สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 41
สุดฟ้าสิ้นรอยทราย . . . ตอนที่ 41








กระโจมขององค์ฟาโรห์ถูกกางอย่างง่ายเหมือนกับทหารคนคนหนึ่งการที่ไม่ถือองค์ว่าเป็นกษัตริย์นี้ทำให้ได้ใจพวกทหารยิ่งนัก และมันก็ช่วยให้ใครก็ตามที่คิดลอบเข้ามาทำร้ายองค์ฟาโรห์คงต้องเสียเวลาหากระโจมของฟาโรห์แห่งอียิปต์ตอนบนพักใหญ่...ถ้าดวงดีไม่ถูกจับเสียก่อน

เมดูอาพยายามเดินทอดน่องประวิงเวลาให้ได้นานที่สุดแต่ก็นึกสงสารคนที่เดินตามมาอยู่ไม่ห่าง...ท่านราชองครักษ์ฝ่ายขวากอดอกแน่น ถึงแม้เจ้าตัวจะพยายามระงับอาการไม่แสดงออกให้ใครได้เห็นแต่พอเผลอเมดูอาก็ได้ยินเสียงฟันดังกระทบกันลอยเข้าหูมาเป็นระยะ...ในที่สุดเด็กน้อยก็จำต้องเดินกลับไปที่กระโจมขององค์ฟาโรห์อย่างไม่เต็มใจ

ยิ่งเห็นเงาของคนที่อยู่ในกระโจมที่พัก ยิ่งทำให้เด็กสาวรู้สึกหวาดวิตกมากขึ้นกว่าเดิม...เธอเองก็ไม่เข้าใจทำไมถึงได้รู้สึกหวาดหวั่นขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น...ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งใจเต้นเป็นจังหวะแปลกๆ

อาจจะเป็นเพราะในระยะหลังเมดูอาสังเกตุเห็นดวงตาเหยี่ยวสีนิลที่คอยทอดพระเนตรเธอในเวลาเผลอพระองค์มันมีแววตาวิบวับที่เมดูอาไม่เคยเห็นมาก่อน...และพอเห็นโอซาเมซิสทอดพระเนตรมาแบบนั้นมันทำให้เธอไม่กล้าสบตา...อีกทั้งยังรู้สึกตัวแข็งทื่อจนทำอะไรไม่ถูก

เงาของใครบางคนที่ทาบทับมายังกระโจมทำให้ผู้ที่อยู่ข้างในดาได้ไม่ยากเย็นนักว่าเป็นใครการแต่งกายแบบนี้มีคนเดียว

“จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม?” คนในกระโจมส่งเสียงเย้าแหย่เมดูอาสวดให้พรอีกฝ่ายในใจ...พลางนึกว่าอีกฝ่ายเป็นพวกสัตว์ราตรีหรือไง...ดึกดื่นป่านนี้ถึงยังไม่หลับไม่นอนอีก

เด็กน้อยมุดเข้ามาในกระโจมอย่างไม่มีทางเลี่ยงอีกต่อไป...ภายในกระโจมถูกจัดไว้อย่างง่ายๆมีเพียงที่นอนเท่านั้นที่ผิดแปลกจากที่นอนของทหารอียิปต์หากเป็นทหารคนอื่นก็คงใช้เพียงผ้าปูนอนกั้นระหว่างตนกับผืนทราย...แต่ที่บรรทมขององค์ฟาโรห์ทำมาจากหนังเสือตัวใหญ่มหึมา...ทั้งตัว

ภาพที่เมดูอาเห็นยามนี้เหมือนเจ้าเสือยักษ์นอนแผ่ร่างกายบนผืนทรายอย่างสงบนิ่ง...ดูน่ากลัวนิดๆสำหรับเธอ... ส่วนผ้าที่ใช้คลุมพระวรกายนั้นก็ถักขอมาจากขนของแกะให้หนานุ่มจนเป็นผ้าผืนโตที่เด็กน้อยคิดว่าถ้านอนเบียดๆคงห่มได้สักห้าหกคนเป็นอย่างน้อย

เด็กสาวมองหาทำเลที่นอนของตนเมื่อเห็นว่ามีคนจัดเตรียมไว้นอนอยู่ใกล้ๆองค์ฟาโรห์เจ้าตัวก็จัดการลากมันมาไว้ยังมุมหนึ่งของกระโจมเพื่อจะได้อยู่ห่างจากองค์ฟาโรห์ให้มากที่สุด

