลจาก Casa Batlló เดินเลยขึ้นไปราวสองสามบล็อค La Pedrera เป็นอาคารอพาตเมนต์และสนง.ให้เช่า ชื่อเดิมคือ Casa Milà ตั้งตามชื่อ Pere Milà คหบดีนักอุตสาหรรมและ Roser Segimon ภรรยาของเขาซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง ใช้เวลาก่อสร้างจากปี 1905 ถึง 1910 นี่เป็นงานออกแบบอาคารชิ้นสุดท้ายของเกาดี้ก่อนที่เขาจะอุทิศเวลาที่เหลือทั้งหมดในชีวิตให้ Sagrada Família

เกาดี้ออกแบบอพาตเมนต์สูง 8 ชั้นแห่งนี้โดยแบ่งเป็นสองส่วน มีทางเข้าแยกกัน ชั้นบนๆเชื่อมต่อกัน ส่วนแรกอยู่หน้าอาคาร สร้างรอบลานกลมตรงกลาง อีกส่วนอยู่ด้านหลัง La Pedrera มีชั้นใต้ดินซึ่งทำเป็นลานจอดรถ(แห่งแรกของบาร์เซโลนา) ราวระเบียงเหล็กดัดลวดลายวิจิตรโดย Josep Maria Jujol นั้นดูคล้ายสาหร่ายทะเลที่พริ้วพันเลื้อยโค้งไปตามผนังหินของอาคารที่ออกแบบเป็นคลื่น La Pedrera ไม่มีผนังตรง และเมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆ ดีไซน์สุดแหวกแนวของเกาดี้ ถูกสับเละและเป็นที่ขบขันล้อเลียนโดยปัญญาชนชาวบาร์เซโลนิสต้า

ปัจจุบัน La Pedrera คืออีกหนึ่งงานสถาปัตยกรรมของ Antoni Gaudí ที่ UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1984

[ซ้าย] ด้านหน้า La Pedrera ตรงหัวมุมถนน [กลาง] ลวดลายราวเหล็กดัด [ขวา] ช่องประตูทางเข้ามองจากลานกลมกลางอาคาร


La Pedrera คือชื่อเล่นในสมัยนั้นที่กลายมาเป็นชื่อเรียกในปัจจุบัน เพราะลักษณะภายนอกที่ดูคล้ายแกะสลักจากหินทั้งก้อน (la pedrera แปลว่าเหมืองหิน) [ซ้าย] ภายนอกอาคารด้านถนน Carrer de Provença [ขวา] ผ่านประตูทางเข้า หลังจากกระเป๋าถือ และสัมภาระทุกอย่างต้องผ่านเครื่องเอ็กซ์เรย์ ก็มาถึงลานกลมกลางอาคาร แหงนคอจนเกือบตั้งจะเห็นอย่างในรูปซ้ายมือนี่แหละ


สีสันเพดานล็อบบี้


จากข้อมูลบนแผ่นพับแจกคู่กับตั๋ว : มูลนิธิวัฒนธรรมคาตาลุนญ่า (Fundació Caixa Catalunya) ซื้อ La Pedrera ไปในปี 1996 มูลนิธิได้ซ่อมแซมบูรณะและเปิดเป็นศูนย์วัฒนธรรม ส่วนที่เปิดให้เข้าชมแบ่งออกเป็น 4 ส่วน

1. Temporary Exhibition Hall ที่ชั้นล่าง จัดแสดงผลงานหมุนเวียนของศิลปินเช่น Noguchi, Bacon, Chagall, Kandinsky, etc.

2. The Pedrera Apartment นิทรรศการถาวรบนชั้น 4 ของอาคาร เป็นอพาตเมนต์แปลนเดิมทั้งชั้น ตกแต่งตามความนิยมของครอบครัวผู้มีอันจะกินชาวบาร์เซโลนิสต้าเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 องค์ประกอบการตกแต่งหลายส่วนในอพาตเมนต์เป็นฝีมือของเกาดี้

3. Espai Gaudí (Gaudí Space) ที่ชั้นใต้หลังคาซึ่งเคยใช้เป็นห้องเก็บแท๊งค์น้ำและตากผ้า เกาดี้สร้างห้องใต้หลังคาเหนือชั้นบนสุดของอาคารเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อนหนาวของอากาศ นิทรรศการถาวรในห้องใต้หลังคานี้จัดแสดงรูปดรออิ้ง โมเดลที่เกาดี้ทำไว้ อีกทั้งวีดีโอ ภาพถ่ายบอกเล่าถึงผลงานต่างๆของเกาดี้ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์บางชิ้น

4. The Terrace ดาดฟ้าสุดแหวกแนว อันประกอบด้วยช่องบันได ปล่องระบายอากาศ ที่ทำเป็นคลื่นคดโค้งให้เข้ากับตัวอาคาร

The Pedrera Apartment โถงรอและห้องทานอาหาร


หัวเตียงอาร์ตนูโว และวิว Passeig de Gràcia จากห้องทำงานของคุณผู้ชายเจ้าของบ้าน


[ซ้าย] โต๊ะทำงานของนักธุรกิจเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 [กลาง] กระเป๋าเดินทางยุคโบราณ เสื้อผ้าไม่ยับ [ซ้าย] ห้องครัว


[ซ้าย] ชอบอ่างล้างหน้าสาวใช้ [กลาง] ราวระเบียงด้านข้างอาคาร ถ่ายจากหน้าต่าง gift shop [ขวา] ทางเข้า Espai Gaudí


โมเดล La Pedrera อัตราส่วน 1:10 [ซ้าย] ด้านหน้าตึก [ขวา] ดาดฟ้า


[ซ้าย] ด้านข้างอาคาร [กลางและขวา] โมเดลรายละเอียด


The Terrace กับปล่องไฟ และ ช่องระบายอากาศรูปทรงแปลกประหลาด


[ซ้าย] ขอบระเบียงอพาตเมนต์ชั้นบนสุด แสดงให้เห็นเส้นสายสะบัดพริ้วของผนังอาคาร [กลางและขวา] หน้าตาปล่องไฟนั้นดูน่าสะพรึงกลัว จนคนสมัยนั้นเรียกมันว่า espantabruixas แปลว่า witch-scarers (แม่มดยังกลัว)


มุมนี้มองเห็น La Sagrada Família ดาดฟ้าของ La Pedrera ไม่มีสีสันเท่า Casa Batlló แต่ความคิดหลากล้ำนั้นเท่ากัน อย่าลืมว่าดีไซน์นี้ทำออกมาเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน ไม่น่าแปลกใจที่เกาดี้ถูกมองว่าเป็นตัวตลกหรือคนบ้าในสายตาของ "ผู้รู้" หลายคน


หลังออกจาก La Pedrera เราก็พักการเสพศิลปะด้วยกีฬากันอีกครั้ง คราวนี้ถึงตาของเอฟ ซี บาร์เซโลนา โคตรทีมแชมป์ลาลีก้าสองปีซ้อน ขึ้นรถลูกกะตา เส้นทางสีแดงที่วิ่งทางตอนเหนือของเมืองบาร์เซโลนา ส่วนใหญ่เป็นย่านที่อยู่อาศัย มีบ้านสวยงามหลายหลัง และผ่านสนามฟุตบอล "กัม เนา" อันโด่งดัง (หรือคัมป์ นูสำหรับแฟนบอลนอกสเปน) คลิกไปดูภาพและเรื่องเล่า Camp Nou เลยค่ะ วันที่สองในบาร์เซโลนาของเราก็ปิดฉากกันที่กัม เนา อยู่กันเป็นหลายชม.โดยเฉพาะในเมกะสโตร์ เลือกแล้วเลือกอีก หยิบแล้วก็วาง เปลี่ยนใจเดินกลับไปหยิบใหม่ กลับออกมาก็เขาก็ปิดประตูสนามไล่พอดี

