|
|
|
นิยามของความรัก?
๑. การแสวงหาคำตอบของนิยามและความหมายของ 'ความรัก' นั้นคงจะคลาสสิกยืนยงและมีมายาวนานกว่าการแสวงหาจอกศักดิ์สิทธิ์ หรือการแสวงหาหนทางกลับมาตุภูมิของโอดิสซุสเป็นแน่ ถ้าหากเธอถามฉันว่า ความรักคืออะไร? ฉันก็คงจะให้คำตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ฉันก็พอจะรู้เรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับความรัก ฉันคิดว่าฉันเคยเห็นหน้าตาของมันแบบวับๆแวมๆ บ้างเป็นบางครั้ง ฉันเคยเห็นกิริยาท่าทางของมันบ้างเป็นบางครั้ง ฉันสามารถบอกเธอได้ว่า มันปรากฎออกมาในลักษณาการหลายแบบ และที่สำคัญ ฉันไม่คิดอยากจะเจอมันนักหรอก... ๒. บางครั้งมันก็ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าเหมือนหยาดฝนโปรยปราย ซึมลึกลงไปในดินแห้งผากแตกระแหง ช่วยให้ความชุ่มชื้นคืนกลับมา ดอกไม้ใบหญ้าฟื้นคืนชีพ จนชูช่อชูกิ่งใบสวยงาม บางคราวมันก็ลุกโชนเหมือนเปลวเทียนอันแข็งแกร่งที่ทานแรงลมได้ไม่ดับมอด และรอเวลาสูญไปเมื่อเล่มเทียนละลายหมดสิ้นแล้ว ในอีกบางทีมันก็เป็นเหมือนสายลมเอื่อยเรื่อยริน ค่อยๆพัดเข้ามา ค่อยๆซาบซึมผิวกาย มันอาจจะค่อยๆโอบกอดเธออย่างนุ่มนวล อบอุ่นบ้าง เย็นสบายบ้าง พร้อมๆกับที่มันค่อยๆพัดผ่านเธอไปอย่างเนิบช้าจนเธอแทบไม่รู้สึกตัว หรือมันอาจเป็นอย่างงานเลี้ยงรื่นเริง ที่แต่งแต้มสีสันด้วยแขกเหรื่ออัธยาศัยดี อาหารรสเยี่ยม ดนตรีไพเราะ ลูกโป่งหลากสีละลานตา ชุดแฟนซี ลีลาศ แชมเปญ และการจับฉลาก ที่ทั้งหมดดำเนินไปเพียงเพื่อรอเวลาเลิกงาน แล้วเธอผู้เป็นเจ้าของงานก็ต้องจัดการดูแลเก็บกวาดในตอนท้าย เธออาจรู้สึกว่า แล้วมันก็แค่นั้น ทุกอย่างก็ฟังดูธรรมดาและไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ที่ฉันกล่าวมาก็เป็นเพียงแค่รูปโฉมของมันเพียงหนึ่งในล้านแบบเท่านั้น บางครั้งมันเป็นเหมือนเสือสมิงอันดุร้ายที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังสุมทุมพุ่มไม้ ในขณะที่เธอผู้เป็นเหมือนเนื้อสมันที่กำลังกินหญ้าอยู่อย่างสำราญใจและดื่มด่ำกับเสียงเพลงแห่งป่าเขา โดยฉับพลันทันที มันจะกระโจนเข้ามาขย้ำคอของเธออย่างที่เธอไม่ได้ระแวดระวังตัวมาก่อน มันจะแล่เนื้อเถือหนังเธอ ฉีกเนื้อและดื่มเลือดของเธออย่างเต็มปากเต็มคำจนอิ่มหมีพลีมัน และจากไปอย่างไม่สนใจไยดี แล้วเมื่อเธอรู้สึกตัวอีกที เธอก็พบตัวเองเป็นเพียงเศษเดนเศษซากของชีวิตอันพินาศเละเทะ และรู้สึกว่าแม้แต่ฝูงแร้งกาที่บินโฉบไปเฉี่ยวมาอยู่ข้างบนนั้นยังหมางเมินเธอ บางครั้งมันเป็นเหมือนสหายเก่าที่ไม่ได้พบหน้ากันแรมปี น้ำตาแห่งปีติพรูพรายเอ่อล้นเปื้อนแก้มของเธอ และเธอก็รู้สึกถึงมิตรภาพจากอดีตที่ล่องลอยข้ามกาลเวลาตามมาถึงตัวเธอ และเมื่อเธอและเขาโอบกอดกันอย่างแนบแน่น เธอก็พบว่ามีดในมือของเขาที่เธอมองไม่เห็นนั้นก็พุ่งเข้าสู่ตัวของเธอ มันอาจจะพุ่งมาจากทางข้างหน้า หรือทางข้างหลัง เธอก็อาจไม่มีสิทธิ์ได้รู้ เธอรับรู้ได้เพียงว่าน้ำตาเลือดเอ่อล้นออกมาเปื้อนแก้มของเธอ คำถาม ความสับสน ความเจ็บปวด และความทรมานทั้งปวงเข้าโอบกอดเธออย่างแนบแน่นเท่ากับที่เธอได้โอบกอดเขา และในอีกบางครั้งมันก็เป็นเหมือนรากไม้ยิ่งใหญ่ที่เติบโตอยู่ในพื้นดินแห่งจิตใจของเธอ มันจะหยั่งรากลงไปในทุกตารางนิ้วในใจและกายของเธอ เมื่อครั้งเป็นรากแห่งความสุข มันจะยังมาซึ่งความปีติซาบซ่านในทุกจังหวะของเพลงชีวิต หากเมื่อมันแปรเปลี่ยนเป็นรากแห่งความเจ็บช้ำ มันจะยิ่งชอนไชตัวเองลึกขึ้น มันจะยิ่งมีชีวิตมากขึ้น มันจะเริ่มครอบครองเธอ และแปรเปลี่ยนชีวิตเธอให้กลายสภาพเหมือนอสุรกายผู้ทนทุกข์ทรมานในแดนบาดาลชั่วนิรันดร์ ที่นี้ เธอคิดกับมันเหมือนอย่างที่ฉันคิิดหรือยัง? ๓. ฉันเกลียดมัน ฉันไม่รู้ว่าจะอธิบายที่ไปที่มาได้ยังไง ไม่รู้ว่าสาเหตุคืออะไร ฉันรู้เพียงแต่ฉันเกลียดมัน ฉันเกลียด ออสการ์ ไวลด์ ทุกครั้งที่ฉันนึกถึง The Happy Prince ฉันเกลียด เกอเธ่ ตอนที่ฉันจินตนาการถึงห้วงอารมณ์ของเจ้าหนุ่มแวร์เธ่อร์ ฉันเกลียด โทมัส มันน์ ตอนที่ฉันนั่งดูรูปถ่ายครั้งไปเที่ยวเวนิซ แล้วเรื่องราวของ อัชเชินบัค ก็ซ้อนทับเข้ามาในหัว นอกจากนั้นฉันก็ยังเกลียดเรื่องราวที่ถอดจากพิมพ์เดียวกันอย่างโรเมโอกับจูเลียต แผลเก่า และเดอะเวสต์ไซด์สตอรี่ นี่ชีวิตฉันจะเต็มไปด้วยความเกลียดชังต่ออะไรมากมายถึงเพียงนี้นี่... ถ้าฉันมีชีวิตอยู่ในบทละครสักเรื่องของเชคสเปียร์แล้วล่ะก็ ฉันจะรำพันว่า "โอ ความรัก... ข้ารังเกียจเคียดแค้นและชิงชังเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด โอ ความรัก... ด้วยเหตุทั้งปวงว่าข้ารักเจ้านั่นเอง ที่ทำให้ข้าเกลียดเจ้าจากก้นบึ้งของวิญญาณและหัวใจ โอ ความรัก..." ๔. ฉันไม่รู้ว่าเธอจะเข้าใจมันไหม? และเธอจะเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ไหม? ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าฉันจะเข้าใจมัน ฉันรู้แต่ว่าถ้าเลือกได้ ฉันก็ไม่อยากพบเจอมันอีก กระนั้นฉันก็ตระหนักดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ ใครคนหนึ่งเคยแนะนำหนทางรอดทางเดียวให้กับฉันว่า "จะต้องสู้กับมันจนตายกันไปข้างหนึ่ง..." ใช่ ฉันเห็นด้วย แม้สุดท้ายจะกลายเป็นป่าไม้ร่มรื่นสวยงาม เทียนเหลวเละ เจ้าของงานผู้โดดเดี่ยว หรือจะเป็นเศษซากชีวิตที่ถูกทิ้งขว้าง ศพของผู้ถูกทรยศ หรืออสุรกายน่าเกลียดผู้ทรมาน เราจะต้องสู้กับมันจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง . . . . และเมื่อจบอภิมหาสงคราม ฉันตาย บนที่รกร้างของผืนดินคาวกลิ่นเลือด และภายใต้ท้องฟ้าสีอำพันอันโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงานั้น เธอจะนอนอยู่เคียงข้างฉันไหม?
| Create Date : 30 เมษายน 2552 |
| Last Update : 30 เมษายน 2552 7:27:27 น. |
| |
|
|
|
|
ชีวิต - มิเตอร์เชนจ์
๑. ในซินโฟเนียบทนั้น... มิเตอร์ในแต่ละห้องสับปลี่ยนไปมา เหมือนลีลาจังหวะชีวิตที่ไม่คงที่ บ้างเดินมั่นคง บ้างเดินสะดุด สุดแล้วแต่ใครสักคนที่เขียนเพลงนั้นขึ้นมาจะกำหนด
ฉันเคยสงสัย...
