Welcome to My World :) You're Welcome.

นิทานประโลมโลก


กาลครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ มีเด็กหญิงหน้าตาน่าฟัดคนหนึ่ง

เด็กหญิงคนนั้นจะนั่งอยู่ที่ตีนบันไดสีแดงแห่งหนึ่ง ทั้งวัน ทุกวัน

ไม่พูดไม่จากับใคร สายตามีแต่ความหวาดกลัว

เธอไม่ทำอะไรนอกจากนั่งอยู่ตรงนั้น ร้องไห้เป็นบางคราว

นั่งมองคนหลายต่อหลายคนผ่านมาและผ่านไป

มองหลายๆคนที่ก้าวผ่านเธอไป และเดินขึ้นบันไดนั่นไป

เธอสงสัย และพยายามครุ่นคิดว่า บนบันไดสีแดงสูงนั้นจะมีอะไรรอเธออยู่



มีบางคนที่เข้ามาถามเธอด้วยความหวังดี

แต่สิ่งที่เธอทำคือ การร้องไห้ และหันหลังหนีคนเหล่านั้น

บางคนพยายามพาเธอขึ้นไปกับเขา แต่ก็ทิ้งเด็กหญิงไว้กลางคัน

บางคนก็ปล่อยให้เธอกลับมานั่งที่เดิม

ไม่มีใครซักคนที่จะมาตอบบคำถามให้เธอได้ว่า ข้างบนนั้นมีอะไร

เด็กหญิงก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมไปเรื่อยๆ พลางนึกอิจฉาเหล่าคนที่เดินขึ้นไปข้างบน



จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเด็กชายคนหนึ่งได้เดินผ่านเข้ามา

"เธอทำอะไรอยู่" เด็กชายเอ่ยถาม

เด็กหญิงหยุดร้องไห้ แล้วเงยหน้าขึ้นมามองเด็กชาย

นัยน์ตาที่ขุ่นมัวของเธอ แสดงความไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง

"เราขอคุยกับเธอได้ไหม ให้เราเป็นเพื่อนเธอได้ไหม"

เด็กหญิงไม่ตอบ เธอยังไม่แน่ใจเด็กชายคนนั้น แต่เธอก็กระเถิบที่ให้เด็กชายนั่ง



เวลาผ่านไป นานไหม ก็ไม่เท่าไหร่...

แววตาของเด็กหญิงที่ขุ่นมัวและ สงสัยอะไรบางอย่าง ก็เปลี่ยนเป็นแววตาของความสดใส

ด้วยความหวังดีของเด็กชายที่คอยพูดคุย ดูแลเธอ เป็นห่วงเธอ..

แล้วมาวันหนึ่ง...

"เราอยากขึ้นไปข้างบน" เด็กหญิงเอ่ยปากพูด

เด็กชายเงียบ นิ่งคิดอะไรบางอย่าง

"เรา...จะพาเธอไปเอง เธอฝากความหวังไว้ที่เราได้" เด็กชายตอบ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองกลัวความสูง

เด็กชายค่อยๆจูงมือเด็กหญิงปีนบันไดสีแดงขึ้นไปทีละขั้น...

1 ขั้น... 2 ขั้น... 3 ขั้น... สูงขึ้นไปเรื่อยๆ...

โดยเด็กชายก็จูงมือเด็กหญิงไว้ เมื่อขึ้นเขาเริ่มให้เด็กหญิงเดินไปก่อน

หวังว่าจะเป็น back up คอยดันหลังให้เด็กหญิงขึ้นไปได้ง่ายๆ

เด็กหญิงรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขกับการปีนบันไดครั้งนี้ ทั้งยังไ้ด้รับการช่วยเหลือจากเด็กชาย



เด็กหญิงไต่บันไดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนเริ่มนำเด็กชายไปไกล

เด็กชายเริ่มหยุดขาของเขาที่กำลังปีนตามเด็กหญืง เค้าหยุดอยู่กับที่

"เด็กหญิงเธอลงมาเถอะ... ตอนนี้เธอก้าวไปไกลเกินแล้วนะ...

