สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 42
สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 42







โอซาเมซิสพยายามจะลืมเนตรมองหาเมอา แต่มันช่างเป็นไปได้ยากเหลือเกิน...เขามองไม่เห็นอะไรเลย และก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรด้วยนอกจากเสียงของพายุที่ดังอยู่รอบกายราวกับว่าเขากลายเป็นคนหูหนวกตาบอดไปชั่วขณะ รู้แต่เพียงว่าข้างกายเขามีมือของใครบางคนคอยยึดไว้อยู่

เขาได้แต่เฝ้าภาวนาให้เมอาปลอดภัย

จวบจนกระทั่งสายลมลูกสุดท้ายพัดผ่านไปเหลือเพียงทรายขนาดย่อมๆที่กองสุมท่วมพระชานุ โอซาเมซิสลืมพระเนตรมองหาคนที่เขาอยากเจอที่สุด

แต่ก็ไร้ร่องรอย...

วูบแรกเขานึกว่าเมอาอาจจะปะปนอยู่กับพวกทหาร หากแต่เมื่อมองหาม้าคู่ใจของอีกฝ่ายก็ไม่พบ...โอซาเมซิสรู้สึกเหมือนใจดิ่งวูบลงหุบเหว

“เมอา... เมอา... เจ้าอยู่ไหน...” เสียงตะโกนก้องทำให้พวกที่เหลือรู้สึกตัวแล้วเหลียวมองรอบตัวเผื่อจะพบผู้ที่องค์ฟาโรห์ต้องการตัว

โอซาเมซิสคิดว่าเมอาอาจจะโดนทรายฝังอยู่... หากแต่เมื่อสั่งให้ทหารค้นหาโดยรอบกลับไม่พบแม้แต่ซากเจ้าม้าคู่ใจ

...งั้นเมอาหายไปไหน?!?...

ใบหน้าของโอซาเมซิสยามนี้ราวกับคนเสียสติ ไม่ว่าใครเข้าหน้าเขาเป็นอันต้องโดนตะเพิด เสียงสั่งการขององค์ฟาโรห์ให้ทหารส่วนหนึ่งออกตามหา...เผื่อว่าเมอาและทหารคนอื่นอาจจะพลัดหลงไป

เหล่าทหารแต่ละหมวดเริ่มขานชื่อเพื่อตรวจสอบดูว่ามีใครหายไปกับพายุทะเลทรายอีกบ้าง...เมื่อสำรวจแล้วก็พบว่ามีเพียงท่านราชเลขาส่วนพระองค์เท่านั้นที่หายไป...คนๆเดียวที่หายไป

“ไม่ต้องออกตามหาหรอกพระเจ้าค่ะ” อารีฟที่ยืนอยู่ข้างองค์ฟาโรห์มาโดยตลอดเป็นคนทูลเมื่อพอจะรู้ได้ว่าท่านเมอาหนีไปไหน

องค์ฟาโรห์หันพระพักตร์กลับมามองอย่างไม่พอพระทัยกึ่งกริ้ว

“ทำไม? ป่านนี้เมอาอาจจะตกอยู่ในอันตรายก็ได้นะ”

“พระองค์อย่าลืมสิพระเจ้าค่ะว่าท่านเมอาเป็นถึงชาวเบดูอิน เรื่องพายุทรายแค่นี้ไม่น่าจะทำให้ท่านเมอาเป็นอะไรไปได้หรอกพระเจ้าค่ะ”

ลามูจาพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดอีกฝ่ายจากการที่เฝ้าสังเกตุมาตลอดเวลาที่อยู่บนผืนทรายท่านเมอาดูเหมือนจะชำนาญมากกว่าผู้ใดในกองทัพจนบางครั้งเขาก็นึกทึงเมื่อเห็นท่านเมอากลับมาพร้อมงูเห่าทะเลทรายที่มีพิษร้ายแรงที่สุด...แต่ที่แปลกใจกว่านั้นคือเจ้างูเห่าดูเหมือนจะเชื่องกับท่านเมอาในระยะเวลาอันรวดเร็วจนเหมือนกับว่า...ท่านเมอาเป็นเทพเจ้าเซ็ทจำแลงมา[ชาวอียิปต์เชื่อว่างูเห่าเป็นบริวารของเทพเจ้าเซ็ท]

“กระหม่อมว่าบางที...ท่านเมอาจงใจหนีไปเองมากกว่า”

โอซาเมซิสส่ายพระพักตร์แทบทันที

“เป็นไปไม่ได้... ข้าไม่เชื่อ!! เมอาจะหนีทำไม”

“ไม่แน่นะพระเจ้าค่ะ... เราอาจจะไปเจอท่านเมอาเข้าร่วมรบกับอีกฝ่ายก็เป็นได้” คนพูดทีเล่นทีจริงถึงกับล้มลงไปนั่งมึนอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อได้รับรางวัลแห่งคำพูดนั้นเป็นกำปั้นจากผู้เป็นใหญ่แห่งอียิปต์ตอนบนที่ชกขวาตรงเข้าใบหน้าอย่างจังจนเห็นดาวระยิบระยับทั้งที่เป็นเวลากลางวัน

“เจ้าอย่าได้พูดเช่นนั้นอีก... เราไม่เชื่อ”องค์ฟาโรห์ตวาดลั่นอย่างห้ามองค์เองไม่อยู่เมื่อได้ยินอีกฝ่ายใส่ร้ายเมอาถึงแม้จะเป็นความจริงหรือไม่แต่เขาก็ไม่อยากได้ยินว่ามีคนใส่ร้ายเมอา หากตรองดูองค์ฟาโรห์ก็พบว่ามีความเป็นไปได้ที่เมอาจะหนีไปเอง...แต่ยังไงเขาก็ไม่เชื่อเด็ดขาดหากเมอาจะไปเข้าข้างศัตรู

เมื่อระงับโทสะลงได้องค์ฟาโรห์ก็ทอดพระเนตรมองพระหัตถ์ตัวเองสลับกับใบหน้าของอีกฝ่ายที่แดงด้วยฝีมือของตน...เป็นครั้งแรกที่เขาต่อยหน้าองครักษ์ฝ่ายซ้ายด้วยมือของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายเมื่อทรงสงบพระสติได้

หากแต่ในพระทัยนั้นไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่องครักษ์ฝ่ายซ้ายบอกเลย แต่...ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้วทำไมเมอาถึงหายไปล่ะ? บางสิ่งในใจร่ำร้องถามเขา

...เมอาอาจจะกลัวสงคราม...

โอซาเมซิสพยายามคิดเข้าข้างอีกฝ่ายทั้งๆที่รู้ว่าความเป็นจริงแล้วเขาเคยคุยกับอีกฝ่ายในคืนหนึ่งก่อนที่จะถึงเซลิมาโอเอซิส

คืนนั้นทั้งเขาและเมอาต่างนอนไม่หลับเขาเห็นเจ้าเปี๊ยกพลิกไปพลิกมาหลายครั้งในกระโจม

“กลัวไหม” เขาถามคนที่นอนไม่หลับอยู่ข้างๆเด็กน้อยหันมามองเขาแวบหนึ่ง...ก่อนถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบราวกับคุยเรื่องปกติ

“กลัวอะไรพระเจ้าค่ะ สงครามหรือความตาย?”

“ทั้งสองอย่าง” เด็กน้อยส่ายหัว...ดวงตาสีทรายคู่นั้นไม่มีความโกหกให้เห็นแม้แต่น้อย“ใยไม่กลัว?”

“ทุกคนเกิดมาก็ต้องตายทั้งนั้น ทำไมต้องกลัวล่ะพระเจ้าค่ะ...มีใครเล่าที่หนีความตายพ้นไม่ว่าจะตายยามสงครามหรือยามสงบสุขก็ล้วนแต่ตายด้วยกันทั้งนั้น”

แต่ตอนนี้เมอาหายไปไหน... หรือสิ่งที่บอกเขาคืนนั้นเป็นคำลวง

ใครบ้างไม่กลัวตาย...

...แค่เพียงบอกเขามาคำเดียวว่ากลัว... เขาจะส่งเมอากลับทันที...

“เมอาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา” สุรเสียงก้องไปทั่วผืนทรายราวกับอยากให้อีกคนได้ยิน

หญิงสาวชักม้าให้หยุดอยู่บนเนินทรายลูกหนึ่งเมื่อคิดว่าตนเองมาไกลพอจากขบวนทหารอียิปต์แล้ว ป่านนี้พายุทรายคงจะพัดผ่านไปแล้ว...และป่านนี้โอซาเมซิสคงจะรู้แล้วว่าเธอหายไป

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนไหววูบด้วยความรู้สึกบางอย่างก่อนที่เจ้าตัวจะสะปัดมันออกไปจากหัวอย่างรวดเร็ว... ตอนนี้หน้าที่ของเธอคือทำตามประสงค์ของบิดาและตนให้ลุล่วงเท่านั้น...แล้วเขาจะได้รู้ว่าความคิดของเธอนั้นถูกเสมอ... ความคิดที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยให้ใครฟังอีกเลยเพราะคนเคยฟังนั้นไม่เห็นด้วยกับความคิดเธอ

...หนึ่งหัว...แลกพันหัว...

เธอจะทำให้ดู และต้องทำให้ได้ด้วย

เมดูอาเอาเท้ากระทุ้งสีข้างของเจ้าม้าสีหมอกเป็นการบอกให้อีกฝ่ายออกวิ่งอีกครั้งจุดหมายตรงไปยังที่เจ้าเหยี่ยวสีน้ำตาลบินกลับไป

ทั้งๆ ที่เธอจะได้พบหน้าพ่อที่ไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน...แต่ทำไมจิตใจถึงได้หดหู่ขนาดนี้

ไม่เข้าใจตัวเองเลย...



สีพระพักตร์เจ็บปวดราวกับราชสีห์ได้รับบาดเจ็บนั้นไม่มีใครได้เห็นยามอยู่ต่อหน้าทุกคนเขาคือองค์ฟาโรห์ที่แข็งแกร่งดุจหินผา...ไม่มีสิ่งใดมาสั่นคลอนเขาได้แต่แท้ที่จริงแล้วในพระทัยกำลังบาดเจ็บจนแทบจะก้าวพระบาทไม่ออก คนที่เขาคิดหวังจะอยู่ด้วยกันไปตลอด...กลับหนีจากไปโดยไม่บอกเหตุผล...ไม่แม้แต่จะกล่าวลา

เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าเมอาจะทิ้งเขาไปแล้วจริงๆ

พระเนตรเหลือไปยังกระโจมมุมหนึ่งที่เด็กน้อยใช้ขดตัวนอนมาบัดนี้ว่างเปล่าไร้ร่างเล็กๆนอนทอดกาย เสียงเจื้อยแจ้วที่คอยทะเลาะทุ่มเถียงยามเขากล่อมให้อีกฝ่ายมานอนใกล้ๆ ก็พลันเงียบหายกลายเสียงหวีดหวิวของลมยามค่ำคืนชวนวังเวงยิ่งนัก...ต่อไปนี้คงไม่มีอีกแล้วสินะที่เขาจะได้เห็นใบหน้างดงามราวกับอิสตรีบึ้งตึงยามโดนขัดใจหรือสีหน้าดีใจยามรู้ว่าจะได้งูเห่าทะเลทรายเป็นสัตว์เลี้ยง

โอซาเมซิสนึกถึงเรื่องราวเมื่อวันวาน... ก่อนที่พายุทรายจะพัดพาคนของเขาหายไป

เมอานั่งกอดเข่าเงียบๆ อยู่ตรงนั้น ในขณะที่โอซาเมซิสจรดขนนกลงในน้ำหมึกก่อนที่จะเขียนข้อความถึงคนที่อยู่ทางอียิปต์ให้จัดการเรื่องบางอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่เขาจะกลับไป...เด็กน้อยยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน แต่ดวงตาสีทรายมีแววเบื่อที่ต้องอยู่เงียบๆด้วยดันเผลอไปรับปากอีกฝ่ายไว้ว่าถ้ายอมทำตัวดีๆ โอซาเมซิสจะยอมอนุญาตให้เลี้ยงงูเห่าทะเลทรายที่เด็กน้อยพึ่งจับมาได้เมื่อวันก่อนทั้งที่ความจริงแล้วเขาไม่อยากให้เจ้าเปี๊ยกเลี้ยงสัตว์อันตรายแบบนั้นเลยแต่ก็ทนเสียงอ้อนวอนนั้นไม่ไหวเลยต้องตั้งกฎที่เขารู้ดีว่าเด็กน้อยไม่ยอมทำตามง่ายๆแน่ แต่เขาคิดผิดเมื่อเมอารับปากและยอมทำตามอย่างว่าง่ายเพียงเพราะงูตัวเดียว

จนกระทั่งจดหมายนั้นเขียนเสร็จเป็นแผ่นที่สาม โอซาเมซิสถึงได้ขยับตัวอย่างเมื่อยขบและพบว่าอีกฝ่ายมองเขาอยู่ องค์ฟาโรห์ยิ้มอย่างเอาใจอีกฝ่าย...

“เอางี้... คืนนี้เราไปดูดาวกันเอาไหม”

คำชวนของอีกฝ่ายจุดประกายตากระตือรือร้นให้กับเมอา เขารู้ว่าอีกฝ่ายชอบดูดาวจึงได้ออกโอษฐ์ชวน ตั้งแต่เมอาเดินทางมากับกองทัพโอซาเมซิสแทบจะนับรอยยิ้มของอีกฝ่ายได้เลย...มันน้อยเสียจนน่าใจหาย เขาไม่รู้ว่าเมอาคิดอะไรอยู่บ่อยครั้งที่อีกฝ่ายเผลอเขามักจะเห็นแววตาเครียดจากอีกฝ่าย...บางทีเขาก็ได้ยินเสียงทอดถอนลมหายใจ

ความจริงเขาก็ไม่อยากเอาเจ้าเปี๊ยกมาลำบากด้วย... แต่เขาก็กลัวว่าภัยจากมือที่มองไม่เห็นในวังหลวงนั้นน่ากลัวกว่าและอีกอย่างเขาคงจะทนคิดถึงอีกฝ่ายไม่ไหวแน่ๆ หากต้องห่างไกลกันเนิ่นนานขนาดนี้...ตลอดครึ่งปีมานี่เขามีเจ้าเปี๊ยกเป็นคนรู้ใจและคอยเป็นที่ปรึกษาในหลายๆ เรื่อง

ตอนนั้นเขาคิดว่าคงทนไม่ได้แน่ ....ถ้าวันใดต้องตื่นมาโดยที่ไม่มีอีกฝ่ายอยู่ใกล้ๆ

สองคนที่เดินออกมาจากกระโจมท่ามกลางความสงสัยของเหล่าทหารที่อยู่ยาม...ด้วยไม่เคยเห็นทั้งสองคนออกไปไหนมาไหนกันกลางดึกเช่นนี้

“เสด็จไหนพระเจ้าค่ะ?” ลามูจาที่นั่งยามอยู่หน้ากองไฟไม่ห่างจากกระโจมขององค์ฟาโรห์มากนัก...รีบเดินเข้ามาถามทันทีที่เห็นองค์ฟาโรห์เสด็จไปทางคอกม้าที่สร้างอย่างง่ายๆ

“ข้าจะไปดูดาวกับเมอา ไม่ต้องตามไปหรอกนะ”โอซาเมซิสหันมาสั่งอีกฝ่าย

“แต่...มันอันตรายนะพระเจ้าค่ะ”

“ไม่เป็นไร... ข้ากับเมอาไปไม่ไกลหรอก ...เดี๋ยวเดียวก็กลับ” ลามูจาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แต่เขาก็มาทราบในภายหลังว่าองครักษ์ฝ่ายขวาแอบตามเสด็จอยู่ห่างๆ

แสงดาวที่เหมือนจะล้อมรอบคนทั้งสองคนไว้ในโดมครึ่งวงกลมโอซาเมซิสเองก็พึ่งเคยเห็นดาวทุกดวงสว่างชัดกว่าทุกคืน... ปกติถ้าไม่มองมาจากนอกหน้าต่างก็จะมองผ่านค่ายแต่แสงจากกองไฟและแสงจากดวงจันทราทำให้เขามองดาวไม่ชัดเท่ากับคืนนั้นที่เป็นคืนเดือนมืด...ไม่เคยมีโอกาสได้มาสัมฟัสท้องฟ้ายามราตรีราวกับจะเอื้อมมือหยิบดวงดาวได้แบบนี้มาก่อน

อีกคนที่นอนอยู่ข้างๆ เขาดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้น ...แม้จะเห็นหน้าไม่ชัดแต่เขาก็พอมองออกว่าใบหน้าของเมอายามนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งชีวิตยิ่งนัก

“เมื่อก่อน... พ่อกับแม่ของกระหม่อมจะพากระหม่อมมานอนดูดาวในคืนเดือนมืด” เด็กน้อยเปิดปากเล่าถึงความสุขของตนที่หาได้ตามอัตภาพ...และเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเมอาพูดถึงคนในครอบครัว “ท้องฟ้ามืดกว่านี้ มองเห็นดาวชัดกว่านี้...”

