Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
15 กรกฏาคม 2550
 
All Blogs
 
บทสวดพาหุงมหากา - อรรถาธิบาย บทที่ ๕

คาถาพาหุง บทที่ ๕

กัตวานะ กัฎฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นางจิญจมาณวิกา (สาวิกาพวกนิครนถ์)
เอาไม้กลมๆ มาผูกท้อง ทำอาการ
ประหนึ่งว่ามีครรภ์ ใส่ร้ายพระพุทธเจ้า
ท่ามกลางฝูงชน พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้
ด้วยวิธีสงบระงับพระหฤทัยอันงดงาม ด้วย
เดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

การผจญภัยครั้งนี้ของพระพุทะองค์เป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง เพราะทรงผจญกับข้อกล่าวหาเรื่อง “มารหัวขน” เรื่องของเรื่องก็มีว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงประกาศพระพุทธศาสนา ไม่นานก็มีผู้เลื่อมใสออกบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนามากขึ้น พวกอัญเดียรถีย์ (นักบวชลัทธิอื่น) ต่างก็เดือดร้อน ไปตามๆกัน

ว่ากันว่าศาสนาที่เป็นคู่แข่งกับพระพุทธศาสนาคือศาสนาเชน หรือลัทธินุ่งลมห่มฟ้า (ต่อมามีพวกนุ่งขาวห่มข่าวด้วย) ศาสนาเชนมีศาสดานามว่า มหาวีระ แต่คัมภีร์พระพุทธศาสนาเรียกว่า นิครนถ์นาฏบุตร มีศาสนิกนับถือจำนวนมาก และเจริญร่งเรืองมาก่อนพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเล็กน้อย มหาวีระหรือนิครนถ์นาฏบุตร เป็นขัตติยกุมารแห่งเมืองไพศาลีออกบวช (ตำราพุทธบอกว่าเป็นบุตรนักฟ้อน) บำเพ็ญเพียรอย่างเข้มงวดจนได้ตรัสรู้ แล้วก็เผยแพร่ศาสนามาก่อน พระพุทธเจ้าออกประกาศพระพุทธศาสนา

ศาสนาเชนเน้น “อัตตกิลมถานุโยค” (การทรมานตนอย่างเข้มงวด) เชื่อกันว่าถ้าทรมานให้ร่างกายลำบากกิเลสก็จะเหือดแห้งไปชีวิตของพระเชน จึงไม่มีวัตถุสิ่งของในครอบครองแม้กระทั่งผ้าผ่อน ก็ไม่ต้องมี เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ยึดมั่นถือมั่น

เวลาจะเดินไหนมาไหน ก็เอาไม้กวาดกวาดนำทางก่อน แล้วค่อยๆ ย่องๆ ดุจนกกระยาง ด้วยเกรงว่าจะเผลอเหยียบสัตว์ตาย

เอาผ้าขาวปิดปากปิดจมูก ไม่ใช่เพื่อป้องกันมลพิษ อย่างตำรวจจราจรเมืองไทยหากแต่กลัวว่าเวลาหายใจอาจสูดเอา จุลินทรีย์ สัตว์เล็กสัตว์น้อยเข้าไปตาย จะเป็นบาปโดยไม่รู้ตัว

เวลากินข้าว พระเชนจะหันหน้าเข้าข้างฝาไม่ให้ใครเห็น ไม่เช่นนั้นจะ “เสียวัตร” คือทำให้ปฏิบัติมัวหมอง

เวลาพระเชนไปไหนมาไหน จะเดินอย่างเดียว ปฏิเสธพาหนะทุกชนิด ถือแส้กับพัดเท่านั้นโทงเทงๆ น่าตื่นตาตื่นใจของผู้พบเห็น ไม่แพ้นายแบบนางแบบนู๊ดของ คุณนิวัติ กรองเพียร แต่ปัจจุบันภาพอย่างนี้หาดูได้ยากแล้ว

พวกอัญเดียรถีย์วางแผนดิสเครดิตพระพุทธเจ้าโดยให้สาวิกาสาวสวยชื่อจิญจา หรือ จิญจมาณวิกาไปดำเนินการ นางใช้เวลาระยะหนึ่งเข้าเดินออกพระเชตะวันมหาวิหาร

ตอนเช้ามืดเวลาชาวเมืองเดินออกนอกเมืองทำธุรกิจการงาน นางจิญจาก็จะเดินเข้าเมืองเมื่อเขาถามว่า “นางอยู่ที่ไหน” ก็ตอบว่า “เรื่องของข้า” เวลาค่ำ เมื่อประชาชนต่างพากันกลับเข้าเมือง นางก็เดินออกนอกเมือง สวนทางกับพวกเขา เมื่อพวกเขาถามว่า “นางจะไปไหน” ก็ตอบว่า “เรื่องของข้า”