เธอลงมาได้แล้ว... แล้วเรากลับกันเถอะ...

ข้างบนนั้นมันสูงเกินไปสำหรับเราทั้งคู่ เธอตัดใจเสียเถอะ"



เด็กหญิงถึงกับชะงักเมื่อได้ยินคำพูดจากเด็กชาย

เธอหยุดเท้าเล็กๆแต่มั่นคงของเธอ แล้วหันลงมามองเด็กชาย

"ทำไมล่ะ ? เธอกลัวเหรอ... แล้วสิ่งที่เธอกลัวคืออะไร

เธอไม่คิดบ้างหรอ ว่าเราก็กลัวเหมือนกัน

หลายๆขั้นที่เราเดินผ่านขึ้นมา เราเจอทั้งเศษแก้วที่คนก่อนหน้าได้ทื้งไว้

เจอทั้งเศษขยะโสมมต่างๆ แถมบางทีก็ยังมีคราบอะไรสกปรกที่คนทิ้งไว้ด้วย

เธอคิดว่าเราไม่กลัวหรอ ตอนที่เราเดินขึ้นมาน่ะ?"



เด็กชายเงียบไม่ตอบคำถามเด็กหญิง

"แล้วเธอพาเราขึ้นมาทำไม.. ไหนเธอบอกว่าเธอจะพาเราไปไง..

เธอบอกว่าเธอจะพาเราไปข้างบนนั้น ให้เราฝากความหวังไว้กับเธอได้ไง

เธอโกหกเรา..." เด็กหญิงเริ่มร้องไห้ น้ำตาหยดโตๆ ไหลลงมาจากดวงตาอันสดใสของเธอ



"เธอพาเราขึ้นมาจนถึงนี่ แล้วเธอก็บอกให้เราตัดใจ..

แค่เธอพูดอย่างนี้ เธอรู้ไหมว่าเธอก็กระชากเราลงไปจากบันไดนี้แล้ว

จาก ที่สูง ลงสู่ ที่ต่ำ ...เพราะเธอกลัวความสูงใช่ไหม?

เธอเข็ด เพราะเธอก็เคยตกบันไดลงมาใช่ไหม เธอคิดว่าเราไม่เคยตกบันไดหรอ

ที่เรานั่งอยู่ตรงปลายบันได นั่นก็เพราะเราตกบันไดลงมาน่ะแหละ ...

แสดงว่าอย่างนี้เธอก็ต้องเคยเป็นแบบที่เราเป็นอยู่

เคยยืนในที่ๆเรายืนอยู่ และถูกกระชากลงมาเหมือนกัน

เธอรู้ใช่ไหมว่าต่อไปเราจะเป็นยังไง?"



หมดเสียงเด็กหญิง เด็กชายยังยืนนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร เค้าเริ่มหันหลังหนีเด็กหญิง

ขาทั้งสองอ่อนแรง มือทั้งสองเริ่มสั่น น้ำตาค่อยๆหยาดริน

"เราขอโทษเด็กหญิง เธอไม่น่าฝากความหวังไว้่กับคนอย่างเราเลย"



"แล้วเธอขอโทษเราทำไมเด็กชาย.." เด็กหญิงปาดน้ำตา แล้วยิ้มให้

"เธอไม่ต้องขอโทษเราหรอก จะว่าไปเธอก็ไม่ผิดหรอกนะ ที่เธอจะกลัว

เพราะเราก็เคยเป็นแบบเธอเหมือนกัน เราไม่น่าว่าเธอเลย...

แต่อย่างน้อยเราก็ต้องขอบคุณเธอนะ

เพราะอย่างน้อยเธอก็ทำให้เรากล้าที่จะวางใจคนอื่น รู้จักเปิดใจ

และกล้าที่จะก้าวขึ้นบันไดสีแดงนั้น...