ละแวกบ้านและสิ่งก่อสร้างสวยงามตามเส้นทางรถลูกกะตาสายสีแดง แหมม...ใช้บริการของเขามาสองวัน เรียกดีๆหน่อย ชื่อทางการของรถคือ Barcelona Busturistic ขึ้นลงได้ตามจุดท่องเที่ยวต่างๆที่ผ่านในเส้นทาง เมืองอื่นมีสายเดียววิ่งวนรอบ บาร์เซโลนาแบ่งเป็นสามสาย เส้นทางสีฟ้า-สีแดง-สีเขียว มีป้ายจุดที่แต่ละเส้นทางมาพบกันให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนสายได้ ตั๋วใช้ได้ 24 ชม. เลือกซื้อแบบ 2 วันก็ได้ ถ้าอากาศดีก็น่านั่งชมวิวไปเรื่อยๆ หนาวเย็นแบบนี้ลมพัดมาที วูบวาบอย่าบอกใครถ้านั่งท้าทายอยู่ชั้นบน




 

Create Date : 18 เมษายน 2550    
Last Update : 4 สิงหาคม 2552 3:10:16 น.
Counter : 1127 Pageviews.  

ตอน 1 แวะมาดริดก่อนขึ้นบิลเบา

ส่องสเปนวันแรก “ค่อนวันในมาดริดก่อนขึ้นเกือบเหนือสุดสเปน”

ขอตัดตอนบริการเอื้องหลวงเพราะกินเสร็จก็หลับตุน ออมแรงไว้เที่ยวๆๆ สายการบินเนียนดุจไหมนำเรามาถึงท่าอากาศยานนานาชาติ Madrid-Barajas ขณะท้องฟ้าเหนือแดนกระทิงดุเริ่มเรืองรองด้วยแดดอ่อนยามเช้า หลังเปลี้ยลงจากเครื่อง ผ่านตรวจคนเข้าเมือง จนท.ผมดำตาดำหน้าเข้มปั๊มพาสปอร์ตอนุญาตให้เข้าบ้านเมืองเขา รอรับกระเป๋าจากสายพาน ผ่านช่องเขียว ขนกระเป๋าขึ้นชัตเติลบัสไปเทอร์มินัล 4 เพื่อต่อเที่ยวบินไปบิลเบาเย็นนี้ เราจะมีเวลาราว 7-8 ชม.ในมาดริด ฝากกระเป๋าใบใหญ่ที่มีกันคนละใบไว้ล็อคเกอร์สนามบิน ก่อนขึ้นรถบัสวนกลับไปเทอร์มินัล 2 เพื่อมุดเมโทรสถานี Aeropuerto มุ่งเข้าใจกลางกรุงมาดริด ราว 25-30 นาทีเราก็มาถึงสถานี Banco de Espana ในราว 10 โมงเช้า อากาศในมาดริดแดดแจ๋ ท้องฟ้าใส หนาวเย็น หลังขึ้นจากเมโทร เดินไปตามถนน Paseo del Prado แป๊ปเดียวก็เจอ Museo del Prado หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะใหญ่ที่สุดในยุโรป

เทอร์มินัล 4 ของสนามบิน Madrid-Barajas ใช้สีสันสดใสเป็นการสื่อสารบอกทางนักเดินทาง รูปขวามือคือทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน Aeropuerto ซึ่งอยู่อาคารบิน 2 เดินมาได้จากอาคารบิน 1 ที่การบินไทยลง


สถานี Banco de Espana อยู่ต้นถนน Paseo del Prado โผล่ขึ้นมาก็เห็นน้ำพุ Cibeles เป็นสิ่งแรก แฟนทีมเรอัล มาดริดคงจำได้ดี ราชันชุดขาวจะมาฉลองแชมป์ลีก้าที่น้ำพุนี้ แต่ไม่ได้มาที่นี่สามปีกว่านี้แล้ว ปีนี้ต้องรอลุ้นอีก 10 นัดว่าจะได้ปิดถนนช่วงนี้ฉลองแชมป์ลาลีก้าไหม รูปข้างๆคือทางเดินข้างปราโด เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น


Paseo del Prado มีเลนรถวิ่งขนาบสองข้างทางเดินกว้างกึ่งปาร์คที่อยู่ตรงกลาง มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นอายุหลายปี มีน้ำพุ ดอกไม้สวย เก้าอี้ยาวให้นั่งพักนั่งอ่านหนังสือหรือแค่นั่งเฉยๆก็ได้ ในวันแดดใส อากาศเย็นสบาย น่าเดินยิ่งนัก


ทางเดินกลางถนนยาวเหยียด กว้างเท่าถนน 4 เลน ฟุตปาทข้างถนนด้านปราโดก็กว้างเท่ากัน


El Prado เป็นอาคารสไตล์นิโอคลาสสิกใหญ่สูงสามชั้น ออกแบบโดย Juan de Villanueva ในปี 1785 ตามพระราชโองการของพระเจ้าคาร์ลอสที่สาม พิพิธภัณฑ์เปิดในปี 1819 เริ่มโดยจัดแสดงงานศิลป์สะสมหลวง อันประกอบด้วยภาพเขียน งานแกะสลักและของตกแต่ง ปัจจุบัน El Prado มีภาพเขียนสะสมมากมายหลายพันชิ้นของจิตรกรชาวสเปน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ถึง 19 โดยเฉพาะผลงานของ El Greco, Velazquez และ Goya (ซึ่งมีเยอะที่สุด) อีกทั้งงานศิลปะของศิลปินชาวอิตาเลียน เยอรมัน เฟลมมิชและดัทช์

แผนเที่ยววันนี้คือหมกอยู่ในปราโด พอใกล้ 3 โมงเย็น ถึงตรงไหนของปราโดก็เป็นอันพอ เพราะต้องมุดเมโทรกลับไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องไปบิลเบา หันไปพยักหน้ากับเพื่อนหญิง 4-5 ชม.น่าจะพอให้เราได้ดูสิ่งที่อยากดู ได้เห็นงานศิลปะชิ้นเอกต่างๆ เช่น La Maja ภาพเขียนของ Goya ที่วาดไว้สองภาพ โดยแม่สาวมาญ่านอนอะร้าอร่ามท่าเดียวกัน ต่างกันตรงภาพหนึ่งใส่เสื้อผ้า อีกภาพเปลือยกายล้อนจ้อน สองภาพวาดเมื่อปี 1800 และภาพสาวมาญ่าลืมใส่เสื้อผ้าของ Goya ถูกสับเละในตอนนั้นว่าลามกอนาจาร ปัจจุบันเธอคือหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของยอดศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ชาวสเปน El Greco ที่แปลว่าคนกรีก จิตรกรผู้นี้จะวาดรูปตัวคนยืดๆยาวๆ เห็นแล้วจำง่ายดี ภาพเขียน Las Meninas อันโด่งดังของ Velazquez ก็อยู่ที่นี่

