บอกแล้วไม่ฟัง
Group Blog
 
All blogs
 

=> เคล็ดลับ 11 ประการ สำหรับหนุ่มสาวที่ยังโสด และกำลังมองหาคู่ชีวิต

เคล็ดลับ 11 ประการ สำหรับหนุ่มสาวที่ยังโสด และกำลังมองหาคู่ชีวิต เพื่อให้การตัดสินใจครั้งสำคัญมีความหมาย มีความยั่งยืน และมีชีวิตสมรสที่สดใส ดังนี้


1. อายุ ควรจะใกล้เคียงกัน โดยทั่วไปไม่ควรต่างกันมากกว่า 10 ปี เนื่องจากการที่อายุต่างกันมากมีผลต่อแนวคิดที่อาจจะไม่ลงรอยกันได้ และที่สำคัญคือคนที่อายุมากกว่ามักคิดว่าตนเองแก่กว่า รูปลักษณ์ดูไม่ดีเมื่อเทียบกับคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคู่ของตนเอง มักจะนำมาซึ่งความหึงหวงหวาดระแวงว่าจะสูญเสีย เหล่านี้เป็นตัวบั่นทอนความสุขของชีวิตคู่อย่างมาก โดยทั่วไปฝ่ายชายควรจะมีอายุมากกว่าฝ่ายหญิงเล็กน้อย


2. ความมั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ละฝ่ายควรมีอาชีพและรายได้ที่หาสามารถจุนเจือครอบครัวได้ แม้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีรายได้แต่อีกฝ่ายควรมีความสามารถในการเลี้ยงดูครอบครัว และบทบาทของแต่ละคนไม่ด้อยไปกว่ากัน เช่น ฝ่ายชายเป็นผู้ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวในขณะเดียวกันฝ่ายหญิงก็ทำหน้าที่แม่ บ้านที่ดูแลครอบครัวไม่ขาดตกบกพร่อง ปัญหาเรื่องการดูถูกเหยียดหยามกัน เช่น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกาะอีกฝ่ายหนึ่งกินก็จะไม่เกิดขึ้น


3. มีความปรารถนาดีต่อกัน นับถือและยอมรับในรสนิยมและบุคลิกภาพซึ่งกันและกันแม้ว่าแต่ละฝ่ายจะมีความคิดที่แตกต่างกันก็ตาม การยอมรับในตัวตนของกันและกัน ทำให้สามารถมีการปรับตัวได้ดีขึ้น เวลาที่อยู่ด้วยกันไม่ควรทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกต่ำต้อยด้อยคุณค่ากว่ากัน


4. มีความใกล้เคียงกันในทุกๆด้าน เช่น ระดับการศึกษา ภูมิหลัง คุณธรรม ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ความสนใจ ฐานะทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงรสนิยมทางเพศ


5. มีเวลาที่ได้ใกล้ชิดกันนานพอสมควร เพื่อที่จะได้รู้จักกันอย่างแท้จริงหลายๆด้าน โดยเฉพาะวิธีการแก้ปัญหาและการปรับตัวต่ออุปสรรคในการดำเนินชีวิตของแต่ละฝ่าย




6. ไม่จำเป็นต้องอยู่กันเพียงลำพัง เมื่อคบกันแล้ว ก็มิควรที่จะคิดเพียง “โลกนี้มีเราแค่สองคน” แต่ควรมีโอกาสได้รู้จักครอบครัว เพื่อน และสังคมของกันและกันด้วย นอกจากเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันแล้ว ยังทำให้มีโอกาสได้รู้จักและปรับตัวเข้ากับครอบครัวอีกฝ่ายหนึ่งด้วย


7. ไม่ใช้ความหวือหวาหรือฉาบฉวยในการพิจารณาเลือกคู่ หลายคู่ที่แต่งงานกันไป หรือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน โดยพิจารณาแค่เพียงความถูกใจประเภท “คนนี้ใช่เลย” หรือเป็นบุพเพสันนิวาสกัน อาจนำมาซึ่งความผิดหวังได้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น ความคิดที่ลำเอียงเข้าข้างตนเองทั้งสิ้น การหลงอยู่ในห้วงของรูปลักษณ์ภายนอกเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงสำหรับการเริ่มต้นคบใครสักคนหนึ่ง