เมดูอายิ้มให้กับท้องฟ้ายามราตรีที่ทอแสงประกายระยิบระยับของดวงดาวราวกับเพชร

“แล้วพ่อกับกระหม่อมก็จะแข่งกันหาดวงดาว ใครหาเจอก่อนเป็นฝ่ายชนะและผู้แพ้จะต้องหอมแก้มแม่ของกระหม่อม”

“แล้วใครชนะเป็นส่วนใหญ่ล่ะ” เมอาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“ก็... พ่อของกระหม่อมน่ะสิพระเจ้าค่ะ พ่อของกระหม่อมดูดาวเก่งที่สุดในเผ่าเลยแต่พ่อก็ชอบทำแกล้งแพ้...” เด็กน้อยหยุดเล่าเมื่อรู้สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมพ่อถึงแกล้งแพ้ไม่ใช่อยากออมมือให้เธอแต่เป็นเพราะ...ใบหน้าแดงระเรื่อในความมืด

เมดูอาได้ยินเสียงโอซาเมซิสหัวเราะตามลม

“พ่อของเจ้าร้ายใช่ย่อยนะเนี่ย...”

“ถ้าไม่ร้าย... จะเป็นผู้นำเผ่าได้หรือพระเจ้าค่ะ”เมดูอารีบเอามือปิดปากด้วยรู้ดีว่าตนเองพูดมากเกินไปแล้ว โอซาเมซิสใช้พระกรข้างหนึ่งยันองค์ตะแคงข้างทอดพระเนตรมองเด็กน้อย...ด้วยประกายเนตรที่ตนเท่านั้นที่รู้ความหมาย

“พ่อเจ้าเป็นหัวหน้าเผ่ารึ? เผ่าไหนล่ะ เผื่อข้ารู้จัก...” มีหัวหน้าเผ่าชาวเบดูอินไม่น้อยที่ส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้กับอียิปต์ตอนบนเพื่อแลกเปลี่ยนกับการค้าขายในดินแดนอียิปต์ได้อย่างสะดวก

“พระองค์ไม่รู้จักหรอกพระเจ้าค่ะ... เผ่าเราไม่เข้ากับพวกไหนทั้งนั้น” เมดูอารีบบอกปัดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายซักถามมากกว่านี้...ถ้าบอกว่าเป็นเผ่าฮิคโซสที่มีกองทัพขึ้นชื่อลือชายามเดินทางไปทั่วท้องทะเลทราย...มีหวังเรื่องคงไม่จบง่ายแน่

“เอ๊ะ! ดาวตก” เสียงอุทานของเด็กน้อยที่นออยู่ข้างกายทำให้องค์ฟาโรห์หันไปทอดพระเนตรได้ทันพอดีที่ดวงดาวจะลับขอบฟ้า“เขาว่าดาวตกคือดวงวิญญาณของผู้ที่ตายแล้วกำลังจะก้าวไปสู่โลกใหม่”

เด็กน้อยได้ทีรีบเปลี่ยนเรื่องคุย...ถึงโอซาเมซิสจะติดพระทัยสงสัยในความเป็นมาที่เด็กน้อยพยายามจะปกปิดแต่เขาจะปล่อยไปก่อน...รอให้กลับไปถึงอียิปต์เขาต้องซักถามประวัติของเมอาจริงจังสักที

“อ้าว...ไม่ใช่เพราะเทพเจ้าจุติลงมาหรอกรึ” โอซาเมซิสเถียงอีกฝ่าย...เท่าที่เขาเคยได้ยินมามันเป็นแบบนี้นี่นา...

“แต่เผ่าของกระหม่อมเชื่อว่า ดาวตกคือวิญญาณของคนที่ตายแล้วกำลังจะได้ก้าวไปสู่โลกใหม่...เพื่อรอวันฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง... แต่มีคืนหนึ่งตอนที่กระหม่อมเดินทางกับพ่อกลางทะเลทรายยามค่ำคืนแท้ๆแต่ท้องฟ้ากลับสว่างจ้าราวกับเป็นเวลากลางวัน พอเงยหน้าขึ้นดูบนท้องฟ้าก็พบว่าว่าดาวบนท้องฟ้าร่วงหล่นนับร้อยๆดวงเลยล่ะพระเจ้าค่ะ ”

โอซาเมซิสนอนฟังเสียงเจื้อยแจ้วของอีกฝ่าย...พลางคิดว่าเผ่าไหนบ้างที่เขารู้จักแล้วมีความคิดแบบนี้แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก พอรู้องค์อีกทีเสียงเจื้อยแจ้วนั้นก็เงียบลงเสียแล้วเมื่อหันมาทอดพระเนตรอีกทีเด็กน้อยก็เข้าสู่นิทรารมณ์เสียแล้ว...คงเพลียมาจากเมื่อคืนก่อนที่เร่งเดินทางจนแทบจะไม่ได้นอน

เขาเองก็ยังไม่ได้นอนเลยเหมือนกัน...วรกายหนาล้มตัวลงนอนเคียงข้างๆอีกฝ่าย ก่อนที่จะปลดผ้าคลุมไหล่ห่มให้เด็กน้อยที่กำลังหลับสบาย องค์ฟาโรห์หาวหวอด...คิดเพียงของีบสักนิดก่อนที่จะล้มตัวนอนเคียงข้างโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้หวังได้ไออุ่นจากกันและกันท่ามกลางคืนหนาวเหน็บ

ในขณะที่องครักษ์ฝ่ายขวานั่งสั่นหงึกๆ ด้วยความหนาวเหน็บอยู่ที่เนินเขาอีกลูกที่อยู่ไม่ไกลกันนัก...แต่องค์ฟาโรห์ไม่ได้สนพระทัยนัก ด้วยโอกาสแบบค่ำคืนนี้มีน้อยนัก

แต่พอทรงตื่นบรรทมก็พบว่าเจ้าเปี๊ยกยังหลับไม่รู้เรื่องครั้นจะปลุกก็ไม่อยากจะกวนนิทราอันแสนสุข...องค์ฟาโรห์เลยสั่งให้ลามูจาที่นั่งสั่นเป็นลูกนกพาม้ากลับเข้าคอกส่วนตัวเขาก็จัดการอุ้มเด็กน้อยไปส่งถึงที่นอน

เช้านั้นพอเมอาตื่นขึ้นมากลับทำสีหน้าแปลกๆจะเขินก็ไม่ใช่จะโมโหก็ไม่เชิงเขารู้แต่เพียงว่าเมื่อหันไปทอดพระเนตรคราใดเด็กน้อยก็จะหน้าแดงก่ำก่อนจะหลุบตามองพื้นเสียทุกครั้งไป...

โอซาเมซิสแย้มพระโอษฐ์เมื่อนึกอดีตที่พึ่งผ่านไปไม่นานนัก...แต่คืนนี้จะให้เขานอนเหงาในกระโจมเพียงคนเดียว โอซาเมซิสคงทนไม่ไหวแน่ๆ ในเมื่อความคิดถึงมันลอยอบอวลอยู่เต็มไปหมด



(โปรดติดตามตอนต่อไป)




Create Date : 07 กันยายน 2556
Last Update : 7 กันยายน 2556 12:42:42 น.
Counter : 846 Pageviews.

10 comment
สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 41
สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 41








กระโจมขององค์ฟาโรห์ถูกกางอย่างง่ายเหมือนกับทหารคนคนหนึ่งการที่ไม่ถือองค์ว่าเป็นกษัตริย์นี้ทำให้ได้ใจพวกทหารยิ่งนัก และมันก็ช่วยให้ใครก็ตามที่คิดลอบเข้ามาทำร้ายองค์ฟาโรห์คงต้องเสียเวลาหากระโจมของฟาโรห์แห่งอียิปต์ตอนบนพักใหญ่...ถ้าดวงดีไม่ถูกจับเสียก่อน

เมดูอาพยายามเดินทอดน่องประวิงเวลาให้ได้นานที่สุดแต่ก็นึกสงสารคนที่เดินตามมาอยู่ไม่ห่าง...ท่านราชองครักษ์ฝ่ายขวากอดอกแน่น ถึงแม้เจ้าตัวจะพยายามระงับอาการไม่แสดงออกให้ใครได้เห็นแต่พอเผลอเมดูอาก็ได้ยินเสียงฟันดังกระทบกันลอยเข้าหูมาเป็นระยะ...ในที่สุดเด็กน้อยก็จำต้องเดินกลับไปที่กระโจมขององค์ฟาโรห์อย่างไม่เต็มใจ

ยิ่งเห็นเงาของคนที่อยู่ในกระโจมที่พัก ยิ่งทำให้เด็กสาวรู้สึกหวาดวิตกมากขึ้นกว่าเดิม...เธอเองก็ไม่เข้าใจทำไมถึงได้รู้สึกหวาดหวั่นขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น...ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งใจเต้นเป็นจังหวะแปลกๆ

อาจจะเป็นเพราะในระยะหลังเมดูอาสังเกตุเห็นดวงตาเหยี่ยวสีนิลที่คอยทอดพระเนตรเธอในเวลาเผลอพระองค์มันมีแววตาวิบวับที่เมดูอาไม่เคยเห็นมาก่อน...และพอเห็นโอซาเมซิสทอดพระเนตรมาแบบนั้นมันทำให้เธอไม่กล้าสบตา...อีกทั้งยังรู้สึกตัวแข็งทื่อจนทำอะไรไม่ถูก

เงาของใครบางคนที่ทาบทับมายังกระโจมทำให้ผู้ที่อยู่ข้างในดาได้ไม่ยากเย็นนักว่าเป็นใครการแต่งกายแบบนี้มีคนเดียว

“จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม?” คนในกระโจมส่งเสียงเย้าแหย่เมดูอาสวดให้พรอีกฝ่ายในใจ...พลางนึกว่าอีกฝ่ายเป็นพวกสัตว์ราตรีหรือไง...ดึกดื่นป่านนี้ถึงยังไม่หลับไม่นอนอีก

เด็กน้อยมุดเข้ามาในกระโจมอย่างไม่มีทางเลี่ยงอีกต่อไป...ภายในกระโจมถูกจัดไว้อย่างง่ายๆมีเพียงที่นอนเท่านั้นที่ผิดแปลกจากที่นอนของทหารอียิปต์หากเป็นทหารคนอื่นก็คงใช้เพียงผ้าปูนอนกั้นระหว่างตนกับผืนทราย...แต่ที่บรรทมขององค์ฟาโรห์ทำมาจากหนังเสือตัวใหญ่มหึมา...ทั้งตัว

ภาพที่เมดูอาเห็นยามนี้เหมือนเจ้าเสือยักษ์นอนแผ่ร่างกายบนผืนทรายอย่างสงบนิ่ง...ดูน่ากลัวนิดๆสำหรับเธอ... ส่วนผ้าที่ใช้คลุมพระวรกายนั้นก็ถักขอมาจากขนของแกะให้หนานุ่มจนเป็นผ้าผืนโตที่เด็กน้อยคิดว่าถ้านอนเบียดๆคงห่มได้สักห้าหกคนเป็นอย่างน้อย

เด็กสาวมองหาทำเลที่นอนของตนเมื่อเห็นว่ามีคนจัดเตรียมไว้นอนอยู่ใกล้ๆองค์ฟาโรห์เจ้าตัวก็จัดการลากมันมาไว้ยังมุมหนึ่งของกระโจมเพื่อจะได้อยู่ห่างจากองค์ฟาโรห์ให้มากที่สุด

“เจ้าทำอะไรน่ะ?” องค์ฟาโรห์รู้สึกไม่พอพระทัยที่อีกฝ่ายลากที่นอนไปเสียห่างราวกับจะรังเกียจ

“ก็กระหม่อมไม่ชอบนอนใกล้คนอื่นนี่พระเจ้าค่ะ...มันอึดอัด” คำตอบของเด็กน้อยทำให้องค์ฟาโรห์ถอนพระปัสสาสะ ก่อนจะส่ายพระพักตร์อย่างระอา

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเจ้าเปี๊ยกกำลังหาข้ออ้าง...ระยะหลังเขารู้สึกว่าเจ้าเปี๊ยกพยายามหลบหน้าหลบตาเขา อีกทั้งพยายามทำตัวออกห่าง...ไม่ใกล้ชิดเขาเหมือนเมื่อก่อนจนบางครั้งเขาก็รู้สึกน้อยใจที่เมอาเปลี่ยนไป

เถอะ...รอให้หลับก่อน

เดี๋ยวเขาจะจัดการ ‘ลาก’ อีกฝ่ายมานอนใกล้ๆ เอง!!

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกนายกองและเหล่าทหารอียิปต์ต่างรู้สึกแปลกใจที่เห็นท่านเมอาออกมาจากกระโจมด้วยใบหน้าที่เหมือนอยากจะฆ่าคนแต่องค์ฟาโรห์กลับมีอารมณ์ดีอย่างแปลกประหลาด การเคลื่อนทัพในวันที่สองทุกคนดูจะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ท่านเมอาเลยสักคนร่างบางที่อยู่บนหลังม้ามีใบหน้างอราวกับไปโกรธใครมาเป็นร้อยๆ บางครั้งก็มองค้อนองค์ฟาโรห์ที่กำลังฮัมเพลงอยู่ในพระศอ

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้...เรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากทั้งสองคนที่อยู่ในกระโจม

ยิ่งเห็นเด็กน้อยงอแงไม่อยากเข้าไปในกระโจมในยามค่ำคืน...ทำให้เหล่าทหารอียิปต์ที่แอบดูอยู่เงียบๆพากันอยากรู้มากขึ้น แต่พอแอบมองกันมากๆ ...เหล่าทหารก็จะเจอกับสายตาเอาเรื่องของท่านราชองครักษ์ฝ่ายขวาจ้องเขม็ง...ทำให้เหล่าคนอยากรู้รีบสลายตัวเป็นการด่วน

“กระหม่อมไม่นอนตรงนี้”เสียงแหลมเล็ดลอดจนคนอยู่นอกกระโจมได้ยินตามมาด้วยเสียงแผ่วเบาขององค์ฟาโรห์ที่จับใจความไม่ได้...สักพักลามูจาก็ได้ยินเด็กน้อยตอบกลับไป “งั้น...กระหม่อมไปนอนกับท่านลามูจากับท่านอารีฟก็ได้”

คนแอบฟังอยู่เงียบๆ อย่างไม่ตั้งใจเผลอสะดุ้งเมื่อโดนกล่าวถึง...เสียงเอะอะที่เริ่มจะดังขึ้นทุกทีทำให้ลามูจารีบพาตัวเองออกมาให้ห่างจากสงครามในกระโจมอย่างรวดเร็ว...เขารีบจ้ำมาหาคู่หูที่นั่งเขี่ยกองฟืนเล่นราวกับคนไม่รู้ทุกข์รู้ร้อนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกระโจม...ตราบใดที่ยังไม่มีดำรัสขององค์ฟาโรห์เขาก็ทำได้แค่เพียงเฝ้าระวังอยู่ภายนอกเท่านั้น

เสียงของคนในกระโจมเงียบไปแล้วทำให้ลามูจาแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น...เขาหันไปหาเพื่อนร่วมตายก่อนจะเอ่ยปรึกษาที่พักนี้องค์ฟาโรห์ชักจะทำตัวแปลกๆกับเจ้าเปี๊ยก

อารีฟรีบยกมือห้ามอีกฝ่ายทันที...เขาพอจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดออะไรต่อไปและไม่ใช่แค่ลามูจาที่เริ่มสงสัยแม้แต่เหล่าแม่ทัพหัหน้านายกองตลอดจนทหารอียิปต์ต่างเริ่มสงสัยในพฤติกรรมอันแปลกประหลาดขององค์ฟาโรห์ที่มีมากขึ้นทุกวันเพียงแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมาเท่านั้นเอง

“...เรื่องนี้ พวกเราไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยวหรือแสดงความคิดเห็น...”ชายหนุ่มที่มีใบหน้าและรูปร่างตรงกันข้ามกับราชองครักษ์ฝ่ายขวาเอ่ยเสียงเรียบ “...ถึงแม้องค์ฟาโรห์จะ‘โปรด’ ใคร เราก็ทำได้แค่เพียงถวายอารักขาเท่านั้น...”