งานศิลปะอันหลากหลายในพิพิธภัณฑ์นี้สะท้อนให้เห็นเดชานุภาพของกษัตริย์สเปนในประวัติศาสตร์ยุโรป นานหลายศตวรรษที่อิทธิพลของราชวงศ์สเปนแผ่กระจายไปยังบริเวณที่ราบต่ำใกล้ทะเลเหนือ (ประเทศเบลเยียม ลัคเซมเบิร์ก และ เนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน) อีกทั้งบางส่วนของอิตาลี ส่วนอิทธิพลฝรั่งเศสนั้นเริ่มในศตวรรษที่ 18 หลังจากราชวงศ์ Bourbon ขึ้นครองบัลลังค์สเปน

ข้อมูลที่อ่านก่อนมาคือหากคุณมีเวลาน้อยในมาดริด และเลือกชมได้ที่เดียว เค้าบอกให้มา Prado นี่แหละ และ ถ้าคุณไม่รู้จะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่ เค้าแนะนำให้ดูผลงานของศิลปินชาวสเปนในศตวรรษที่ 17

ห้องจัดแสดงของปราโดมีสามชั้น แบ่งตามยุคสมัย หลังจากใช้เวลาราว 2-3 ชม.ในปราโด เลือกดูเฉพาะภาพที่อยากดูของสามจิตรกรเอกที่กล่าวนามเมื่อสักครู่ ช่วงนี้ยังมีนิทรรศการพิเศษของ Tintoretto แต่เราตัดสินใจไม่เพิ่มเงินเข้าไปดู ด้วยว่าอยากย้อนกลับไป Museum Thyssen-Bornemisza ที่เดินผ่านมาซึ่งอยู่คนละฝั่งถนน เหตุผลคืออาคารสวย และเราอยากเข้าไปเดินในอาคารสวย ง่ายแค่นี้แหละ แต่ปรากฏว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะงานศิลป์ที่จัดแสดงอยู่ในอาคารสวยก็น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้ปราโด งานศิลป์จัดแสดงถาวรทั้งหมดเป็นสมบัติสะสมของ Countess Carmen Thyssen-Bornemisza ต้องสารภาพว่าเราชอบที่นี่มากกว่า เพราะเป็นคนชอบงานอิมเพรสชั่นนิสต์ และที่นี่มีเยอะพอสมควร แค่เดินชมภาพเขียนของ Degas ก็คุ้มแล้ว (งานศิลป์ในปราโดก็สวยแต่ยุคเก่าไปนิดสำหรับเรา ชอบแต่ไม่มากนัก)

อนุเสาวรีย์ Goya หน้าทางเข้าด้านทิศใต้ที่เราไปเข้าแถวซื้อตั๋ว


Las Meninas ของ Velazquez

La Maja Vestida and La Maja Desnuda ของ Goya


Thyssen Museum ตึกหล่อที่พวกเราชอบกันมาก โดยเฉพาะหลังคาสนามหญ้า ตึกใหม่สีขาว สร้างเชื่อมกับตึกเก่าได้อย่างกลมกลืน


ย้อนทางเดิมกลับมาเทอร์มินัล 4 สนามบิน Madrid-Barajas พร้อมขึ้นเครื่องไอบิเรียไปบิลเบา ชอบไอเดียในการใช้สี คนสเปนใช้สีแรงได้เก่งจริงๆ ประตูเข้าเครื่องของคุณอยู่โซนไหนให้ดูจากสี ซึ่งก็จะตรงกับพื้นอักษรที่บอก gate ส่วนกลางที่เป็นสีเหลืองจะยื่นออกมาเป็นอาคารเช็คอิน ดีไซน์จะไล่แม่สี จากแดงสดค่อยๆไปจนถึงน้ำเงินเข้ม ใครขึ้นเครื่องแถวสีแดงกับสีน้ำเงินเข้มก็เร่งเท้าเร็วไวจ๊ะ เครื่องใกล้จะออกแล้ว


IBERIA สายการบินที่พาเราไปบิลเบา และเราเรียกหลังคาเทอร์มินัล 4 ว่าหนวด Dali (แต่ปลายหนวดชี้ขึ้นฟ้าน้อยไปนิด)


ส่องสเปนวันที่ 2 “ปลื้มมิวเซียม Guggenheim Bilbao ของคุณแฟรงค์ เกียรี่ ก่อนไปยล Campo de San Mames ของแอตเลติก บิลเบา”

เมื่อวานเรามาถึงบิลเบาเมื่อค่ำแล้ว ฝนตก หนาว นั่งแท็กซี่จากสนามบินเข้าเมืองมา Hesperia Bilbao โรงแรมสวยของเรา ผลงานจิ้มจองของเจ้าของบล็อก ใช้วิธีเชื่อสัญชาติญาณว่าคงจะดีโดยดูจากรูปในเวปจองโรงแรม ผลปรากฏว่าเท่ถูกใจคนมีรสนิยมดีแต่รายได้ไม่ค่อยมากอย่างเรายิ่งนัก มาพักช่วงนี้ค่านอนสามคืน 244 ยูโรสำหรับห้องคู่ตามราคาจองทางอินเตอร์เน็ต ตกคืนละ 80 กว่ายูโร(หารสอง) แต่ห้องเดียวกันนี้จะเพิ่มเป็นร้อยกว่ายูโรใน high season โรงแรมอยู่คนละฝั่งแม่น้ำจาก Guggenheim Bilbao Museum แต่ไม่ไกล โผล่หน้าออกจากล็อบบี้โรงแรมก็เห็นกุ๊กเก่นไฮม์เด่นชัด แค่เดินข้ามสะพานคนข้ามสุดจ้าบที่หน้าโรงแรม ผลงานออกแบบของ Santiago Calatrava สถาปนิกคนดังชาวบาเลนเซีย เดินอีกแป๊บเดียวก็ถึง ขี้เกียจเดินก็ขึ้นรถรางไปแค่สถานีเดียว นั่งก้นยังไม่ทันอุ่นก็ลง แพงเปล่า ค่าโดยสาร 1.10 ยูโรไม่ว่าจะไปใกล้ไกล ใช้สองเท้าดีที่สุด อุณหภูมิวันนี้ราว 8 ถึง 10 องศา ฝนตกปรอยๆ ร่มคู่ชีพได้ทำงานแล้ว

โรงแรม HESPERIA BILBAO ระดับสี่ดาว หน้าต่างกล่องสีสันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และห้องพักเพดานเป็นสีน้ำตาลช็อคโกแลตสุดหล่อของเรา กระจกหน้าต่างห้องของเราก็เป็นสีดีค่ะ เราได้ห้องหน้าต่างเหลือง บอกเพื่อนหญิง "ฉันว่าโคมไฟเหนือเก้าอี้นวมมันเบี้ยวนะ"


เพื่อนหญิงนั่งที่ตรงโต๊ะเขียนหนังสือบอก "ฉันว่ามันดีไซน์มายังงี้แหละ โคมโต๊ะก็เบี้ยวว่ะ" เตียงน่านอนของเรา คนสเปนใช้สีตุ่น สี neutral ได้เก่งไม่แพ้แม่สีแรงแสบตา


สะพานคนเดินชื่อ Zubizuri ที่หน้าโรงแรม ที่เราใช้ข้ามแม่น้ำไปมิวเซียม...บอกยี่ห้อ Calatrava เต็มร้อย


