ตอน 6 “Ciudad de las Artes y las Ciencias” Valencia, Spain

ส่องสเปนวันที่ 15 “the City of Art and Science”

วันนี้ทั้งวันจะยกให้ “เมืองแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์” ที่เที่ยวใหม่ล่าสุดของบาเลนเซีย ตั้งอยู่บนบริเวณที่เคยเป็นปากแม่น้ำTuria ปัจจุบันถมทำเป็นสวนสาธารณะ อาคารส่วนใหญ่ของ Ciudad de las Artes y las Ciencias เป็นผลงานออกแบบของ Santiago Calatrava สถาปนิกชาวบาเลนเซีย ผู้สร้างชื่อเสียงใ้ห้ตัวเองหลังจากออกแบบ Calatrava Communication Tower ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกส์ 92 ที่บาร์เซโลนา โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 1996 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อต้นศตวรรษใหม่นี้เอง

Ciudad de las Artes y las Ciencias สร้างบนพื้นที่ทั้งหมด 350,000 ตร.ไมล์ ประกอบด้วยอาคาร 4 หลังที่ล้วนเป็นสถาปัตยกรรมล้ำยุค ส่วนของพิพิธภัณฑ์ทางทะเลจะแยกออกไปในพื้นที่ต่างหาก แต่เดินถึงกัน





1. - L’Umbracle – คือหนึ่งในสองของกลุ่มอาคารเมืองศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่อยู่ระดับเดียวกับถนน เป็นกึ่งทางเข้า มันคือสวนยาวเหยียดใต้โครงเหล็กโปร่งสีขาว มองเห็นภูมิทัศน์ทั้งหมดได้จากบนนี้ ชั้นใต้ดินของ L’Umbracle คือลานจอดรถขนาดใหญ่ กรวยสีขาวใหญ่ที่อยู่หัวท้ายคือบันไดเวียนลงไปพื้นระดับล่าง






2. - L’Hemisfèric อาคารกลางสระน้ำ ดีไซน์ที่ Calatrava ได้แรงดลใจจากดวงตามนุษย์ ผนังโครงกระจกส่วนล่างทั้งสองด้านของอาคารสามารถเิปิดขึ้นได้ ชั้นใต้ดินของ L’Hemisfèric คือโรงภาพยนต์ IMAX เลเซอร์เรียมจัดแสดงเลเซอร์โชว์ ร้านอาหารและกิ๊ฟช็อพ (รูปลูกตาเปิดขอยืมเขามา วันที่เราไป ตาปิดสนิท)






3. - Museo Las Ciencias Príncipe Felipe เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในสเปน ตัวอาคารยาว 220 เมตร กว้าง 80 เมตร สูง 55 เมตร มีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ 42,000 ตร.เมตร พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งนี้มีผู้มาเยือนแล้ว 18 ล้านคนนับตั้งแต่เปิดอย่างเป็นทางการ นิทรรศการถาวรที่เรียกว่า Science on Stage จัดแบบ interactive ให้ผู้เข้าชมไ้ด้จับต้อง และทดลองโมดูลวิทยาศาตร์ต่างๆ ตอนที่เราไปเห็นยกเรือใบ (หลายลำ) เข้าไปจัดแสดงข้างใน ด้านหลังอาคารที่หันไปทางสวนสาธารณะเป็นโครงผนังกระจกสูง ในช่วงนี้ภายนอกอาคารยังจัดซุ้มนิทรรศการ America’s Cup ให้เข้าชมเพื่อโปรโมทมหกรรมแข่งเืรือใบที่จะเริ่มต้นในเร็วๆนี้








4. - Palau de les Arts Reina Sofía คอนเสิร์ตฮอลหน้าตาเหมือนแมลงปีกแข็งขนาดยักษ์ (เราว่าเหมือนปลากบกำลังสะบัดเบ็ดบนหัวพร้อมงาบเหยื่อ ไม่ก็ฉลามกำลังอ้าปากมากกว่า) เปลือกนอกของอาคารกรุกระเบื้องสีขาวมันวาว ภายในมีคอนเสิร์ตฮอลใหญ่ 4 ห้อง จุผู้ชมได้ทั้งหมด 4,400 คน ใหญ่เป็นรองแค่ Sydney Opera House เพียงที่เดียว (รูปแรกสุดยืมมาค่ะ มุมสวยกว่าและกว้างกว่ากล้องปัญญาอ่อนของเรา)