“เจ้าทำอะไรน่ะ?” องค์ฟาโรห์รู้สึกไม่พอพระทัยที่อีกฝ่ายลากที่นอนไปเสียห่างราวกับจะรังเกียจ

“ก็กระหม่อมไม่ชอบนอนใกล้คนอื่นนี่พระเจ้าค่ะ...มันอึดอัด” คำตอบของเด็กน้อยทำให้องค์ฟาโรห์ถอนพระปัสสาสะ ก่อนจะส่ายพระพักตร์อย่างระอา

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเจ้าเปี๊ยกกำลังหาข้ออ้าง...ระยะหลังเขารู้สึกว่าเจ้าเปี๊ยกพยายามหลบหน้าหลบตาเขา อีกทั้งพยายามทำตัวออกห่าง...ไม่ใกล้ชิดเขาเหมือนเมื่อก่อนจนบางครั้งเขาก็รู้สึกน้อยใจที่เมอาเปลี่ยนไป

เถอะ...รอให้หลับก่อน

เดี๋ยวเขาจะจัดการ ‘ลาก’ อีกฝ่ายมานอนใกล้ๆ เอง!!

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกนายกองและเหล่าทหารอียิปต์ต่างรู้สึกแปลกใจที่เห็นท่านเมอาออกมาจากกระโจมด้วยใบหน้าที่เหมือนอยากจะฆ่าคนแต่องค์ฟาโรห์กลับมีอารมณ์ดีอย่างแปลกประหลาด การเคลื่อนทัพในวันที่สองทุกคนดูจะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ท่านเมอาเลยสักคนร่างบางที่อยู่บนหลังม้ามีใบหน้างอราวกับไปโกรธใครมาเป็นร้อยๆ บางครั้งก็มองค้อนองค์ฟาโรห์ที่กำลังฮัมเพลงอยู่ในพระศอ

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้...เรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากทั้งสองคนที่อยู่ในกระโจม

ยิ่งเห็นเด็กน้อยงอแงไม่อยากเข้าไปในกระโจมในยามค่ำคืน...ทำให้เหล่าทหารอียิปต์ที่แอบดูอยู่เงียบๆพากันอยากรู้มากขึ้น แต่พอแอบมองกันมากๆ ...เหล่าทหารก็จะเจอกับสายตาเอาเรื่องของท่านราชองครักษ์ฝ่ายขวาจ้องเขม็ง...ทำให้เหล่าคนอยากรู้รีบสลายตัวเป็นการด่วน

“กระหม่อมไม่นอนตรงนี้”เสียงแหลมเล็ดลอดจนคนอยู่นอกกระโจมได้ยินตามมาด้วยเสียงแผ่วเบาขององค์ฟาโรห์ที่จับใจความไม่ได้...สักพักลามูจาก็ได้ยินเด็กน้อยตอบกลับไป “งั้น...กระหม่อมไปนอนกับท่านลามูจากับท่านอารีฟก็ได้”

คนแอบฟังอยู่เงียบๆ อย่างไม่ตั้งใจเผลอสะดุ้งเมื่อโดนกล่าวถึง...เสียงเอะอะที่เริ่มจะดังขึ้นทุกทีทำให้ลามูจารีบพาตัวเองออกมาให้ห่างจากสงครามในกระโจมอย่างรวดเร็ว...เขารีบจ้ำมาหาคู่หูที่นั่งเขี่ยกองฟืนเล่นราวกับคนไม่รู้ทุกข์รู้ร้อนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกระโจม...ตราบใดที่ยังไม่มีดำรัสขององค์ฟาโรห์เขาก็ทำได้แค่เพียงเฝ้าระวังอยู่ภายนอกเท่านั้น

เสียงของคนในกระโจมเงียบไปแล้วทำให้ลามูจาแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น...เขาหันไปหาเพื่อนร่วมตายก่อนจะเอ่ยปรึกษาที่พักนี้องค์ฟาโรห์ชักจะทำตัวแปลกๆกับเจ้าเปี๊ยก

อารีฟรีบยกมือห้ามอีกฝ่ายทันที...เขาพอจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดออะไรต่อไปและไม่ใช่แค่ลามูจาที่เริ่มสงสัยแม้แต่เหล่าแม่ทัพหัหน้านายกองตลอดจนทหารอียิปต์ต่างเริ่มสงสัยในพฤติกรรมอันแปลกประหลาดขององค์ฟาโรห์ที่มีมากขึ้นทุกวันเพียงแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมาเท่านั้นเอง

“...เรื่องนี้ พวกเราไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยวหรือแสดงความคิดเห็น...”ชายหนุ่มที่มีใบหน้าและรูปร่างตรงกันข้ามกับราชองครักษ์ฝ่ายขวาเอ่ยเสียงเรียบ “...ถึงแม้องค์ฟาโรห์จะ‘โปรด’ ใคร เราก็ทำได้แค่เพียงถวายอารักขาเท่านั้น...”