พื้นทางเดินเป็นกระจก หนึ่งในวัสดุที่ Calatrava ชอบมาก พอๆกับเส้นสาย organic ในงานออกแบบยุคหลังๆของเขา ไฟใต้ทางเดินจะส่องสว่างในยามค่ำคืน สวยมาก


สถานีรถรางมีแผงบอกเวลาและอุณหภูมิ ชอบทางรถรางของเขาจัง เห็นทำแบบนี้ทุกเมือง ช่างใส่ใจรายละเอียดกันเหลือเกิน แทนที่จะปล่อยให้เห็นคราบดำสกปรก เขาปลูกหญ้าให้ดูรื่นตาแบบนี้ และน้ำพุหญิงงามกลางวงเวียน


โรงแรมมองกลับจากอีกฝั่งของแม่น้ำ และแม้แต่ bike lane ก็ยังมีดีไซน์ เอากับเขาซิ ไฟถนนไม่รู้ใครออกแบบแต่เท่ไม่เบา


มุมมองแรกของพิพิธภัณฑ์ Guggenheim Bilbao ของเรา จากทางเดินเลียบริมแม่น้ำ ฝั่งนี้ของอาคารมีงานประติมากรรมชื่อ Maman โดย Louise Bourgeois ทำด้วยบรอนซ์ เหล็กสเตนเลส และหินอ่อน แม่แมงมุมบรอนซ์หล่อตัวนี้กำลังอุ้มไข่หินอ่อน ขอลอดเข้าไปยืนใต้คุณแม่แมงมุมเพื่อถ่ายรูป


พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Guggenheim Bilbao เป็นผลงานออกแบบของ Frank Gehry สถาปนิกคนดังชาวอเมริกาเหนือ เริ่มวางแนวคิดในปี 1991 สร้างเสร็จในปี 1997 อายุครบ 10 ปีในปีที่เราไปพอดี เป็นการร่วมมือระหว่างมูลนิธิ Solomon R. Guggenheim และรัฐบาลแคว้นบาสก์ซึ่งเป็นฝ่ายติดต่อมูลนิธิ (รัฐบาลกลางสเปนช่วยออกเงินครึ่งหนึ่ง) พิพิธภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการยกเครื่องเมืองบิลเบา นอกจากกุ๊กเก่นไฮม์ แปลนทั้งหมดยังรวมการแปลงโฉมทางเดินริมแม่น้ำรอบๆพิพิธภัณฑ์ ที่เคยมีแต่อู่ต่อเรือและความโทรมสกปรก บิลเบาเคยเป็นหนึ่งในเมืองยุโรปที่น่าเกลียดที่สุด เนื่องจากเป็นเมืองอุตสาหกรรมเหล็กและต่อเรือ ปัจจุบันกำลังค่อยๆพลิกโฉมมาเป็นเมืองยุโรปที่สวยน่าไปเยือนแห่งหนึ่ง ต้องขอบคุณ Guggenheim Bilbao เพราะถ้าไม่มีที่แห่งนี้ นักท่องเที่ยวจากไทยอย่างเราก็คงไม่คิดจะไปหรอก พูดได้เต็มปากว่า “Guggenheim put Bilbao on the map” แต่พอไปแล้วก็ได้เห็นว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่ Guggenheim Bilbao เพียงแห่งเดียว มีอะไรให้เที่ยวชมอีกเยอะ พิพิธภัณฑ์ดีๆอีกมากที่เราไม่มีเวลาพอเข้าไปดูทั้งหมด คนบิลเบาพูดภาษาอังกฤษได้เก่งกว่าคนเสปนทุกเมืองที่เราไป อย่างน้อยก็ตามโรงแรม จนท.พิพิธภัณฑ์ แม้แต่บริกรร้านอาหาร ไม่ใช่พูดคล่องแต่ก็สื่อสารได้โดยมือไม่ต้องเริ่มว่อน (ยิ้มเก่งกว่าด้วย หรือเราจะคิดไปเอง แต่เราว่าคนเมืองนี้น่ารัก ไม่ใช่คนเมืองอื่นไม่น่ารัก แค่ยิ้มเก่งสู้คนบิลเบาไม่ได้) นี่เป็นความรู้สึกแรกเห็นแรกสัมผัส เราก็มาแค่แป๊บเดียว ยังไม่รู้ลึกอะไร แต่บอกเลยว่าชอบมาก หลงรักบิลเบาเข้าแล้วค่ะ....และอยากกลับไปอีก

"Architecture for art's sake" คือที่เขียนไว้ในในเวปทางการ เพราะงานศิลปะชิ้นโบว์แดงของพิพิธภัณฑ์ก็คือตัวอาคารนี่แหละ สุดยอดกว่างานศิลป์ที่อยู่ภายในหลายเท่า แต่เขาว่าสำหรับกุ๊กเก่นไฮม์ บิลเบา ถ้าชอบก็จะชอบมากๆๆๆ(อย่างเรา) ถ้าไม่ชอบ ด่าเจ็ดวันไม่ซ้ำเลยล่ะ ไม่ค่อยมีคนอยู่กลางๆที่เห็นแล้วเฉยๆ


ทางเดินเลียบแม่น้ำทางฝั่งนี้จะมีหน้าตาต่างไปจากด้านสะพานคนข้ามจากหน้าโรงแรม ทางเดินนี้ชื่อ Muelle Evaristochurrca ไม่ต้องพยายามอ่านเลยค่ะ คุณไกด์ที่เราเดินตามใน walking tour บอกมีชื่อเรียกเล่นๆว่า Cholestorol Promenade ใครกินเยอะไปก็จะมาวิ่งจ๊อกกิ้งลดไขมันกันที่นี่ บรรยากาศน่าวิ่งออกอย่างนี้ เดินอ้อมอาคารออกมาเจอผนังกระจกสูงทางเข้าที่เราเดินเข้าไป แต่จนท.ในชุดดำที่ดูจะเป็นยูนิฟอร์มสากลของพิพิธภัณฑ์ในสเปน บอกนี่เป็นทางเข้าของกรุ๊ป ก่อนจะชี้ทางให้เราเดินลัดภายในไปโถงด้านหน้า


ตามที่อ่านจากเวปของพิพิธภัณฑ์ คุณแฟรงค์ออกแบบให้อาคารดูคล้ายเรือ (เหมือนไหมเอ่ย) เพราะเมืองนี้เกี่ยวพันกับเรือและสายน้ำ สถาปนิกจึงยึดแนวนี้เป็นหลัก วัสดุหลักที่ใช้มีสามชนิด กระจก หินปูน และแผ่นไทเทเนียมหนาแค่มิลล์กว่าที่กรุซ้อนกันแบบเกร็ดปลา ถ้าคิดว่าแผ่นไทเทเนียมดูยับๆย่นๆ คุณแฟรงค์ตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นค่ะ เค้าบอกไม่มีอะไรในธรรมชาติที่เรียบเปรี๊ยะหรือตรงเผง และเจ้าไทเทเนียมเนี่ย คุณไกด์ในหูฟังบอกอายุการใช้งานของมันนั้นอมตะนิรันดร์กาลยิ่งกว่าโฟมไม่ย่อยสลาย พิพิธภัณฑ์มีพื้นที่กว่า 24,000 ตร.เมตรสำหรับจัดนิทรรศการศิลปะแบบถาวรและหมุนเวียน พอเดินผ่านประตูเข้าไปก็ห้ามถ่ายภาพค่ะ เราว่างามพอๆกับข้างนอก แต่ละมุมแต่ละช่องแสงที่ส่องลอดเข้ามา แจ่มมาก บอกได้ถึงการกลั่นกรองออกมาจากรอยหยักภายในหัวของสถาปนิก อยากดูว่าข้างในหน้าตาเป็นยังไง คลิกเวปทางการเลยค่ะ