แทนที่เราจะนั่งอยู่ที่เดิม เราขอบคุณเธอมาก ขอบคุณจริงๆ"

เด็กชายไม่ตอบอะไร นอกจากเดินย้อนกลับลงบันไดสีแดงไป...



หากวันไหนคุณเดินผ่านบันไดสีแดง ลองมองตรงตีนบันไดดู

อาจเห็นเด็กชายหน้าตาเศร้าหมองนั่งร้องไห้อยู่ที่ตีนบันไดสีแดงนั้นก็ได้

อย่าลืมบอกให้เขารู้นะ ว่ายังมีเด็กหญิงที่รอคอยเขาอยู่ข้างบนบันไดสีแดงนั้น

และเด็กหญิงพร้อมจะำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุข

เด็กหญิงอยากให้ดวงตาของเค้ามีแต่ความสดใส...

เด็กหญิงพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของเค้า

ส่วนความสุขของเด็กหญิงนั้น ไม่ต้องห่วงหรอก...

เพราะความสุขของเด็กหญิง คือการได้ทำให้เด็กชายมีความสุขต่างหาก...




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2551    
Last Update : 27 ธันวาคม 2551 18:51:49 น.
Counter : 575 Pageviews.  

หิวจริงรึเปล่า?

เรื่องมันเกิดขึ้นในวันรัฐธรรมนูญ
เราไปกับเธอ ไปใ้ห้อาหารปลาที่วัด
แล้วจู่ๆ โรคเจ้าหนูจำไมของเราก็กำเริบ
ฝนขณะที่ให้อาหารปลาอยู่ริมฝั่งน้ำนั้น
ก็มีคำถามป่วงๆขึ้นมาในหัวเราอีกเช่นเคย....

"เธอๆ พวกปลานี้มีเยอะเนอะ... เธอว่ามันจะได้กินครบทุกตัวรึเปล่า"

"น่าจะครบนะ ไม่รู้สิ"

"หรอ...."

หลังจากให้อาหารปลาจนจะหมดกระป๋อง

"เธอๆ เธอว่าพวกปลาตามวัดอย่างนี้ มีคนให้อาหารตลอด
มันก็ขึ้นมากินตลอดเลยเนอะ... เธอว่ามันหิวจริงรึเปล่า"

"มันคงกินได้เรื่อยๆแหละ มีคนให้อาหารมัน มันก็กินแหละมั้ง"


เจ้าหนูจำไมหยุดคิดนิดนึงแล้วถามต่อ...

"แล้วเธอล่ะหิวจริงรึเปล่า?"




"หมายความว่าไง...."

เจ้าหนูจำไมยิ้มเล็กๆ

"เปล่า ไม่ีมีอะไร..."

แล้วเจ้าหนูจำไมก็นั่งมองปลาต่อไป
ปล่อยให้เธอนั่งงงๆ...

นั่นสิ..... เราก็เริ่มสงสัยแล้วล่ะ
ว่าการที่คนเรารักกันนั้น...
เพราะว่ามีคนมาให้ความรักหรือเปล่า
ถึงได้รับความรักนั้น....

นั่นใช่ความรู้สึกจริงๆหรือเปล่า?
หรือเพียงใครให้ก็รับ...

เธอต้องการมันจริงรึเปล่า...
หรือเธอเป็นเพียงปลาตามวัดที่

"มันคงกินได้เรื่อยๆแหละ มีคนให้อาหารมันมันก็กินแหละมั้ง"

นั่นสิ? จริงรึเปล่า?
มั่นใจ....รึเปล่า?

คิกคิก




 

Create Date : 11 ธันวาคม 2551    
Last Update : 11 ธันวาคม 2551 22:43:22 น.
Counter : 138 Pageviews.  