5. - L’Oceanogràfic พิพิธภัณฑ์ทางทะเลคือดาราเอกของเมืองศิลปะและวิทยาศาสตร์แห่งบาเลนเซีย ปริมาณน้ำเค็ม 42 ล้านลิตรในพิพิธภัณฑ์ที่ส่งมาตามท่อ สามารถใส่สระน้ำขนาดโอลิปิกได้ 15 สระ นิทรรศการจัดแบ่งเป็นเขตขั้วโลก สระโลมา โลกใต้น้ำทะเลแดง โลกใต้น้ำแถบเมดิเตอร์เรเนียน และอุโมงค์กระจกลอดใต้น้ำยาว 70 เมตรให้ดูสัตว์ทะเล แต่เราว่าน้องปลาได้ว่ายน้ำเล่นดูคนมากกว่า สำหรับนักดำน้ำ...สนุกมากกกก ปลาบางชนิดเมื่อลงไปทักทายกันในทะเล มันจะกลบทรายหรือนอนอืดบนพื้นทรายทั้งวัน นี่เป็นโอกาสที่จะได้เห็นท้องปลาเวลามานอนพังพาบสบายอารมณ์บนเพดานกระจกของอุโมงค์ ได้ดำน้ำดูปลาโดยตัวไม่เปียก ไม่หนาว แจ๋วอะไรอย่างนี้ เขาบอกสัตว์น้ำทั้งหมดในพิพิธภัณฑ์ทางทะลนี้มีมากกว่า 45,500 ตัวจาก 500 พันธุ์ ความใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ ให้นึกถึงโอเชียนเวิร์ลใต้ศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ แล้วคูณเข้าไป 10 กว่าเท่า (มั้ง)


(ข้อมูลจากแผ่นพับแจกพร้อมตั๋ว และหนังสือนำเที่ยว lonely planet)

วันนี้แดดสวย อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย เราแจ้นมาตั้งแต่เช้า แล้วก็ขอบคุณตัวเองที่คิดถูก โดยเข้าไปชมพิิพิธภัณฑ์ทางทะเลก่อนเพื่อน แถวตอนนั้นว่ายาวแล้ว หายเข้าไปเพลิดเพลินอยู่หลายชม. พอออกมา ตกตะลึง แถวในตอนบ่ายวกวนจากลานหน้าห้องขายตั๋วที่มีบริการถึงสองด้าน ยาวเป็นงูเลื้อยล้นกำแพงออกมาฟุตปาทข้างนอก คดเคี้ยวทบอีกหลายรอบ มานึกออกว่าทำไมคนเยอะ วันนี้เป็น Ash Friday วันหยุด คุณพ่อคุณแม่พาลูกๆมาเที่ยว บางทีมาพร้อมปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอาเป็นครอบครัวใหญ่ (เห็นหนุ่มวัยรุ่นควงแขนย่ายายมาเดินเล่น น่าัรักมาก) วันแรกนั่งโค้ชเปิดหลังคาผ่านในเวลาเดียวกัน คนไม่เยอะเท่าไหร่ (แต่ถึงหน้าท่องเที่ยวก็คงยาวอย่างที่เห็นแบบนี้แน่นอน)





ที่นี่ก็คล้ายกุ๊กเก่นไฮม์บิลเบาที่ดาวเด่นคือสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ และมันก็เหมือนกันตรงที่คนชอบก็จะปลื้ม ถ้าไม่ชอบก็จะหาข้อตำหนิได้ทุกจุด ด้านหลังของ Museo Las Ciencias Príncipe Felipe มีสวนสาธารณะเลียบยาว เพราะทำเลของที่นี่คือปลายสุดของ Jardine de Turia อันยาวเหยียด ถ้าเดินย้อนกลับไปเรื่อยๆตามสวน มันก็จะนำเรากลับเข้าตัวเมืองที่พาเที่ยวเมื่อสองวันก่อน ให้ดูภาพบริเวณโดยรอบแล้วกันค่ะ พื้นที่รวมภายนอกอาคารต่างๆของเมืองศิลปะและวิทยาศาตร์เป็นสวนสาธารณะ เข้ามาเดินเล่นนั่งเล่นได้ บรรยากาศร่วมสมัยสวยงามตั้งแต่เช้าจนเข้ายามโพล้เพล้ นั่งรอใ้ห้ไฟค่อยๆสว่าง