มุมนี้เป็นระเบียงที่เดินออกมาได้จากโถงกลาง แต่วันนี้ฝนตกไม่หยุด เลยยืนอยู่ใต้ชายตาเหนือเสาหินปูนสูงลิ่ว ถ้าเงยหน้าจนคอแทบตั้งก็จะเห็นในแบบรูปขวามือค่ะ


รูปนี้ถ่ายจากระเบียง น้ำที่เห็นในรูป ไม่ใช่แม่น้ำ เป็นสระน้ำตื้นๆในส่วนบนบก คุณแฟรงค์บอกจะสร้างให้ชิดริมน้ำก็จะทำให้ทางเดินสาธารณะเชื่อมต่อกันไม่ได้ จะทำเป็นลานหินก็แข็งและธรรมดาไป เสียยี่ห้อเกียรี่ เลยได้คอนเช็พทำสระน้ำเป็นแนวคิดโยงกับแม่น้ำ Nervion ข้างๆ ส่วนให้คนเดินก็ทำเป็นสะพานที่เห็นในรูปขวามือ โดยให้โค้งล้ำเข้าไปอยู่เหนือแม่น้ำจะได้มีความรู้สึกว่าบ่อน้ำหน้าพิพิธภัณฑ์คือส่วนหนึ่งของแม่น้ำ คิดละเอียดยิบเลยคุณแฟรงค์ ส่วนบ่อสี่เหลียมเล็กๆกลางน้ำคือ Fire Fountain เวลามีงานฉลอง มันจะมีไฟพวยพุ่งขึ้นมา คิดว่าหน้าร้อนนี้ไฟได้พุ่งแน่ค่ะเพราะเค้าจัดงานฉลอง 10 ปี


มุมนี้ถ่ายจากทางเดินริมแม่น้ำฝั่งหน้าโรงแรม หอคอยหินปูนสูงนั่นเป็นแค่การตกแต่ง แผ่นหินปูนนำมากรุโครงเหล็กให้ดูสวยงาม ปิดบันไดขึ้นไปทางคนเดินข้างสะพานรถข้าม เราเดินถ่ายรูปเรือไทเทเนียมของแฟรงค์ เกียรี่มาเรื่อยๆ เพื่อไปข้ามอีกสะพานหนึ่ง


Puente Pedro Arupe ดูไกลๆนึกว่าเป็นสะพานปูน แต่เขาออกแบบให้ได้ความรู้สึกของดาดฟ้าเรือโดยใช้ไม้ทั้งหมด ทั้งขั้นบันไดและขอบราวสะพาน



ถ้าข้ามสะพานนี้ เดินมาตามทางเดินลดไขมัน จะเห็นบันไดลาดสูงข้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นไปยังลานกว้างส่วนบน ที่พาดู Guggenheim Bilbao มาหลายรูปน่ะ เป็นด้านหลัง (เราว่าสวยกว่าด้านหน้า) ถ้านั่งรถรางแทนที่จะเดินเลียบแม่น้ำ คุณจะมาลงสถานีใกล้ๆพิพิธภัณฑ์ เห็นทางเข้าด้านหน้าพร้อมชื่อใหญ่เบ่อเริ่ม


ถ้าเข้าด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ก็จะมี "PUPPY" ของ Jeff Koons ทำด้วยไม้ดอกที่จะบานสะพรั่งสีสันสดใสในหน้าร้อนคอยต้อนรับ น้ำหล่อเลี้ยงฉีดจากข้างใน คล้ายโฟมโอเอซิสเวลาจัดดอกไม้ เจ้า Puppy ทำหน้าที่ต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ไปแล้ว ชาวเมืองเรียก Guggenheim Bilbao แบบหยอกล้อว่า House of the Puppy ก็เพราะเจ้าลูกหมายักษ์ทำด้วยดอกไม้สดนี่เอง และถ้าเข้าด้านหน้า คุณก็เดินลงบันไดไปซื้อตั๋ว


Puppy เฝ้าหน้าบ้านที่มีถนน Avenida Bandoibarra ตัดผ่าน ในหน้าร้อนแถวซื้อตั๋วจะยาวเหยียดวกวนขึ้นมาจนถึงริมถนนนี้ หลังจากเดินชมจนอิ่มตาอิ่มใจทั้งข้างนอกข้างใน เราก็ขึ้นรถรางสถานีกุ๊กเก่นไฮม์ไปสถานีซาน มาเมส จบเสพศิลปะ เปลี่ยนบรรยากาศมาทัวร์สนามฟุตบอลของแอตเลติก บิลเบา ทีมดังของเมือง ... แต่จะขอยกยอดไปเล่าในรวมสนามฟุตบอลทุกแห่งที่แวะชมในทริพนี้ไว้ที่นั่นค่ะ


พอออกจากสนามซาน มาเมสได้แป๊บเดียว ฝนก็เท เรานั่งรถรางกลับมาทางเดิม แวะศูนย์การค้าเพื่อทานอาหารค่ำและหลบฝน ตอนแรกจะนั่งไปถึงเขตเมืองเก่า หาร้านเล็กๆบรรยากาศดีๆ ถ้าจะไม่ไหวเพราะที่นั่นเดินกลางที่โล่ง อิ่มท้อง กลับออกมาก็มืดแล้ว ฝนยังตกปรอยๆแต่ก็ขอหยุดถ่ายรูปเก็บไว้ก่อนกลับโรงแรม ไฟเปิดกันสว่างจ้าเลยค่ะ


ส่องสเปนวันที่ 3 “ไปดูจุดเริ่มต้นของเมืองบิลเบาก่อนขึ้นเขา Artxandu”

ฝนยังไม่หยุดตก อากาศยังหนาวเย็น วันนี้เราไปชมเมืองเก่า จุดเริ่มต้นของเมืองบิลเบาที่เรียกว่า Casco Viejo ซึ่งมีถนนเก่าแก่ที่สุดตัดขนานกันเรียกว่า "Las Siete Calles" แปลว่าถนนเจ็ดสาย เขตนี้เต็มไปด้วยอาคารโบราณที่ปัจจุบันชั้นล่างจะทำเป็นร้านค้า ร้านอาหาร บาร์ tapas (pintas ในภาษาบาสก์) ใจกลาง Casco คือ Cathedral de Santiago โบสถ์เก่าแก่จากยุคโกธิค และ Plaza Nueva จากศตวรรษที่ 19 ซึ่งใหม่ที่สุดในเขตนี้

บรรยากาศใน Casco Viejo (เมืองเก่า)


Cathedral de Santiago เรียกในภาษาบาสก์ว่า Santiago Eliza-Katedrala


Estadion de Santander สร้างในปี 1900 ส่วนรูปขวามือคือ Museo Vasco พิพิธภัณฑ์โบราณคดีและประวัติศาสตร์แคว้นบาสก์