บทเพลงอาลัยแด่ความจีรัง

บทเพลงอาลัยแด่ความจีรัง

ชายหนุ่มเจ้าเอ๋ย…
ฟ้าสว่าง
เจ้าลืมตา
เจ้าออกหากิน

ชายหนุ่มเจ้าเอ๋ย…
ฟ้าสว่าง
แต่ตาเจ้าเล่า
ใยมืดมิด

ชายหนุ่มเจ้าเอ๋ย…
ชื่อเสียง เงินทอง
ลาภยศ สรรเสริญ
กองก่ายตรงหน้า

ชายหนุ่มเจ้าเอ๋ย…
เจ้ามั่ง…
เจ้ามี...
เจ้ายังหวังสิ่งใด...?


ชายหนุ่มเจ้าเอ๋ย…
ฟ้าสว่าง
เจ้าลืมตา
เจ้าหมดสิ้น

ชายหนุ่มเจ้าเอ๋ย…
ฟ้าสว่าง
แต่ตาเจ้าเล่า
ใยมิสว่าง

ชายหนุ่มเจ้าเอ๋ย…
ชื่อเสียง เงินทอง
ลาภยศ สรรเสริญ
สูญสิ้นตรงหน้า

ชายหนุ่มเจ้าเอ๋ย…
เจ้าหมด …
เจ้าสิ้น...
เจ้าหวังสิ่งใด...?


ชายเร่ร่อน….
ร่อนเร่ข้างถนน
แม้ฟ้าจะมืด
แต่ใจกลับสว่าง

นึกย้อนวันเก่า
เล่าถึงวันวาน
หวนคืนความหลัง
โอ้... สุขยิ่งนัก

วะ เจ้าข้าเอ๋ย…
ข้าเคยมั่ง เคยมี
วันนี้ข้าหมด
เหตุใดข้ายังสุขยิ่งนัก

ข้านึกถึงวันวาน
ข้ามั่ง ข้ามี
ข้าหวั่น ข้าหวาด
ข้ากลัวข้าหมด

อดีตข้ามีบ้าน
วันวานข้ามีรถ
แต่เดิมข้ามีเงิน
ปัจจุบันข้าไร้....


ข้าเคยเปิดไฟสว่าง
เหตุใดครานั้น
ใจข้า แลดวงตา
กลับมืดมิด

วะ เจ้าข้าเอ๋ย
เหตุใดครานี้
ข้าสุขยิ่งนัก
สุขยิ่งกว่าเดิม...!!!

------------------------------------------------------------------------------

แต่งเองๆ เย้ๆ เอางานแอดแลงมาลงใหม่ >.<~ ขี้โกงเน้อออ




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2551    
Last Update : 13 ตุลาคม 2551 14:52:11 น.
Counter : 162 Pageviews.  

พุทธพาณิชย์ :ผลประโยชน์จากความเชื่อ

หลังจากไร้สาระมาเยอะ ขอมีสาระหน่อยละกัน

นี่เป็นเรียงความเชิงอธิบายส่ง Final Project ของเทอมนี้ :)

ได้อาจารย์ประจำวิชาแก้ไขให้นิดหน่อย ขอบคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

หน้าที่ของพระสงฆ์ก็คือเป็นผู้นำทางสติปัญญา และจิตวิญญาณ สอนให้ประชาชนยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น แต่ปัจจุบันเมื่อเวลาเปลี่ยนไป พระสงฆ์บางกลุ่มก็เริ่มเข้าใจหน้าที่ของตนผิด คิดว่าหน้าที่ที่สำคัญของตน คือ การหาปัจจัยมาอุดหนุนวัด จึงหันมาทำธุรกิจกันมากขึ้น สะสมเงินทอง เป็นเหตุให้วิถีแห่งพุทธ ที่มุ่งนำสรรพชีวิตให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ถูกแทนที่ด้วย วิถีแห่ง"พุทธพาณิชย์"

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง และนรกสวรรค์อยู่ ประชาชนจำนวนมากยังนิยมไปวัดเพื่อทำบุญ ฟังเทศน์จากพระสงฆ์อยู่ เรียกได้ว่า พระสงฆ์ยังเป็นสถาบันที่ยังได้รับความเคารพจากคนไทยอยู่ แต่พระสงฆ์บางกลุ่มกลับหาประโยชน์จากความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