สุดท้ายแล้วพอคำนวณเสร็จสรรพ ผลลัพธ์มันก็รวมกันเป็นเหมือน 4/4 อยู่ดี แล้ว จะเปลี่ยนมิเตอร์มากมายทำไมกัน?
๒. ในชีวิตของเธอและฉัน มันก็คงคล้ายๆกันกับซินโฟเนียบทนั้น
ชีวิตอาจมีความสมบูรณ์แบบในตัวของมันเอง, ในแง่หนึ่ง แต่ระหว่างทางภายในก่อนจบอย่างสมบูรณ์ คงเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายชวนให้สะดุด ชวนให้หลง ชวนให้เจ็บช้ำ
ถ้ารู้ตัวเสมอว่า pulse อยู่ที่ไหน และไม่หลงไปกับ beat กระแทกกระทั้นอันก่อให้เกิดมิเตอร์แปลกประหลาดแล้วละก็ อาจจะเข้าใจจังหวะของเพลงอย่างถ่องแท้มากขึ้นก็เป็นได้
๓. ฉันตั้งใจว่าจะควบคุมซินโฟเนียบทนั้นให้ได้จนจบเพลง โดยไม่หลงไปกับมิเตอร์อันสับสนวุ่นวาย ฉันหวังว่าทั้งเธอและฉันจะผ่านพ้นมรสุมอันวุ่นวายในชีวิตและจิตใจไปได้ ไม่ว่ามันจะร้อนหนาวเบาหนักสักเพียงไหน มันก็รบกวนเราอยู่ดี
ชีวิตของเราคงต่างกับซินโฟเนียบทนั้นตรงที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเราจะจบตัวเองลงที่ 4/4 อันสมบูรณ์แบบไหม?
ทว่าฉันก็เลิกถามหาเหตุผลของการเปลี่ยนมิเตอร์ไปแล้ว สิ่งที่ฉันยังคงตั้งคำถามอยู่คงจะเป็น ทำอย่างไรฉันถึงจะผ่านด่านมิเตอร์หฤโหดเหล่านี้ได้หมด? ฉันยังคงค้นหาคำตอบอยู่
แต่ประสบการณ์ก็สอนฉันว่า ยิ่งซ้อมมากขึ้น ยิ่งผ่านด่านไปได้มากขึ้น เราจะยิ่งมองเห็นหนทางและเทคนิคมากขึ้น
ถ้าเธอผ่านด่านของเธอไปได้ เธอจะเก่งและแกร่งขึ้นเช่นกัน ขอให้พวกเราต่างก็ผ่านด่านเหล่านี้ ในตอนนี้ ไปให้ได้ด้วยเถิด
ผ่านไปได้ เพียงเพื่อที่จะพบว่า
ในท่อนต่อไป
ลีลาจังหวะของมันนั้นซับซ้อนและยากเย็นยิ่งขึ้นกว่าเดิม... ------------------------------------------- . . . ผมเขียนเอนทรี่นี้ขึ้นในขณะที่ผมกำลังเคร่งเครียดอยู่กับสตราวินสกี้อ็อคเต็ตอันสุดแสนจะชวนปวดเศียรเวียนเกล้า และผมขอสื่อสารมันถึงตัวเอง สหาย และน้องชาย ผู้กำลังพบว่าชีวิตเต็มไปด้วยมิเตอร์เชนจ์อันวุ่นวายและพาให้หัวใจบอบช้ำ
| Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2552 |
| Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2552 15:07:01 น. |
| |
|
|
|
|
หัวใจ กับ คนข้างทาง
๑. ถ้าชีวิตคือการเดินทาง มันคงเป็นการเดินทางบนทางหลายแพร่ง
เส้นทางหลายทางทอดไกล และทางแยกที่ปรากฏตรงหน้านั้น หลายครั้งก็มีมากมายจนเลือกไม่ถูก
เคยมีปราชญ์ผู้หนึ่งบอกว่า ...ทางเลือกนั้นมีหลายทาง แต่ไม่ใช่ว่าทุกทางจะมี 'หัวใจ' อยู่... ...เธอจงไปตามทางที่มีหัวใจของเธอ...
แต่ถึงอย่างนั้น ปัญหาทั้งที่ฉันและคนอีกหลายคนพบเจอก็คือ เราไม่รู้ว่า 'หัวใจ' ของเราอยู่ที่ไหน?