นี่คือสองในถนนเจ็ดสายที่เก่าแก่ที่สุดของบิลเบา ถนนแคบๆปูอิฐก้อนที่ตัดขนานกัน เดินชมแบบซิกแซกไปมาเพราะไม่ยาวมาก ถนนทุกสายด้านหนึ่งมาบรรจบใกล้กับ Plaza Santiago หน้าโบสถ์ ส่วนอีกด้านจะไปโผล่ที่ถนนติดกับแม่น้ำ Nervion ซึ่งในแผนที่จะเขียนว่า Ria de Bilbao หรือแม่น้ำบิลเบา


สะพาน Arenal ที่เชื่อมเขตเมืองเก่ากับเขตเมืองใหม่ เนินเขาที่อยู่ด้านหลังคือ Artxandu ที่มีรถรางพาคุณขึ้นไปชมวิวเมืองที่สวนสาธารณะบนยอดเขา ภาพพาโนราม่าเมืองใหม่บิลเบาซึ่งมี Guggenheim Bilbao โดดเด่นที่สุด สิ่งก่อสร้างเหนือขึ้นไปที่มีเหล็กโค้งใหญ่สีขาวคือสนามฟุตบอลซาน มาเมส ทางขวามือของซาน มาเมส คือ Palacio de Congresos y de la Musica


งานประติมากรรมในสวนสาธารณะบนยอดเขา Artxandu บนนี้จะมีบ้านพักอาศัย คุณจะเลือกขับรถขึ้นมาหรือขึ้นรถราง funicular ก็ได้


กลับมาแถวเมืองใหม่อีกครั้ง แถบริมแม่น้ำ Nervion ทางฝั่งกุ๊กเก่นไฮม์ที่ยกเครื่องทำโฉมใหม่สุดไฉไล ต้องบอกว่าเข้าทางคนชอบดีไซน์ คนเมืองนี้มีเงินแถมมีรสนิยม เมืองของเขาถึงได้สวยน่าเดินชม ส่วนบันไดขึ้นทางคนข้ามในรูปขวามือมีลิฟท์ให้ด้วย สำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ แม่เข็นรถเข็นเด็ก ทัวริสต์จากไทยแลนด์ ก็อยากใช้อ๊ะ ลิฟท์แก้วกลมใสแจ๋ว บานเปิดปิดเป็นกระจกโค้งซะด้วย ถูกๆเสียเมื่อไหร่ล่ะ


[ซ้าย] งานประติมากรรมกลางแจ้งที่มีให้เห็นทั่วไป [กลาง] เนินเขาหลังบ้าน [ขวา] บันไดเวียนขึ้นทางคนข้ามนี้ใช้วัสดุล้อกับผลงานบันลือโลกของคุณแฟรงค์ เกียรี่


Universidad de Deusto มหาวิทยาลัยเอกชนมีชื่อเสียงของบิลเบา ตั้งติดแม่น้ำ Nervion ไกด์ที่เราเดินตามใน walking tour เล่าว่าเมื่อ 30 ปีก่อนแม่น้ำมีมลพิษจนแทบไม่มีอ๊อกซิเจนในน้ำ เพราะสองฝั่งเต็มไปด้วยอู่ต่อเรือซึ่งทิ้งของเสียลงไป แต่ชาวเมืองบิลเบาเห็นพ้องว่าพวกเขาจะไม่ปล่อยให้มันสายเกินแก้ และได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพน้ำ จนปัจจุบันแม่น้ำของเขาปลอดมลภาวะ ส่วนรูปขวามือคือ Congresos y de la Musica สร้างในปี 1999 เป็นสภาที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป ออกแบบโดย Federico Soriano และ Dolores Palacios สถาปนิกชายหญิงที่ไม่ได้เป็นแฟนกันตอนเริ่มงาน แต่เมื่อจบโปรเจ็ค ทั้งสองก็แต่งงานกันในที่แห่งนี้แหละ ตึกสีน้ำตาลที่เห็นนั้น ผนังทำเลียนแบบเหล็กขึ้นสนิม เพื่อเตือนใจชาวเมืองว่าบริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นอู่ต่อเรือ ธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยให้บิลเบา ปัจจุบันเขตอู่ต่อเรือย้ายออกไปอยู่บริเวณใกล้ปากแม่น้ำมากขึ้น


Museo de Bellas Arts หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ไกด์บอกเมื่อก่อนเข้าฟรีค่ะ พอมีกุ๊กเก่นไฮม์ที่เริ่มเก็บเงินค่าเข้าชม ที่นี่ก็เลยเก็บเงินบ้าง ทางเดินไปพิพิธภัณฑ์ดูสวยฉ่ำในวันฝนตก


"Forest of Light" ที่เราชอบมาก อยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เขานำไฟข้างทางทั้งหมดที่เคยใช้ในบิลเบา มาจัดรวมกันเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นส่วนเล็กๆของประวัติศาสตร์เมืองของเขา ชอบไอเดียมาก อาคารในรูปขวามือคือ Palacio de la Diputacion Foral สร้างในปี 1900 สไตล์ eclectic (แปลได้ว่า...หลากหลายลีลา หรือร้อยพ่อพันแม่แต่คัดที่ดีที่สุด)


Plaza Moyua จัตตุรัสใหญ่กลางเขตเมืองใหม่ อาคารใหญ่ที่ล้อมรอบจะสร้างในยุคสมัยและสไตล์ต่างกัน อาคารสีน้ำตาลกลางรูปซ้ายมือถ้าจำที่ไกด์บอกได้ไม่ผิด สร้างในสมัยนายพลฟรังโก ส่วนรูปขวามือ อาคารทางซ้ายของรูปคือ Palacio de Chavarri วิทยาลัยสงฆ์ สร้างในปี 1894 สไตล์ eclectic ผสม baroque ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดรับนศ.ทั่วไป


อีกมุมของ Plaza Moyua ตึกสีขาวสวยข้างหลังน้ำพุคือโรงแรม Carlton แพงที่สุดในบิลเบา ส่วนที่ดูคล้ายหนอนแก้วโผล่จากพื้นคือทางลงไปสถานีรถไฟใต้ดิน สถานีใต้ดินทั้งหมดออกแบบโดย Sir Norman Foster สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ ท่านเซอร์บอกทางลงทำด้วยกระจกก็เพื่อเพิ่มความสว่าง ไม่ให้ข้างล่างมืดทึบเกินไป คงใช้กับกรุงเทพฯเราไม่ค่อยได้นะคะ ร้อนตาย แต่ดูใกล้ๆก็สวยดี


และภาพนำเที่ยวบิลเบาก็คงจะจบที่ทางลงสถานีใต้ดินที่เปิดใช้ในปี 1992 แหมไม่รู้ว่าจะแกล้งกันรึเปล่า แต่คืนนี้เป็นคืนเดียวที่ฝนไม่ตก เรากะว่ากลับไปพักที่โรงแรมกันก่อน สักสองสามทุ่มจะออกมาเดินถ่ายรูป Guggenheim Bilbao ยามค่ำ ในคืนสุดท้ายของเราในบิลเบา โห...พอเจอเตียงกับห้องอุ่นๆ ถ้าไม่หิวคงไม่เดินออกไปทานอาหารค่ำกันแน่เพราะเพลียมาก และตีสามคืนนี้ก็เป็นคืนที่เวลาขยับเร็วขึ้น 1 ชม.เพราะเข้าหน้าร้อนแล้วค่ะ ประทับใจเมืองนี้จริงๆ แต่บาร์เซโลนารอเราอยู่ และเราก็ต้องบอกลาบิลเบาแต่เช้ามืด

วันมาถึงก็ค่ำแล้ว วันกลับก็ฟ้ายังไม่แจ้ง อดถ่ายรูปตัวสนามบิน Sondika ที่เท่ได้ใจ ได้แต่ถ่ายรูปภายในตัวอาคาร ผู้ออกแบบก็ไม่ใช่ใครอื่น Santiago Calatrava เจ้าเก่าน่ะเอง
.... ADIOS BILBAO!!!!