Santiago Calatrava สถาปนิกชาวบาเลนเซียผู้โด่งดัง
คลิกเข้าไปอ่านประวัติ และชมผลงานสถาปัตยกรรมสวยงามล้ำยุค แหวกแนว สุดเฉียบหลากหลายแห่ง ได้ที่เวปทางการของเขาค่ะ http://www.calatrava.com/

สิ้นสุดวันนี้ก็ต้องโบกมือลาบาเลนเซียและสเปน หลังจากผจญภัยในแดนกระทิงดุมาหลายวัน ได้เวลากลับบ้านเฮาแถวเอเชียใต้เสียที เงินหมดแล้วจ้า ค่ำนี้บินกลับมานอนมาดริด 1 คืน พรุ่งนี้กลับบ้านตอนบ่ายกว่าด้วยสายการบินเจ้าจำปีเนียนนุ่มดุจไหมเจ้าเก่า ถึงกรุงเทพเมืองฟ้าอมรเมื่อฟ้าสางของวันรุ่งขึ้น

ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาเข้ามาให้พาเที่ยวค่ะ ได้เวลาอาดิโอส
แหะ ๆ เจ้าของบล๊อกคงต้องรับประทานแกลบไปอีกราวหนึ่งปีหลังกลับจากส่องสเปนครั้งนี้




 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2550 0:30:43 น.
Counter : 722 Pageviews.  

ตอน 5 - ชิลๆในบาเลนเซียเมืองส้มพันธุ์ดัง

ส่องสเปนวันที่ 13 - 14 “ลุยเดี่ยว Valencia”

วันนี้ถึงเวลาบอกลาทีม ได้ฤกษ์เราออกลุยเดี่ยวหลังจากผจญภัยมาด้วยกัน 10 กว่าวัน เพื่อนหญิงที่มาด้วยกันตั้งแต่วันแรกทำตาละห้อย ไม่ใช่เธอเศร้าใจที่เราจะทิ้งเธอ แต่เศร้าใจที่เธอติดงาน ต้องกลับกรุงเทพฯพร้อมทีมใหญ่ ไปต่อกับเราไม่ได้ อาดิโอสและขอบคุณทุกคนที่กัดฟันบอกให้เราเที่ยวต่อให้สนุก ขึ้นแท็กซี่ไปสนามบินแต่เช้า ฝากกระเป๋าใบใหญ่ไว้ล็อคเกอร์สนามบิน วันกลับค่อยมาเอา แบ่งสมบัติที่ต้องใช้อีก 3 วันลงใบเล็กเพื่อสะพายลุยบาเลนเซียตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

แค่ 40 นาที เครื่องไอบิเรียก็ร่อนลงสนามบิน Manises ของบาเลนเซียที่อยู่ห่างเมืองราว 8 กิโลเมตร ขึ้นแท็กซี่เข้าเมืองวิ่งแค่ 10-15 นาที (ค่ารถหย่อน 1 พันบาทราวร้อยสองร้อย) แต่เรามีทางเลือกที่ถูกกว่าหลายเท่า aero-bus แค่ 2.50 ยูโร วิ่งเข้าใจกลางเมืองทุก 20 นาทีจากหน้าอาคารขาเข้าชั้นสอง (aero-metro ตรงเข้าเมืองที่สร้างเชื่อมต่อกับเมโทรสายสีเขียวที่มีอยู่แล้ว คงเริ่มใช้อีกไม่ช้าเพราะสถานีสนามบินเสร็จแล้วแต่ยังไม่เปิด) aero-bus มาจอดข้างสถานีรถไฟ Estación del Norte เดินหาโรงแรมตามแผนที่...ขอชมว่าแผนที่ในหนังสือ lonely planet คัมภีร์คนชอบเที่ยว ที่สนพ.เค้าคุยว่าละเอียดยิบกว่าแผนที่ของการท่องเที่ยวเมืองต่างๆ ... ของเขาดีจริงตามราคาคุย เปะมาก (ไปจนถึงตรอกคนเดิน) หาได้ง่ายตามเส้นทางในแผนที่ โรงแรมหาเองโดยจิ้มทางเน็ต (อีกแล้ว) เชื่อรูปในเวป และก็พอใจเมื่อเห็นของจริง Hostal Venecia ที่ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับโรงแรมระดับ 2 ดาว ตกแต่งเบสิกเรียบง่าย เน้นสีขาว ที่นอนปลอกหมอนสะอาดน่านอน ห้องเรามีระเบียงขนาดลูกหมาเห่าบ๊อกๆวิ่งเล่นได้ให้ยื่นหน้าออกไปสูดอากาศ โรงแรมนี้อยู่ในเขตเมืองเก่า เป็นอาคารโบราณบูรณะภายในใหม่เพื่อเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก อยู่ใกล้ Plaza del Ayuntamiento หรือจัตตุรัสศาลากลาง (ayuntamiento คือ town hall) ย่านนี้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมชีวิตทั้งกลางวันกลางคืนของชาวเมือง นอกจากคาเฟ่ บาร์ ร้านค้าที่แค่ก้าวออกไปก็เจอ เรายังอยู่ท่ามกลางโบสถ์ (เยอะมาก) และอาคารเก่าโบราณ บางหลังอยู่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และก็ไม่ไกลเมโทรที่วิ่งเลียบเขตเมืองเก่า มีรถเมล์วิ่งผ่านหลายสาย เส้นทางสะดวกออกไปเขตเมืองใหม่ที่ล้อมรอบ