๒. ถ้าชีวิตคือการเดินทาง มันคงเป็นการเดินทางที่ซ้อนทับกับเส้นทางของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา
นั่นคงหมายความว่า เรามีเพื่อนร่วมทางอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
บางเวลาบนบางเส้นทาง เงาของเราทาบทับกับใครคนหนึ่ง อีกบางเวลาบนบางเส้นทาง เราได้สูดหายใจเอาอากาศเดียวกันกับใครอีกคนหนึ่ง
แต่สิ่งที่เคยเป็นมาและคงเป็นไปของโลกก็คือ การเดินทางทำให้ตัวเราไม่เคยหยุดนิ่ง และเราเกือบไม่เคยได้เดินทางร่วมกับใครคนใดคนหนึ่งไปได้จนสุดทางเลยสักคน
แม้ว่าจะสนิทชิดเชื้อหรือสัมพันธ์แน่นแฟ้นเพียงใด ไม่ว่ามิตรหรือศัตรู ในวันหนึ่ง ทางแยกอันมากมายเบื้องหน้าในหลายๆ เวลา ทำให้เราต้องพลัดพรากจากกัน --- ทั้งที่รู้ล่วงหน้าและไม่รู้ล่วงหน้า
ทำให้ความสัมพันธ์ถูกแปรสภาพเป็น 'ผู้เคยร่วมทางกัน' เท่านั้น
๓. บางทีเราก็ไม่แน่ใจว่า 'หัวใจ' เราอยู่ที่ไหน
และในหลายๆ ครั้ง 'หัวใจ' กับ 'ผู้ร่วมทาง' ก็ถูกนำมาผสมปนเปเข้าด้วยกันจนเราหลงทางหรือแยกแยะอะไรไม่ออก
จนบัดนี้ ฉันก็ยังไม่รู้ว่าหัวใจฉันคืออะไรและอยู่ที่ไหน ผู้ร่วมทางหลายคนที่เคยถูกตีความว่าเป็นหัวใจ พอเวลาผ่านไป เหมือนผู้ขีดเส้นทางชีวิตกำลังบอกฉันว่า พวกเขาไม่สมควรถูกตีความแบบนั้น
ถ้าชีวิตมีเวลามากพอ ฉันก็อยากเดินดุ่มสุ่มหาไปหมดทุกเส้นทาง เผื่อจะค้นพบว่ามีหัวใจอยู่ตรงไหนบ้าง และยิ่งเดินมากเส้นทางที่แตกต่าง ก็จะมีผู้ร่วมทางเพิ่มขึ้นอีกมาก ร่วมทั้งมี 'ผู้เคยร่วมทาง' เพิ่มขึ้นอีกมากด้วยเช่นกัน
การจะได้อะไรมาสักอย่าง ก็คงต้องแลกเปลี่ยนเป็นการสูญเสียอะไรอีกสักอย่างไปเสมอ ถ้า 'หัวใจ' กับ 'ผู้ร่วมทาง' เป็นคนละอย่างกัน บางทีเราอาจต้องสูญเสียมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นอย่างนั่นใช่หรือเปล่า? --- ฉันเองก็ไม่แน่ใจ
อย่างไรก็ตาม ฉันก็ไม่ได้วาดหวังจะให้ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ ฉันจำเป็นต้องระลึกไว้เสมอ ว่าระหว่างการเดินทางบนเส้นทางที่ยาวไกลนั้น เราทำใครตกหล่นไปบ้าง
หากวันหนึ่งตามหาหัวใจตัวเองพบ ฉันอาจหันกลับมาเก็บกู้คืนพวกเขามาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือไม่ก็จะได้เก็บพวกเขาไว้ในใจให้ได้ครบ และท่องไว้ว่าเป็นเพราะพวกเขาบนเส้นทางนั้น ทำให้ฉันได้เดินบนเส้นทางนี้ เส้นทางที่มีหัวใจของตัวเอง --- หากฉันหาพบละก็นะ...
๔. ไม่ว่าจะเส้นทางแห่งหัวใจจะได้รับการค้นพบหรือไม่ เราจะได้หรือสูญเสียผู้ร่วมทางมากเท่าใด จากประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็ให้บทเรียนอันโหดร้ายกับเราไว้ว่า สุดท้ายแล้ว เราต่างคนต่างก็เป็น 'คนข้างทาง' ของกันและกันเท่านั้นเอง
เพราะแท้จริงแล้วเราทุกคนแทบไม่มีโอกาสจูงมือกันเดินมุ่งหน้าไปสู่สุดทางได้เลย เมื่อพินิจจากมุมมองของฟ้า เราทำได้เพียงเดินผ่านกันมา แล้วก็เดินผ่านกันไปเท่านั้น
บนก้าวย่างสุดท้ายของชีวิต ใช่หรือไม่ว่าเราต้องจบการเดินทางด้วยตัวคนเดียว และบรรดาคนข้างทางทั้งที่ได้มารายล้อมและอยู่ห่างไกลนั้น ก็ทำได้เพียงส่งสายตาอำลาเท่านั้น
แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ ไม่แน่ว่าบางทีเราอาจจะไม่สนใจหรอกว่าจะจบการเดินทางไปคนเดียวหรือเปล่า หรือสุดท้ายเราจะแยกทางกับทุกๆ คนแบบไหน
กระทั่งบางที เราอาจไม่มีวันรู้ด้วยซ้ำไปว่าหัวใจของเราอยู่ที่ไหน
เป็นไปได้ไหมว่าแท้จริงแล้วสิ่งสำคัญที่สุดของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมายหรือปลายทาง
แต่อาจจะเป็น 'ระหว่างทาง' นั่นต่างหาก?