“โปรด... งั้นก็หมายความว่า!!”ลามูจาอ้าปากค้างเมื่อเข้าใจในความหมายของคำว่าโปรดที่เพื่อนพยายามเน้น...ในขณะที่อารีฟยังคงเรียบเฉยไม่ได้แสดงสีหน้าอันใดออกมา

สายตาของราชองครักษ์ฝ่ายขวาหันกลับไปมองที่กระโจม...จริงอยู่ในประวัติศาสตร์เหล่าอดีตองค์ฟาโรห์ต่างมี‘คนโปรด’ เป็น ‘ผู้ชาย’ อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่เขาพึ่งเห็นกับตาตัวเองก็คราวนี้



เมดูอาเงยหน้ามองท้องฟ้ากว้างที่ไร้เมฆอย่างนึกกังวล...เธอไม่ชอบอากาศแบบนี้เลยลมทะเลทรายที่ปกติจะพัดผ่านเป็นระลอกลับนิ่งเงียบสนิทผิดกับเช่นทุกวันที่ผ่านมามันนิ่งเกินไป...จนเธอเริ่มกังวล ลมนิ่งๆ แบบนี้ราวกับว่าที่ไหนสักแห่งกำลังมีพายุทะเลทรายพัดอย่างบ้าคลั่งอยู่

ยังไงก็อย่าพัดมาทางนี้เลยนะ

คนที่อาศัยอยู่กับทะเลทรายชักม้าให้หยุดเมื่อเงาบางอย่างผ่านเธอไปเมดูอาเงยหน้าบนท้องฟ้าอีกครั้ง...แต่แสงแดดจ้าที่แยงตากลับมาทำให้เธอป้องมือหาที่มาของเงาหลังจากเพ่งมองอยู่นานเมดูอาก็เห็นนกเหยี่ยวสีน้ำตาลเข้มปนดำกำลังสยายปีกอยู่บนท้องนภา

มันส่งเสียงร้องราวกับจะทักทายผู้คนที่อยู่เบื้องล่าง โอซาเมซิสเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรหาที่มาของเสียงอย่างสนใจ...และยิ่งเห็นเด็กน้อยที่อยู่บนหลังม้าสนอกสนใจเจ้าเหยี่ยวตัวนั้นเป็นพิเศษถึงกับออกโอษฐ์ออกมาว่าจะจับมาให้เธอเลี้ยงหากต้องการ

“พวกเราไม่ได้มาล่าสัตว์นะพระเจ้าค่ะ” เมดูอารีบปฏิเสธทันที...เธอรู้ดีว่าเจ้าเหยี่ยวที่บินสยายปีกอยู่บนท้องฟ้าคือ ‘การ่า’ สัตว์เลี้ยงของเธอเอง ขืนเขาจับเจ้าเหยี่ยวตัวนั้นได้ความก็แตกพอดี

เจ้าเหยี่ยวตัวนี้เหมือนเหยี่ยวตัวอื่นซะที่ไหนกัน ดุเสียยิ่งกว่าหมาไนยามออกล่าเหยื่อ...เจ้านกดุตัวนี้เคยจิกตีคนที่คิดจะเข้ามาเล่นกับมันเสียจนหนีเตลิดมาหลายรายนอกจากบิดากับเธอแล้วอย่าหวังว่ามันจะยอมให้จับตัว และถ้ามันมาเกาะไหล่เธอนิ่งๆเหมือนเช่นทุกที...งานนี้ล่ะจบไม่สวยแน่เมดูอาเอ๋ย โอซาเมซิสคงสงสัยจนคาดคั้นเอาความจริงอีกแน่ๆ

