Group Blog
 
All Blogs
 

ถ้าอยู่อย่างมิตรไม่ได้ก็อยู่อย่างศัตรู(ตอนที่ 1)

วันก่อน ไปดูเด็กหอมาครับ โอ้โห น้ำตาไหลพรากเลย ดีนะมาดูคนเดียว ไม่ได้ชวนใครมาด้วย เพราะผมคงอายที่จะปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาต่อหน้าคนรู้จัก

เพลงที่ผมชอบมากที่สุด คือเพลงดวงใจ เพราะดูเหมือนว่าเพลงนี้จะอธิบายเนื้อเรื่องในหนังได้ดีที่สุด(ดังที่มีสมาชิกท่านหนึ่งในห้องเฉลิมไทยถอดเนื้อเพลงให้เข้ากับเรื่องในหนังได้สอดคล้องกันอย่างน่าชื่นชม) จนผมต้องวิ่งไปซื้อเพลงนี้มาจากร้านแม่ไม้เพลงไทยมาฟังวนไปเวียนมาสามเวลาหลังอาหาร ยิ่งฟังก็ยิ่งซึ้ง ยิ่งฟังประกอบกับนึกถึงเนื้อเรื่องในหนังไปด้วยยิ่งซึ้งใหญ่ เสียงของป้าสวลี เป็นเสียงเดียวกับในหนังเลย อีกทั้งดนตรีก็แบบเดียวกันอีกตะหาก
(ขณะกำลังพิมพ์บล๊อกนี้ไป ก็ฟังเพลงนี้ไปด้วยเหมือนกัน)

ตอนนี้เวลาผมไปไหน ทำอะไรอยู่ ถ้ารู้สึกเหงาๆ ก็จะฮัมเพลงนี้ขึ้นมาเสมอ ฮัมแล้วจะรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านอยู่ในใจ
คิดว่าถ้าผมมีเพื่อนอย่าง "วิเชียร" มาสักคนคงจะดีนะ ต่อให้เป็นผีก็เถอะ ผมไม่กลัวหรอก วันก่อนพ่อมาหายังเฉยๆเลย

คิดแล้วก็นึกถึงประโยคในหนัง ที่ว่า "แล้วมึงเคยเห็นคนอื่นอยู่ในสายตาบ้างหรือเปล่า" แหม มันโดนจนจุกแฮะ ไว้จุกยังไงค่อยมาเล่าวันหลังแล้วกันครับ

ว้า ในที่สุดก็ไม่ได้เข้าเรื่องตามหัวข้อบล๊อกเสียที งั้นขอยกยอดไปไว้วันอื่นดีกว่าครับ




 

Create Date : 08 มีนาคม 2549    
Last Update : 8 มีนาคม 2549 1:04:36 น.
Counter : 250 Pageviews.  

ผมเหนื่อยเหลือกเกินครับ กำลังจะลาออกแล้ว

วันที่ 25-26 เดือนนี้ เป็นวันสอบแอดมิสชั่นส์ครับ

ซึ่งผมก็ไปลงสมัครสอบกับเขาด้วย

และแน่นอนว่าก่อนที่จะทราบผลคะแนนสอบแอดมิสชั่นส์ ผมก็จะต้องลาออกจากที่เดิม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่เรียนมาถึงสามปีเสียก่อน จึงจะได้สิทธิ์ยื่นเลือกคณะใหม่ ที่ผมอยากได้ คือ โบราณคดี ศิลปากร

ผมไม่รู้ว่าผมดูโง่หรือเปล่า ที่ตัดสินใจยื่นใบลาออก เพื่อไปเอาอีกที่ๆนึง ซึ่งก็ไม่แน่นอนว่าในอนาคตของผม กับที่ๆใหม่ คณะใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ และอะไรใหม่ๆอีกหลายอย่าง ซึ่งต้องอาศัยการปรับตัวอย่างยิ่งยวด

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม ปัญหาของผมตอนนี้คือ ไม่รู้ว่าคะแนนที่สอบได้จะถึงหรือเปล่าน่ะสิ เพราะมันสอบระบบใหม่ ผมเองก็งงๆเหมือนกัน

ยังไงๆ 25-26 นี้ก็เป็นสองวันชี้ชะตาแล้ว ว่าผมจะได้ไปให้พ้นๆจากสภาพแวดล้อมอันน่าเบื่อหน่ายนี่หรือเปล่า

ถ้าใครจะว่าผมเป็นคนปรับตัวยากหรืออะไรทำนองนี้ก็ตามสบาย ผมไม่ว่า

แต่เห็นใจผมหน่อย ผมเบื่อจริงๆ
-เบื่อกับการเดินทางมาเรียน ที่ไกลโคตรวิบาก บางมด-จุฬาฯ เฮ้อ...