| Create Date : 28 พฤศจิกายน 2551 |
| Last Update : 28 พฤศจิกายน 2551 10:17:38 น. |
| |
|
|
|
|
ตัว - ตน
๑. ฉันเพ่งจ้องดวงตาของเขาที่ยืนอยู่อีกฟากของกระจกบานนั้น ลึกลงไป ข้างในดวงตาสีคล้ำเข้ม ฉันได้มองเห็นประกายแห่งความว่างเปล่ากำลังส่องแสงสุกสว่างอยู่ ฉันมองเห็นแสงแห่งความเหงาและเงาแห่งความโศกที่กำลังทาบทับซ้อนอยู่ด้วยกัน ฉันมองเห็นความรู้สึกที่สั่นระริกไหวและพร่าเลือนจับกลุ่มอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน คำถามและปริศนาคล้ายผุดพรายขึ้นมาอยู่ล้อมรอบสิ่งเหล่านี้ ฉันเพ่งลึกลงไป มากขึ้น มากขึ้น เผื่อว่าคำตอบจะหลุดลอยตามออกมา
ทว่าสุดท้าย สิ่งที่ฉันค้นพบก็มีเพียงตัวตนที่ว่างเปล่า ไร้ความหมาย จนเกือบเหมือนไม่มีตัวตน
๒. หลายค่ำคืน ที่ฉันเพียรเผ้าถามตัวเองอย่างขันแข็งถึงความหมายแห่งการกระทำของฉัน ฉันกำลังทำอะไร? เพื่ออะไร? เพื่อใคร? เพื่อสนองสิ่งใด? ทุกเวลาที่สายตามองเห็นโลก ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นโลกรอบตัว หรือโลกส่วนตัว ฉันมักพบตัวเองกำลังเพียรทำบางสิ่งอย่างขยันขันแข็งและหนาหนัก ฉันมักพบตัวเองพยายามดูแลคนรอบข้างอย่างเต็มที่ และยินดีจะเป็นผู้ให้โดยที่ไม่เคยคาดหวังสิ่งใดกลับมา ฉันทำสิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่ ฉันไม่ได้ยินดีปรีดาหรือปรารถนาอยากจะได้คำชมหรือคำขอบคุณ และฉันก็ไม่ได้ร้าวรานราวถูกทารุณถ้าหากได้รับการทรยศ ฉันทำสิ่งที่ฉันคิดว่าชีวิตฉันพอจะทำได้ ก็เท่านั้น การได้ทำให้ผู้อื่นมีความสุข สำหรับฉัน นั่นก็เป็นสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดที่ชีวิตอันกระจ้อยร่อยของฉันจะทำได้
ฉันเคยคิดแบบนั้น...
ทว่า เป็นเวลาหลายปีที่ฉันครุ่นคิดและวิเคราะห์จิตใจตัวเอง ดูเหมือนมีสิ่งหนึ่งที่ฉันเพิ่งค้นพบ ฉันพบว่า แท้ที่จริงแล้ว ตัวตนของฉันเป็นตัวตนที่ไร้ความหมาย เพราะไร้ความหมายและไร้ค่านั่นเอง ที่ทำให้ฉันเพียรทำงานอย่างหนัก พยายามดูแลคนรอบข้างอย่างเต็มที่ เพียงเพื่อจะสร้างความหมายให้กับการดำรงอยู่ของตัวเอง เพื่อทำให้ตัวตนของตัวเองดูมีค่า แต่ว่า นั่นทำให้ฉันสงสัยว่าทั้งหมดมันเป็นค่าความหมายจอมปลอม
หลายครั้งที่ฉันเสร็จภารกิจด้านการงานและภารกิจในการดูแลมิตรสหาย เมื่อต้องกลับมาอยู่กับตัวเอง ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ว ฉันอาจไม่ได้เป็นคนที่มีความสำคัญอะไรเลย ไม่ได้มีความหมายอันใดที่แท้จริงเลย ไม่ได้เป็นสิ่งที่คนรอบข้างหรือคนในโลกขาดไม่ได้ อาจเป็นของฟุ่มเฟือย หรือแม้กระทั่งอาจไม่ใช่คนที่พวกเขาหรือโลกนี้ต้องการก็ได้ ฉันอาจเข้าไปข้องแวะให้ความช่วยเหลือกับคนที่ไม่ได้ต้องการฉันก็ได้ และนั่นก็ทำให้ฉันกังวลอีกว่าฉันอาจเป็นต้นเหตุให้พวกเขาไม่สบายใจหรือทุกข์ร้อนก็เป็นได้
ถ้าหากฉันทำให้คนที่ฉันอยากเห็นพวกเขามีความสุขเกิดมีความทุกข์ขึ้นมา นั่นก็คงไม่อาจเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
ฉันค้นพบความไร้ค่าของตัวเอง และกังวลกับการกระทำของฉัน ฉันขาดความมั่นใจในการจะทำอะไรไปเสียหมดแทบทุกอย่าง
ฉันได้ลืมเลือนความรู้สึกอันแรงกล้าที่ฉันเคยคิดว่าฉันจะใช้ชีวิตเพื่อพวกเขา
และพวกเขาไม่ต้องใช้ชีวิตเพื่อฉัน...