“โปรด... งั้นก็หมายความว่า!!”ลามูจาอ้าปากค้างเมื่อเข้าใจในความหมายของคำว่าโปรดที่เพื่อนพยายามเน้น...ในขณะที่อารีฟยังคงเรียบเฉยไม่ได้แสดงสีหน้าอันใดออกมา

สายตาของราชองครักษ์ฝ่ายขวาหันกลับไปมองที่กระโจม...จริงอยู่ในประวัติศาสตร์เหล่าอดีตองค์ฟาโรห์ต่างมี‘คนโปรด’ เป็น ‘ผู้ชาย’ อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่เขาพึ่งเห็นกับตาตัวเองก็คราวนี้



เมดูอาเงยหน้ามองท้องฟ้ากว้างที่ไร้เมฆอย่างนึกกังวล...เธอไม่ชอบอากาศแบบนี้เลยลมทะเลทรายที่ปกติจะพัดผ่านเป็นระลอกลับนิ่งเงียบสนิทผิดกับเช่นทุกวันที่ผ่านมามันนิ่งเกินไป...จนเธอเริ่มกังวล ลมนิ่งๆ แบบนี้ราวกับว่าที่ไหนสักแห่งกำลังมีพายุทะเลทรายพัดอย่างบ้าคลั่งอยู่

ยังไงก็อย่าพัดมาทางนี้เลยนะ

คนที่อาศัยอยู่กับทะเลทรายชักม้าให้หยุดเมื่อเงาบางอย่างผ่านเธอไปเมดูอาเงยหน้าบนท้องฟ้าอีกครั้ง...แต่แสงแดดจ้าที่แยงตากลับมาทำให้เธอป้องมือหาที่มาของเงาหลังจากเพ่งมองอยู่นานเมดูอาก็เห็นนกเหยี่ยวสีน้ำตาลเข้มปนดำกำลังสยายปีกอยู่บนท้องนภา

มันส่งเสียงร้องราวกับจะทักทายผู้คนที่อยู่เบื้องล่าง โอซาเมซิสเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรหาที่มาของเสียงอย่างสนใจ...และยิ่งเห็นเด็กน้อยที่อยู่บนหลังม้าสนอกสนใจเจ้าเหยี่ยวตัวนั้นเป็นพิเศษถึงกับออกโอษฐ์ออกมาว่าจะจับมาให้เธอเลี้ยงหากต้องการ

“พวกเราไม่ได้มาล่าสัตว์นะพระเจ้าค่ะ” เมดูอารีบปฏิเสธทันที...เธอรู้ดีว่าเจ้าเหยี่ยวที่บินสยายปีกอยู่บนท้องฟ้าคือ ‘การ่า’ สัตว์เลี้ยงของเธอเอง ขืนเขาจับเจ้าเหยี่ยวตัวนั้นได้ความก็แตกพอดี

เจ้าเหยี่ยวตัวนี้เหมือนเหยี่ยวตัวอื่นซะที่ไหนกัน ดุเสียยิ่งกว่าหมาไนยามออกล่าเหยื่อ...เจ้านกดุตัวนี้เคยจิกตีคนที่คิดจะเข้ามาเล่นกับมันเสียจนหนีเตลิดมาหลายรายนอกจากบิดากับเธอแล้วอย่าหวังว่ามันจะยอมให้จับตัว และถ้ามันมาเกาะไหล่เธอนิ่งๆเหมือนเช่นทุกที...งานนี้ล่ะจบไม่สวยแน่เมดูอาเอ๋ย โอซาเมซิสคงสงสัยจนคาดคั้นเอาความจริงอีกแน่ๆ

เจ้าเหยี่ยวแห่ทะเลทรายบินวนรอบกองทัพอยู่สองสามรอบพร้อมส่งเสียงเป็นระยะราวกับว่ามันทำเพื่อให้แน่ใจว่า‘นาย’ ของมันจะเห็นตัวมันแน่นอน...ก่อนจะบินหายไปยังทิศทางหนึ่งเมดูอารู้ได้ทันทีว่าทิศที่มันบินไปนั้นมีบิดาของเธออยู่...แสดงว่าสิ่งที่เธอให้บิดาเตรียมไว้สำเร็จผลแล้วจึงให้การ่ามาแจ้งข่าว

เมดูอามองไปยังองค์ฟาโรห์ที่ทรงม้าอยู่ไม่ห่าง...ดวงตาสีทรายหม่นแสงลงโดยที่เธอก็ไม่รู้ตัว... เมดูอารู้แต่เพียงว่าในอกมันเบาโหวงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อวันที่เธอกับเขาต้องจากลากันใกล้เข้ามาถึงแล้ว

...นี่เธอเป็นอะไรไป...

เด็กสาวสะบัดหน้าเรียกสติกลับคืนมาอีกครั้งตอนนี้เธอจะเขวไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม... ทุกอย่างพร้อมแล้วทีนี้ก็เหลือเพียงเธอ...ต้องหาทางปลีกตัวออกไปจากกองทัพให้ได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมดูอาคิดหาวิธีที่จะออกไปยังจุดนัดพบ

เธอจะทำยังไงดี

อา...ทวยเทพแห่งสงครามได้โปรดช่วยให้ข้าได้หลบหนีออกไปได้ด้วยเถอะ

เมดูอาอ้อนวอนอยู่ในใจ หวังเหลือเกิน...หากเธอเป็นจริงดั่งเช่นคำทำนายเธอก็น่าจะมีทางที่จะหนีออกไป...ดูเหมือนเสียงของเธอจะดังไปถึงทวยเทพ สิ่งที่เมอาภาวนาไม่อยากให้เกิดในตอนแรก...มันลอยเด่นมาแต่ไกลจนเด็กสาวเห็นได้แม้เพียงมันจะโผล่มาเหนือขอบฟ้าด้านหลังของกองทัพอียิปต์

ฝุ่นทรายฟุ้งตลบอบอวลเป็นกำแพงสูงราวกับจะต้านไม่ให้ใครได้ผ่านไปได้

สมองของเมดูอาคิดหาวิธีที่จะพาตนเองออกไปจากกองทัพได้อย่างทันท่วงที...ถึงแม้จะเสี่ยงนิดหน่อยแต่ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้...ขอเพียงแต่พายุทะเลทรายพัดผ่านมาทางนี้ก็พอ

ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอสำหรับพายุทะเลทรายลูกย่อมๆนี้... เธอกับธอธเคยลุยพายุทะเลทรายลูกใหญ่กว่านี้มาแล้ว... แต่กับคนอื่นมันคือกำแพงนรกดีๆ นี่เอง

“พายุทะเลทราย... หลบก่อนพระเจ้าค่ะ”

เสียงเตือนของอารีฟที่ดังเบื้องหลังทำให้เด็กสาวนึกขัดใจ...เธอกะว่าจะเตือนให้ช้ากว่านี้สักหน่อย...พวกเขาจะได้ไม่ทันตั้งตัวพายุทะเลทรายลูกแค่นี้ไม่เป็นอะไรมากนักหรอก... แค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งจะหายใจไม่ออกและมองไม่เห็นเท่านั้น

แต่ช่างเถอะ...ถึงเตือนตอนนี้เหล่าทหารก็หลบไม่ทันอยู่ดี

...พัดมาเลยเจ้าพายุ...จงพัดมาทางข้าเลย...

เมอายิ้มเหยียดเมื่อเห็นลมและทรายปลิวเข้ามาใกล้ตัวเธอ...

กำแพงทรายสูงราวกับจะกินขอบฟ้าไปด้วยพัดมาใกล้เหล่าทหารทุกทีเสียงลมดังข่มขวัญผู้ที่ไม่เคยเจอความน่ากลัวของพายุทราย และดูเหมือนมันจะได้ผล...หลายคนเริ่มขวัญหนีดีฝ่อจนทัพเริ่มแตกร่วนไม่เป็นขบวน ความร้ายกาจของพายุทะเลทราย...หลายคนเคยได้ยินว่ามันกลืนกินชีวิตคนมานักต่อนักมีเพียงเด็กน้อยเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าปกติอยู่

ถึงแม้ว่าพายุทะเลทรายที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกคิดว่าจะเป็นเพียงพายุลูกเล็กๆ หากแต่เมื่อยามที่มันพัดเข้ามาใกล้กลับดูสูงใหญ่จนน่าใจหาย...แต่ยังหรอกพายุทรายแค่นี้ไม่สามารถทำอะไรกับผู้ที่เกิดและเติบโตมากับผืนทรายได้หรอก

เมดูอาปลดผ้าโพกผมลงบางส่วน... คลี่ชายผ้าโพกผมมาคลุมหน้าเอาไว้จนเหลือแต่ตาอารีฟกับลามูจาชักม้าไปใกล้องค์ฟาโรห์เพื่อถวายอารักขา แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้ห่วงองค์เองเลย...องค์ฟาโรห์พยายามตะโกนเรียกเมอาให้มาอยู่ใกล้เขา...แต่อีกฝ่ายก็ทำเหมือนหูทวนลมไม่ได้ยินที่เขาเรียกจนโอซาเมซิสเริ่มร้อนพระทัย

“ลามูจา... เจ้าไปถวายอารักขาเมอา”

คำสั่งนั้นทำให้องครักษ์ฝ่ายขวาตีสีหน้าไม่ถูก...ด้วยใจนั้นออกจะห่วงองค์ฟาโรห์มากกว่า...เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นถึงลูกทะเลทรายคงจะชินกับพายุนั้นมากกว่าองค์ฟาโรห์เป็นไหนๆแต่ในเมื่อเป็นคำสั่งขององค์ฟาโรห์ใครเล่ากล้าขัด

คนร่างยักษ์ชักม้าของตนไปทางเจ้าเปี๊ยก...แต่อีกฝ่ายร้องปฏิเสธการช่วยเหลือจากเขาในขณะที่โอซาเมซิสนึกเข่นเขี้ยวในใจ... ทีคราวนี้อีกฝ่ายทำเหมือนหูดีได้ยินที่เขาคุยกับลามูจาทั้งที่เมื่อกี้เขาตะโกนจนคอแทบแตกแต่เมอาก็ไม่สนใจ

“เมอา เจ้ามาอยู่ข้างๆข้า เดี๋ยวนี้” เขาเรียกอีกฝ่ายซ้ำ...เมื่อเห็นพายุจวนเจียนใกล้เข้ามาทุกทีหากแต่คนบนหลังม้ายังคงดื้อรั้นเหมือนเช่นทุกที เมดูอาชักชักม้าหนีไปยังที่พวกทหารเกาะกลุ่มอยู่ไม่ห่างด้วยความหวาดกลัวพายุทะเลมทรายลูกใหญ่

โอซาเมซิสได้ยินเสียงเมอาตะโกนสั่งให้ทุกคนรวมกันเป็นกลุ่มแล้วนั่งลง...อย่ายืนต้านลม ก่อนจะสั่งให้ทุกคนเอาผ้าปิดปากและจมูกเอาไว้และห้ามลืมตาเด็ดขาด

โอซาเมซิสจะชักม้าทรงตาม...ติดที่พวกแม่ทัพนายกองและราชองครักษ์ทั้งสองคอยล้อมรอบทำให้เขาตามอีกฝ่ายได้ไม่สะดวกนัก

“ลงจากหลังม้า...หลบอยู่หลังม้า”เจ้าเปี๊ยกยังคงสั่งการไปทั่วเมื่อเห็นว่าพายุใกล้เข้ามาจู่โจมกองทัพทุกที...คนที่ไม่มีม้าก็ให้นั่งรวมกันแล้วเอาผ้าผืนใหญ่คลุมอีกทีในขณะที่คนมีมาก็อาศัยมาตัวเองเป็นที่หลบพายุชั่วคราว

ละอองทรายที่ปลิวว่อนอันเกิดจากปลายพายุกำลังพัดเข้ามา...ทำให้เมดูอาชักม้ากลับมามายังที่โอซาเมซิสยืนอยู่อย่างกระวนกระวายใจ...สีพระพักตร์ดีขึ้นเมื่อเห็นอีกเชื่อฟัง

หากแต่เจ้าม้าสีหมอกก็หยุดก่อนที่จะถึงตัวเขาสังสิบก้าว...เด็กสาวอ้าปากเหมือนจะพูดออะไรบางอย่าง แต่เสียงลมที่คำรามก้องทั่วผืนทรายกลบเสียงพูดของเมอาจนเกือบหมด

“พระองค์จะต้องเชื่อ...”เป็นเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนที่พายุทะเลทรายจะพัดผ่านไปทั่วบริเวณจนรอบกายเต็มไปด้วยเม็ดทรายและแรงลม

หลังจากนั้นเขารู้แต่ว่ามีมือของใครบางคนฉุดให้เขาลงจากหลังม้า...แต่เขารู้ว่ามือนั้นไม่ใช่มือของเมอาแน่นอนโอซาเมซิสก้มหน้าเพื่อไม่ให้ผุ่นทรายเข้าปากและจมูก ถึงเขาจะคลุมหน้าเอาไว้แต่ใบหน้ากลับรับรู้ถึงเม็ดทรายทุกเม็ด

เสียงลมดังหวีดหวิวก้องก้องไปทั่วกลบเสียงร้องของทุกคน



(โปรดติดตามตอนต่อไป)


:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:


งานเสร็จแล้วครับ ^^ เย้ๆ แต่กว่าเงินจะเข้าบัญชีก็พรุ่งนี้ตอนบ่ายๆ ...เย็นนี้ถั่วจะเดินทางกลับบ้านล่ะคงไม่ได้อ่านคอมเมนต์ของเพื่อนๆ  แต่จะตอบทันทีหลังจากกลับมาถึงบ้าน(ถ้ารถไฟไม่เลทนะ) อ้อ...ถั่วต้องขอขอบคุณทุกคำอวยพรและกำลังใจที่มอบให้ถั่วเม็ดน้อยๆ  (//*-*)//  ถึงไม่ได้เข้ามาตอบ...แต่ถั่วก็อ่านทุก comment นะครับ 


แล้วเจอกันใหม่วันเสาร์ครับ ปู๊น...ปู๊น~




Create Date : 03 กันยายน 2556
Last Update : 3 กันยายน 2556 13:58:36 น.
Counter : 568 Pageviews.