[ซ้าย] แผนที่เมือง ส่วนสีชมพูคือเขตเมืองเก่าที่เราพัก สีส้มล้อมรอบเป็นเขตเมืองใหม่ สีเขียวยาวเหยียดนั้นเคยเป็นแม่น้ำ Turia ปัจจุบันถูกถมกลายเป็นสวนสาธารณะ (Jardines de Turia) ที่ยาวที่สุดและมีสะพานพาดผ่านมากที่สุดในโลก (มั้ง) เหตุที่ถมแม่น้ำก็เพราะเมื่อก่อนบาเลนเซียน้ำท่วมบ่อย หนักที่สุดคือในปี 1957 หลังจากนั้นทางการก็ตัดสินใจถมแม่น้ำ ไก๊ด์ในหูฟังบอกถมแล้วย้ายแม่น้ำ แต่ย้ายไปไหนไม่ได้บอกค่ะ [ขวา] คู่มือลุยเดี่ยวบาเลนเซียของเรา แผนที่ยับเยินมาก พับแล้วพับอีกจนยุ่ย


วันแรกในบาเลนเซีย ศึกษาที่เที่ยว จากหนังสือที่สนง. อสท.บาเลนเซียแจกฟรี เริ่มต้นโดยจับทิศทาง ชมเมืองด้วยทัวร์โค้ชหลังคาเปิดที่วิ่งวนรอบไปตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ ชอบตรงไหนเป็นพิเศษก็ลงหรือจะกลับมาเก็บที่หลังก็ได้ โค้ชวิ่งถึง 3 ทุ่ม ตั๋วใช้ได้ 24 ชม. จะขึ้นสักกี่เที่ยวขึ้นลงสักกี่ครั้งก็ไม่ว่า วันนี้นั่งรถวนชมเมือง กลับมาเดินชมเมืองแถวโรงแรม ซ้ำโค้ชทัวร์อีกรอบยามโพล้เพล้ตะวันใกล้ตกดิน กว่าจะวนจบก็มืดพอดี ยลบาเลนเซียยามค่ำ อากาศภาคพื้นดินวันนี้ 17 องศา ลดเหลือ 11-12 เมื่ออาทิตย์ตกดินไปแล้ว

ประวัติเมือง - ฉบับสั้นจู๋ - บาเลนเซียเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของสเปน สร้างเมื่อปี 138 ก่อนคริสต์กาล เริ่มจากเป็นชุมชนริมแมน้ำ Turia ของทหารโรมันปลดระวาง บาเลนเซียถูกกองทัพมุสลิม (ชาวมัวร์) ยึดครองเป็นเวลานานหลายร้อยปี El Cid อัศวินชาวคาสติเลียนผู้ลือลั่นช่วยกอบกู้อิสรภาพในปี 1094 และได้ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครบาเลนเซีย แต่ก็ต้องเสียเมืองให้พวกมุสลิมอีกครั้ง บาเลนเซียได้รับการปลดปล่อยในที่สุดเมื่อปี 1238 โดย Jaime I, the Conqueror กษัตริย์คริสเตียน และรวมเข้ากับอาณาจักรคาตาลัน เมืองบาเลนเซียในยุคเริ่มแรก สร้างบน huerta (ที่ดินอันอุดม) เต็มไปด้วยสวนส้มและสวนดอกไม้เพื่อการพาณิชย์ นับเป็นเขตเกษตรกรรมใหญ่แห่งหนึ่งของยุโรป เมืองมีอากาศชายฝั่งที่สบาย ไม่หนาวไป ไม่ร้อนไป บาเลนเซียยุคปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการค้าขายและผลิตเซรามิค เมืองชายทะเลนี้ยังเป็นจุดเชื่อมต่อในการเดินทางไปหมู่เกาะ Balearic