เจ้าเหยี่ยวแห่ทะเลทรายบินวนรอบกองทัพอยู่สองสามรอบพร้อมส่งเสียงเป็นระยะราวกับว่ามันทำเพื่อให้แน่ใจว่า‘นาย’ ของมันจะเห็นตัวมันแน่นอน...ก่อนจะบินหายไปยังทิศทางหนึ่งเมดูอารู้ได้ทันทีว่าทิศที่มันบินไปนั้นมีบิดาของเธออยู่...แสดงว่าสิ่งที่เธอให้บิดาเตรียมไว้สำเร็จผลแล้วจึงให้การ่ามาแจ้งข่าว

เมดูอามองไปยังองค์ฟาโรห์ที่ทรงม้าอยู่ไม่ห่าง...ดวงตาสีทรายหม่นแสงลงโดยที่เธอก็ไม่รู้ตัว... เมดูอารู้แต่เพียงว่าในอกมันเบาโหวงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อวันที่เธอกับเขาต้องจากลากันใกล้เข้ามาถึงแล้ว

...นี่เธอเป็นอะไรไป...

เด็กสาวสะบัดหน้าเรียกสติกลับคืนมาอีกครั้งตอนนี้เธอจะเขวไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม... ทุกอย่างพร้อมแล้วทีนี้ก็เหลือเพียงเธอ...ต้องหาทางปลีกตัวออกไปจากกองทัพให้ได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมดูอาคิดหาวิธีที่จะออกไปยังจุดนัดพบ

เธอจะทำยังไงดี

อา...ทวยเทพแห่งสงครามได้โปรดช่วยให้ข้าได้หลบหนีออกไปได้ด้วยเถอะ

เมดูอาอ้อนวอนอยู่ในใจ หวังเหลือเกิน...หากเธอเป็นจริงดั่งเช่นคำทำนายเธอก็น่าจะมีทางที่จะหนีออกไป...ดูเหมือนเสียงของเธอจะดังไปถึงทวยเทพ สิ่งที่เมอาภาวนาไม่อยากให้เกิดในตอนแรก...มันลอยเด่นมาแต่ไกลจนเด็กสาวเห็นได้แม้เพียงมันจะโผล่มาเหนือขอบฟ้าด้านหลังของกองทัพอียิปต์

ฝุ่นทรายฟุ้งตลบอบอวลเป็นกำแพงสูงราวกับจะต้านไม่ให้ใครได้ผ่านไปได้

สมองของเมดูอาคิดหาวิธีที่จะพาตนเองออกไปจากกองทัพได้อย่างทันท่วงที...ถึงแม้จะเสี่ยงนิดหน่อยแต่ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้...ขอเพียงแต่พายุทะเลทรายพัดผ่านมาทางนี้ก็พอ

ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอสำหรับพายุทะเลทรายลูกย่อมๆนี้... เธอกับธอธเคยลุยพายุทะเลทรายลูกใหญ่กว่านี้มาแล้ว... แต่กับคนอื่นมันคือกำแพงนรกดีๆ นี่เอง

“พายุทะเลทราย... หลบก่อนพระเจ้าค่ะ”

เสียงเตือนของอารีฟที่ดังเบื้องหลังทำให้เด็กสาวนึกขัดใจ...เธอกะว่าจะเตือนให้ช้ากว่านี้สักหน่อย...พวกเขาจะได้ไม่ทันตั้งตัวพายุทะเลทรายลูกแค่นี้ไม่เป็นอะไรมากนักหรอก... แค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งจะหายใจไม่ออกและมองไม่เห็นเท่านั้น

แต่ช่างเถอะ...ถึงเตือนตอนนี้เหล่าทหารก็หลบไม่ทันอยู่ดี

...พัดมาเลยเจ้าพายุ...จงพัดมาทางข้าเลย...

เมอายิ้มเหยียดเมื่อเห็นลมและทรายปลิวเข้ามาใกล้ตัวเธอ...