8. ชีวิตคู่มิใช่การหาใครมาทดแทน อย่ามองว่าการมีคู่ครองเป็นการหาใครคนใดคนหนึ่งเข้ามาทดแทนหรือชดเชยสิ่งที่ตนเองขาดหายไป หรือเพื่อใช้เป็นที่คาดหวังที่จะพึ่งพาอีกฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ในที่สุดความสัมพันธ์แบบนี้ก็จะจบลง เนื่องจากไม่มีใครสามารถที่จะมาทดแทนความต้องการของเราได้ตลอดเวลา


9. มีความพร้อมในการที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องของตนเอง ไม่คาดหวังว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะแก้ไข ข้อบกพร่องของตนเองหลังจากแต่งงานหรือลงเอยกันแล้ว ควรเริ่มต้นจากตัวเอง ก่อนน่าจะง่ายที่สุดและ ถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด


10. เป็นที่ปรึกษากันได้ ในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันหรือร่วมกันวางแผนชีวิตคู่ร่วมกันอย่างชัดเจน เป็นเรื่องเป็นราวจะเป็นสิ่งที่บอกว่าอนาคตของชีวิตคู่จะเป็นอย่างไรในอนาคต


11. มีวุฒิภาวะหรือความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ถือว่าเป็นข้อที่มีความสำคัญมากที่สุด ที่เลิกรากันไปก็เพราะเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมักใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหามากกว่าการใช้เหตุผล หรือ ต่างฝ่ายต่างเอาชนะซึ่งกันและกัน แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องใหญ่ ทำให้ครอบครัวจะไม่สามารถไปถึงจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้


อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล กล่าวให้ข้อคิดด้วยว่า “แม้การมีคู่อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครบางคน แต่การจะมีใครสักคนที่จะมาอยู่ด้วยกันเป็นคู่อาจจะไม่ใช่เรื่องยากนัก เพียงแต่ขอให้คิดว่า มิใช่สักแต่ว่าขอให้มีหรือเพียงแค่ลบคำสบประมาทของ ใครบางคน การ รู้สึกเสียใจหรือคร่ำครวญอยู่กับความเหงาเพราะหาคู่ไม่ได้นั้น จุดจบก็คงจะไม่แตกต่างกันมากนักหากพยายามขจัดความเหงาด้วยการเลือกคู่โดยขาด การพิจารณาอย่างรอบคอบ


ลองค่อยๆสลัดความเหงาทิ้งไปด้วยการมองเห็นคุณค่าของตนเอง หาสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิตด้วยการเริ่มต้นจากการ “รักตัวเอง” บ้าง ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของชีวิต แต่ระหว่างที่รอใครสักคนอยู่นี้นี้ลองอยู่ตัวคนเดียวเป็นโสดไปก่อน


หมั่นคอยดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจของตัวเอง รวมถึงเปลี่ยนบทบาทของตนเองจาก “ผู้รับ” มาเป็น “ผู้ให้” บ้าง ชีวิตคงมีความสุขมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจมิให้เหี่ยวเฉาไปก่อนเวลาอันควร และหากมองในแง่ดีดังที่โบราณกล่าวไว้ว่า “ช้าๆได้พร้าเล่มงาม” ก็คงจะช่วยสร้างกำลังใจให้กับคนโสดได้”


คัดลอกจาก ผู้รวบรวมบทความ | สิงหาคม 13, 2010 at 15:39 | ป้ายกำกับ: บทความสุขภาพจิต, ปัญหาชีวิตคู่ | Categories: บทความสุขภาพจิตอื่นๆ ที่น่าสนใจ, ปัญหาชีวิตคู่ และความสัมพันธ์ |
URL: http://wp.me/pTdYz-zX





 

Create Date : 17 สิงหาคม 2553    
Last Update : 20 กันยายน 2553 17:30:26 น.
Counter : 214 Pageviews.  