๓. แวววาวแห่งความเปล่ากลวงสะท้อนสุกใสอยู่ในดวงตาคู่นั้น กระแสลมแห่งปริศนาพัดผ่านพื้นดินที่ถูกฉาบด้วยแสงสว่างแห่งความเหงาและเงาแห่งความโศกทำให้สิ่งที่ในอาณาบริเวณสั่นระริกและไหวพร่า ฉันถอนสายตาออกมาจากดวงตาคล้ำเข้มของเขา ฉันขยับปากถามเขาด้วยวาจา
ตัวตนของเธอมีความหมายอันใดกัน?
เขาขยับปากตอบฉันอย่างเงียบงัน แต่ฉันรู้ว่านั่น...
เป็นประโยคเดียวกันกับที่ฉันพูดไป
| Create Date : 26 สิงหาคม 2551 |
| Last Update : 26 สิงหาคม 2551 13:30:55 น. |
| |
|
|
|
|
โลก - เรา
๑. เธอเคยรู้สึกทึ่งไหมที่หินทุกก้อนคือสะเก็ดชิ้นส่วนหนึ่งของโลก บ่อยเลยล่ะ ฉันสะสมแต่เฉพาะชิ้นส่วนที่สวยที่สุด แต่บางทีเธออาจจะไม่ได้ฉุกคิดว่า เธอเอง ก็มาจากโลกเช่นกัน
บทสนทนาระหว่างซีซิเลียกับเทวดาเอเรี่ยล ใน ภาพผ่านกระจกหม่นมัว ของโยสไตน์ กอร์เดอร์
๒. สงครามเกิดขึ้นทุกเช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนท้องถนนของเช้าวันทำงานปกติ มิใช่สงครามเพื่อกำจัดศัตรูทุกหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือสงครามล้างเผ่าพันธุ์ใดๆ หากแต่เป็นสงครามเพื่อแย่งชิงสิทธิในการครองเส้นทางการวิ่งของพาหนะของมนุษย์ตาดำๆ ทั้งหลาย (แต่สีของใจนั้นยังระบุไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นสีเดียวกับตาหรือเปล่า)
อัศวินตาดำๆ พากันขี่ควบม้าเหล็กออกเย้ยท้าตะวันยามอรุณรุ่ง ทุกผู้ทุกนามต่างรีบเร่งเพื่อที่หมายปลายทางของตน ราวกับว่า ณ ปลายทางนั้นมีสมบัติพัสถานอันเลอเลิศยิ่งใหญ่กำลังรอคอยการมาถึงของพวกเขาอยู่ และดูคล้ายว่าหากช้ากว่าคนอื่นแม้เพียงก้าวเดียว ชีวิตของผู้พ่ายแพ้จะต้องพังพินาศหมดสิ้น
ยางรถบดกับถนนพาตัวถังวิ่งรี่จี้เข้ากับรถคันหน้า อาจด้วยเหตุผลว่าต้องการไล่คันหน้าที่ช้ากว่าออกจากเส้นทางหรือไม่ก็ปิดช่องว่างไม่ให้รถเลนข้างๆ ย้ายเข้ามาอยู่หน้าตัวเอง
หากมีใครเปิดไฟเลี้ยวจะขอย้ายเลนเข้ามา แม้ตัวเองจะอยู่แสนไกล ก็จะยิงไฟสูงใส่ ถ้าแบบเอะอะหน่อยก็บีบแตร เสมือนแสดงป้ายว่า เลนนี้ของข้าใครห้ามเข้ามาขวาง แล้วก็รี่บี้เข้ามาปิดทางโดยพลัน ถึงแม้ว่ารถจะติดอยู่ แต่ก็จะไม่มีการให้ใครมาทำให้ตนเสียอันดับแม้แต่นิดเดียว
ถึงแม้ว่ารถคันที่จะเปลี่ยนเลนนั้นกำลังจะถูกทางบังคับให้เปลี่ยนเส้นทางไปทางอื่นถ้าหากเขาเปลี่ยนเลนไม่ได้ก็ตาม !