5 comment
สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 40
สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 40







เบื้องหน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยทหารอียิปต์มากมายจนสุดลูกหูลูกตาเมดูอาไม่เคยเห็นคนเยอะขนาดนี้มาก่อน...เท้าคู่น้อยเริ่มสั่นเทาเมื่อตระหนักได้ว่าหากจะเอาชนะผู้ชายตรงหน้าด้วยทัพของชาวฮิคโซสเพียงอย่างเดียวคงไม่มีวันชนะได้เลย...ร่างเล็กเดินตามพระปฤษฎางค์ขององค์ฟาโรห์ด้านหลังของเธอมีลามูจาและอารีฟ...ถัดไปก็มีบาสเททกับกาเนททุกคนอยู่ในชุดนักรบชวนดูน่าหวั่นเกรง

วันนี้เด็กน้อยได้รับอนุญาตให้แต่งกายด้วยชุดเบดูอินสีขนนกกาเต็มยศตั้งแต่หัวจรดเท้าโผล่ออกมาแค่ใบหน้าจิ้มลิ้มและดวงตาสีทราย...ดูแปลกตากว่าทุกครั้งและยิ่งดูเด่นเมื่อยู่ในกองทัพของทหารอียิปต์ ... แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเจ้าเปี๊ยกคนนี้มีความสำคัญกับองค์ฟาโรห์มากนัก

เมดูอาได้ยินเสียงตะโกนของเหล่าทหารม้าและทหารเดินเท้าไปทั่วลานกว้าง...เมื่อวรกายของผู้เป็นใหญ่เห็นอียิปต์ตอนบนเสด็จขึ้นทรงม้าศึกก่อนจะชูดาบประจำตัวเป็นสัญญาณในการพร้อมรบ

ทุกสรรพเสียงเงียบสนิทเพื่อรอฟังคำสั่งขององค์ฟาโรห์ในขณะที่คนอื่นๆ เริ่มพาตนเองขึ้นม้าของตนอย่างเงียบๆ ทุกคนมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ต่างกัน

เด็กน้อยเห็นธอธถูกจูงมาตรงหน้าก็ดีใจที่อย่างน้อยครั้งนี้เธอไม่ได้ทิ้งเพื่อนคู่ยากไว้เพียงลำพังในดงศัตรู...น้ำเสียงใสกระซิบข้างหูก่อนจะลูบแผงคอม้าเมื่อมันเอาหัวมาดุนตรงไหล่อย่างคุ้นเคย... เด็กสาวพาตนขึ้นไปนั่งบนอาชาสีหมอกมือเล็กกระชับบังเหียนเข้าหาตัว... ก่อนจะกระทุ้งข้างลำตัวเบาๆเพื่อให้มาออกเดินทันทีที่ได้ยินสุรเสียงสั่งการ

“เคลื่อนพลได้”

เมื่อสัญญาณในการเคลื่อนทัพเริ่มขึ้นเด็กน้อยก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างฮึกเหิมของเหล่าทหารอีกคราคราวนี้มันดังก้องจนเด็กน้อยรู้สึกขนลุกโดยไม่ทราบสาเหตุ...เธอไม่เข้าใจในเมื่อพวกเขากำลังจะเดินทางไปสู่ความตายแต่ทำไมยังฮึกเหิมได้ถึงขนาดนี้

เมื่อขบวนเสด็จขององค์ฟาโรห์เริ่มเคลื่อนพล...เหล่าข้าราชบริพานที่ตามมาส่งเสด็จต่างค้อมกายถวายความเคารพ...เหล่านักบวชที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันนักสวดมนต์เพื่อบูชาเทพเซทให้องค์ฟาโรห์ทรงชนะศึกในครานี้

แม่ทัพเนคนุมถูกสั่งให้ดูแลตัวเมืองอียิปต์ในช่วงที่องค์ฟาโรห์ไม่อยู่...ด้วยเป็นผู้เดียวที่โอซาเมซิสไว้วางพระทัยมากกว่าผู้ใดอีกทั้งแม่ทัพเนคนุมผู้ที่เริ่มชราไปตามกาลเวลายังรั้งตำแหน่งขุนนางขั้นสูง...ทำให้เขาต้องรับผิดชอบหน้าที่นี้อย่างเต็มที่...ทั้งที่เขาอยากจะออกไปร่วมรบกับพวกพ้องใจจะขาดแต่ก็ไม่สามารถขัดพระประสงค์ได้แม่ทัพเนคนุมกำชับบุตรชายที่รั้งตำแหน่งแม่ทัพในศึกครานี้ให้ถวายอารักขาองค์ฟาโรห์โอซาเมซิสยิ่งชีพ

“ข้าจะถวายการดูแลองค์ฟาโรห์ให้ดีที่สุดท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง...ได้โปรดดูแลตัวเองด้วย”คำพูดของแม่ทัพหนุ่มกินความหมายถึงให้ระวังพวกที่ลอบแทงข้างหลังในช่วงที่องค์ฟาโรห์ไม่อยู่...ชายชราพยักหน้ารับ

ทั้งสองคนรู้ดีว่าใครบ้างที่จ้องจะล้มองค์ฟาโรห์แล้วก้าวเป็นใหญ่แทน..แต่ตราบใดที่หลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนพวกเขาก็มิอาจจะกล่าวหาใครอย่างเลื่อนอลยได้ถึงตอนนี้จะยังจับไม่ได้คาหนังคาเขา...แต่การที่องค์ฟาโรห์ออกไปจากวังหลวงแบบนี้พวกที่จ้องเก้าอี้ของอียิปต์ตอนบนมีหรือจะไม่โผล่หางออกมา

ขอให้มันโผล่ออกมาทั้งหัวทั้งหางเถอะน่า...เขามีวิธีที่จะจัดการให้มันหายไปจากโลกอย่างเงียบๆก่อนที่องค์ฟาโรห์จะเสด็จกลับจากศึกครานี้แน่นอน

แม่ทัพเมเนคโค้งศรีษะให้บิดาก่อนกระตุกบังเหียนห้าให้ออกเดินตามขบวนเสด็จขององค์ฟาโรห์...เหล่านายกกองและพลทหารม้าเริ่มเคลื่อนพลออกเดินตามท่านแม่ทัพเมเนค

ทัพขององค์ฟาโรห์ที่ออกมาจากวังหลวงผ่านบ้านเรือนและผู้คน ชาวบ้านบางคนก็โห่ร้องอวยชัยให้ทัพอียิปต์บางคนก็มีสีหน้าเศร้าสร้อยที่ญาติสนิทมิตรสหายต้องจากไปไกลแถมการจากคราวนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่มีใครทราบได้...ขบวนเสด็จผ่านมาตรงท้ายตลาดที่เธอกับเมฟูเคยมาตั้งกระโจมพักเมื่อครึ่งปีก่อน ผ่านบ้านเรือน...เรียบแม่น้ำไนล์ที่ทอดตัวเลี้ยงชาวอียิปต์

บ้านเรือนที่เริ่มหนาแน่นค่อยๆ กระจายตัวอยู่ห่างๆ ในที่สุดเบื้องหน้าภาพที่เธอหวาดกลัวมาตลอดก็ปรากฏขึ้น...หมู่บ้านทาสของชาวฮิคโซสที่ถูกเกณฑ์ให้มาร่วมสงครามในครั้งนี้ด้วย

ทาสชาวฮิคโซสนับหมื่นยืนรอราวกับไม้ตายซากทุกคนไม่มีชุดเกราะเหมือนทหารอียิปต์อาวุธก็เป็นหินแร่ชั้นเลวที่ดูเพียงตาเปล่าก็รู้ได้ทันทีว่าคงไม่ทนทานนัก...ทั่วทั้งบริเวณไม่มีแม้แต่เสียงโห่ร้องด้วยความยินดี

ด้านหนึ่งมีกลุ่มเด็ก... สตรี และคนชรายืนจับกลุ่มกันอยู่ถึงจะเห็นไม่ชัดแต่เมดูอาก็รู้ว่าหน้าตาของพวกเขาเหล่านั้นเศร้าสร้อยราวกับหมดกำลังใจหูของเมดูอาเหมือนจะแว่วเสียงร้องไห้ของอิสตรี จนเธอเองทนไม่ได้ต้องก้มหน้าก้มตาควบเจ้าธอธผ่านตรงนั้นให้เร็วที่สุด

ถึงแม้จะขอโทษพวกพ้องเท่าไรก็คงไม่พอ...สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้คือจัดการตามแผนให้สำเร็จอย่างน้อยมันจะช่วยลดการสูญเสียลงไปได้เยอะ

แต่ในใจของเด็กน้อยก็ยังได้ยินเสียงตำหนิตนเองดังก้องอยู่ในใจ

เธอเป็นผู้นำชาวฮิคโซสไม่ใช่ฤๅ... ใยจึงปล่อยให้พวกพ้องไปตายง่ายๆเช่นนี้... ช่างไม่คู่ควรกับความภักดีที่พวกเขามอบให้เลยจริงๆ

ดวงตาสีทรายหวนคิดถึงเมื่อตอนที่เธอถูกลงโทษไปเป็นทาสก็ได้พวกพ้องคอยช่วยเหลือ...แต่ตอนนี้เธอทำอะไรให้พวกพ้องได้บ้างเล่า

...ไม่มีเลย...

“ข้าเกลียดเจ้าเมดูอา”ดวงตาสีทรายไหววูบเมื่อน้ำตาเอ่อคลอจวนเจียนจะหยดเด็กสาวรีบกลั้นความข่มขืนลงไปในอก

สักวันพวกอียิปต์ต้องชดใช้...ที่พาพวกพ้องของเธอไปตายในครั้งนี้




“อย่าลืมนะ!! ว่าเจ้าสัญญาอะไรกับข้าเอาไว้...งานนี้ต้องไม่พลาดเจ้าเด็กนั่นจะกลับมาอียิปต์ไม่ได้อีกเป็นครั้งที่สอง” เนราเรกระซิบกับบุคคลผู้หนึ่งที่แอบเร้นร่างกายอยู่ในเงามืด

“เจ้าไม่ต้องห่วง.. ข้าได้ส่งลูกน้องข้าเข้าไปในกองทัพเพื่อจัดการมันตามที่เจ้าต้องการแล้วคราวนี้ก็เหลือแต่เพียงเจ้าเท่านั้นล่ะที่ต้องทำให้องค์ฟาโรห์กลับมาลุ่มหลงเจ้าให้ได้”

เนราเรยิ้มเหยียด

“แน่นอน! ไม่มีมัน...องค์ฟาโรห์ก็ต้องกลับมาสนใจข้าเหมือนเมื่อก่อน” หญิงสาวคิดถึงอดีตที่คอยได้รับใช้องค์ฟาโรห์ตั้งแต่ยังทรงเป็นพระยุพราชเยาว์วัยไม่ว่ายังไงเธอก็จะใช้เสน่ห์ที่มีอย่างล้นเหลือผูกมัดพระองค์อีกคราถ้าเพียงแต่ไม่มีมารที่ชื่อเมอามาขัดขวาง

เมื่อไร้คนที่คอยอยู่ข้างกายเธอเชื่อว่ายังไงองค์ฟาโรห์ต้องหันกลับมามองเธอเหมือนเมื่อครั้งอดีต

มีหรือ...คนที่เคยคุ้นในรสเสน่หาอันเร่าร้อนจะลืมเธอลง!!




ท่ามกลางท้องนภากลาดเกลื่อนไปด้วยหมูดาวและแสงแห่งจันทรา กองทหารแห่งอียิปต์ตรึงกำลังอยู่กลางทะเลทราย...คืนแรกที่ต้องอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันหนาวยะเยือกทำให้เหล่าทหารบางคนที่อยู่ยามถึงกับปากสั่นเสียงฟันกระทบกันดังกึกๆบ้างก็อาศัยไออุ่นของกองไฟช่วยคลายหนาว

ถึงแม้อียิปต์ตอนบนจะมีทะเลทรายอยู่บ้างแต่ก็ยังมีต้นไหม้พืชหญ้าอยู่อย่างหนาแน่นคอยกั้นไม่ให้ลมทะเลทราย และไอเย็นและความร้อนจากทะเลทรายได้เข้ามากร้ำกรายถึงด้านในตัวเมือง

แต่ตอนนี้กลางเวิ้งฟ้ากว้างหันไปทางไหนก็เห็นแต่เงาทะมึนของภูเขาทรายแถมลมที่พัดมาต้องร่างแต่ละครั้งก็หนาวเหน็บราวกับโดนคมมีดบาด ...แต่พอเทพเจ้าราเสด็จประทับมาในเวลากลางวันทั่วท้องทะเลทรายก็ร้อนระอุจนแทบจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดเป็นจุลมีเพียงคนเดียวในกองทัพที่ดูจะไม่อาทรร้อนใจกับอากาศที่หนาวเย็นลงทุกที ตรงกับข้ามเด็กน้อยกลับดูเริงร่าราวกับนกน้อยที่ออกจากกรงโผบินสู่อิสรภาพบนผื่นทรายกว้าง

โอซาเมซิสเงยหน้าจากกองไฟที่อยู่ตรงหน้าเพื่อมองลูกทะเลทรายพระโอษฐ์แย้มเมื่อเห็นเด็กน้อยร่าเริงขึ้นตั้งแต่ออกมาจากอียิปต์...เขากำลังนึกเป็นห่วงที่อีกฝ่ายดูนิ่งเงียบไปดวงตาสีทรายมีความทุกข์ตั้งแต่รู้จักกันเขาไม่เคยเห็นเด็กน้อยมีสีหน้าเศร้าสร้อยจนเหมือนคนจะร้องไห้มาก่อน

เสียงสั่งการของเมอาให้เหล่าทหารคอยดูแลกองฟืนไม่ให้มอดดับพลางพูดขู่ถึงความอันตรายของทะเลทรายยามค่ำคืนหากปล่อยให้กองไฟดับเด็กน้อยเดินลาดตระเวนไปทั่วราวกับจะช่วยเขาดูแลทุกคนโดยมีลามูจาเดินไปอารักขาอยู่ห่างๆส่วนกาเนทกับบาสเททจำต้องช่วยท่านแม่ทัพเนคนุมคอยอารักขาเมืองหลวงในช่วงที่องค์ฟาโรห์ไม่อยู่

องค์ฟาโรห์หนุ่มถูกพระหัตถ์เพื่อไล่ความหนาวเย็นที่พัดมาต้องพระวรกายเป็นระลอกโดยไม่สนใจเสียงทูลเตือนให้พระองค์เข้าไปประทับในกระโจมแทนที่จะมานั่งตากน้ำค้าง...แต่เขขาจะเข้าไปข้างในได้ก็ต่อเมื่อเด็กน้อยยอมเข้าไปกับเขาเท่านั้น...โอซาเมซิสไม่อาจจะปล่อยให้เด็กน้อยคลาดสายตาไปได้เลยเขากลัวว่าจะมีใครมาทำร้ายคนของเขาหากเพียงแต่เขาละสายตาไปแม้แต่เพียงนิดเดียว

“กลับกันเถอะท่านเมอา องค์ฟาโรห์ทรงรออยู่”คำเตือนของคนที่เดินตามอยู่ข้างหลังทำให้ฝีเท้าของเด็กสาวชะงักกึก

ที่เธอไม่อยากกลับไปตอนนี้ก็เพราะไม่อยากจะเข้าไปอยู่ในกระโจมเดียวกับองค์ฟาโรห์เมื่อเย็นพอรู้ว่าเธอต้องนอนกระโจมเดียวกับองค์ฟาโรห์ทำให้เธอคิดหาวิธีถ่วงที่จะอยู่ข้างนอกให้นานที่สุดถ้าทรงรอไม่ไหวเดี๋ยวก็เข้าไปบรรทมเองนั่นล่ะ...เมดูอาคิดอย่างง่ายๆ

แต่ยังไงเธอก็จะไม่ยอมไปนอนข้างๆศัตรูอีกแล้ว...ครั้งเดี๋ยวก็มาเกินพอ

ความทรงจำของเมดูอาหวนไปในคืนที่มีพิธีเลี้ยงฉลองขอบคุณเทพีแห่งไนล์เธอไม่รู้ว่าตนเองดื่มเหล้าไปมากเท่าและไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าถูกพากลับมานอนได้ยังไง...สิ่งสุดท้ายที่รับรู้ได้คือความทรงจำอันเลือนลางยามนั่งมองแสงจันทร์

พอรู้สึกตัวแต่ยังไม่ได้ลืมตา...มือเล็กๆ ก็ป่ายเปะควานหาหมอนข้างมานอนกอดเหมือนเช่นทุกทีแต่สัมผัสที่ได้รับมันแข็งแกร่งกว่าจะเป็นหมอนข้างแต่กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นของเลือดเนื้อ

เจ้าตัวลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ถึงแม้ยังรู้สึกไม่อยากจะตื่นแต่สิ่งผิดปกติที่อยู่ข้างตัวชวนทำให้เด็กน้อยอยากรู้ว่ามันคืออะไร...จากสัมผัสคล้ายเหมือนจะเป็นร่างกายของมนุษย์แต่ซายาไม่เคยขึ้นมานอนบนเตียงเดียวกับเธอ และนี่ก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งในร่างกายของเธอแน่ๆ

เมื่อทุกอย่างกระจ่างชัด...ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้เจ้าตัวตกตะลึงอยากจะกรีดร้องแต่ก็รีบอุดปากตัวเองไว้...ในขณะที่สิ่งแปลกปลอมที่เธอคิดเอาเองเมื่อตอนแรกยังนอนหลับอยู่ข้างๆ

เมดูอาผุดลุกขึ้นนั่ง... ดวงตาสีทรายเบิกโพลงจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความตกใจสุดขีด

“โอซาเมซิส...” ทำไมอีตานี่ถึงมานอนอยู่ข้างๆ เธอล่ะ

ใบหน้าของเมดูอาซีดเผือดลง...สายตากวาดไปทั่วห้องกว้างที่ไม่คุ้นเคย... รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

...นี่ก็ไม่ใช่ห้องของเธอเสียด้วย ดูจากการตบแต่งประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการทำให้เด็กสาวรู้ได้ทันทีว่าคงเป็นห้องใครไปไม่ได้นอกจากห้องของคนที่นอนหลับอยู่ข้าง

“งั้น...” เมดูอาไม่อยากคิดต่อ

สายตาลดลงสำรวจร่างกายของตัวเองแทบทันที... ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกถึงเสื้อผ้าที่เธอใส่มาตลอดคืนจะยับยู่ยี้ไปนิดหน่อย...มีคราบสกปรกไปบ้างแต่ทุกชิ้นก็ยังอยู่บนตัวเธอครบสมบูรณ์...รวมทั้งผ้าที่พันหน้าอก

ยังดีที่ ‘อีตานี่’ ไม่หน้ามืดขึ้นมาตอนที่เธอหมดสติ

...แต่พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ว่าทำไมเธอถึงมานอนที่ห้องโอซาเมซิสได้...