[ซ้าย] Hostal Venecia ที่พักของเรา มองจาก Plaza del Ayuntamiento [กลาง] ศาลากลาง ใครเป็นแฟนทีมฟุตบอลบาเลนเซียคงจำระเบียงหน้าตึกได้ดี ทีมชูถ้วยเฮกับแฟนๆจากบนนั้นตอนฉลองแชมป์เมื่อหลายปีก่อน [ขวา] Estación del Norte สถานีรถไฟ


น้ำพุและอาคารรอบ Plaza del Ayuntamiento


[ซ้าย] Valencia Bus Turistic ที่นำเราชมรอบเมือง [ขวา] ถนนในเขตเมืองเก่าจะเล็ก มีต้นไม้สองข้างทาง


[ซ้าย] Gran Via Fernando Catolico ถนนสายใหญ่สายแรกในเขตเมืองใหม่ [ขวา] Torres de Quart สร้างในศตวรรษที่ 15 ป้อมนี้หันไปทิศต.ต.ทางมาดริด รูที่เห็นบนผนังป้อม ไกด์บอกเป็นรอยกระสุนปืนจากสงครามตั้งแต่สมัยนโปเลียน


[ซ้าย] วงเวียน Porta de la Mar หรือประตูสู่ทะเล [ขวา] สนามสู้วัวกระทิงอยู่ข้างสถานีรถไฟ



สถานีรถไฟเป็นสถาปัตยกรรมแนว Modernista เปิดใช้ในปี 1917 บริเวณโถงขายตั๋วตกแต่งด้วยโมเซกและภาพวาดฝาผนัง


[ซ้าย] ลวดลายตกแต่งหน้าตึกโบราณ [ขวา] Torres de Serranos ป้อมประตูเมืองหันไปทิศต.อ. ทางยุโรป


[ซ้าย] อาคารเก่าใหม่อยู่เคียงข้างกันได้ไม่ขัดเขิน [ขวา] Plaza de la Reina จุดเริ่มต้นของบัส ตูริสติค มีสนง.ท่องเที่ยวย่อย คาเฟ่ ร้านค้า คึกคักตลอดกลางวันกลางคืน


[ซ้าย] La Miguelete หอระฆังของโบสถ์ Conjunto [ขวา] หอระฆังของโบสถ์ Santa Catalina ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน


Plaza de la Reina ยามเย็นใกล้โพล้เพล้ก่อนนั่งรถชมเมืองรอบค่ำ วนกลับมาก็ได้เห็นบรรยากาศยามค่ำ ยังคึกคักแม้จะ 5 ทุ่มกว่า


เดินกลับโรงแรม ไฟถนนเปิดสว่างจ้า คนยังเยอะ พลุกพล่าน ชาวกระทิงนอนดึก ตื่นสาย ถูกใจนกฮูกอย่างเรายิ่งนัก บรรยากาศหน้าโรงแรมยามราตรี ค่ำคืนแรกในบาเลนเซีย แง้มประตูระเบียงห้อง รับอากาศเย็นๆ นอนฟังเสียงน้ำพุกล่อมจนคร่อกไปเลย


วันรุ่งขึ้น วางแผน walking tour ในเขตเมืองเก่าแล้วมุดเมโทรไปเมสตาญา (แต่กลายเป็นเดินเพลินจนถึงสนาม เชิญชมภาพเมสตาญาพร้อมสนามฟุตบอลดังอื่นๆที่ไปมาค่ะ) ข้อมูลอสท.บาเลนเซียโอ่ว่าบาเลนเซียเป็นเมืองศิลปะรองจากบาร์เซโลนา มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะ (Museu Pio V) ใหญ่เป็นที่สองรองจาก El Prado สะสมผลงานของจิตรกรสำคัญหลายคนของสเปนและของบาเลนเซียกว่า 2 พันชิ้น เปิดให้เข้าชมฟรี และมีทีมฟุตบอลเก่งที่สุดเป็นอันดับสามของประเทศ (ข้อมูลสุดท้ายอ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ดาวิด บิญา)