-เบื่อกับป้ายผ้าดิบ แต้มสีเขียว สีดำแสดงถ้อยคำขับไล่หน้าเหลี่ยม ที่แขวนรกไปทั้งคณะ

-เบื่อคน ไม่รู้มันจะขายปลา (sell fish เชิญทดลองออกเสียงกันตามสบาย)ไปถึงไหน จะเป็นพ่อค้าแม่ค้าปลามืออาชีพเหรอ

แต่ที่อาลัยก็อาลัยเพื่อนๆเก่าๆที่ช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกันด้วยดีตลอดมา

อาลัยโรงอาหารที่นั่งกินข้าวมาตลอดสามปี เรียกว่าย่างเข้าไปกินวันแรกยังนุ่งกางเกงขาสั้น กะเสื้อนักเรียนอยู่เลย

อาลัยป้าล้วน แม่ค้าขายน้ำคนประวัติศาสตร์ของคณะ แต่ป้าไม่อยู่ให้อาลัยแล้ว เพราะป้าชิงตัดช่องน้อยแต่พอตัวตามลูกไปอยู่ "นิ้วโยก" (New York) เสียแล้ว

เอ และอะไรอีกล่ะ มีอะไรยังอาลัยอยู่อีกเหรอ

งั้นสุดท้าย อาลัยอ.กุลลดา ก็แล้วกัน อาจารย์เป็นอาจารย์ภาคความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่น่ารักเสมอมา ยังจำได้ตอนแรกที่ได้เรียนหนังสือกับอาจารย์ อาจารย์บอกว่า ถ้าเธอเรียนจบเมื่อไหร่ อย่าลืมไปพบชั้นด้วยนะ จะได้ดูพัฒนาการการเปลี่ยนแปลง กับ ตั้งแต่ชั้นสอนมายังไม่เคยเจอเด็กอย่างเธอเลย.....เอ ก็ผมไม่รู้จะดีใจดีหรือเปล่าครับอาจารย์ ซึ่งอาจารย์ก็เอื้อเอ็นดูผมเสมอมา ขนาดชวนให้ผมมาเป็นลูกมือเก็บข้อมูลทำงานวิจัยของอาจารย์ แต่ทว่า ผมไร้ความสามารถใดๆที่จะช่วยอาจารย์ได้เลย...ครับ

อาจารย์จะเกษียณในปีที่ผมเรียนจบ(ถ้ายังเรียนต่อ)พอดี หรือพูดอีกทีให้เข้าใจง่ายกว่าเดิม คือ ปีหน้าอาจารย์จะเกษียณแล้วนั่นเอง

อืมม คงหมดแล้วหละ กะบลอกสั่งลาคณะบลอกนี้

แด่อนาคตที่ไม่แน่นอนและผันแปรไปได้ตลอดเวลาครับผม.....




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2549 1:18:27 น.
Counter : 219 Pageviews.  

ไม่เข้าใจ ทำไมต้องแบ่งแยกระหว่างป.ตรีกับป.โทด้วย

ที่ชั้นสอง ของตึก1คณะผม มีห้องน้ำชาย-หญิงอยู่ห้องหนึ่ง ความจริงมันก็เป็นห้องน้ำธรรมดาๆ ถ้าไม่มีป้ายเขียนไว้ว่า

"ห้องน้ำนิสิตปริญญาโท นิสิตปริญญาตรีกรุณาใช้ข้างล่าง"

หรืออะไรทำนองนี้ บอกว่าห้องน้ำชั้นบนสงวนไว้ให้นิสิตบัณฑิตศึกษาเท่านั้น
เพราะชั้นสองของตึก1เป็นที่ทำการของภาควิชารปศ. เปิดหลักสูตรรปม.ขึ้นมา เพื่อให้พวกที่ผมนิยามศัพท์ไว้เองว่า "พวกชุบตัว" ได้เข้ามาเรียนกันอย่างปราศจากความพยายามในการเรียนและการสอบ ขอเพียงเงินถึงก็พอ

ผมเก็บความไม่พอใจไว้เงียบๆว่าทำไมคณะถึงทำกับเด็กป.ตรีเช่นนี้ ทำยังกะไม่ใช่คนด้วยกันนั่นเอง

นี่คือสาเหตุหลักๆว่าทำไมผมถึงดูถูกดูแคลนพวกปใโทมากนัก

ก็เข้าใจนะครับ ว่าต้นทุนการผลิตบัณฑิตระดับบัณฑิตศึกษา สูงกว่าระดับปริญญาบัณฑิต

แต่มันก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้พวกเขามาทำเช่นนี้กับเด็กปริญญาตรี