พระพาหาแข็งแกร่งตวัดพาดลงบนตักของคนที่นั่งอยู่ ทำให้เมดูอาสะดุ้งโหยงแต่พอหันกลับไปมอง...เด็กสาวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่พระเนตรยังหลับสนิท...ไม่ได้ตื่นบรรทมแล้วอย่างที่เธอนึกกลัว

“แค่พลิกพระวรกายเองรึ”เด็กสาวพ่นลมหายใจออกจากปากอย่างแผ่วเบา ถ้าเกิดองค์ฟาโรห์ทรงตื่นบรรทมขึ้นมาตอนนี้...เธอคงไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี

เมดูอายกพระกรที่พาดอยู่บนตักขึ้นช้าๆ ก่อนที่ค่อยๆ พาตัวเองลงมาจากพระแท่นบรรทมขององค์ฟาโรห์...แล้วค่อยๆวางพระกรข้างนั้นลงไปบนที่นอน ดวงตาสีทรายคอยลอบมองอีกฝ่ายอยู่เป็นระยะ...เมื่อเห็นว่าองค์ฟาโรห์ไม่ตื่นจากบรรทมเด็กสาวก็รีบพาตัวเองไปที่ประตู...บอกตัวเองแต่เพียงว่าต้องรีบออกไปก่อนที่ใครจะมาเห็นเข้า

ดวงตาคอยมองร่างที่บรรทมอยู่บนเตียง แต่มือก็พยายามเปิดประตูอย่างแผ่วเบาไม่ให้เกิดเสียง...ในใจก็เฝ้าภาวนาให้เขาอย่างพึ่งตื่นขึ้นมาตอนนี้เลย เมื่อร่างบางลอดผ่านประตูไปได้เมดูอาก็จัดการปิดบานประตูให้เบาเหมือนกับเช่นตอนที่เปิดแต่กระนั้นก็ยังเกิดเสียงนิดๆ เมื่อประตูทั้งสองบานกระทบกัน

เมื่อกลับมาถึงห้อง...เมดูอาแปลกใจที่ไม่พบใครอยู่ในห้องเลย...แม้กระทั่งซายาซึ่งระยะหลังจะมานอนข้างเตียงของเธอเพื่อระวังความปลอดภัยให้ก็หายตัวไปไหนไม่รู้

“หรือว่า...”

เด็กสาวทำตาโตเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้กลับห้องไปตั้งแต่เมื่อคืนป่านนี้ซายาอาจจะยังตามหาเธออยู่ แต่เมื่อเจ้าตัวมาคิดอีกทีถ้าซายาไม่เห็นตัวเธอก็น่าจะถามเอากับองครักษ์ฝ่ายขวาหรือไม่ก็องค์ฟาโรห์

ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือด เมื่อคิดว่าบางทีซายาอาจจะเห็นภาพที่เธอนอนเตียงเดียวกับฟาโรห์แล้วก็ได้

“ตาย...ตายแน่”

ใบหน้าของเมดูอาหน้าแดงก่ำเมื่อคิดถึงภาพที่ตนเองนอนอยู่ข้างๆอีกฝ่าย ก่อนจะไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตนออกไป... เธอต้องคิดบวกเข้าไว้

...ไม่มีอะไรหรอกน่า...

เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้เมดูอาหันกลับไปมอง...ซายากลับมาแล้วและมาเพียงคนเดียวอย่างน้อยก็ทำให้เด็กน้อยไม่โดนเหล่านางกำนัลซักถามว่าทำไมเมื่อคืนถึงไม่กลับห้อง...และถ้าตาไม่ฝาดเมดูอาคิดว่าเธอเห็นสีหน้าแปลกใจของซายายามที่เห็นเธอยืนอยู่กลางน้องดีที่พระพี่เลี้ยงไม่ได้ซักถามอะไรมากนัก ไม่งั้นเธอคงคิดหาคำตอบให้อีกฝ่ายไม่ทัน

“ตื่นแล้วหรือเจ้าคะนายน้อยซายาต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้อยู่รับใช้... พอดีซายาเมาเลยเผลอหลับคาห้องเลี้ยงของเหล่านางกำนัลจนเช้า” คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เมดูอาแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่...ดีใจที่ความยังไม่แตกว่าเมื่อคืนเธอไปทำอะไรมา

แต่เมื่อคืนเธอก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อย

แค่... แค่...

เด็กสาวหน้าแดง... รู้สึกหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาข้างนอกเมื่อคิดถึงภาพที่เธอนอนกอดอีกฝ่าย

...ไม่ ไม่ ไม่...เธอเข้าใจผิด นึกว่าอีตานั่นเป็นหมอนข้างต่างหาก...

“เป็นอะไรไปคะนายน้อย หน้าแดงเชียว...” ซายามองด้วยความสงสัย…จนเมดูอาต้องรีบกลบเกลื่อน

“ปะ... ปล่าว ไม่มีอะไร!! ซายาล้างพวกเครื่องประทินโฉมนี้ออกทีสิเหนอะจะแย่อยู่แล้ว” เด็กน้อยรีบเปลี่ยนเรื่องทำให้พระพี่เลี้ยงไม่ได้ซักถามอะไรต่อไป

พระพี่เลี้ยงขององค์ฟาโรห์ทำงานตามหน้าที่ของตนอย่างเงียบๆ....แต่ประกายตาประหลาดที่จ้องมองมาทำใหเมดูอารู้สึกร้อนตัว...คิดว่าอีกฝ่ายคงจะรู้แน่ๆ ว่าเธอไปทำอะไรมา

เด็กน้อยรีบพาสติตัวเองกลับคืนเมื่อเห็นท่านราชองค์รักษ์ฝ่ายขวากอดอกห่อไหล่จากความหนาวเย็นของอากาศกลางทะเลทรายยามค่ำคืนพลางนึกสงสารที่เขาต้องมาเดินตามตนแทนที่จะได้นั่งอุ่นอยู่ข้างกองไฟ

“ข้าจะไปดูพวกฮิคโซสสักหน่อยท่านลามูจาไม่ต้องตามมาก็ได้” เมดูอาไม่ยอมทำตามคำของร้องของอีกฝ่ายง่ายๆร่างเล็กก้าวเท้าไปยังเหล่าทาสชาวฮิคโซสที่ก่อกองไฟอยู่ไม่ห่าง

การะกระทำของเด็กน้อยทำให้เขาต้องเดินตามอย่างไม่มีทางเลือกไม่ใช่เป็นเพราะกระแสรับสั่งขององค์ฟาโรห์เพียงอย่างเดียว...แต่เขาเองก็เป็นห่วงความปลอดภัยของเมอาเช่นกัน



(โปรดติดตามตอนต่อไป)


:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:



เดี๋ยวต้องกลับไปทำงานต่อครับเพราะงานยังไม่เสร็จ...ล่าช้ากว่ากำหนดเดิมนิดหน่อยเนื่องจากเป็นฤดูฝน  เดี๋ยวผมก็ต้องออกไปซื้อของเพิ่มเติมด้วยเลยมาลงตอนนี้เร็วกว่าปกติ

แต่มีขาวดีคือพี่สาวกรอกล็อคอินและรหัสผ่านในโน๊ตบุ๊คให้ คราวนี้ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการอัพเดทตอนต่อไปอีกแล้ว (จนกว่าจะโดนล็อคเอ๊าท์) ... ดังนั้นตอนต่อไปก็ตามกำหนดเดิมวันอังคารนะครับ ^^ เย้ๆๆๆ


ปูลู...เข้าตอนที่ 18 ของต้นฉบับถั่วแล้วนะครับ...เรียกว่าเดินทางมาเกินครึ่งเรื่องแล้ว (แต่ในบล็อคแก๊งค์ปาเข้าไปตอนที่ 40 แล้ว กว่าจะจบ...จะถึงร้อยตอนในบล็อคแก๊งค์ไหมเนี่ย) =[ ]=




Create Date : 31 สิงหาคม 2556
Last Update : 31 สิงหาคม 2556 10:26:38 น.
Counter : 506 Pageviews.

4 comment
สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 39
สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 39







บนท้องฟ้าสีครามไร้หมู่เมฆมาบดบังแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันเหยี่ยวทะเลทรายพาตัวร่อนโต้ลมอย่างอิสระเสรี...สยายปีกสีน้ำตาลเข้มปนดำตัดกับสีแห่งท้องนภาโดยไม่ได้กังวลเลยว่าแสงแดดอันร้อนแรงยามเที่ยงวันนั้นจะแผดเผาตัวเองให้มอดไหม้...เสียงร้องข่มขวัญของเจ้าแห่งท้องนภาทำให้บรรดาเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อยู่บนผืนทรายรีบเร้นหลบกายให้พ้นสายตาอันแหลมคม

เจ้าทะเลทรายแห่งท้องนภาบินลดระดับเมื่อสายตาปะทะเข้ากับ’บางสิ่ง’ มันส่งเสียงร้องเรียกผู้เป็นนายที่นั่งหลบแดดอยู่ใต้เงาไม้ให้ลุกขึ้นมา

ชายที่อยู่ในชุดสีเทาหม่นยาวกรอมเท้าปิดหน้าปิดตาป้องกันความร้อนของทะเลทรายพัดผ่านรีบลุกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้องผิดแผกของสัตว์เลี้ยงที่บินลาดตะเวนอยู่บนฟ้า...เมื่อเห็นร่างของเจ้านายเหยี่ยวทะเลทรายก็ถลากลับมาตามที่ได้ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี

แขนกำยำสวมเครื่องป้องกันคมเล็บจากเหยยี่ยวก่อนจะยื่นออกให้เจ้านกตัวใหญ่ได้เกาะ... ดวงตาสีอำพันหันไปยังทิศที่มีฝุ่นตลบอยู่ลิบๆ...มันทำเสียงในลำคอเป็นเชิงบอกเจ้านายว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้

เจ้าของเหยี่ยวหยิบก้อนเนื้ออูฐตากแห้งที่อยู่ในถุงหนังใบเล็กให้อีกฝ่ายเป็นรางวัลก่อนที่จะหันกลับไปมอง...กลุ่มฝุ่นทรายที่เห็นลิบๆอยู่เมื่อครู่ปรากฏชัดเป็นเงาของคนกำลังควบม้าใกล้เข้ามา...ดูเหมือนว่าเหล่านักรบในเผ่าต่างก็รู้ความหมายของเสียงร้องเจ้าเหยี่ยวทะเลทรายจึงพากันเดินมาหาผู้เป็นหัวหน้าเผ่าเพื่อรอคำสั่ง

“ท่านอา...ข้าได้ยินเสียงการ่าร้อง”เมฟูวิ่งเข้ามาเป็นคนสุดท้าย มือของเขาข้างหนึ่งยังถือแผ่นแป้งที่กินค้างไว้ค้างไว้สายตาของชายหนุ่มหันไปมองยังทิศที่อาของเขากำลังมองก็พบว่ามีคนกำลังใกล้เขามามืออีกข้างที่ว่างยกขึ้นมากำด้ามดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอวเป็นการเตรียมพร้อมด้วยไม่รู้ว่าผู้ที่มาใหม่นั้นจะมาดีหรือมาร้ายกันแน่

ยิ่งเห็นคนแปลกหน้าเข้าใกล้มากเท่าไรทุกคนก็จับดาบของตนออกมาตั้งท่าเตรียมพร้อมเพื่อความไม่ประมาทตามที่เคยถูกฝึกมา

เมเทเทปสั่งให้ทุกคนเก็บดาบเมื่อเห็นสัญญาณแสงที่คนบนหลังม้าส่งมาเป็นจังหวะสัญญาณบอกกล่าวว่าเป็นพวกเดียวกัน...จนกระทั่งคนบนหลังม้าควบเข้ามาใกล้จนมองเห็นหน้าว่าเป็นคนที่เคยส่งข่าวคราวของเมดูอาตลอดระยะเวลาหกเดือนเหล่านักรบต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานที่ค้างไว้ เหลือเพียงเมเทเทป ราชิด และเมฟู

การที่คนส่งข่าวมาในเวลาแบบนี้แสดงว่าคงจะมีข้อความใหม่มาจากบุตรสาว...และเมเทเทปก็เดาไม่ผิดเมื่อคลี่ม้วนปาปิรุสออกอ่าน...ดวงตาคู่นั้นก็แปรเปลี่ยนไปหลากหลายรูปแบบมีทั้งวิตกกังวลผสมกับดีใจอย่างปิดไม่มิด

เมเทเทปพับจดบุตรของบุตรสาวก่อนจะเงยหน้าขอบคุณผู้ส่งสารที่อุตส่าห์รีบมาส่งข่าว...ก่อนจะกล่าวเชื้อเชิญให้คนส่งสารให้ไปพักผ่อนในกระโจมก่อนที่จะเดินทางกลับราชิดพาคนส่งสารไปพักยังกระโจมส่วนตัวของเขา เหลือเพียงเมฟูที่ยังยืนอยู่...เขาอยากรู้ว่าน้องน้อยของเขียนมาว่ายังไงบ้างแต่อาเมทก็ยังปิดปากเงียบไม่ยอมพูดอะไรจนเขาใจร้อนทนไม่ไหว

“อาเมท...เมอาเขียนมาว่าไงบ้าง”

เมเทเทปไม่ตอบแต่ยื่นกระดาษปาปิรุสให้หลานชายชายหนุ่มไม่รอช้ารีบคลี่ออกมาอ่าน สายตาไล่ไปตามตัวอักษรที่เขียนอย่างบรรจงแววตาของหนุ่มน้อยแปรเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นดีใจเมื่ออ่านจบ

“เมอาจะกลับมาแล้ว” นานเกือบครึ่งปีที่ต้องห่างเด็กสาวเขาแทบจะอดใจรอไม่ไหว...อยากเจอหน้าคนที่อยู่ในห้วงคำนึงเหลือเกิน

“ใช่...จะกลับมาพร้อมสงครามที่พวกเราไม่มีทางเลี่ยง”เมเทเทปเอ่ยถึงสิ่งที่ตนกำลังกังวลในตอนท้ายของจดหมายที่บุตรสาวย้ำให้คนของเขาส่งข่าวไปยังนูเบียว่าการศึกครานี้ชาวฮิคโซสจะร่วมรบด้วย

เมฟูใจหายเมื่อได้ยินคำว่าสงคราม ถึงเขาจะเคยต่อสู้กับกองโจรในผืนทรายมาตั้งแต่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นแต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าสงครามนัก...นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้เห็นสงครามด้วยตาตนเอง

“เมฟู เจ้าไปเรียกทุกคนมาประชุมในกระโจมข้าให้ทีเถอะ”เมเทเทปตัดสินใจ... ถึงแม้โอกาสสำเร็จจะมีน้อยแต่ยามนี้เขาก็ต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่บุตรสาวเพราะวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด

เขารู้ดีถ้าลอบฆ่าองค์ชายดาซัคตอนนี้ก็เพียงแต่ทำให้ทัพนูเบียชะงักได้เพียงชั่วคราวไม่ช้าก็จะมีองค์ชายคนอื่นมารับหน้าที่แม่ทัพแทนเพื่อบุกอียิปต์ตอนบน...การที่จะถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก จำต้องจัดการแม่ทัพของอีกฝ่ายในสงครามเท่านั้นแค่นี้ก็จะทำให้ขวัญกำลังใจของทหารแตกกระเจิงและทำให้ทัพอียิปต์ได้ชัยในที่สุด...และอียิปต์ยังจัดการกับนูเบียแบบถอนรากถอนโคนราชวงศ์แห่งนูเบียลงได้ในคราเดียว...เหมือนเมื่อตอนที่พวกเขาเคยต้องปราชัยให้กับทัพอียิปต์ตอนบนมาก่อน