เขตเมืองเก่าได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี ถนนสายหลักค่อนข้างกว้าง แต่ถนนใน Barrio del Carmen ย่านเก่าแก่ที่สุดในเขตเมืองเก่าจะเล็กแคบ ตรอกซอกซอยเป็นทางปูอิฐซ่อกแซ่ก ตัดกันไปมา วกวนเป็นเขาวงกต เดินดูตึกโบราณเพลิน ไม่คอยสังเกตทาง มีสิทธิ์หลงเอาง่ายๆ ถนนเกือบทุกสายในเขตเมืองเก่าจะดิ่งมาจบที่จัตตุรัสอะไรสักอย่างเหมือนเมืองเก่าทั่วไปในยุโรป เขตเมืองใหม่จะล้อมรอบเขตเมืองเก่าเป็นดาวล้อมเดือน มีอาคารสูงทันสมัย กระจายออกไปถึงบริเวณชายทะเลที่อยู่ไม่ไกล นั่งรถก็ราว 20 นาที หรือจะนั่งเมโทรไปก็ได้ สุดสายก็โผล่หัวจากใต้ดิน เดินอีกนิดก็ถึงชายหาด เมืองมีระบบขนส่งมวลชนที่เดินทางสะดวกสบายรวดเร็ว จุดท่องเที่ยวในเขตเมืองใหม่ที่ดังที่สุดในขณะนี้คงเป็นกลุ่มอาคารล้ำสมัยไฮเทคที่เรียกว่า “เมืองแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์” (Ciudad de las Artes y las Ciencias หรือ the City of Arts and Sciences) พรุ่งนี้จะไปเที่ยวที่นี่ ขอยกยอดไปเล่าวันพรุ่งนี้

[ซ้าย] ประตูโบสถ์ Conjunto [กลาง] ประตูอีกด้าน [ขวา] เมื่อเดินอ้อมไปด้านหลังจะเป็นอีกพลาซ่า (Plaza de la Virgen) เดินถึงกันได้ พลาซ่านี้มีโบสถ์ Neustra Seňora de los Desamparados ซึ่งมีรูปปั้น the Virgin (นักบุญประจำเมืองบาเลนเซีย) แฟนทีมฟุตบอลบาเลนเซียก็จะรู้จักโบสถ์นี้อีกนั่นแระ ทีมจะมาที่โบสถ์นี้เพื่อสักการะ the Virgin แต่เราโชคไม่ดี เข้าไปเห็นแต่ผ้าคลุมแท่นพิธีเพราะกำลังซ่อมแซมรูปปั้น


ประตูทางเข้าโบสถ์ Seňora de los Desamparados และ Plaza de la Virgen


[ซ้ายและกลาง] บรรยากาศใน Barrio del Carmen ถนนโบราณที่รถ (เล็ก) วิ่งเข้าไปได้ ทางรถและทางคนเดินเรียบเสมอกัน แค่คั่นด้วยแผงเหล็กเป็นช่วงๆ [ขวา] หอนาฬิกาของ Mercado Central หรือตลาดกลาง สถาปัตยกรรมโมเดิร์นิสต้าอีกแห่ง สร้างในปี 1928 ในสมัยโบราณพ่อแม่ที่ลูกมากยากจนจะพาลูกมายังหอนาฬิกานี้ หลอกให้เด็กเงยหน้ามองนาฬิกา พอลูกหันกลับมาพ่อแม่ก็หายไปแล้ว สมัยนั้นเด็กจรจัดคงเยอะเลยนิ แต่ไกด์บอกสมัยนี้ไม่ทำกันแล้ว


ภายในตลาดกลางก็เป็นตลาดธรรมดานี่แหละ มีตลาดส่วนอาหารแห้ง อาหารสด [ซ้าย] แผงลอยขาย jamones หรือแฮม [ขวา] แผงลอยผักผลไม้ สตอร์เบอร์รี่ตักชั่งขาย แต่มีแบบคัดแล้วใส่กล่องใสซึ่งจะแพงกว่าหน่อย ลูกใหญ่ หวาน ซื้อมาครึ่งกิโล ราว 2 ยูโรกว่า