กำแพงทรายสูงราวกับจะกินขอบฟ้าไปด้วยพัดมาใกล้เหล่าทหารทุกทีเสียงลมดังข่มขวัญผู้ที่ไม่เคยเจอความน่ากลัวของพายุทราย และดูเหมือนมันจะได้ผล...หลายคนเริ่มขวัญหนีดีฝ่อจนทัพเริ่มแตกร่วนไม่เป็นขบวน ความร้ายกาจของพายุทะเลทราย...หลายคนเคยได้ยินว่ามันกลืนกินชีวิตคนมานักต่อนักมีเพียงเด็กน้อยเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าปกติอยู่

ถึงแม้ว่าพายุทะเลทรายที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกคิดว่าจะเป็นเพียงพายุลูกเล็กๆ หากแต่เมื่อยามที่มันพัดเข้ามาใกล้กลับดูสูงใหญ่จนน่าใจหาย...แต่ยังหรอกพายุทรายแค่นี้ไม่สามารถทำอะไรกับผู้ที่เกิดและเติบโตมากับผืนทรายได้หรอก

เมดูอาปลดผ้าโพกผมลงบางส่วน... คลี่ชายผ้าโพกผมมาคลุมหน้าเอาไว้จนเหลือแต่ตาอารีฟกับลามูจาชักม้าไปใกล้องค์ฟาโรห์เพื่อถวายอารักขา แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้ห่วงองค์เองเลย...องค์ฟาโรห์พยายามตะโกนเรียกเมอาให้มาอยู่ใกล้เขา...แต่อีกฝ่ายก็ทำเหมือนหูทวนลมไม่ได้ยินที่เขาเรียกจนโอซาเมซิสเริ่มร้อนพระทัย

“ลามูจา... เจ้าไปถวายอารักขาเมอา”

คำสั่งนั้นทำให้องครักษ์ฝ่ายขวาตีสีหน้าไม่ถูก...ด้วยใจนั้นออกจะห่วงองค์ฟาโรห์มากกว่า...เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นถึงลูกทะเลทรายคงจะชินกับพายุนั้นมากกว่าองค์ฟาโรห์เป็นไหนๆแต่ในเมื่อเป็นคำสั่งขององค์ฟาโรห์ใครเล่ากล้าขัด

คนร่างยักษ์ชักม้าของตนไปทางเจ้าเปี๊ยก...แต่อีกฝ่ายร้องปฏิเสธการช่วยเหลือจากเขาในขณะที่โอซาเมซิสนึกเข่นเขี้ยวในใจ... ทีคราวนี้อีกฝ่ายทำเหมือนหูดีได้ยินที่เขาคุยกับลามูจาทั้งที่เมื่อกี้เขาตะโกนจนคอแทบแตกแต่เมอาก็ไม่สนใจ

“เมอา เจ้ามาอยู่ข้างๆข้า เดี๋ยวนี้” เขาเรียกอีกฝ่ายซ้ำ...เมื่อเห็นพายุจวนเจียนใกล้เข้ามาทุกทีหากแต่คนบนหลังม้ายังคงดื้อรั้นเหมือนเช่นทุกที เมดูอาชักชักม้าหนีไปยังที่พวกทหารเกาะกลุ่มอยู่ไม่ห่างด้วยความหวาดกลัวพายุทะเลมทรายลูกใหญ่

โอซาเมซิสได้ยินเสียงเมอาตะโกนสั่งให้ทุกคนรวมกันเป็นกลุ่มแล้วนั่งลง...อย่ายืนต้านลม ก่อนจะสั่งให้ทุกคนเอาผ้าปิดปากและจมูกเอาไว้และห้ามลืมตาเด็ดขาด

โอซาเมซิสจะชักม้าทรงตาม...ติดที่พวกแม่ทัพนายกองและราชองครักษ์ทั้งสองคอยล้อมรอบทำให้เขาตามอีกฝ่ายได้ไม่สะดวกนัก

“ลงจากหลังม้า...หลบอยู่หลังม้า”เจ้าเปี๊ยกยังคงสั่งการไปทั่วเมื่อเห็นว่าพายุใกล้เข้ามาจู่โจมกองทัพทุกที...คนที่ไม่มีม้าก็ให้นั่งรวมกันแล้วเอาผ้าผืนใหญ่คลุมอีกทีในขณะที่คนมีมาก็อาศัยมาตัวเองเป็นที่หลบพายุชั่วคราว

ละอองทรายที่ปลิวว่อนอันเกิดจากปลายพายุกำลังพัดเข้ามา...ทำให้เมดูอาชักม้ากลับมามายังที่โอซาเมซิสยืนอยู่อย่างกระวนกระวายใจ...สีพระพักตร์ดีขึ้นเมื่อเห็นอีกเชื่อฟัง

หากแต่เจ้าม้าสีหมอกก็หยุดก่อนที่จะถึงตัวเขาสังสิบก้าว...เด็กสาวอ้าปากเหมือนจะพูดออะไรบางอย่าง แต่เสียงลมที่คำรามก้องทั่วผืนทรายกลบเสียงพูดของเมอาจนเกือบหมด