แต่นั่นก็คงเป็นเรื่องของรถคันนั้น คนขับคนนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย ผู้หลงผิดคิดเพียงข้าจะบรรลุเป้าหมายของตัวเองมักเอ่ยเช่นนี้
๓. สงครามบนท้องถนนนับเป็นเรื่องเล็กน้อยและยิ่งดูกระจ้อยร่อยนักเมื่อเทียบกับสงครามจริงๆ ที่เกิดการเสียเลือดเนื้อเพียงเพราะการไม่เข้าใจกัน การต้องการแย่งชิงเอารัดเอาเปรียบกัน การสูญเสียความเอื้ออาทร และการมองเห็นแต่เหตุผลของตัวเอง
หากนับตั้งแต่ช่วงเวลาที่มนุษย์ลืมตาดูโลกอย่างแท้จริง ดูเหมือนสังคมมนุษย์ต้องการจะให้มนุษย์แข่งขันกันเหลือเกิน การแข่งขันชิงดีชิงเด่นเพื่อให้ตัวเองได้เป็นบุคคลอันดับแรกๆ ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าสังคมนั้นถูกปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์ของมนุษย์ ซึ่งกระบวนการปลูกฝังนั้นแอบแฝงอยู่ในคราบของการศึกษาแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การพยายามเปรียบเทียบเด็กคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง การจัดการสอบโดยอ้างเหตุผลด้านการวัดผลการศึกษาที่ออกมาในรูปของการจัดอันดับเปรียบเทียบ การพยายามผลักดันให้เด็กทุกคนแข่งขันกันเองเพื่อชิงตำแหน่งผู้ชนะเลิศในการสอบนั้น เป็นแรงผลักดันที่หนักหน่วงมหาศาลให้เด็กทั้งหลายโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มองเห็นเพียงความดีเลิศในด้านตำแหน่ง ปลูกฝังความคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ ที่หนึ่ง และการจะเป็นที่หนึ่งนั้น บ่อยครั้งที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน (ทั้งสมัครใจและไม่สมัครใจ) ต้องพยายามสนใจแต่ตัวเอง ดิ้นรนเพื่อตัวเอง และทิ้งทุกอย่างที่อยู่ในสถานภาพ คู่แข่ง
ในจดหมายฉบับหนึ่งที่ท่านกฤษณมูรติได้เขียนส่งไปยังโรงเรียนของท่าน มีใจความตอนหนึ่งว่า
มันเป็นเพราะแรงกดดันจากการศึกษา หรือแรงกดดันจากการแข่งขัน หรือจากการพยายามที่จะไขว่คว้าที่จะไปให้ถึงระดับที่แน่นอนในการศึกษาของเธอ การเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นๆ หรือบางทีถูกรังแกจากนักเรียนคนอื่นๆ แรงกดดันทั้งหลายเหล่านี้บีบคั้นให้เธอพะวงถึงแต่ตนเองไม่ใช่หรือ และเมื่อเธอห่วงพะวงถึงแต่ตนเอง เธอก็จะสูญเสียคุณภาวะของความรู้สึกเอื้ออาทรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บางทีเราอาจถูกหล่อหลอมมาให้ละทิ้งความเอื้ออาทร ความใส่ใจต่อผูอื่น และมองกระจกเฉพาะกระจกเงาที่วางอยู่หน้าตัวเองตลอดเวลา ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กกันเลยก็ได้กระมัง
๔. ในระบบนิเวศ การที่สิ่งๆ หนึ่งดำรงอยู่นั้นมีความหมายทั้งเพื่อตัวมันเองและเพื่อสิ่งอื่นในระบบ สิ่งมีชีวิตหนึ่งๆ กินหรือล่าเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดและดำรงอยู่ได้ ในขณะที่การดำรงอยู่ของมันและการกระทำของมันก็มีผลกระทบกับสิ่งอื่นๆ ในระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทุกๆ สิ่งในโลกนี้ต่างจำเป็นต้องเกื้อกูลกันไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีชีวิตหรือไม่ ทุกวันนี้มนุษย์มองเห็นแต่ตัวเอง หันมองเพียงกระจกเงาประจำตัวของตัวเอง จนมองไม่เห็นความเป็นไปอื่นๆ
คิดถึงแต่ตัวเองมากเกินไปและคิดถึงคนอื่นๆ น้อยเต็มที
ตัวอย่างที่พบเห็นในชีวิตประจำวันก็อย่างเช่น การขับรถบนท้องถนนที่ทุกคนต่างมุ่งมองไปข้างหน้าแล้วเห็นเพียงจุดหมายของตนที่จะต้องไปให้ถึงโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างอย่างอื่น การแข่งขันในการศึกษาหรือการไต่เต้าด้านตำแหน่งหน้าที่การงานที่มุ่งมองเพียงความก้าวหน้าของตนโดยที่ลืมนึกไปว่า ความก้าวหน้าที่ตนเองต้องการนั้นแท้จริงแล้วเป็นไปเพื่ออะไร
แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองยังถูกมองข้ามและละเลย จะไปนับประสาอะไรกับเรื่องของโลกใบนี้... โลกที่เราอาศัยอยู่นี่...