[ซ้าย] ทางเข้าตลาดกลาง [ขวา] L'Almoina คือจุดชมซากเมืองโรมัน อยู่ข้างหลัง Plaza de la Reina


[ซ้าย] คำบรรยายสำหรับนักท่องเที่ยวตาบอด [ขวา] ที่นี่ก็กำลังซ่อมแซม บริเวณให้ชมทำเป็นลานยกสูง ตรงกลางเป็นแอ่งน้ำตื้นๆมีพื้นเเป็นกระจก (เพื่อขยายใหญ่ขึ้นอีก 25% ตามหลักที่เรียนดำน้ำ) ให้เดินวนรอบ มองลงไปเห็นซากเมืองโรมันที่ขุดค้นพบ แต่คราวนี้มองลงไปเห็นแต่ผ้าขาวคลุม...อดเลย


บาเลนเซียยุคโบราณคือมืองหน้าด่านของสเปน มีกำแพงเมืองและป้อมปราการป้องกันการบุกรุกของข้าศึกจากทางทะเล Torres de Serrano ป้อมประตูเมืองจากศตวรรษที่ 14 ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี มันคือส่วนเดียวที่เหลือของกำแพงเมืองโบราณ ใช้เป็นทางออกไปบาร์เซโลนาและภาคเหนือ ประตูจะหันไปทางทวีปยุโรปซึ่งอยู่ทิศตะวันออกของคาบสมุทรไอบิเรีย เพื่อให้ยุโรปชาติอื่นได้เห็นป้อมนี้เป็นสิ่งแรกเมื่อล่องเรือมาสเปน เมื่อวานให้ดูด้านหน้าป้อม Serrano วันนี้ให้ดูด้านหลัง ป้อมนี้เปิดให้ไต่บันไดหลายขั้นขึ้นไปเก็บภาพพาโนรามาของบาเลนเซีย


[ซ้าย] วิวโลกนอกกำแพงเมืองของชาวบาเลนเซีย [ขวา] ขึ้นบันไดไปประตูทางเข้าป้อม


[ซ้าย] เห็นมีไม่กี่ขั้น ชันไม่ใช่เล่น ขาขึ้นไม่ค่อยรู้สึก ขาลง...เสียวท้อง [ขวา] วิวสะพาน Serrano จากชั้นสามของป้อม ใต้สะพานคือสวนสาธารณะ Turia ยาวเหยียดของเมืองบาเลนเซีย และวิวรอบป้อม Serrano



ชั้นสี่ ดาดฟ้าของป้อม ลมนิ่งสนิท นั่งรอตั้งนานให้ธงปลิวสะบัด ไม่มีทีท่า เลยลงดีกว่า


ค่อยๆกระเดิบตามขั้นบันไดชันลงมายืนบนพื้นดินแล้ว [ซ้าย] ตึก Banco de Valencia [กลาง] อนุเสาวรีย์กษัตริย์ Jaime I, the Conqueror ผู้ปลดปล่อยบาเลนเซียจากชาวมัวร์ ตั้งอยู่กลาง Plaza Alfonso el Magnánimo [ซ้าย] ต้นไม้อายุหลายร้อยปี คนสเปนไม่ตัดต้นไม้เอาเลย จะตัดเท่าที่จำเป็นจริงๆ แต่ละเมืองจะมีต้นไม้อายุหลายร้อยปีให้เห็นเป็นปกติ คนชาตินี้เลยจัดสวนเก่งไปโดยปริยาย


คอลเลคชั่นสะพาน นี่คือ Puente del Mar สร้างในศตวรรษที่ 20 แต่ใช้หินกำแพงเก่าจากศตวรรษที่ 13


[ซ้าย] สะพานนี้...คงเดาได้ว่าใครออกแบบถ้าตามไปเที่ยวด้วยกันตั้งแต่บิลเบา นี่เป็นดีไซน์สะพานยุคกลางๆของเขา เส้นสายเริ่มโค้งเว้ามากขึ้นแต่ยังไม่ซับซ้อน ชาวเมืองให้ชื่อเล่นว่า “Little Comb” วันนี้ดูผลงานแค่นี้พอ พรุ่งนี้จะยกให้เป็นวันของ Santiago Calatrava [ขวา] สะพานไม้ที่เดินเพลินกลางอากาศเย็นๆ เอ้อระเหยไปเรื่อยๆ จากเขตเมืองเก่าจนถึงสนามเมสตาญาในเขตเมืองใหม่