=> กำลังใจหาได้จากที่ไหน

กำลังใจ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนเรา ถ้าขาดกำลังใจเสียแล้ว คงไม่มีแรงอะไรมาผลักดันให้เราฟันฝ่าอุปสรรคได้ ต่อไปดีไม่ดีอาจถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย เพราะหมดกำลังใจที่จะสู้ชีวิตก็ได้


วิธีแรก ให้จดบันทึกและสะสมภาพเหตุการณ์ดีๆในชีวิตเอาไว้ จะเป็นเหตุการณ์อะไรก็ได้ที่เคยทำให้เรามีความ สุข สดชื่น และสมหวังในชีวิตมาแล้ว เช่น วันรับปริญญา วันที่พบคนรักครั้งแรก วันแต่งงาน วันที่ได้เลื่อนตำแหน่ง วันที่ได้เป็นเจ้าของบ้านอย่างเต็มภาคภูมิ วันที่ได้ไปท่องเที่ยวสนุกสนาน เป็นต้น แล้วว่างๆ ก็เอาบันทึกหรือภาพถ่าย มาดูจะช่วยให้ย้อนระลึกถึงความสุขในอดีต ทำให้มีกำลังใจที่จะสู้ปัญหาในปัจจุบันต่อไป


วิธีต่อมาให้สะสมคติพจน์ คำคม สุขภาพจิต หรือคำปลุกใจต่างๆ เอาไว้ เช่น ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน “ลำบากก่อนแล้วจะสบายเมื่อปลายมือ” “ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรู คือ ยาชูกำลัง” “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรติดสุภาษิตเหล่านี้ไว้ ตามฝาผนัง หน้ากระจก หน้าประตู เพื่อให้ตัวเองเห็นบ่อยๆ จะได้มีกำลังใจอยู่เสมอ


ท้ายสุด คือ ให้นึกถึงคนที่เรา ชื่นชมยกย่องในความมานะ อุตสาหะของเขา เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยความบากบั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น เก็บเขาคนนี้ไว้ในใจของเรา เมื่อใดที่เรารู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจที่จะสู้ต่อไป ก็ให้นึกถึงเขา คนนั้น คิดว่าเราต้องอดทน มีมานะ เหมือนเขาคนนั้น เพื่อที่เราจะได้ประสบความสำเร็จเหมือนเขาเช่นกัน เราก็จะเกิด กำลังใจ ที่จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคให้ได้ ขอย้ำว่ากำลังใจนั้นไม่ต้องไปหาที่ไหน อยู่ที่ใจของเรานั้นเอง





วิธีปลอบใจที่ได้ผล


คงมีบางครั้งเหมือนกัน ที่เราเห็นคนใกล้ชิดมีความทุกข์แล้ว เราเองก็อยากจะปลอบใจเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้น อย่างไร และก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราจะพูดออกไปนั้น มันเหมาะสมหรือไม่ ดีไม่ดีแทนที่เขาจะรู้สึกดีขึ้น อาจจะรู้สึก แย่ลงกว่าเดิม ทำให้เราต้องรู้สึกผิดหนักขึ้นไปกว่าเดิม ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า ตัวคุณจะปลอบใจใครได้ เรามีวิธีที่จะ แนะนำคุณดังนี้


ประการแรก ให้คุณไปอยู่ใกล้ๆเขา ไปนั่งข้างๆ ไปให้เขาเห็นหน้าคุณ เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าคุณห่วงใยเขาจริงๆ ในกรณีที่คุณไม่สามารถจะไปอยู่ใกล้ชิดเขาได้ ก็อาจจะใช้วิธีโทรศัพท์ไปหา เขียนจดหมาย ส่งการ์ดหรือส่งโทรเลขไปก็ได้ เพื่อแสดงว่าคุณยังนึกถึงเขาอยู่


ประการที่สอง ให้รีบฟังสิ่งที่เขาพูดระบายออกมา คุณต้องเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ถ้าเขายังไม่มีอารมณ์จะพูดหรือกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น คุณก็ควรรอคอยอย่าง อดทน เมื่อเขาพร้อมที่จะพูด คุณก็ต้องฟังอย่างตั้งใจ ควรพูดเข้าข้างเขา แสดงตัวว่าเป็นพวกเดียวกับเขา และ พร้อมจะให้ความช่วยเหลือเขาเสมอ ที่สำคัญคุณต้องเก็บเรื่องของเขาไว้เป็นความลับ ไม่เอาไปพูดต่อและเมื่อ บอกกว่าจะช่วยก็ต้องช่วยจริงๆ อย่าไปพูดสัญญาลมๆ แล้งๆ ที่คุณทำจริงไม่ได้ เขาจะหมดความเชื่อถือในตัวคุณ