“พระองค์จะต้องเชื่อ...”เป็นเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนที่พายุทะเลทรายจะพัดผ่านไปทั่วบริเวณจนรอบกายเต็มไปด้วยเม็ดทรายและแรงลม

หลังจากนั้นเขารู้แต่ว่ามีมือของใครบางคนฉุดให้เขาลงจากหลังม้า...แต่เขารู้ว่ามือนั้นไม่ใช่มือของเมอาแน่นอนโอซาเมซิสก้มหน้าเพื่อไม่ให้ผุ่นทรายเข้าปากและจมูก ถึงเขาจะคลุมหน้าเอาไว้แต่ใบหน้ากลับรับรู้ถึงเม็ดทรายทุกเม็ด

เสียงลมดังหวีดหวิวก้องก้องไปทั่วกลบเสียงร้องของทุกคน



(โปรดติดตามตอนต่อไป)


:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:


งานเสร็จแล้วครับ ^^ เย้ๆ แต่กว่าเงินจะเข้าบัญชีก็พรุ่งนี้ตอนบ่ายๆ ...เย็นนี้ถั่วจะเดินทางกลับบ้านล่ะคงไม่ได้อ่านคอมเมนต์ของเพื่อนๆ  แต่จะตอบทันทีหลังจากกลับมาถึงบ้าน(ถ้ารถไฟไม่เลทนะ) อ้อ...ถั่วต้องขอขอบคุณทุกคำอวยพรและกำลังใจที่มอบให้ถั่วเม็ดน้อยๆ  (//*-*)//  ถึงไม่ได้เข้ามาตอบ...แต่ถั่วก็อ่านทุก comment นะครับ 


แล้วเจอกันใหม่วันเสาร์ครับ ปู๊น...ปู๊น~




Create Date : 03 กันยายน 2556
Last Update : 3 กันยายน 2556 13:58:36 น.
Counter : 572 Pageviews.

5 comments
  
ลุ้นว่าจะเกิดไรขึ้น
โดย: O_O IP: 118.172.29.82 วันที่: 3 กันยายน 2556 เวลา:20:04:45 น.
  
มาให้กำลังใจคนเขียน กับ เมอา ^_^
โดย: ^_^ IP: 110.168.58.8 วันที่: 3 กันยายน 2556 เวลา:20:33:13 น.
  
เมอาใจร้าย อย่าหนีไปนะ T^T
โดย: sakeena IP: 115.87.74.134 วันที่: 4 กันยายน 2556 เวลา:9:09:05 น.
  
คุณ O_O . . . รอลุ้นไปด้วยกันนะครับว่าเมอาจะเป็นยังไงต่อไป

คุณ ^_^ . . ขอบคุณครับ อยากจะบอกว่าโชคดีมากๆ เลยกลับมาถึงกรุงเทพได้วันเดียวรถไฟไทยตกรางอีกแล้ว นี่ถ้าถั่วเชื่อเพื่อนยอมอยู่เที่ยวลำปางอีกหนึ่งวันป่านนี้คงอาจจะอยู่ในเหตุการณ์ด้วยก็...เป็น...ได้

คุณ sakeena . . . นั่นสิ...เมอาใจร้าย ยังไม่ได้ร่ำลากันเลย <<< เสียงโอซาเมซิสลอยมาจากที่ไกลๆ
โดย: ช่อชมพู & ธัญณัฐฐ์ วันที่: 6 กันยายน 2556 เวลา:16:17:39 น.
  
สู้ๆ :)
โดย: Nop IP: 27.55.23.89 วันที่: 18 กันยายน 2556 เวลา:19:49:47 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อมฤดา & ธัญณัฐฐ์
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



ผลงานและบทความทุกชิ้นที่ปรากฏใน Bloggang ของ boonchompu-tunnut ได้รับการคุ้มครองและสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (มาตรา 15 และ 27) ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด...ไปเผยแพร่ ทำซ้ำ หรือดัดแปลง จำหน่าย ให้เช่า คัดลอก เลียนแบบ ทำสำเนา การทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน ไม่ว่าในรูปลักษณะอย่างใดหรือวิธีใด...โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเด็ดขาด หากพบเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ผิดกฏหมายของข้าพเจ้า...จะขอดำเนินการทางกฏหมายทั้งทางแพ่งและอาญาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
New Comments
All Blog