ร่างบางจ้องมีดสั้นที่อยู่ในมือ...ปกติแล้วเธอไม่ได้รับอนุญาตให้พกมีดในเขตพระราชฐานแต่หลังจากที่เกิดเหตุเมื่อวานซืนที่มีคนปิดบังใบหน้าเข้ามาลอบทำร้ายเธอในขณะที่นั่งเล่นในสวนอุทยานเพียงลำพัง...ดีที่เมดูอาสามารถเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

เจ้าคนที่คิดทำร้ายเธอคงไม่รู้ว่าเมดูอาเคยฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่าจากพวกเม-ไจ[พวกพระในเปอร์เซียสมัยก่อน...มีฝีมือในการต่อสู้แบบเปอร์เซีย] ที่อพยพไปอยู่อียิปต์ตอนใต้ค่อนไปทางเมืองเมนิเฟอร์... ถึงแม้เธอจะไม่มีพละกำลังอันแข็งแกร่ง แต่เมดูอาก็อาศัยความว่องไวและความปราดเปรียวให้เป็นประโยชน์

จนทำให้เจ้าคนที่ลอบเข้ามาทำร้ายเด็กน้อยถึงในวังหลวงแปลกใจเมื่อประจักษ์ในฝีมือการต่อสู้ของเด็กน้อย...ความคิดแรกที่คิดจะจัดการเด็กน้อยอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วคงไม่ง่ายเสียแล้วและอาจจะเป็นโชคดีของเมดูอาอยู่บ้างที่เหล่าทหารกำลังเดินลาดตระเวนผ่านมาทางนี้พอดีเมื่อได้ยินเสียงกระพรวนของเด็กน้อยดังแปลกๆ พวกทหารยามจึงวิ่งกรูเข้ามาทันที...เป็นจังหวะเดียวกันกับที่คนร้ายกำลังเงื้อหมัด...เสียงเอะอะของเหล่าทหารยามทำให้คนร้ายที่กำลังจะลงมือต้องชะงักก่อนจะต้องล่าถอยไปอย่างไม่เต็มใจนัก

องค์ฟาโรห์ทรงทราบเรื่องราวทั้งหมดทีหลัง...จากปากของทหารยามที่เห็นเหตุการณ์และพาท่านราชเลขามาส่งที่ห้องพัก แต่น่าเสียดายที่เหล่าทหารยามคลาดกับคนร้ายเมื่ออีกฝ่ายใช้ความมืดในการพาตัวหลบหนีออกไปได้อย่างง่ายดาย

โอซาเมซิสทรงกริ้วเป็นอย่างมาก แต่จะให้จัดการตัวต้นเหตุ...องค์ฟาโรห์ก็ทรงทราบดีว่าเด็กน้อยคงไม่กลัวเหมือนเช่นทุกทีด้วยไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนฟาโรห์หนุ่มคาดโทษ...แต่เจ้าเปี๊ยกก็ยังคงหาทางแอบหนีออกไปไหนมาไหนตามลำพังอยู่เสมอ

ครานี้เขาเลยต้องจัดการลงโทษสองผู้อารักขาของเด็กน้อยแทนและก็ได้ผลตามที่คาดไว้

คนร่างบางถลามาหาอีกฝ่ายด้วยสีหน้าซีดเผือดเมื่อรู้ว่าคนที่ต้องรับโทษไม่ใช่ตน...เด็กสาวอ้อนวอนให้ละเว้นโทษแก่สองผู้อารักขาแต่ถ้าเขาอยาลงโทษให้ได้...ก็ขอให้เธอเป็นผู้รับโทษทัณฑ์นั้นเองที่ไม่ยอมเชื่อฟังจนทำให้พบกับเหตุอันตราย

โอซาเมซิสตรัสตำหนิกึ่งสั่งสอนเด็กน้อยเสียยกใหญ่จนท่านราชเลขาถึงกับทำหน้าจ๋อยสำนึกผิด ก่อนจะเอ่ยเสียงเศร้ารับปากกับอีกฝ่ายว่าต่อไปจะไม่ดื้อ...ขอเพียงครั้งนี้เขาอย่าทำโทษสององครักษ์ของเธอเลย

คำพูดและแววตาของเจ้าเปี๊ยกทำให้องค์ฟาโรห์ถึงกับถอนพระปัสสาสะออกมาเฮือกใหญ่เขารู้ว่าเมอามีนิสัยรักความเป็นอิสระ...เด็กน้อยเลยไม่ชอบให้มีใครมาติดตามแต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้เจ้าตัวได้ตระหนักแล้วว่าในวังหลวงนั้น...ไม่ปลอดภัยเลยยิ่งเป็นคนโปรดขององค์ฟาโรห์มากเท่าไร ยิ่งถูกทำร้ายมากขึ้นเท่านั้น...ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

สุดท้ายองค์ฟาโรห์ก็ยอมพ่ายแพ้ให้กับเจ้าของดวงตาสีทรายอย่างไม่เต็มพระทัยนักและละเว้นโทษของสององครักษ์...หากแต่คาดโทษเอาไว้ว่าคราวหน้าหากทั้งสองคนยังปล่อยให้ท่านราชเลขาอยู่เพียงลำพังจนประสบเหตุอันตรายแบบนี้อีก...ก็มีเพียงโทษตายเท่านั้นที่รอพวกเขาอยู่

แต่น่าเสียดายนักเมื่อตอนสายของวันถัดมา...ทหารยามคนหนึ่งที่เดินลาดตระเวนอยู่แถวนั้นบังเอิญพบศพของคนที่คิดลอบทำร้าย ‘ท่านราชเลขาส่วนพระองค์’นอนตายตาเหลือกอยู่ท้ายวัง...มีคนจัดการปิดปากชายคนนั้นก่อนที่อารีฟจะเจอตัวและสาวไปยังตัวการ...แสดงให้เห็นว่ายังมี ‘ใครบางคน’คนคิดปองร้ายเมอาอยู่และคนผู้นั้นก็อยู่ในเงามืด ผิดกับเมอาที่ยืนอยู่ในที่สว่าง ยิ่งทำให้โอซาเมซิสต้องเพิ่มความระวัมระวังให้กับเด็กน้อยเป็นพิเศษแต่ก็ไม่กระโตกกระตากให้ตัวการจับได้

โอซาเมซิสรู้ดีว่าเรื่องนี้คงจะยังไม่จบง่ายๆตราบใดที่จับตัวคนสั่งการไม่ได้ เขาก็ไม่สามารถนิ่งนอนใจในความปลอดภัยของเด็กน้อยได้เลย

มีดสั้นอยู่ในฝีกทองคำฉลุลายเทพเซท...ที่เด็กสาวเห็นเขาพกติดตัวตลอดเวลาถูกยื่นให้เด็กน้อยไว้ใช้ป้องกันตัวเมดูอามองมีดในมือ...ใจของเธอรู้สึกผิดที่ต้องโกหกกับความไว้วางใจของอีกฝ่ายไม่แน่สักวันหนึ่ง...มีดเล่มนี้อาจจะต้องกลับคืนไปสู่เจ้าของเก่าพร้อมกลิ่นความเลือด

ดวงใจของเด็กสาวกระตุกวูบเหมือนถูกจับโยนลงมาจากที่สูง...ความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแบบนี้คืออะไรกัน...เมดูอายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

ภาพความทรงจำพลันเลือนรางเมื่อเด็กสาวพาตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบันดวงตาสีทรายจ้องมองมีดสั้นที่ยังนอนนิ่งอยู่ในด้ามฝักทองคำฉลุลาย...นิ้วเรียวค่อยๆชักด้ามมีดออกมาอย่างช้าๆ

เด็กน้อยมองเงาที่สะท้อนในมีดสั้นที่ปรากฏเป็นใบหน้าของตัวเองผมสีทรายเหมือนจะเด่นยิ่งขึ้นเมื่อต้องแสงสะท้อน...เด็กสาวถอนหายใจเมื่อตัดสินใจบางอย่างได้

มือข้างที่ว่างปลดห่วงรัดผททองคำที่เคยมีใครหนึ่งประทานให้...ผมสีน้ำตาลอ่อนแผ่สยายทันทีที่ได้รับอิสระเด็กสาวใช้มือข้างที่ว่างรวบผม...ก่อนจะใช้ด้ามที่ถือมืดสั้นอันคมกริบค่อยๆเฉือนความยาวของผมตัวเองออกเมื่อเฉือนข้างหนึ่งเสร็จอีกข้างก็ถูกกระทำเช่นเดียวกัน...เด็กน้อยหั่นผมตัวเองไปเรื่อยๆกะความยาวคราวๆ ให้เหลือไว้เพียงสองข้อนิ้ว

เมดูอามองเศษผมที่ร่วงลงพื้นอย่างนึกเสียดาย...แต่เธอก็ต้องทำเมดูอาใช้การตัดผมในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนตัวเอง...บางสิ่งแม้ถ้าเธอไม่อยากทำแต่เมื่อถึงเวลาเธอก็ต้องตัดใจทำเช่นเดียวกัน

เด็กสาวเดินไปที่โลหะขัดเงา...มองภาพที่สะท้อนอยู่ตรงหน้าอย่างไม่ชินตาคนในเงาสะท้อนนั้นเหมือนดูเหมือนเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่นมากกว่าจะเป็นสาวน้อย...ปลายผมที่ยาวบ้างสั้นบ้างเหมือนโดนหนูแทะถูกเล็มให้เข้าที่จนเรียบร้อย... เมดูอาเอียงซ้ายทีขวาทีเพื่อสำรวจความเรียบร้อยจนพอใจจึงเก็บมีดสั้นกลับเข้าฝักตามเดิม

เสียงเปิดประตูแรงๆทำให้เมดูอารู้ได้ทันทีว่าใครมา...และยิ่งแน่ใจเมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่ายที่ตะโกนจนลั่นห้องเพื่อเรียกหาเธอ

“เมดูอา องค์ฟาโรห์ให้ข้า...” คำพูดที่เตรียมมาถูกกลืนหายเมื่อเห็นคนที่เดินออกมาจากห้องนอนที่อยู่ด้านใน...ทรงผมแปลกตาทำให้ท่านราชองครักษ์ฝ่ายขวาถึงกับอ้างปากค้างลืมเรื่องที่ตนจะพูดเสียสนิท “ผะ...ผมเจ้า?”

มือหนาชี้มาตรงหน้าของเด็กน้อยอย่างตกใจ

“ผมข้าทำไม?”เด็กน้อยจับผมตนเองที่ซอยสั้นกุดจนเกือบจะติดหนังศรีษะ...พลางนึกว่ามีตรงไหนที่ตนตัดไม่เสมอกันจนยาวโผล่ออกมาอีก

“ก็...ผมเจ้าทำไมเป็นแบบนั้นล่ะ”

“ข้าตัดมันเอง”เด็กน้อยบอกกลับไปราวกับไม่ทุกข์ร้อน...ผิดกับอีกฝ่ายที่ที่ตอนนี้แหกปากลั่นอยากตกใจเมื่อได้ยินคกตอบ

“จะบ้าฤๅ ผมเจ้าสวยๆ ไปตัดมันทิ้งทำไม”ลามูจานึกเสียดายผมสีทรายยามต้องแสงของเทพเจ้ารานัก

“ผมยาวมันเกะกะตอนออกรบ” เด็กน้อยให้คำตอบสั้นๆก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่...มาหาข้ามีอะไรหรือเปล่าท่านลามูจา”

ลามูจาอยากจะเถียงเจ้าเปี๊ยกใจจะขาดว่าตัวเองไม่ได้ไปออกรบจริงๆสักหน่อย...แค่ตามทัพไปห่างๆ เท่านั้นล่ะ...องค์ฟาโรห์ทรงมีพระบัญชาให้จัดกำลังพลคอยดูแลอารักขาเจ้าเปี๊ยกให้ปลอดภัยอยู่ที่โอเอซิสก่อนจะเข้าเขตนูเบียเสียด้วยซ้ำไป

แต่พอนึกถึงธุระที่ตนต้องมาจัดการทำให้ลามูจาไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้ออกไป...

เขาชูดาบวงพระจันทร์รูปร่างคุ้นตาเมดูอา... เพียงแค่เห็นเธอก็จำได้ทันทีว่าเจ้าดาบด้ามนี้มันคือดาบของเธอที่องค์ฟาโรห์ยึดไปตอนที่พาธอธเข้ามาในวังหลวง

“ดาบข้า” เด็กน้อยร้องออกมาอย่างยินดีมือเล็กคว้าหวับเข้าไปที่ปลอกหนังที่หุ้มตัวดาบก่อนจะใช้มือลูบคลำดาบของตัวเองด้วยความคิดถึง “โถ...ไม่ได้เจอกันตั้งนานดูเจ้าซูบไปเยอะ”

ลามูจานึกหมั่นไส้เจ้าเปี๊ยกตรงหน้า...มีที่ไหนกัน ‘ดาบซูบได้’

“เจ้าก็พูดเกินไป” เด็กน้อยไม่สนคำแย้งของราชองครักษ์ฝ่ายขวา...ก่อนจะชักดาบวงพระจันทร์ออกมาจากปลอกหนัง...ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเดิม และดูเหมือนว่าโอซาเมซิสจะให้คนลับความคมของดาบเสียใหม่

เด็กน้อยกวัดแกว่งดาบในมือราวกับจะเรียกความคุ้นเคยเมื่อครั้งก่อนให้กลับมา...ดวงตาสีทรายเปล่งประกายอย่างมีความสุขจนคนที่จ้องมองอยู่รู้สึกได้ท่วงท่าการจับดาบของเด็กน้อยบอกเขาได้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายมีความชำนาญและคงจะมีฝีมือพอตัว

เมดูอารู้สึกตัวว่าเผลอแสดงอาการดีใจมากไปหน่อยเลยรีบเก็บดาบให้เข้าปลอกหนังตามเดิม...กลัวว่าอีกฝ่ายจะจับสังเกตบางอย่างได้

“ตายแล้ว...ท่านเมอา ผมของท่าเมอา...”ซายาส่งเสียงร้องเมื่อพาขบวนนางกำนัลเข้ามาในห้องพักของเด็กน้อย...เพื่อที่จะจัดสำรับอาหารเที่ยงด้วยวันนี้องค์ฟาโรห์ออกไปตรวจทัพทำให้ท่านราชเลขาต้องอยู่ในวังเพียงลำพัง... เพราะกลัวว่าจะมีใคลอบทำร้ายเด็กน้อยอีกเลยสั่งให้อยู่แต่ในห้องและเพิ่มการอารักขาเป็นสองเท่าจากปกติ

นางกำนัลบางคนถึงกับหน้าแดงเมื่อเห็นท่านเมอาดูป็นหนุ่มน้อยมากกว่าทุกครา...มีแต่เพียงซายาเท่านั้นที่ทำท่าจะเป็นลมขึ้นมากระทันหันพระพี่เลี้ยงเอามือทาบอกตัวเองด้วยความตกใจในทรงผมทรงใหม่ของนายน้อย.... เผลอละสายตาแค่เพียงชั่วขณะนายน้อยของเธอก็จัดการหั่นผมตัวเองเสียสั้นกุดไม่คิดว่าเรื่องที่นายน้อยพูดเมื่อตอนเช้านั้นอีกฝ่ายจะทำจริงๆ

“ท่านลามูจาไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม...”เด็กน้อยรีบตัดบทไล่อีกฝ่ายเมื่อเห็นทาทีเอาเรื่องของพระพี่เลี้ยงองค์ฟาโรห์...ทำให้เมดูอาคิดว่าก่อนจะไปออกรบของจริง...คงต้องออกรบกับซายาก่อนสักตั้ง

แม้ลามูจาจะออกมายืนหน้าห้องของเด็กน้อย แต่เสียงบ่นของซายาก็ยังดังลอยตามลมออกมาถึงข้างนอก...กาเนทและบาสเททที่ยืนถวายอารักขาอยู่ตรงบานประตู...มองเข้าไปข้างในก่อนสลับมามองที่ท่านลามูจาอย่างสงสัยไม่มีใครกล้าผละไปจากหน้าที่เพื่อที่จะเข้าไปดู...แต่พอได้รับอนุญาตจากลามูจาให้เข้าไปข้างในได้ทั้งสองก็ได้คำตอบด้วยตาตนเอง...ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องเหวออย่างตกใจของสองอารักษ์ในเวลาต่อมา