ถ้าจะว่ากันตามตรง จริงๆแล้ว การนับรุ่น หรือความ "เป็นสีชมพู" นั้น ระดับป.ตรี จะเข้มข้น มากกว่าพวกป.โทที่มาจากที่อื่น แล้วพยายามจะเรียกตัวเองว่าเป็น "ชาวจุฬาฯ(ปลอมๆ)" หลายเท่าตัวนัก

แล้วยังไม่พอ การแบ่งชนชั้นที่พวกปงโททำกับพวกป.ตรียังลามไปถึงหอกลาง ที่ๆทุกคนสามารถเข้าไปใช้บริการได้เสมอภาคกัน เมื่อมีแผ่นป้ายร้องทุกข์มาแปะไว้หน้าหอกลางว่า

"ไม่ควรให้นิสิตป.ตรี เข้ามาใช้บริการ เพราะทำเสียงหนวกหู รบกวนการอ่านหนังสือและทำวิจัย"

อึ้งไปเลยครับ ผมสงสัยอยู่ตงิดๆว่า ไอ้คนเขียนมันเรียนจบป.ตรีมาเข้าเรียนป.โทได้ยังไงวะ

และร้อยทั้งร้อย พวกที่ชอบมาร้องเรียนกับหอกลาง ก็เป็นพวกป.โทชุบตัวเจ้าปัญหาเหล่านี้แหละ

ผมอยากรู้นัก หอกลาง ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าหอกลาง เป็นของกลาง เป็นของทุกคนจะเข้ามาใช้ได้ แล้วเรื่องคุยเสียงดัง อยากจะบอกว่าพวกป.โท-เอกน่ะ มันก็เสียงดังพอๆกันแหละว้า

พอแค่นี้ดีกว่าครับ ยิ่งเขียนเดี๋ยวยิ่งดุเดือด




 

Create Date : 05 มกราคม 2549    
Last Update : 5 มกราคม 2549 14:02:15 น.
Counter : 1226 Pageviews.  

Error 797 : คอมไม่เจ๊ง แต่โมเด็มเจ๊ง เลยไม่ได้เข้ามาพันทิบเลย

พักนี้หายหน้าหายตาไปเสียนาน ไม่ใช่ว่ายุ่งจนทำอะไรไม่ได้หรอก แต่เป็นเพราะว่าโมเด็มเจ๊งกะบ๊งตะหาก เลยห่างหายจากบอร์ดพันทิบและบลอกทั้งหลายไป

เป็นเหตุให้ต้องกระเสือกกระสนมามหาลัยทุกวัน เพื่อที่จะได้มีโอกาสมาอ่านกระทู้เล่นเวบบอร์ดต่างๆบ้าง แต่ก็เล่นไม่ได้นาน เพราะเล่นที่มหาลัยก็ไม่สนุกเหมือนเล่นที่บ้านเอาเสียเลย

อีกอย่างนึงก็คือตั้งใจจะมายืมหนังสือเสียด้วย การเข้ามหาลัยมา ทำให้ผมทราบว่าตัวเองไม่ได้อ่านหนังสือที่ควรจะอ่านไปตั้งหลายเล่ม และเพิ่งมาได้อ่านได้จับเอาเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยนี้เอง

ช่วงนี้กำลังติดเพชรพระอุมา ตั้งแต่เกิดจากท้องแม่มาไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนึงได้รวดเร็วเท่านี้มาก่อนเลย คือตกเล่มละ 3 ชั่วโมง ยิ่งอ่านยิ่งมันส์ ยิ่งอ่านยิ่งสนุก เลยต้องพยายามอ่านให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะรู้ตอนต่อไปเร็วๆ

สิ่งนึงที่แอบชอบใจเงียบๆในเรื่องนี้ก็คือ นางเอกของเรื่อง ดาริน ที่นอกจากเธอจะเป็นแพทย์หญิงแล้ว ผู้แต่ง คือพนมเทียนยังทันสมัยพอให้เธอได้เรียนในวิชามานุษยวิทยา ในฐานะของนักเรียนปริญญาเอกทางมานุษยวิทยา

ข้าพเจ้าเอง ในฐานะคนเรียนมานุษยวิทยาก็ย่อมต้องดีอกดีใจเป็นธรรมดา ที่มีผู้แต่งเอาอาชีพนี้มาให้เป็นอาชีพนางเอก-พระเอกทำ เพราะตั้งแต่ผมได้อ่านนวนิยายมา ไม่เคยพบเจอตัวเอกของเรื่องมีอาชีพเป็นนักมานุษยวิทยาเลย (นอกเสียจากนักโบราณคดี ที่ได้เคยกล่าวถึงไปแล้วในบลอกก่อนๆ)

ขอจบการทักทายแต่เพียงเท่านี้ เข้ามาเพื่อแสดงตนว่าไม่ได้หายไปไหนครับ

สุขสันต์วันปีใหม่ แก่ทุกๆท่านครับผม




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2548    
Last Update : 28 ธันวาคม 2548 20:06:47 น.
Counter : 496 Pageviews.  