คุณต้องให้กำลังใจเขา ช่วยให้เขามองเห็นทางออก ในเรื่องที่เขากำลังกลุ้มใจอยู่คุณต้อง ช่วยให้เขามีความหวังในชีวิต อย่าเพิ่งคิดสั้น เพราะตัวเขานั้นยังมีคุณค่าต่อคุณ ต่อครอบครัวของเขาและต่อสังคมด้วย


ประการสุดท้าย ช่วยให้เขาตัดสินใจเลือกทางแก้ไขปัญหา ด้วยตัวของเขาเอง คุณอย่าไปตัดสินใจแทนเขา ต้องให้เกียรติในการติดสินใจของเขา และคุณต้องแสดงความจริงใจ ที่จะช่วยเหลือเขาต่อไปด้วย เพียงเท่านี้ เขาคนนั้นก็จะคลายทุกข์ และมีกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไปอย่างแน่นอน


เมื่อมีปัญหาในชีวิตของคนเรา ปัญหาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่มีใครจะหนีปัญหาได้พ้น เพราะฉะนั้น ถ้าตอนนี้คุณกำลังมีปัญหาอยู่ อย่าเพิ่งวิตกกังวล หรือกลุ้มอกกลุ้มใจมากจนเกินไปเลย เรามาช่วยกันคิดแก้ปัญหาดีกว่า


ตามปกติวิธีแก้ปัญหาจะมีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน คือการสู้ การหนี และการรอมชอม ซึ่งแต่ละวิธีมีรายละเอียดดังนี้


การสู้ หมายถึง การพยายามหาทางแก้ปัญหาอย่างสุดกำลัง ทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลัง ทรัพย์ เรียกว่าทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได ้และถ้าลองแก้ปัญหาด้วยวิธีหนึ่งแล้ว ยังไม่ได้ผลก็จะหันไป ลองใช้อีกวิธีหนึ่ง เปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผล หรือแก้ปัญหาด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ต้องลอง ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพื่อเขาจะช่วยได้ วิธีนี้เรียกว่า สู้ยิบตาไม่ยอมแพ้จนกว่าปัญหาจะหมดไป


วิธีต่อมา คือ การหนี หมาย ถึง การหลบเลี่ยงปัญหา อาจหลบไปชั่วคราวเพื่อไปตั้งหลัก แล้วกลับมาสู้ใหม่ หรือจะเป็นการหนีเพื่อยอมแพ้ ในกรณีที่ยังรู้สึกว่าปัญหานั้น มันอยู่นอกเหนือความสามารถของเราที่จะแก้ไขได้ สู้ต่อไปก็เสียเวลาเปล่า สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ที่มีประโยชน์กว่าไม่ได้


วิธีสุดท้าย คือ การรอมชอม หมายถึง ถ้าปัญหานั้นเราจะสู้ก็ไม่ไหว จะหนีก็หนีไม่พ้น เรา ควรใช้วิธีปรับตัวปรับใจ เพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ตามสมควรแก่อัตภาพ โดยไม่เครียดจน เกินไป


คุณคิดว่าจะใช้วิธีไหนแก้ปัญหาของคุณดี อยากแนะนำว่าให้คุณลองสู้ให้สุดความสามารถก่อน ถ้าไม่ไหวอาจถอยมาตั้งหลักสักพัก แล้วค่อยสู้ใหม่แต่ถ้าสู้ไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องปรับตัวปรับใจให้ยอมรับปัญหานั้นให้ได้ต่อไป ขอเป็นกำลังใจให้คุณแก้ปัญหาของคุณได้ในที่สุด


วิธีเอาชนะความเศร้า

คุณกำลังเศร้าโศกเสียใจอยู่หรือเปล่า ไม่ว่าคุณจะเศร้าเพราะสาเหตุใด จะเพราะสูญเสียคนรัก ของรักหรือผิดหวัง ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็แล้วแต่ ขอให้คุณระบายอารมณ์เศร้าออกมาให้มากที่สุด อยากร้องไห้ก็ร้องเสียให้พอ อยากบอกความทุกข์ในใจกับใครก็จงพูดออกมา หรือจะเขียนเป็นจดหมาย เป็นบันทึก หรือเป็นบทกลอนก็ได้ สุดแต่ว่าคุณจะถนัดอย่างไหน การระบายความเศร้าออกไป จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้น