พุทธพาณิชย์ที่เห็นจนชินตา คือ ป้ายประกาศแก่พุทธศาสนิกชนว่าจะมีการสร้างวิหาร สร้างโบสถ์ ต้องการปัจจัยสนับสนุน โดยมีสิ่งล่อใจ คือ บอกว่าผู้ทำบุญจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า สมปรารถนาในทุกสิ่งอย่าง เทศกาลที่สื่อวิถีพุทธพาณิชย์อย่างเด่นชัด คือ การทอดผ้าป่าที่พบเห็นแทบทุกวัด หาเงินแข่งกันในแต่ละปีแต่ละวัด บางวัดได้เงินทอดผ้าป่าสูงถึงหลักล้าน !

วิถีพุทธพาณิชย์ นอกจากไม่ใช่วิถีทางแห่งปัญญาตามวิถีแห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังเป็นวิถีแห่งกิเลสตัณหา สร้างความโลภทั้งแก่ผู้บอกบุญ และผู้ทำบุญ ที่หว่านพืชเพื่อหวังผลโดยไม่รู้จักจบสิ้น สมมติสงฆ์ ที่พึงเป็นผู้นำทางสติปัญญา ควรยกระดับจิตใจเหล่าพุทธศาสนิกชนให้สูงขึ้น พ้นจากการครอบงำของอำนาจกิเลส กลับพาไปในทางที่ต่ำ มุ่งสร้างความเจริญแต่ด้านถาวรวัตถุ และคิดถึงแต่วิธีหาเงิน พุทธพาณิชย์จึงอุบัติขึ้น เกิดการนำพิธีกรรมทางศาสนามาเป็นเครื่องมือหาเงิน เกิดกิจการขายบุญด้วยวิธีแปลกๆ ใหม่ๆ

นอกจากนี้ วิถีแห่งพุทธพาณิชย์ที่พบเห็นได้ คือ การขายของในวัดด้วยราคาที่สูงลิบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรางของขลังต่างๆที่พยายามปลุกเสกให้มีหลายรุ่น หลายแบบออกมา ยิ่งตั้งราคาแพงก็ยิ่งมีคุณสมบัติมาก ใครอยากได้คุณสมบัติพร้อมมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องเตรียมเงินเข้าไปในวัดมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น จตุคามรามเทพที่ช่วงหนึ่งปลุกเสกกันออกมาไม่หยุดหย่อน จนสุดท้ายต้องจบลงตรงที่ขายองค์ละไม่กี่สิบที่บาทวิถีแถบท่าช้าง

นอกจากเครื่องรางของขลังแล้ว ก็ยังมีธูปเทียน น้ำมัน พวงมาลัย รวมไปถึงกล่องบริจาคต่างๆที่อยู่ในวัดที่ตั้งราคาสูง ค้ากำไรเกินควรจากพุทธศาสนิกชน ขายเป็นชุดๆ ราคาต่อชุดก็หลายสิบมากกว่าข้าวจานหนึ่งเสียอีก ส่วนกล่องบริจาคตามวัดก็มีการสนับสนุนคนรวย สอนอย่างผิดหลักพระพุทธศาสนาว่าเมื่อทำบุญมากก็จะได้รวยมากขึ้น นำศาสนาไปติดยึดกับระบบทุนนิยม บริโภคนิยม นั่นคือพุทธศาสนาในปัจจุบันที่เห็นความสำคัญของวัตถุมากกว่าจิตใจ

การทำบุญเป็นตัวเงินหมายความว่า เงินนั้นคือทรัพย์สมบัติของเรา ซึ่งเก็บไว้แลกเปลี่ยนสินค้าและเปลี่ยนเครื่องช่วยชีวิต คนที่จะทำบุญอันใดอันหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับความสามารถที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นในคำสอนของพระพุทธองค์ที่เรายอมรับกันในศาสนาก็คือ เราถือเอาจิตใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นในการให้ทาน ไม่ใช่ว่าทำไปเพื่อจะได้ผลย้อนกลับมา

