Group Blog
 
All blogs
 

71. วัดถ้ำเสือ จ.กาญจนบุรี

ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุร อยู่ห่างจากเขื่อนแม่กลอง ประมาณ 5 กิโลเมตร ทางเข้าวัดต้องผ่านตัวเขื่อนแม่กลอง แล้วจะมีป้ายบอกเลี้ยวขวาไปประมาณ 2 กิโลเมตรแล้วเลี้ยวซ้ายประมาณ 200 เมตร

วัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่อยู่บนยอดเขามีพุทธลักษณะที่สวยงามมาก และยังมีอุโบสถอัฏมุขเป็นลักษณะทรงไทยมีลวดลายสวยงามวิจิตรตระการตา ข้างๆ มีเจดีย์เกศแก้วมหาปราสาท






















 

Create Date : 19 กันยายน 2556    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2560 17:46:22 น.
Counter : 308 Pageviews.  

72. วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี

ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

เป็นวัดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายไกลไปถึงต่างแดนเพราะเป็นต้นตำนานของ เหล็กไหล"นานาชนิด ก่อตั้งโดย หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตปฐมเจ้าอาวาส ู้เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงอิทธิคุณองค์หนึ่งในยุคปัจจุบันนี้แต่ขณะนี้ท่านได้ละสังขารโดยโรคเบาหวานและความดันสูง เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2539 รวมสิริอายุกาล 73 พรรษา นับได้ว่าเป็นการสูญเสียพระเกจิอาจารย์องค์สำคัญไป ยังความเศร้าเสียใจในหมู่ศิษย์และวงการพระเครื่อง แร่ธาตุกายสิทธิ์ นาม เหล็กไหล ปัจจุบัน พระใบฎีกาวัชระ เอกวัณโณ ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาส และสืบสานตำนานเหล็กไหลและสรรพวิชาอันเป็นตำนานของวัดถ้ำแฝดจนเป็นที่ยอมรับของคณะศิษยานุศิษย์ทั้งเก่าและใหม่

พิธีกรรมฝังเหล็กไหลอันเป็นต้นเหตุให้เกิดตำนานเหล็กไหลตาแรดและอื่น ๆ ของหลวงพ่อสัมฤทธิ์มาจนถึงทุกวันนี้ ท่านเริ่มฝังเหล็กไหลครั้งแรกในปี พ.ศ.2500 เพื่อผลทางด้าน มหาอุด คงกระพัน เมตตา โชคลาภ แคล้วคลาด กันภัย และเป็นที่รู้จักกันดี ในหมู่ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดเท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 หลวงพ่อได้เริ่มโครงการก่อสร้างอาคารปฏิบัติธรรม และรูปเหมือนพระโพธิสัตว์กวนอิม จึงเริ่มเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีประสพการณ์จนเป็นที่ยอมรับของคณะศิษยานุศิษย์อย่างกว้างขวาง สำหรับแร่เหล็กไหลที่นำมาฝังและเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ เหล็กไหลตาแรด ซึ่งมีสรรรพคุณ 108 ประการ ซึ่งท่านสามารถติดตามอ่านได้จาก "ตำนานเหล็กไหล" มีมากด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ รวมถึงเหล็กไหลประเภทต่าง ๆ ที่ควรแก่การศึกษา