ลามูจาได้แต่ยืนส่ายหน้า...ถ้าองค์ฟาโรห์รู้คงโดนเทศน์กันอีกยาว

แต่ใครจะโดนนั้น...เขาเองก็ไม่ทราบได้




“เกลียดมันนัก ทำไมมันไม่ตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย...แถมยังมีคนไปช่วยมันได้ทันเวลาทุกทีเลย” หญิงสาวในชุดขาวของนักบวชกัดริมฝีปากจนห้อเลือดเมื่อได้ฟังข่าวร้าย...คนของซารูมัทที่จ้างให้ไปกำจัดเด็กเพียงคนเดียวก็ดันทำไม่สำเร็จ แถมดันพลาดให้พวกทหารยามเห็นใบหน้าได้ถึงแม้จะอยู่ในความมืดแต่เธอก็ปล่อยให้มันมีชีวิตรอดต่อไปอีกไม่ได้หญิงสาวในชุดนักบวชเลยต้องขอยืมมือของซารูมัทในการฆ่าปิดปากเจ้าคนที่ทำงานพลาดก่อนที่จะมีใครสาวมาถึงตัวเธอได้ว่าเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

ความหวังที่จะกำจัดหอกข้างแคร่จางหายไปอีกครา... ทั้งที่หวังเหลือเกินว่าคราวนี้เจ้าเด็กนั่นคงจะหายไปจากชีวิตขององค์ฟาโรห์ตลอดกาล

ดูเถิด!! แม้แต่เทพเจ้ายังไม่เป็นใจ...แผนการกำจัดเจ้าเด็กที่ชื่อ‘เมอา’ เป็นต้องผิดพลาดทุกครั้งไป

“ใจเย็นก่อน...เนราเร ยังมีเวลาอีกเยอะที่เราจะกำจัดเจ้าเด็กนั่นออกไปจากชีวิตขององค์ฟาโรห์...ไม่แน่...ศึกครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าเด็กนั่นอาจจะมีชีวิตอยู่” ร้อยยิ้มเหี้ยมที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าทำให้หญิงสาวหันกลับไปมองด้วยความสนใจ

บุรุษรูปร่างสูงใหญ่กำยำหากแต่มีผิวขาวผิดแผกคนส่วนใหญ่ในอียิปต์...ผู้อยู่ในชุดนักบวชแห่งวิหารเทพเจ้าเกบเดินออกมาจากเงามืดนัยตาเปล่งความชั่วร้ายจนปิดไม่มิด

“หมายความว่า...”

“ใช่...ข้าจะใช้การศึกครั้งนี้ จัดการเจ้าเด็กนั่นซะ...เพื่อเป็นของกำนัลแด่เจ้า” สายตาคู่นั้นหันกลับมามองเธอด้วยหางตาที่แฝงไว้ซึ่งความเลือดเย็นเสียเหลือเกิน“...แต่ เมื่อไรที่เจ้าได้ดิบได้ดีก็อย่าลืมข้า...ทาสผู้ซื่อสัตย์คนนี้ล่ะ” มือหนาลูบไล้ท่อนแขนเรียว

ดวงตาที่มองสบกัน...ใยเธอไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร

หญิงสาวยิ้มเย็น

“ข้าไม่ลืมหรอก เมื่อถึงวันนั้น...ข้าจะมอบรางวัลให้เจ้าอย่างงามที่สุด” หญิงสาวกระซิบข้างหูของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาราวกับจะกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่ายให้ครุกรุ่นด้วยเพลิงแห่งราคะ

“งั้น...ข้าขอมัดจำก่อนได้รึไม่” ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่ายหากแต่ใบหน้าที่งดงามนั้นโน้มลงไปใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน

แขนเรียวโอบรอบคออีกฝ่ายเพื่อเป็นหลักยึดเมื่อบางสิ่งที่อุ่นและนุ่มฉกเข้ามาในริมฝีปากสีแดงสด...ทั้งสองผลัดกันรุกและรับอย่างไม่ยอมแพ้ซึ่งกันและกันไม่นานเสียงหอบกระเส่าของคนทั้งสองก็ดังท่ามกลางความเงียบในวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้ผู้คน

เบื้องหน้า...เทพีบาสท์



(โปรดติดตามตอนต่อไป)



*********************************************************************


ขอหายตัวไปทำงานเก็บเงินค่าขนมให้พระมารดาสิบวันครับ...เจอกันอีกทีวันที่ 31 สิงหาคมขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านเสมอมาขอรับ  




Create Date : 20 สิงหาคม 2556
Last Update : 20 สิงหาคม 2556 17:03:35 น.
Counter : 508 Pageviews.

5 comment
สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 38
สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 38






บานประตูที่ปิดกั้นคนสองคนให้อยู่คนละฝั่ง...แต่ก็ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายใจเย็นลงเลยคนหนึ่งใจร้อนอยากเห็นเมอาในชุดผู้หญิงเร็วๆ แต่เด็กสาวก็อยากจะบ้าตายเมื่อหยิบชุดนั้นขึ้นมาทาบตัวอีกครั้งก่อนจะวางมันลงบนเตียงอย่างหัวเสีย

....ใส่ก็เหมือนไม่ได้ใส่ ทำไมชุดมันบางอย่างนี้เล่า...

เมดูอาได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจไม่รู้จะเริ่มชิ้นไหนก่อนดี... เคยเห็นชุดพวกนี้อยู่บนตัวนางกำนัลในตอนที่แต่งกายเรียบร้อยแล้วเท่านั้นพอมาให้ใส่เองแบบนี้...เด็กน้อยก็แทบจะไปไม่เป็นเลย

ซายาก็ไม่รู้หายไปไหน...อย่างน้อยถ้าตอนนี้มีซายาอยู่ด้วยอาจจะช่วยกันหาทางออกได้

แต่พอถามโอซาเมซิสเรื่องซายา...องค์ฟาโรห์หนุ่มก็มีพระพักตร์ฉงนจนต้องหันไปตรัสถามเหล่านางกำนัลที่ตามเสด็จอยู่ด้านหลัง...แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้เลยสักคน

นางกำนัลคนหนึ่งทูลตอบองค์ฟาโรห์ว่า...เห็นตัวพระพี่เลี้ยงขององค์ฟาโรห์ครั้งสุดท้ายก็ตอนหลังเที่ยงนิดหน่อยแต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นนางอีกเลยจนกระทั่งตอนนี้...นางกำนัลที่อยู่ใกล้ๆ อีกคนให้เหตุผลที่เป็นไปได้ว่านางอาจจะกำลังวุ่นวายกับงานจนไม่มีเวลาปลีกตัวมา...แต่อย่างน้อยคำตอบของเหล่านางกำนัลก็ทำให้เด็กน้อยโล่งอกไปได้เปลาะหนึ่งที่ซายาไม่ได้ถูกจับตัวไปสอบสวนอย่างที่นึกกลัวในคราแรก

“เสร็จหรือยังเมอา” เสียงเร่งขององค์ฟาโรห์ทำให้เด็กสาวเกิดาการลนมากกว่าเดิม

“เอ่อ...เดี๋ยวพระเจ้าค่ะ กระหม่อม...เอ่อ...กระหม่อมผูกสายคาดเอวไม่ถนัด” เด็กน้อยจำต้องปดทั้งๆ ที่เสื้อผ้าก็ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแม้แต่ชิ้นเดียว

ตอนแรกโอซาเมซิสบอกให้นางกำนัลที่ตามเสด็จช่วยแต่งตัวแต่เด็กน้อยรีบปฏิเสธบอกว่าสามารถใส่เองได้และไล่ทุกคนออกไปนอกห้อง โอซาเมซิสที่แกล้งยืนนิ่งอยู่ในห้องเป็นคนสุดท้ายทำท่าจะไม่ออกตาม‘คำทูลเชิญ’...แต่พอเห็นตาของเด็กน้อยเริ่มแดงก่ำและทำท่าจะร้องไห้ทำให้เขาต้องอดใจอ่อนยอมทำตามความต้องการของอีกฝ่าย

เด็กน้อยมองสายคาดเองสีทองที่อยู่ในมืออย่างงุนงงก่อนจะทอดถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้...เจ้าของดวงตาสีทรายเริ่มปลงเมื่อเห็นว่าคงหมดหนทางถ่วงเวลาอีกต่อไปขืนชักช้ากว่านี้อีตาฟาโรห์หน้าสวยนั่นอาจจะมาแต่งตัวให้เธอเองด้วยซ้ำไป

...เอาล่ะ!! ใส่ยังไงก็ช่างมันแล้ว...

เสียงคนคุยกันเบาดังอยู่หน้าห้องถึงแม้จะจับใจความไม่ได้แต่เสียงนั้นก็คุ้นหูจนทำให้ดวงตาสีทรายเปล่งประกายเมื่อรู้ว่าเป็นใคร

...ซายา มาแล้ว...

เสียเปิดและปิดประตูเบาทำให้เด็กน้อยชะโงกหน้ามาจากห้องนอนที่อยู่ด้านใน...เมื่อเห็นว่าเป็นคนที่ตนต้องการพบมากที่สุดเข้ามาเพียงคนเดียวเด็กน้อยก็ถลาเข้าหาอีกฝ่ายอย่างลืมตัว

“ซายา...เจ้าไปไหนมา” เด็กสาวทำสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้...ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าเธอควรจะเสียใจหรือดีใจที่เห็นบุคคลที่ต้องการตัวโผล่มาอยู่ตรงหน้า

พระพี่เลี้ยงขององค์ฟาโรห์ยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าของเด็กน้อย

“ซายาก็ไปเย็บชุดซับในมาให้นายน้อย...นี่ไงคะ”ซายาคลี่ผ้าที่อยู่ในอ้อมแขนออกทำให้เมดูอาเห็นผ้าสีขาวเนื้อเดียวกับชุดของเธอ...เย็บทบกันไปมาสองชั้นหนาพอที่จะทำให้เด็กน้อยโล่งอกหากต้องใส่ชุดผู้หญิงไปร่วมงานในคืนนี้...ก็คงไม่มีอะไรโผล่ไปให้อีกฝ่ายเห็นจนผิดสังเกต

เด็กน้อยถึงกับทึ่งในฝีมืออีกฝ่าย...เพียงครึ่งวันซายาก็สามารถทำได้ถึงขนาดนี้เชียวฤๅ

“เมื่อเช้าพอเห็นชุดนี้นำออกมาทำความสะอาด...ซายาก็นึกอยู่แล้วว่าองค์ฟาโรห์จะต้องให้นายน้อยใส่ชุดนี้แน่ๆ...”พระพี่เลี้ยงระงับปากไว้ได้ทันก่อนที่จะบอกความจริงออกไปว่า...อดีตราชินีแห่งอียิปต์ตอนบนเคยสวมฉลองพระองค์ชุดนี้มาก่อน...เมื่องานพิธีเสกสมรส

“ซายาน่ารักที่สุดเลย... แต่เอ๊ะ!!งั้น...ซายาก็รู้ล่วงหน้าน่ะสิว่าโอซาเมซิสจัดฉลองประหลาดนี้ขึ้น”

พระพี่เลี้ยงขององค์ฟาโรห์พยักหน้ายอมรับพลางบอกว่าองค์ฟาโรห์สั่งให้ปิดเป็นความลับไม่ให้บอกเด็กน้อยล่วงรู้

เด็กสาวกัดฟันกรอด...คิดอยากจะต่อยหน้าสวยๆ แต่เจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันใด

....คงคิดจะวางแผนแกล้งข้าเป็นแน่แท้...ไม่มีทางสำเร็จหรอกโอซาเมซิส!!...

ระหว่างการแต่งกายเมดูอาเลยได้รู้มาว่าองค์ฟาโรห์ได้เสด็จล่วงหน้าไปก่อนกับท่านราชเลขาฝ่ายซ้ายส่วนลามูจาต้องไปแต่งหน้าเพิ่มเติมเพื่อให้สมกับการแต่งกายเป็นนางกำนัลหญิง...เมดูอานึกถึงใบหน้าบึกบึนยามมีเครื่องสำอางแล้วนึกสยองอยู่ในใจขนาดไม่แต่งยังน่ากลัว...ถ้าแต่งคงจะยิ่งน่ากลัวนับร้อยเท่าพันทวี

เด็กสาวพึ่งนึกออกเรื่องโขลนหญิงที่เดินเพ่นพ่านไปทั่ววังแต่พอเอ่ยปากถามซายาก็ต้องอ้าปากเหวอเมื่อทราบคำตอบ...แท้จริงแล้วทหารเหล่านั้นเป็นผู้ชายที่ต้องแต่งกายเป็นหญิงหาใช่โขลนหญิงอย่างที่เข้าใจผิดมาตั้งแต่ต้น

ซายานึกขำอีกฝ่ายแต่ไม่แปลกใจที่เด็กสาวจะเข้าใจผิด...ถึงแม้สรีระของผู้หญิงกับผู้ชายจะแตกต่างกันแต่โขลนหญิงที่เฝ้าในราชวังต้องห้ามที่มีพวกนางในอยู่นั้นต่างก็มีรูปร่างบึกบึนไม่แพ้ผู้ชาย...แถมยังเป็นตอนกลางคืนที่มองเห็นไม่ชัดบวกกับการแต่งกายในชุดอิสตรี...นายน้อยของเธอเลยอาจจะมองพลาด

ร่างของเด็กน้อยถูกแต่งกายและประดับประดาไปด้วยเครื่องประดับสีทองตัดกับชุดขาวขลิบดำ...หลังจากแต่งตัวเสร็จซายาก็เรียกให้เหล่านางกำนัลมาช่วยกันแต่งหน้า ‘ท่านเมอา’ให้สวยงามที่สุดในเวลาจำกัด..

ใบหน้าใสถูกทาด้วยสีขาวไปจนทั่ว...แต่เด็กสาวก็เช็ดออกจนจางไปเยอะไม่สนใจเสียงร้องห้ามของเหล่านางกำนัล...พอจะโดนทาทับซ้ำเด็กสาวก็รีบร้องห้าม...พลางขู่ว่าถ้าทาอีกเธอก็จะลบอีกเหล่านางกำนัลเลยต้องยอม แต่ก็อ้อนให้ท่านเมอายอมเกลี่ยผงสีขาวที่อยู่บนหน้าให้เสมอกัน...คิ้วถูกแต่งแต้มด้วยสีดำขลับของถ่านในขณะที่เปลือกตาทาหินลิปิสลาซูลีสีฟ้าฟ้าสด...ขอบดวงตาได้สีที่สกัดจากผงหินมาลาไคต์สีเขียวปีกแมลงดูแวววาวงดงามชวนมอง

สีชมพูที่เจือจางมาจากต้นเฮนนาถูกแต่งแต้มตรงแก้มนวลทั้งสองข้าง... ดินสนิมเหล็กสีแดงถูกบดให้ละเอียดผสมกับน้ำเพียงเล็กน้อย...เด็กสาวมองอย่างสนใจก่อนที่จะรู้ตัวนางกำนัลก็เอาเจ้าสิ่งนั้นมาป้ายตรงปากจนทั่ว...เด็กน้อยรู้สึกหนักอึ้งที่ริมฝีปากมือกำลังจะป้ายเจ้าสิ่งนั้นออกแต่ซายาก็จับข้อมือของเด็กน้อยได้ทันและสั่งห้ามไม่ให้เช็ดออก

สายตาอ้อนวอนของซายาทำให้เด็กสาวยอมทำตามอย่างว่าง่าย

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง...ทันพอดีที่เด็กสาวถูกซายาและเหล่านางกำนัลจับเปลี่ยนโฉมจนเสร็จสิ้น... ถ้าใครเห็นเธอยามนี้...ย่อมไม่แน่ใจแน่ว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงจริงหรือชายแท้กันแน่

แม้แต่เมดูอาเองเมื่อเห็นเงาของตนสะท้อนมาจากโลหะตรงหน้าก็อดจะตะลึงไม่ได้...ตลอดเวลาที่เธออยู่กับทะเลทรายไม่มีวันใดที่เธอจะได้แต่ตัวได้สวยเท่าวันนี้มาก่อน