พุทธพาณิชย์เป็นการสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับวัดหรือพระสงฆ์บางรูปที่หวังผลกำไรจากความเชื่อซึ่งนับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางวัดไหนก็มีแต่วัดที่เริ่มยึดหลักพุทธพาณิชย์มากกว่าหลักศาสนา

กุศโลบายที่จะให้คนเข้าถึงศาสนานั้น แม้จะมีหลากวิธี แต่ทุกวิธีต้องไม่ทำให้คนลุ่มหลงงมงาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์เครื่องรางของขลัง หรือยึดถือวัตถุสิ่งก่อสร้างเป็นสรณะซึ่งไม่ใช่หนทางแห่งความหลุดพ้น สังสารวัฏ เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว ก็ย่อมเห็นว่าพุทธพาณิชย์ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนา
คงต้องรอให้วันที่แสงแห่งดวงปัญญาสว่างไสว เมื่อถึงวันนั้นผู้ลุ่มหลงในพุทธพาณิชย์...ก็คงจะได้เห็นว่าเดินผิดทางแห่ง พุทธศาสนาไปไกลแค่ไหน !...




 

Create Date : 21 กันยายน 2551    
Last Update : 21 กันยายน 2551 21:13:40 น.
Counter : 1556 Pageviews.  

เมื่อหัวใจไร้หลักยึด

คุณเคยรู้สึกไหมว่าการดำเนินชีวิตแต่ละวันมันช่างว่างเปล่าหรือเกิน
หัวเราะไปวันๆ ยิ้มไปแกนๆ
เหมือนจะมีความสุข แต่ในหัวใจมันไร้หลักยึดไม่มีความสุขเอาซะเลย
อยู่กับเพื่อน กับครอบครัว สนุก แต่ก็โหวงๆ
รักครอบครัว รักเพื่อน
แต่บางเวลาเราก็ต้องการอะไรที่มันพิเศษไปมากกว่านั้น

แล้วเมื่อวันนึงเมื่อมีลมเย็นๆ แค่แผ่วๆพัดมา
ก็ทำให้หัวใจที่ไร้หลักยึดนี้ ตุปัดตุเป๋ได้เหมือนกัน
แม้มันจะเพิ่งพัดมา แต่หัวใจดวงนี้ก็เริ่มปลิวแล้ว

แล้วพอเริ่มปลิว เริ่มตุปัดตุเป๋ เราก้เริ่มกลัวตัวเอง
รีบหาหลักมายึดไว้ แต่หลักที่ยึดได้ตอนนี้
ก็แข็งแรงดีพอๆกับเอาหลักปักเลน
แล้วจะทำอย่างไร
ถ้าลมพัดเร็วกว่านี้ แรงกว่านี้
ดีที่ตอนนี้ลมพัดไปไกล ไปที่อื่น
แต่ถ้ากลับมาแล้วมาพัดต่อให้เร็วึ้นและแรงขึ้นเนี่ย
ไม่แน่ใจว่าหัวใจไร้หลัก
หัวใจปักเลน
หัวใจตุปัดตุเป๋
อาจจะกลายเป็นขนนกที่ปลิวขึ้นไปสู่ท้องฟ้าก็เป็นได้

อะไรๆก็ไม่แน่หรอกพี่น้องคร้าบบบบ




 

Create Date : 15 กันยายน 2551    
Last Update : 15 กันยายน 2551 21:37:21 น.
Counter : 181 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

My Lullaby
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Welcome to My Blog ^^
Nice To meet You all na ka :):)

This is my URL: http://lady-lullaby.bloggang.com
This is my Christian Blog :http://loukyie.blogspot.com/
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add My Lullaby's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.