พิธีสาวน้ำตาเทียน หรือเรียกกันว่า ครอบมงกุฎพระเจ้า เป็นพิธีกรรมพิเศษลี้ลับ และโดดเด่น สามารถช่วยเหลือเอื้ออำนวยแก่ผู้ที่เข้าร่วมในพิธีกรรมนี้มากมายหลายประการ เช่น เสริมดวง เสริมบารมี สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา แก้ไขวิบากกรรม ด้วยพิธีกรรมอาถรรพณ์ กำกับท่องบ่นมนตรา เพ่งอำนาจจิตลงสู่น้ำตาเทียนนั้น แล้วสาวดึงน้ำตาเทียนขึ้นมาจากบาตรน้ำมนต์ หากใครมี วาสนาดี มีบุญมาก หรือดวงดี น้ำตาเทียนก็จะเป็นสายมงคลเส้นยาว วนครอบลงบนศรีษะผู้เข้าพิธี แต่ละคน แต่ถ้าดวงใครไม่ดีหรือมีเคราะห์กรรมติดตามและกำลังส่งผล น้ำตาเทียนก็จะขาดในระหว่างที่สาวขึ้นมาจากบาตรน้ำมนต์ หลวงพ่อก็จะสวดมนต์ภาวนาเกื้อหนุนให้ชะตาผู้นั้นดีขึ้นมาบ้างประการหนึ่งคือการกระทำบุญกุศลเพื่อผ่อนเหตุร้ายหนักหนาให้ทุเลาเบาบางลง จึงนับได้ว่านอกจากจะเป็นการทำบุญเพื่อเกื้อหนุนดวงชะตาแล้ว ยังเป็นการเสี่ยงทายอำนาจวาสนาอย่างได้ผล ยังเป็นการเสี่ยงทายอำนาจวาสนาอย่างได้ผล















 

Create Date : 19 กันยายน 2556    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2560 17:48:39 น.
Counter : 555 Pageviews.  

73. วัดมโนธรรมาราม (วัดนางโน) จ.กาญจนบุรี

หมู่ที่ 3 ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี มีอายุการก่อสร้างหลายร้อยปี มาแล้ว จากการสันนิษฐานของท่านพระครูปรสิทธิธรรมญาน ( หลวงพ่อแบน ) อดีตเจ้า อาวาสวัดมโนธรรมารามซึ่งสันนิฐานจากโบราณวัตถุและปูชนียวัตถุที่ยังปรากฏอยู่ในบริเวณ วัดว่าวัดนี้น่าจะสร้างมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ เดิมวัดนี้จะต้องเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนต้อง ชำรุดทรุดโทรมไปเป็นระยะ ๆ อันเนื่องมาจากศึกสงครามระหว่างไทยกับพม่า เมื่อเกิสงครามขึ้นประชาชนในหมู่บ้านก็อพยพหนีไปอาศัย อยู่ในถิ่นที่อื่น วัดร้างไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อศึกสงครามสงบลง แล้วประชาชนก็กลับมาอยู่ถิ่นเดิมบูรณะวัดอีกเป็นอยู่เช่นนี้ตลอดมา ในระยะ สงครามโดย เฉพาะ เมื่อเสียอยุธยาให้แก่พม่าวัดนี้ได้ร้างไปนาน เมื่อสงครามสงบลงแล้วประชาชนก็กลับมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินกันใหม่ และได้ช่วยกันบุรณะปกิสังขรณ์วัดนี้อีก ในการบูรณะครั้งนั้นได้มีผู้หญิงชื่อ " นางโน " เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ในการบูรณะ ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้ ว่า " วัดนางโน " ตั้งแต่นั้นมา

เมื่อปี พ.ศ.2500 ได้มีประชาชนในหมู่บ้านและหมู่บ้านข้างเคียง ได้มองเห็นความสำคัญของปูชนีย์วัตถุและโบราณวัตถุอันเก่าแก่และความสำคัญของวัด จึงได้ยื่นเรื่องราวต่อทางสังฆมนตรี ขอยกฐานะวัดนางโนซึ่งเป็นวัดร้างไม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่เป็นวัดที่มีพระสงฆ์ เมื่อ วันที่ 22 เมษายน 2502 ในปัจจุบันวัดมโนธรรมารามเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม สำนักวิปัสสนากรรมฐานแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี





 

Create Date : 19 กันยายน 2556    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2560 17:49:43 น.
Counter : 174 Pageviews.  