 

Create Date : 11 เมษายน 2550    
Last Update : 4 สิงหาคม 2552 3:06:08 น.
Counter : 1047 Pageviews.  

เกริ่นนำ 15 วันในสเปน

ก่อนเริ่มเล่าเรื่อง ขอลงแผนที่เส้นทางให้ดูว่าไปที่ไหนบ้าง ไล่ตามเมืองก่อนหลัง เริ่มโดยเข้าประเทศที่ Madrid แล้วก็ไป :-

BILBAO
BARCELONA
GRANADA
MALAGA
SEVILLA
CORDOBA
TOLEDO
MADRID
VALENCIA

วกมาขึ้นเครื่องกลับบ้านที่ Madrid



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ส่วนนี้เขียนเก็บไว้เพื่อเตือนความทรงจำให้ตัวเองสำหรับครั้งต่อไป นั่นคือไปเที่ยวช่วงมีนาคม เมษายนจะดีมาก (แต่เช็คช่วงอีสเตอร์ให้ดีว่าตอนไหน) เพราะ 1. ตรงกับวันหยุดในไทย และ 2. ยังไม่ใช่ peak season ในยุโรป แถวซื้อตั๋วเข้าสถานที่ต่างๆยังไม่ยาวมาก สนนราคาค่าห้องโรงแรมดีๆใจกลางเมืองยังไม่แพงมาก แต่ถ้าไปกับทัวร์ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา ไม่ต้องต่อแถว เค้าจัดการให้แล้ว แค่เดินตาม แต่อยู่โรงแรมไกลโพ้นแถบชานเมืองโน่น

การจัดกระเป๋า ของที่ควรจัดลงกระเป๋า และที่สำคัญกว่าคือของ "ที่ไม่ต้องนำไปด้วย" ให้หนักกระเป๋า (กระเป๋าของเราจะเน้นการจัดไปเที่ยวช่วงหน้าหนาวกำลังเข้าหน้าร้อนนะคะ อากาศเย็นสบายแต่ค่อนข้างแปรวแปรวน บางวันก็อาจจะอุ่นถ้ามีแดด แต่แดดหายก็อาจหนาวเย็นถึงหนาวสั่น และอาจเจอฝนได้ทุกเมื่อ)

เราใช้กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มีใบเล็กที่นำขึ้นเครื่องไปด้วย(แบบมีล้อลาก มือจับดึงขึ้นมาได้ทั้งสองใบ) ให้มีกระเป๋านิ่มแบบพับแบนหรือพับเป็นแพ็คเล็กๆได้ เก็บไว้ในกระเป๋าใบใหญ่ ไม่ใช้ไม่เป็นไร เวลาจัดกระเป๋าเดินทาง อย่าใส่ของจนแน่น คุณต้องเผื่อที่ไว้สำหรับของที่อาจซื้อติดไม้ติดมือกลับมา (ถ้ารู้ตัวว่าเป็นนักช๊อป)

ต่อไปคือของที่ควรจัดลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เพื่อไม่ให้หนักเกิน (ยกเว้นคุณมีคนไปด้วยที่จะช่วยยกกระเป๋าให้คุณ เช่น สามี แฟน ลูกๆ แต่เห็นใจเขาบ้างก็ดีค่ะ ถึงเขาจะรักเราแค่ไหน เขาก็เหนื่อยเหมือนกัน)

1. เสื้อ 3 ตัวแบบ drip-dry ต่อ 7 วัน เลี่ยงเนื้อผ้าแบบที่ต้องรีด ก็ดีค่ะ

2. กางเกงยีน 1; กางเกงสแลค 1; กางเกงผ้าขนสัตว์ 1 (ถ้าไปช่วงกำลังออกหน้าหนาวเข้าฤดูใบไม้ผลิ) หนึ่งในสามตัวนี้ ใส่ขึ้นเครื่อง

3. ชุดชั้นในเอาไปครบวัน (อันนี้แล้วแต่บุคคลค่ะ ถ้าไปเที่ยวเองอยู่แต่ละเมืองทีละ 2-3 วันก็จะมีเวลาซัก เอาไปครึ่งเดียวของระยะเวลาก็ได้ แต่ถ้าไปกับทัวร์แบบพัก 1 คืนต่อหนึ่งหรือสองเมือง จะซักก็ได้แต่มักไม่มีเวลาตากให้แห้ง สำหรับเราไม่ว่าจะไปเองหรือไปกับทัวร์ เอาไปครบเสมอ ของพวกนี้ไม่กินที่)

4. รองเท้าผ้าใบคู่เดียวพอ ที่ใส่ติดเท้านั่นแหละ (ถ้าจะซื้อใหม่ ควรซื้อก่อนเดินทาง 2-3 อาทิตย์ และใส่เดินให้แน่ใจว่าสบาย ไม่กัดเท้า)

5. รองเท้าแตะไว้ใส่ในห้องพัก หรือบนเครื่องบิน

6. ชุดนอน 1 ชุดต่อ 3-4 วัน (แล้วแต่คุณจะทนตัวเองได้แค่ไหน ขึ้นกับบุคคลเช่นกันค่ะ)

7. เสื้อหนาวอย่างหนา 1 ตัว

8. เสื้อหนาวเนื้อบาง + ผ้าพันคอ (ในช่วงนี้ของยุโรป บางครั้งคุณอาจเจออากาศทุกฤดูกาลใน 1 วัน ใช้ใส่สลับกับเสื้อหนาบ้างก็ได้)

9. แจ็คเก็ตมีที่คลุมหัว 1 ตัว + ร่มพับขนาดเล็ก เพราะอาจเจอฝน

10. ของจุกจิกเช่นถุงเท้า ถุงน่อง ถุงมือ และหมวกไหมพรม (ถ้าเป็นคนขี้หนาว)

11. กระเป๋าเครื่องอาบน้ำ ของจำพวกยาสีฟัน แชมพู ครีมอาบน้ำ ครีมทาตัว ให้ซื้อแบบหลอดเล็กหรือขวดเล็กเพราะโรงแรมส่วนใหญ่มีให้ แต่ถ้าคุณจะพักตาม pension หรือ hostel อาจต้องใช้ แต่โรงแรมใหญ่จะมีให้ค่ะ
*** และต่อไปนี้สำคัญนะคะ เล่าจากประสบการณ์ขึ้นเครื่องบินภายในประเทศของสเปน (แต่คิดว่าทุกประเทศใน EU น่าจะใช้กฏเดียวกันหมด) "อย่า" นำของเหลวในขวดหรือภาชนะใดก็ตามขึ้นบนเครื่อง (จนท.จะหยิบออกมาทิ้งหมดตอนตรวจเครื่องเอ็กซ์เรย์ ให้เข้าไปซื้อใน departure hall ก่อนขึ้นเครื่อง แต่จำไว้ว่าคุณก็จะโดนแบบเดียวกันใน port ต่อไป ถ้าการเที่ยวของคุณต้องบินมากกว่านั่งรถบัส) อะไรก็ตามที่เป็นของเหลว ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม โทนิคล้างหน้า อาฟเตอร์เชฟ เหล้า โค๊ก อะไรก็ตาม จะโดนหยิบออกจากกระเป๋าเอาไปทิ้งถังขยะที่วางเรียงก่อนผ่านด่านเอ็กซ์เรย์หมดค่ะ ครีมทาตัวของเรายังโดนหยิบเอาไปทิ้ง เพราะเป็นขวด 100 ml. จนท.บอกขนาดนี้นำขึ้นเครื่องไม่ได้ แต่โหลดลงใต้เครื่องได้ค่ะ