เรากำลังเห็นโลกเพียงแหล่งทรัพยากรที่จะสามารถขูดรีดและปล้นเอาสมบัติแต่ครั้งโบราณกาลออกมาถลุงได้อย่างไม่ยั้งคิด และหลงผิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด
โดยที่ลืมไปอย่างสิ้นเชิงว่าตัวเองก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตหนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลกและเป็นแค่ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเท่านั้น !
มนุษย์นั้นผยองในความสามารถของตัวคิดว่าตนเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่จนไม่สำนึกและสำเหนียกความเป็นจริงดังว่า จนกระทั่งมองเห็นแต่จุดมุ่งหมายข้างหน้าของตนเอง แข่งขันชิงดีชิงเด่นเพื่อตัวเอง และย่ำยีบีฑาโลกของตัวและสิ่งต่างๆ รอบตัว (ที่ทั้งขวางทางหรือเพียงแค่อยู่รายล้อม) จนแหลกคาตีน ไม่เคยได้ระวังตัวเลยว่าแท้จริงแล้วเราเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของระบบ เมื่อระบบพินาศ มนุษย์เองก็พินาศไปด้วย
ความผยองนั้นใหญ่โตขนาดไม่ฟังคำเตือนของธรรมชาติ มองว่ามันเป็นเพียงมุกตลกหรือไม่ก็มั่นใจว่าตัวเองสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ หรือไม่ก็ตามืดบอดหูปากหนวกใบ้จนกระทั่งไม่รับรู้ไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
จะรับรู้มองเห็นหรือได้ยิน ก็แต่ตัวเองเท่านั้น
๕. ดูเหมือนระบบทาง สังคม หรือสิ่งปลีกย่อยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้การจัดระเบียบมนุษย์ให้มนุษย์ดำรงอยู่อย่างมีความสุข จะมองข้ามสิ่งสำคัญบางอย่างไป จนทำให้มนุษย์คิดคำนึงเพียงความสุขตรงหน้าของตน จนกระทั่งบางครั้งละเลยผู้อื่น และละเลยโลกใบนี้
มองอย่างแคบที่สุดในมุมมองของมนุษย์หนึ่งคน, สังคมประกอบไปด้วยตัวเองและผู้อื่น ดังนั้นแล้ว ชีวิตจะดำรงอยู่ไปเพื่อสิ่งใดกันหากไม่ใช่เพื่อตนเองและผู้อื่น มองอย่างกว้างขึ้นมาอีกหน่อย, บนโลกนี้มีทั้งมนุษย์ ทั้งสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่น ทั้งธรรมชาติ แล้วชีวิตจะดำรงอยู่ได้อย่างไรหากทุกสิ่งไม่พึ่งพากัน หากมนุษย์ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่อำนวยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้
มนุษย์ไม่สามารถแยกตัวโดดเดี่ยวและปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโลกได้ ตราบใดที่มนุษย์ยังสูดเอาลมหายใจของโลก ตราบใดที่การดำรงอยู่ของเรายังส่งผลกระทบกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นๆ ในโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
๖. เราอาจลืมไปว่าหินทุกก้อนที่เราเหยียบย่ำนั้นเป็นสะเก็ดชิ้นส่วนหนึ่งของโลก และในบางขณะจิต มนุษย์ก็อาจลืมไปว่ามนุษย์เองก็มาจากโลก เป็นสะเก็ดชิ้นส่วนหนึ่งของโลกเช่นกัน
เมื่อมนุษย์เหยียบย่ำธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ก็เหมือนเราเหยียบย่ำโลก
ซึ่งก็หมายความว่า
เรากำลังเหยียบย่ำตัวเองอยู่ด้วยเช่นกัน
| Create Date : 16 มีนาคม 2551 |
| Last Update : 16 มีนาคม 2551 22:14:04 น. |
| |
|
|
|
| |
|
 |
ommyz |
|
 |
|
|
|