74. วัดสวนพลู กรุงเทพฯ

ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ

เป็นวัดเก่าแก่เมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีของดี เช่น หลวงพ่อพระป่าเลไลย์ แห่งวัดสวนพลู ซึ่งท่านก่อปาฎิหาริย์ช่วยชาวบ้านที่ไปหลบภัยที่บริเวณรอบองค์ท่านให้พ้นภัยจากลูกระเบิดที่ทิ้งมาจากเครื่องบิน

นอกจากนี้มีรูปปั้นพระโพธิสัตย์กวนอิมประดิษฐานอยู่ในตำหนักหอไตร สร้างเป็นเรือนไทยด้วยไม้สักทองทั้งหลัง หรือชาวบ้านเรียกกันว่า องค์เจ้าแม่กวนอิม สร้างขึ้นในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ร.1 รูปลักษณะเป็นรูปปั้นเนื้อผง ผสมปูน ปั้นปูนสอผสมผงว่านวิเศษ

ส่วนวิหารในวัดสวนพลูดัดแปลงมาจากหอไตรเก่า ซึ่งเป็นไม้สักทองทั้งหลังจัดสร้างใหม่อย่างสวยงาม สำหรับเป็นที่ประดิษฐานองค์พระประธาน









 

Create Date : 19 กันยายน 2556    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2560 17:51:22 น.
Counter : 264 Pageviews.  

75. วัดยานนาวา กรุงเทพฯ

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร
พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดมหานิกาย

เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ "วัดคอกควาย" เนื่องจากมีชาวทวายมาลงหลักปักฐานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และชาวทวายจะนำกระบือที่เลี้ยงไว้มาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน หมู่บ้านบริเวณนั้นจึงได้ชื่อเรียกกันต่อมาว่า "บ้านคอกควาย"

ในสมัยกรุงธนบุรีได้รับการยกฐานะวัดคอกควายขึ้นเป็นพระอารามหลวง เรียกชื่อใหม่ว่า "วัดคอกกระบือ" ต่อมารัชกาลที่ 1 ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และสร้างเรือสำเภาพระเจดีย์แทนพระสถูปเจดีย์ทั่วไป เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบเรือสำเภาซึ่งกำลังจะหมดไปจากเมืองไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อจากวัดคอกกระบือเป็น "วัดยานนาวา" ข้างในก็มีกระดูกพระพุทธเจ้ามาให้สักการะ

สำเภายานนาวา มีความยาววัดจากหงอนข้างบนถึงท้ายบาหลี (ห้องขนาดเล็กท้ายเรือสำเภา) 21 วา 2 ศอก ความยาวส่วนล่างวัดที่พื้นดิน 18 วา 1 ศอกเศษ ความกว้างตอนกลางลำเรือ 4 วา 3 ศอก ความสูงตอนกลางลำเรือ 2 วา 3 ศอก
นอกจากนี้ยังมีพระเจดีย์องค์ใหญ่และเล็กอยู่ในลำสำเภารวม 2 องค์ ที่ห้องบาหลีมีรูปหล่อของพระเวสสันดรกับพระกัญหาชาลีประดิษฐานอยู่ อันเนื่องมาจากเนื้อความในมหาชาติคำหลวง ที่พระเวสสันดรโน้มน้าวใจพระโอรสธิดาให้อุทิศตนร่วมกับพระบิดาสร้างมหากุศล เสมือนเรือสำเภาใหญ่พามนุษยชาติข้ามโอฆสงสารไปสู่พระนิพพาน
ด้านหลังบานประตูในพระอุโบสถ (ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1) มีภาพจิตรกรรมสำคัญที่รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้วาดขึ้น คือรูปกระทงใหญ่ ตามแบบที่ทำในพระราชพิธีลอยพระประทีป และโถยาคูตามแบบอย่างที่ทำเลี้ยงพระในพระราชพิธีสารทในรัชสมัยของพระองค์









 

Create Date : 19 กันยายน 2556    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2560 17:52:58 น.
Counter : 176 Pageviews.  

1  2  

เหมียวสินธร
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




Friends' blogs
[Add เหมียวสินธร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.