[ซ้าย] Puente del Mar [กลาง] สะพานสามยุค สามวัสดุ [ขวา] Jardines de Turia และตำรวจม้า


[ซ้าย] Instituto Valenciano de Arte Moderno (IVAM – “อี-แบม”) สถาบันศิลปะร่วมสมัยแห่งบาเลนเซีย [กลาง] กำลังจัดแสดงศิลปะอเมริกาส์คัพ เวิร์ลคัพของการแข่งเรือใบ ปีนี้บาเลนเซียเป็นเจ้าภาพการแข่งขันครั้งที่ 32 เริ่มในสิงหาคม ดังนั้นอะไรๆในบาเลนเซียตอนนี้ก็ America’s Cup ฟีเวอร์ไปหมดค่ะ มีแข่งเรือใบอุ่นเครื่องแทบทุกวัน ถ่ายทอดทางทีวีหรือจะออกไปดูเองที่ Port America’s Cup ก็ได้ ตอนนี้ยังให้เข้าชมฟรี [ขวา] ป้ายรถเมล์ที่เราขึ้นจนคล่อง วนรอบเมือง รถดี นั่งสบาย รถเมล์เมืองนี้แค่ผู้โดยสารเยอะแบบหลวมๆ คนขับก็ขึ้นป้าย completo แล้ว ถ้าไม่มีคนลงก็ไม่จอด เราก็รอคันต่อไป


ตอนเย็น (สองทุ่มยังสว่างโร่) ไปแจมทัวร์ปั่นจักรยานในสวนยาวเหยียด เค้าบอกทัวร์ภาษาสเปน เราบอกไม่เป็นไร อยากหาเพื่อนปั่นจักรยาน แต่ลูกทัวร์คนหนึ่งพอพูดอังกฤษได้ เค้าช่วยแปลจุดต่างๆที่ไกด์บอก น่ารักมาก ก็เป็นอันหมดสองวันแรกในบาเลนเซียอย่างแฮปปี้สบายอารมณ์แบบข้ามาอะโลนก็สนุกได้นะจ๊ะ ที่จริงรอบๆเมืองบาเลนเซียยังมีที่เที่ยวแบบ day-trip หลายแห่ง แต่เวลาไม่พอ (แปลว่าต้องกลับมาใหม่ใช่ไหมหว่า)

อยากรู้อะไรเพิ่มเติม คลิกโลดเวปอสท.บาเลนเซียค่ะ http://www.turisvalencia.es/index.aspx?idioma=EN

ค่ำคืนนี้มีนัดหน้าจอทีวีราวสองทุ่มกว่า มื้อค่ำทานปาเอญาในร้านเล็กๆใกล้โรงแรม paella - ข้าวผัดสเปน อาหารจานเด็ดเมนูดังของแดนกระทิงดุ ต้นกำเนิดมาจากบาเลนเซียค่ะ อิ่มแล้วก็กลับห้องเรา ดูบอลยิงสดจากสแตมฟอร์ด บริดจ์ บาเลนเซียทีมรักยกพวกไปซดแข้งเชลซี ทีวี Canal 9 ของบาเลนเซียถ่ายทอดก่อนเริ่มแข่งเป็นชม. บุกเข้าไปถึงห้องแต่งตัวแต่ไม่เห็นหนุ่มๆของเราสักคน เห็นแต่เสื้อผ้าพับเรียบร้อยของใครของมัน เอาล่ะ...สตอร์เบอร์รี่อีกตั้งครึ่งกิโล นอนเชียร์อิ่มท้องสบายแฮ พรุ่งนี้เราไปที่เที่ยวใหม่ล่าสุดของบาเลนเซีย สร้างเสร็จสมบูรณ์ในศตวรรษที่ 21 นี่เองค่ะ

(ข้อมูลจากหนังสือนำเที่ยว eyewitness และ lonely planet; หนังสือนำเที่ยวของอสท.บาเลนเซีย และจดจากไก๊ด์หูฟังรถโค้ชหลังคาเปิด)




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 4 สิงหาคม 2552 3:11:55 น.
Counter : 1765 Pageviews.  


la liga fan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




อย่าฟังความข้างเดียว เหรียญมีสองด้าน

ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าเราไม่คิดจะช่วยเหลือตัวเองก่อน

A rich man is not one who has the most, but one who need the least.
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add la liga fan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.