12. สำหรับสุขภาพส่วนตัว ควรมีวิตามินซีไปด้วย (กินทุกวันนะคะ) นอกนั้นก็มีปาสเตอร์ยาเผื่อรองเท้าเกิดกัดเพราะเดินมากไป ยาแก้หวัด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาอมแก้คอแห้ง ลิปมัน ยาประจำตัว

13. กระเป๋าเงินควรเป็นใบเล็กๆแนบตัว หรืออาจเป็น pouch คาดเอว เงิน บัตรเครดิต พาสปอร์ตให้เก็บติดตัวไว้ เวลาใช้บัตรเครดิต ร้านจะขอดูพาสปอร์ตและต้องใช้ถ้าคุณจะขอทำ tourist tax deduction "อย่า" ถือกระเป๋าหรือเป้ใบใหญ่พะรุงพะรัง คุณอาจตกเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว และคุณต้องฝากมันทุกครั้งเวลาจะเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่บางแห่ง ทำให้ต้องต่อคิวเพิ่มโดยไม่จำเป็น

14. แฟ้มเล็กๆไว้ใส่สมุดโน้ตเล่มเล็ก เพื่อจดกันลืม ดินสอ ปากกา เครื่องคิดเลข ซองเผื่อทิปไกด์ (ถ้ามีไกด์) ถ้าไม่มีไกด์ก็เอาไว้เก็บตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตั๋วจิปาถะ โบรชัวร์ นามบัตรร้านอาหาร สถานที่ ที่อยากเก็บไว้เป็นทีระลึก (เราเก็บหมดค่ะแม้แต่ boarding card เครื่องบิน ตั๋วรถไฟรถเมล์รถใต้ดิน tourist card ใบเสร็จโรงแรม มันเล่าเรื่องในตัวมันเอง พอกลับมาบ้านแล้ว มันจะมีค่าทางใจกับคุณมากขอบอก)

15. กล้องถ่ายรูป แบตชาร์ทถ่านสำหรับคนใช้กล้องดิจิตอล จะใช้เมมอรี่สติ๊กสักแค่ไหร่ เลือกกันเองค่ะ แค่บอกว่าทริปนี้เราลงทุนซื้อสองกิ๊ก เหลือเนื้อที่กลับมาไม่มากเท่าไหร่ ยิงอย่างเดียว ทั้งรูปนิ่งรูปไหว มือถือ ที่ชาร์ทแบตมือถือ ฯลฯ

ส่วนกระเป๋าใบเล็กที่นำขึ้นเครื่อง ให้จัดเสื้อผ้า 1 ชุด ชุดนอน 1 ชุด ชุดชั้นใน 1 ชุด ของอื่นๆประจำตัว กระเป๋าเครื่องอาบน้ำอาจใส่ในนี้ก็ได้ (เผื่อกระเป๋าใบใหญ่ไม่มาค่ะ)

ของที่ไม่ต้องเอาไป

1. รองเท้ามากกว่า 1 คู่
2. แจ็คเก็ตหนาถ้ามีเสื้อหนาวหนาแล้ว
3. หนังสือนำเที่ยวเล่มใหญ่ ข้อมูลต่างๆให้จดลงสมุดโน้ตเล่มเล็กที่นำไปด้วย
4. เครื่องประดับเกินจำเป็น (สำหรับผู้หญิง) ใช้ของแพงเกินไปก็เป็นอันตรายกับตัวเองค่ะ

จัดกระเป๋ากันเรียบร้อยแล้วก็ไปเที่ยวสเปนกันเลยค่ะ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เที่ยงคืนกว่าที่สุวรรณภูมิ “กรุงเทพฯสู่มาดริด”

จัดกระเป๋าเตรียมตัวล่วงหน้าหลายเพลาเมื่อรู้ว่าความฝันที่หวังจะเป็นจริงสักวัน ใกล้เป็นจริง อากาศในสเปนที่เช็คจากเวปแบบวันเว้นวันนั้นไม่ซ้ำกันเลย เพราะกำลังเป็นหน้าหนาวที่เริ่มเข้าหน้าร้อน อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหนือสุดที่บิลเบามีตั้งแต่ 14 ถึง16 องศา จนวันก่อนออกเดินทาง ลดเหลือ 5-6 องศาเพราะฝนตก อุณหภูมิที่มาดริด บาร์เซโลนาไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ วันแรกที่เช็คคือ 18 แล้วก็ลดเหลือ 12 ล่าสุดที่เช็คก่อนออกเดินทางคือ 9 -10 บางวันก็ลมแรง บางวันก็แดดออก ไม่ก็เมฆครื้ม อุณหภูมิล่าสุดของทุกเมืองที่จะไป จุดสูงสุด ต่ำสุดจะเป็นเลขตัวเดียว เวลาดูถ่ายทอดสดบอลสเปน เตะกันค่ำมืด ผู้คนยังใส่หลายชั้น เตรียมเสื้อหนาวถุงเท้าผ้าพันคอเอาไว้ยามค่ำและช่วงวันถ้าฝนตกลมแรง เพราะคางสั่นแน่ เช็คอีกครั้งว่าไม่ลืมกล้องถ่ายรูป เมมอรี่สติ๊ก 2 กิ๊กที่ซื้อเพิ่ม หนังสือนำเที่ยวสเปน ซื้อเก็บไว้หลายปี ได้ใช้เสียที วิตามิน ยาสารพัดชนิด อีกทั้งหนังสือ (เล่มบางๆ) เอาไว้อ่านให้กรนครอกเป็นยานอนหลับได้ดียามนั่งรถช่วงไกล ใกล้เวลาก็รีบเร่งออกจากบ้านไปพบเพื่อนหญิงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ออกเดินทางยามราตรีด้วยสายการบินแห่งชาติตรงเข้ากรุงมาดริด แล้วต่อสายภายในไปเริ่มผจญภัยในแดนกระทิงดุที่บิลเบาในถิ่นบาส์กเหนือสุดสเปน เมืองของพิพิธภัณฑ์กุ๊กเก่นไฮม์บิลเบาอันลือลั่น และทีมฟุตบอลลีก้าเพรมิร่าหนึ่งในสามที่ไม่เคยหล่นไปเล่นในลีกาเซกุนด้า

เอาล่ะ....เราไปเที่ยวกันเลยดีกว่า




 

Create Date : 11 เมษายน 2550    
Last Update : 23 ตุลาคม 2550 13:13:27 น.
Counter : 1727 Pageviews.  


la liga fan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




อย่าฟังความข้างเดียว เหรียญมีสองด้าน

ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าเราไม่คิดจะช่วยเหลือตัวเองก่อน

A rich man is not one who has the most, but one who need the least.
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add la liga fan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.