หลังสอบ(เศรษฐศาสตร์~เสดสาด)เสร็จ ข้าพเจ้ารู้สึก Powerlessness มาก

วันนี้ผมเพิ่งสอบวิชาเสดสาดเสร็จ ทั้งที่ความจริงผมควรจะผ่านมันมาได้เมื่อสามปีที่แล้วไปแล้ว

ถ้าผมไม่มัวไปติดเอฟ เสียก่อน

และที่ติดนี่ต้องโทษตัวเองเต็มๆ โทษคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด
ก็เวลาเรียนเขาให้เรียน แต่ผมดันมาหลับเสียนี่ มันก้เลยได้เอฟ

ก็มันน่าเบื่อนี่ เรียนเท่าไรๆก็ไม่รู้เรื่อง

ถึงเวลานี้แล้วมันคงย้อนกลับไปแก้อะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต่อให้ได้เกรดสามกว่า ก็อดเกียรตินิยม

ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมคณะรัฐศาสตร์(ที่รัก??) ถึงไม่เข้าใจหัวอกเด็กสายภาษาที่เรียนกับภาษามาตลอด ไม่มีความคุ้นชินกับสัญลักษณ์ยึกยือแปลกๆไม่คุ้นตาเช่นผมเอาเสียเลย ถึงได้มัดมือชกเอาวิชายาขมหม้อเบ้อเริ่มมาบังคับกันกินเยี่ยงนี้ เฮ้อ.....

แต่เราจะไปเถียงเขาก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา คนร่างหลักสูตรก็ล้วนแล้วแต่จบด๊อกเตอร์มาจากเมืองนอกเมืองนากันทั้งนั้น

สุดท้ายนี้ก็ได้มานึกแต่บ่นลงบล๊อกให้คนผ่านไปผ่านมาได้อ่านกันเล่นๆ แก้เบื่อดีกว่า(รึว่าจะเบื่อหนักกว่าเดิมนะนี่)

สุดท้ายนี้ผมก็คงต้องก้มหน้ารับชะตากรรมไปอีกปีกว่าๆจึงจะจบ(ได้แต่ภาวนาว่าวิชานี้ขอให้ผ่านที่เถอะ เจ้าประคุณ) ต่อจากนั้นข้าพเจ้าก้จะได้จากจรไปหาวิชาที่ชอบๆเรียนใหม่

นี่เดี๋ยวต้องขอตัวไปอ่านหนังสือก่อน เพราะว่าอีกสองวันยาขมหม้อใหม่จะมาให้ข้าพเจ้าได้ชิมอีกครั้ง

ยาขมหม้อนี้มีชื่อที่สวยเก๋ว่า "สถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์"

ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะให้เด็กสายภาษาเข้ามาคณะนี้ทำไม ในเมื่อเข้ามาแล้ว ก็ทำร้ายพวกเขาซะย่อยยับด้วยวิชาที่ว่าด้วยกราฟและสถิติเช่นนี้

พอเห็นระบบแอดมิสชั่นออกใหม่มาแล้ว พบวิชาที่ต้องให้สอบก็โล่งใจ ว่าต่อไปนี้ เด็กสายภาษาคงจะไม่มีโอกาสเข้ามาเรียนภาคสังคมอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาจับสอบเลขสอบวิทย์ทั้งนั้น

ใจนึงก็โล่งใจที่ต่อไปนี้เด็กสายภาษาที่โง่เลข(เช่นข้าพเจ้า) จะได้ไปเรียนวิชาอย่างอื่นที่เหมาะสมกว่าแทน ไม่ใช่ให้เข้ามาด้วยความไม่รู้ เห็นว่าใช้ภาษาเข้ามาได้ ก็เข้ามา แล้วก็จะเจอวิชาสกัดดาวรุ่งอย่างสถิติไป

อต่อีกใจก้เสียใจนิดหน่อย ที่ว่าเด็กสายภาษาคงจะไม่ได้เข้ามาเรียนภาคสังคมฯ(เป็นไง งงดีไหมคร้าบบ)

ง่า บ่นมานาน ผมขอไปอ่านสถิติฯก่อนแล้วกันครับ




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2548    
Last Update : 20 ธันวาคม 2548 10:49:04 น.
Counter : 188 Pageviews.  

1  2  3  4  

แจ้น
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add แจ้น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.