ผมสีน้ำตาลอ่อนประกายทองแผ่สยายอยู่ด้านหลังมีตุ้มทองรัดปอยแต่ละปอยผมเอาไว้ตรงส่วนปลายสุดบนศรีษะมีงูที่ทำจากทองเลื้อยผ่านกลางไปนอนนิ่งที่หน้าผาก ดวงตาถูกแต่งแต้มให้ดูเด่นกว่าเดิม...แก้มออกชมพูระเรื่อด้วยกลีบดอกไม้บางอย่างรับริมฝีปากสีชมพูสดราวกับทานดอกบัวไปทั้งดอก...ทั้งศรีษะ หู คอ มือและเท้ามีเครื่องประดับทำมาจากทองและพลอยสีเข้าชุด

คนที่เปิดประตูแทบจะไม่เชื่อสายตาเลยว่าเจ้าของห้องคือราชเลขาส่วนพระองค์จนเขาต้องมองไปรอบห้องให้แน่ชัดอีกครั้งว่าเมอาไม่ได้ซ่อนตัวอยู่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง... แต่เมื่อสบตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นแล้วก็ต้องเชื่อว่าอีกฝ่ายคือท่านเมอาจริงๆ

ในขณะที่เมอาต้องกลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์เมื่อเห็นใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มสีสันแล้วขององครักษ์ฝ่ายขวา... ถึงฝีมือคนแต่งหน้าจะดีรู้จักอำพรางจุดด้อนเน้นจุดเด่น...แต่เมื่อบรรดาสีสันมาอยู่บนใบหน้าอีกฝ่ายแล้วมันไม่เข้ากันเลย...ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าที่ลงเสียขาวราวกับไปตกถังแป้งสาลีมาแต่กลับเขียนขอบตาสีเขียวคล้ำราวกับไปโดนใครต่อยมา ...แก้มที่ไม่ค่อยจะมีดูเปล่งปลั่งคล้ายคนเมาด้วยสีเฮนนาที่ทามาโดยตรงไม่ได้ผสมสีให้เจือจาง...ในขณะที่ปากก็โดนแต้มสีแดงจัดจนเห็นคราแรกนึกว่าไปดื่มเลือดมา

เมอาก้มหน้ามองพื้น...พยายามนับหนึ่งถึงสิบ...แต่พอนึกถึงใบหน้าอีกฝ่ายหญิงสาวถึงกับปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

ลามูจาแกล้งส่งค้อนให้อีกฝ่าย...ทั้งๆที่ตอนนี้เขาอยากจะเขกหัวอีกฝ่ายเสียมากกว่า

“อย่ามัวแต่หัวเราะอยู่เลย องค์ฟาโรห์รอนานแล้วนะ”อีกฝ่ายเตือน และมันก็ทำให้เธอแทบจะหยุดหัวเราะได้ทันที แต่เมื่อราชองครักษ์ฝ่ายขวามองสบตาอีกฝ่ายก็ยังเห็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นไหวระริกอยู่...

“ท่านเมอาเจ้าคะ ลืมพัดเจ้าค่ะ”ซายารีบวิ่งเอาพัดมาส่งก่อนที่เธอจะเดินออกไปยังราชวังส่วนหน้า



องค์ฟาโรห์เดินกลับไปกลับมาอยู่ข้างนอกท้องพระโรง...ส่วนที่จัดงานเลี้ยงเริ่มมีผู้คนทยอยเข้ามา ทุกคนล้วนแต่งกายด้วยชุดอิสตรีดูน่าขบขันมากกว่าสวยงาม องครักษ์ฝ่ายซ้ายที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยชุดที่ไม่ต่างกันกับผู้คนที่อยู่ภายในงาน 

“ท่านเมอามาแล้วพระเจ้าค่ะ” อารีฟรายงานทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนสองคน

ทั้งที่ยังไม่เห็นตัวแต่เขาก็สามารถบอกได้ว่าเสียงที่เดินย่ำพื้นหินอย่างหนักหนักแน่นเป็นจังหวะช้าๆนั้นเป็นฝีเท้าของลามูจา ส่วนอีกหนึ่งเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินแต่เป็นจังหวะร็วเร่งนั้นเป็นฝีเท้าของเมอา

โอซาเมซิสยืนรอด้วยท่าทีสงบนิ่งแต่ใจนั้นเต้นราวกับกลองรบ...เขาอยากเห็นว่าเมอาจะสวยขนาดไหน

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขาหงุดหงิด...เมื่อองครักษ์ฝ่ายขวาเล่นบังอีกฝ่ายจนมิดเหลือเพียงชายกระโปรงของคนที่เดินตามมาข้างหลังเท่านั้นที่ปลิวตามลมเบาๆ

ลามูจาหยุดเดินทันทีเมื่อสบกับพระเนตรขององค์ฟาโรห์...ยามนี้แทบจะเผาเขาให้เป็นจุลและเขาก็พอจะรู้เหตุผลว่าทำไม...ก็ในเมื่อเขากำลังบังคนที่พระองค์อยากทอดพระเนตรมากที่สุดไว้อยู่

ท่านองครักษ์ฝ่ายขวาหยุดเดิน ก่อนจะหลีกทางให้อีกฝ่ายเดินนำหน้าแทน...ในขณะที่ตัวเขาย้ายไปเดินตามหลังตอนแรกเมอาก็แปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร...แต่เมื่อมองเห็นปลายทางนั้นมีใครยืนอยู่...มันก็แทบจะทำให้เธอก้าวขาแทบไม่ออกเลยทีเดียว เด็กสาวยกพัดขึ้นมาปิดหน้าแทบทันทีเพื่อข่มความอาย

แต่ถ้าเธอมีพลังวิเศษเธอก็จะรู้ว่ามันสายไปเสียแล้ว...ภาพที่เธอเดินมาเมื่อครู่มันฉายชัดในห้วงคำนึงของเขาไปเรียบร้อยแล้ว โอซาเมซิสประทับนิ่งอยู่ในภาวะตกตะลึงเมื่อเห็นเมอา...เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าอีกฝ่ายจะใส่ชุดนี้ได้งดงามขนาดนี้

สวยราวกับเทพีไอซิสเสด็จลงมา... สวยกว่ารูปสลักของเทวีฮาเทอร์ที่เขาเคยเห็นในวิหารเสียอีก

เขาว่าอารีฟสวยที่สุดในบรรดาผู้ชายในงานนี้แล้ว แต่มันเทียบไม่ได้เลยเมื่อเมอาเดินเข้ามา... ไม่...เมอาอาจจะสวยกว่านางในวังอีก

...คุ้มแล้ว...

โอซาเมซิสแย้มพระโอษฐ์ให้กับตัวเองยามที่เมอาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กสาวค่อยๆ ลดพัดให้ต่ำลง หากแต่ก็ยังไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย จนองค์ฟาโรห์เชยคางเพื่อจะได้มองใบหน้าและดวงตาสีทรายคู่นั้นให้เต็มตาราวกับจะให้ภาพนั้นประทับอยู่ในพระทัยไปตลอดกาล

“งาม...งามมาก”

เสียงนั้นดังพอที่จะได้ยินทั้งหมด และมันทำให้ทั้งสามคนที่ได้ยินนั้นทำหน้าไปคนละอย่าง...เมอาได้แต่ฝืนยิ้มออกมาเพราะไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่

...เป็นพวกรักวิปริตผิดเพศหรือเปล่าเนี่ย?...

อารีฟแกล้งกระแอม...เพื่อดึงพระสติขององค์ฟาโรห์กลับมา

“ถึงเวลาแล้วพระเจ้าค่ะ” เสียงเตือนของอีกฝ่ายทำให้เขาสำรวจเมอาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกุมมืออีกฝ่ายให้เดินไปพร้อมกัน

เมอาพยายามแกะมือหนาออกแต่ไม่เป็นผล...เธอเลยอ่อนใจยอมเดินตามเสด็จไปแต่โดยดี

เสียงคุยและเสียงดนตรีเงียบลงทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศถึงการเสด็จขององค์ฟาโรห์เหล่าขุนนาง และโนมารช์ที่มาร่วมงาน รีบก้มตัวลงถวายความเคารพองค์ฟาโรห์ตั้งแต่ยังไม่เห็นวรกาย

ในไม่ช้าผู้เป็นใหญ่เหนืออียิปต์ตอนบนได้ก้าวเข้ามาข้างในก่อนจะเดินไปยังที่ประทับที่จัดเตรียมไว้ และฉุดให้คนที่เดินตามมานั่งลงข้างๆ

โอซาเมซิสโบกพระหัตถ์เบาๆ หนึ่งครั้ง...เสียงเพลงก็ดังขึ้นมาเหมือนเดิม เหล่าขุนนางทั้งใหญ่เล็กเงยหน้าจากการถวายความเคารพเข้าสู่อิริยาบทเดิม

เสียงคุยเริ่มกลับมา...บ้างก็มีเสียงหัวเราะดังเป็นระยะแต่ดูเหมือนสายตาหลายคู่จะจับจ้องมายังบุคคลที่นั่งอยู่ข้างองค์ฟาโรห์ราวกับให้ความสนใจเป็นพิเศษถึงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่นั่งข้างฟาโรห์หนุ่มนั้นเป็นใครก็ในเมื่อสีผมและสีตาเด่นผิดแผกขนาดนั้น

เมอารู้สึกอึดอัด...นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องออกงานกับองค์ฟาโรห์ถึงเธอจะเคยเรียนรู้มาบ้างว่าควรทำอย่างไรแต่พอเอาเข้าจริงหัวสมองกลับว่างเปล่า...ลืมคำสอนไปเสียสิ้น

เมื่อสิ้นเสียงเพลงและเข้าสู่เพลงใหม่...นางระบำรำฟ้อนกลุ่มหนึ่งก็เดินออกมาจากมุมหนึ่งของห้อการร่ายรำของนางระบำสะกดสายตาบุรุษแทบทุกคนให้มองไปยังพวกเธอ ... ยกเว้นเมดูอาที่สอดสายตามองงานโดยรอบ

...ทุกคนที่อยู่ในนี้แต่งกายคล้ายอิสตรีหมดทุกคน ไม่มีใครแต่งตัวเป็นชายเลย... แถมไม่มีใครเคอะเขินกับการแต่งตัวที่ผิดเพศของตนด้วยฤๅจะไม่ใช่ครั้งแรก...

เด็กสาวมองทุกสิ่งด้วยความสงสัย และโอซาเมซิสก็ทอดพระเนตรมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยเช่นเดียวกัน

“มีอันใดฤๅ เห็นเจ้ามองโน่นมองนี่ตลอดเลย”

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดอย่างนั้นเมดูอาก็รีบนั่งตัวตรงคอตั้งราวกับว่าสนใจพวกนางรำเสียเต็มประดา

“เปล่า...พระเจ้าค่ะ”

เด็กสาวตอบสั้นๆ แต่อีกฝ่ายไม่เชื่อ พระพักตร์สวยกว่าชายใดในอียิปต์ก้มลงพูดกับคนที่นั่งอยู่ข้างกายจนริมฝีปากใกล้ชิดกับใบหู...ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจและกลิ่นเหล้าของอีกฝ่ายโชยเข้ามา

“ข้าไม่เชื่อ”

“นั่นก็เรื่องของพระองค์พระเจ้าค่ะ” เด็กสาวหันไปตอบอีกฝ่ายโดยไม่ทันระวัง...จนริมฝีปากของทั้งสองแทบจะชนกัน ดวงตาสีทรายเบิกกว้างก่อนจะผงะออกห่างจากพระพักตร์ที่อยู่ชิดจนเกือบจะชนกันอย่างตกใจ...ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเหมือนจะมีจุดแดงระเรื่อลามขึ้นมาทันทีจนองค์ฟาโรห์สามารถทอดพระเนตรเห็นได้อย่างชัดเจน...

เด็กน้อยรีบก้มหน้าไม่กล้าสบพระพักตร์ไม่แม้แต่จะเหลือบขึ้นมามองพระเนตรสีนิลเหมือนเช่นทุกที...เธอไม่เข้าใจว่าทำไม่ถึงรู้สึกแปลกๆหัวใจก็เหมือนจะเต้นผิดจังหวะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนต้องแก้เขินด้วยการเอื้อมมือไปหยิบพัดที่วางอยู่ข้างกาย...มือของเด็กน้อยลูบขนนกที่ประดับอยู่บนพัดเล่นเพื่อข่มอาการที่กำลังเป็นอยู่

กิริยาเขินอายที่แสดงออกมาอย่างไม่ตั้งใจทำให้โอซาเมซิสลอบแย้มพระโอษฐ์เมื่อเห็นท่าทีเขินอายของเจ้าเปี๊ยกเป็นครั้งแรก... อย่างน้อยเจ้าเปี๊ยกก็ไม่ได้ไร้ความรู้สึกอย่างที่เขานึก...แต่องค์ฟาโรห์ก็ไม่ได้ตรัสว่าอะไรออกไปให้คนข้างกายต้องอายไปมากกว่านี้

การคุยขององค์ฟาโรห์กับเด็กน้อยที่อยู่ข้างกาย...เหมือนจะไม่มีใครสนใจยกเว้นสองราชองครักษ์ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาที่คอยจับสังเกตองค์ฟาโรห์มาโดยตลอด

ระยะหลังพวกเขาสังเกตเห็นประกายตาบางอย่างที่มักมองเจ้าเด็กน้อยยามเผลอองค์มันไม่ใช่เป็นพระเนตรที่ทอดมองน้องชายหรือเพื่อนแม้แต่น้อย...อีกทั้งองค์ฟาโรห์เหมือนจะโปรดเจ้าเด็กน้อยมากจนไม่ยอมให้ห่างพระวรกายจะไปไหนก็จะพาเจ้าปี๊ยกไปด้วยตลอด ผิดกับช่วงแรกที่มักจะทิ้งให้เด็กน้อยทำงานอยู่ในห้องทรงพระอักษร

ลามูจาและอารีฟอดคิดไม่ได้ ถ้าเจ้าเปี๊ยกเป็นหญิง...องค์ฟาโรห์คงจะลุ่มหลงอีกฝ่ายน่าดูบางทีอาจจะถึงขั้นจับเด็กน้อยเข้าไปอยู่ในกรงทองไม่ยอมให้อีกฝ่ายไดมีอิสระภาพต่อไปอีกเลยตลอดกาล...ถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าเปี๊ยกคงจะดื้อและแผลงฤทธิ์จนอาจจะทำใหองค์ฟาโรห์กริ้วรอบสอง

แต่สองราชองครักษ์ก็ดีใจที่ ‘ท่านเมอา’ไม่ใช่ผู้หญิง!!



(โปรดติดตามตอนต่อไป)



*****************************************************************************


ต้องขอโทษด้วยครับที่มาโพสต์นิยายตอนนี้ช้า ตอนแรกว่าจะมาโพสต์แต่เช้า...ก่อนจะออกไปงาน"รวมเส้น"-ที่จัดตรงหอจดหมายเหตุท่านพุทธทาสฯ ข้างสวนรถไฟ [งานมีวันนี้กับวันพรุ่งนี้อีกหนึ่งวันนะครับ ใครว่างเชิญแวะไปชมไปชอปได้]... แต่พอเข้าบล็อคแก็งค์ก็ไม่รู้ทำไมไอดีนี้ถึงโดนล็อคเอ๊าท์ไปซะงั้น ถั่วเลยทำอะไรไม่ได้...นอกจากรอพี่สาวกลับมาจากทำงานเพื่อกรอดไอดีและพาสเวิร์ดให้ใหม่ ถั่วจึงเข้ามาโพสต์นิยายได้...ขออภัยท่านผู้อ่านอีกครั้งครับ -/|-




Create Date : 17 สิงหาคม 2556
Last Update : 17 สิงหาคม 2556 18:58:26 น.
Counter : 491 Pageviews.

6 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  

อมฤดา & ธัญณัฐฐ์
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



ผลงานและบทความทุกชิ้นที่ปรากฏใน Bloggang ของ boonchompu-tunnut ได้รับการคุ้มครองและสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (มาตรา 15 และ 27) ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด...ไปเผยแพร่ ทำซ้ำ หรือดัดแปลง จำหน่าย ให้เช่า คัดลอก เลียนแบบ ทำสำเนา การทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน ไม่ว่าในรูปลักษณะอย่างใดหรือวิธีใด...โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเด็ดขาด หากพบเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ผิดกฏหมายของข้าพเจ้า...จะขอดำเนินการทางกฏหมายทั้งทางแพ่งและอาญาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
New Comments
All Blog