นอกจากนี้ การจมอยู่กับความเศร้า ไม่สนใจดูแลตัวเองไม่กิน ข้าวกินปลา เอาแต่เก็บตัวอยู่ตามลำพัง ฟังแต่เพลงเศร้าๆ ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะยิ่งทำให้ตัวเองทรุดโทรมลง จนอาจถึงขั้นเจ็บป่วยได้ ขอให้คุณแข็งใจลุกขึ้นทำกิจวัตรประจำวันอย่างเดิม พยายามกินอาหาร เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง พยายามฝืน ใจทำงานจะเป็นงานบ้าน งานอดิเรก หรืองานอาชีพก็ได้ งานจะช่วยหันเห ความสนใจของคุณไปเสีย จากความเศร้า และงานยัง จะช่วยให้คุณ เห็นคุณค่าของตัวเอง ที่มีต่อคนอื่นด้วยโดยเฉพาะงานกุศล หรืองานช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก จะทำให้คุณเลิกสงสารตัวเอง เลิกหมกมุ่นกับความเศร้าได้อย่างวิเศษ แต่ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิด มีอารมณ์เศร้าอยู่เป็นเวลานาน และมีความคิดอยากตายด้วย อย่าได้นิ่งนอนใจเป็นอันขาด ขอได้ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อขอรับการรักษาโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินไป


แหล่งข้อมูล : http://www.juniorhealthguard.org
ผู้รวบรวมบทความ | กรกฎาคม 23, 2010 at 14:52 | ป้ายกำกับ: สร้างกำลังใจ | Categories: เส้นทางสร้าง “กำลังใจ” | URL: http://wp.me/pTdYz




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 20 กันยายน 2553 17:35:00 น.
Counter : 386 Pageviews.  

=>แก่แล้ว...กินอะไรดี

เป็นผลการวิจัยที่ทั่วโลกเห็นด้วยแล้วว่า ต่อไปนี้โลกจะเต็มไปด้วย "ผู้สูงอายุ" เห็นได้จากการสำรวจสถิติพบว่า 1 ใน 10 ของประชากรโลกจะเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ตัวเลขนี้ประเทศไทยไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะมีการพบว่า เมื่อปี 2513 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุอยู่ที่ 4.5% แต่เมื่อล่วงเข้ามาถึงปี 2543 ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 7.5% ล่าสุด ในปี 2552 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 11.8% หรืออยู่ที่ราว 7.5 ล้านคน






มีการคาดการณ์กันว่า ในปี 2563 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มมากถึง 15.28% เมื่อถึงเวลานั้น ประชากรนับล้านที่ว่ามานี้จะต้องพบเจอกับ "ความเสื่อม" ที่เลี่ยงไม่ได้ ทั้งด้านสมรรถภาพของร่างกาย ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ หัวใจ หลอดเลือด ทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ระบบต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ที่อาจส่งผลไปถึงสุขภาพจิตจนทำให้เกิดความวิตกกังวล กลายเป็นโรคซึมเศร้า หรือสมองเสื่อมก็ได้ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง และ "อาหาร" ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนให้ความสนใจ ด้วยพบว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซม ต้านทาน หรือลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เหล่านี้ได้


คลิกอ่านต่อที่นี่ค่ะ









 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2553 9:04:43 น.
Counter : 122 Pageviews.  

=> เอสเปรสโซ 1 แก้วอันตราย! ถึงหัวใจทรุดโทรม

วารสารวิชาการยุโรป เตือน เอสเปรสโซ 1 แก้วอันตราย! ถึงหัวใจทรุดโทรม แม้จะมีรายงานทางการแพทย์ออกมาอยู่สม่ำเสมอว่า การดื่มกาแฟวันละ1-2 แก้วจะทำให้ร่างการสดซื่น เพราะสารคาเฟอีนในกาแฟจะเป็นตัวกระตุ้นเลือดลมให้ไหลหมุนเวียนดี




แต่ล่าสุดมีรายงานจากวารสารวิชาการ "โภชนาการบำบัด" ของยุโรป เปิดเผยว่า " กาแฟเอสเปรสโซ"มีผลแสลงกับหัวใจอย่างหนัก แม้จะดื่มแค่เพียงถ้วยเดียว อาจทำให้หัวใจชำรุดทรุดโทรมได้ วารสารดังกล่าวรายงานผลการศึกษาว่า ฤทธิ์ของกาแฟเอสเปรสโซ ซึ่งมีคาเฟอีนเข้มข้นมาก จะมีผลต่อการทำงานของหัวใจเป็นอย่างมาก และทำให้เลือดที่ไหลไปยังหัวใจ ลดต่ำลงได้ถึงร้อยละ 22 หลังจากดื่มกาแฟดังกล่าวแค่ไปชั่วโมงเดียวเท่านั้น


นอกจากนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษา กล่าวว่า ผลการศึกษายืนยันว่า ความเข้มข้นของคาเฟอีนในกาแฟชนิดนี้ถ้วยเดียว นับว่ามีผลแสลงต่อหลอดเลือดและหัวใจคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยปาเลอโม แห่งอิตาลี ยังกล่าวว่าผลการศึกษาดังกล่าวได้มาจากการทำการศึกษากับอาสาสมัคร ผู้เป็นชายฉกรรจ์ 20 คน โดยให้ดื่มกาแฟเอสเปรสโซหนึ่งถ้วย และเทียบดูผลกับกลุ่มคนที่ดื่มเครื่องดื่มไร้คาเฟอีน




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2553 9:11:27 น.
Counter : 154 Pageviews.  

=>เราจะช่วยเหลือเขา "คนอยากตาย" อย่างไร

เราขอชื่นชมที่คุณอยากจะช่วยเหลือเขา การช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง คนเราจะเห็นน้ำใจ เห็นความจริงใจของกันและกันก็ในยามที่เราเผชิญกับความทุกข์ทรมรู้สึกท้อแท้ ต้องการกำลังใจ อย่างที่เขากำลังประสบอยู่ในขณะนี้เราขอมอบคำแนะนำต่อไปนี้ให้แก่คุณ โดยหวังว่าจะมีส่วนให้คุณคลายความกังวลใจว่าจะช่วยเขาอย่างไรลงได้บ้างขอให้สนใจกับสิ่งที่เขาพูดอย่างจริงจัง อย่าคิดว่าเขาพูดเล่นๆ เรียกร้องความสนใจ หรือเขาคงไม่ทำหรอก เรื่องไม่เห็นจะรุนแรงอะไร เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาจะรุนแรงมากหรือน้อย เราตัดสินจากความเห็นของเราไม่ได้ แต่ละคนก็เห็นปัญหาต่างกัน จริงๆ แล้วไม่ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาใหญ่หรือรุนแรงแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่ที่เขามองปัญหาอย่างไรต่างหาก


การพยายามฆ่าตัวตายเป็นการร้องขอความ ช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เราอาจคิดว่าการที่เขาฆ่าตัวตายแสดงว่าเขาได้ตัดสินใจแน่นอนแล้ว คงเปลี่ยนใจเขายาก แต่จริงๆ แล้วจากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่คนที่ฆ่าตัวตายจะมีความรู้สึกสองจิตสองใจจริงๆ แล้วเขาอยากมีชีวิตอยู่ แต่เขาทนความปวดร้าว ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นไม่ไหว ถ้าความทุกข์นี้ลดลงหรือได้รับการ ช่วยเหลือหรือมีคนชี้แนะ ความคิดอยากตายมักหายไปในที่สุดถ้าเขาบอกคุณ หรือคุณเห็นว่าเขามีท่าทีจะฆ่าตัวตาย อย่ารีรอ เขาอยู่ในช่วงวิกฤติ การลังเลใจที่จะพูดคุยกับเขาเรื่องที่เขาทุกข์ใจ หรือคิดว่าไม่อยากทำให้เขากระเทือนใจอีก บางทีกลับเป็นเหมือนเราไปปิดกั้นทำนบไว้ในช่วงเวลาที่ทุกข์ใจเช่นนี้ เขามักมองโลกในแง่ลบ คิดว่าไม่มีใครช่วยเขาได้ ไม่มีใครจริงใจกับเขา หรือไม่อยากรบกวนคนอื่นอีกแล้ว เพราะฉะนั้น เราควรเป็นฝ่ายเข้าหาเขา มากกว่าที่จะรอให้เขาร้องขอออกมาเอง เพราะบางครั้งเขาไม่พูด แม้ในขณะนั้นจิตใจเขาต้องการความช่วยเหลืออย่างที่สุด




คลิกอ่านต่อที่นี่ค่ะ




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2553 15:53:48 น.
Counter : 309 Pageviews.  

1  2  3  4  

amaridar
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add amaridar's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.