ทำอย่างนี้สักระยะหนึ่ง เมื่อถูกถามบ่อย จึงตอบว่า “ฉันอยู่วัดจ๊ะ”

“อยู่วัด น่ะ อยู่ส่วนไหนของวัด” ชาวบ้านซักเพราะรู้ว่าพระเชตะวันนั้นเป็นที่อยู่ของสงฆ์ล้วน

“ก็พระพุทธเจ้าของพวกท่าน อยู่ที่ไหน ก็นั่นแหละจ๊ะ”
นางตอบยิ้มละไม นางบอกว่า
ข้านะหรือ ชื่อจิญจิ
สำนักนิ เนานิเวศ เขตสถาน
ร่วมกุฎิ์กับ สัมพุทธ วิสุทธิญาณ
โดยสถาน ภริยา ตถาคต


คนเราลงหน้าด้านไม่กลัวบาปแล้ว ย่อมทำได้ทั้งนั้น ดูนางจิญจานี้เป็นตัวอย่างแผนการของนางดำเนินไปเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นกับประชาชนทีละนิดๆ ค่อยแย้มออกมา จนกระทั้งประกาศชัดเจนว่า ฉันนี่แหละคือคู่ชีวิตของศาสดาของพวกท่านล่ะ

เพื่อให้สมเหตุสมผลยิ่งขึ้นเธอก็หาไม้กลมๆ มาผูกท้องเอาผ้าพันใส่ชุดทรงกุมารให้คนรู้ว่ามีครรภ์ วันหนึ่งขณะพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก นางจิญจามาณวิกาก็เดินอุ้ยอ้ายฝ่าฝูงชนเข้ามาทีเดียว

“เสด็จพี่ ดีแต่เทศนาโปรดคนอื่น ทีภรรยาท้องแก่ จวนคลอดแล้วไม่เห็นไยดีเลย จะฝากท่านอนาถบิณฑิกะ หรือคุณแม่ถ้วน เอ๊ย นางวิสาขาช่วยดูแล หรือจะทำอย่างไร ก็รีบๆ จัดการเสียเถิดค่ะ”

เอาละซิครับ พุทธบริษัทตกตะลึงจังงังดุจดังผีหลอกกลางวันแสกๆ พวกปุถุชนใจเบาชักไขว้เขวแล้วสิ ส่วนพวกบัณฑิตใจหนักแน่นใคร่ครวญด้วยเหตุด้วยผลแล้วรู้ทันทีว่าเรื่องนี้น่าจะมีเลศนัยอะไรแฝงอยู่ จึงไม่ปลงใจเชื่อ

พระพุทธองค์ประทับนั่งสงบ ตรัสเบาๆ “น้องหญิง ที่เจ้าพูดนั้นจริงหรือเท็จ เราสองคนเท่านั้นที่รู้”

“ใช่สิ ๆ เรื่องอย่างนี้จะให้ใครเขารู้ได้ยังไง” นางเสริมทันที

“แล้วเรื่องสถานที่คลอดจะว่ายังไง จะให้ใครช่วยเป็นธุระจัดการให้เล่า เสด็จพี่” นางรบเร้า

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมต่อ ดังหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ นางจิญจมาณวิกาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เต้นเร่าๆ อย่างลืมตัว ว่ากันว่าขณะนั้นพระอินทร์จอมเทพ ทนดูพฤติกรรมต่ำช้าของนางไม่ได้ จึงบันดาลให้ท่อนไม้ที่ผูกท้องอยู่หลุดลงมา
แผนการชั่วร้ายก็เลยแตก ถูกประชาชนไล่ออก จากพระเชตวัน แผ่นดินก็ดูเหมือนจะทนไม่ได้เช่นกัน จึงสูบร่างนางหายไปต่อหน้าต่อตาประชาชนจำนวนมาก

ตรงนี้ถ้าแปลความธรรมดาๆ ก็คือนางถูกประชาชนไล่กระทืบตายคาเท้านั่นเองมนุษย์อุบาทว์จัญไรอย่างนี้ เทวดาฟ้าดินไม่ยอมให้ตายดีดอกครับ

หลังจากสาวิกาคนสวยตายไปแล้ว พวกอัญเดียรถีย์ก็ไม่เข็ด วางแผนกำจัดพระพุทธองค์อีก โดยจ้างนักเลงฆ่าสาวิกาของพวกตนชื่อนางสุนทรี แล้วเอาศพไปทิ้งไว้หน้าพระเชตวัน ทำนองให้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าและสาวกเป็นคนฆ่า

ต่อมาพวกโจรที่ถูกจับได้ซัดไปยังผู้บงการผู้บงการ คือ อัญเดียรถีย์ระดับนำ เลยต้องรับอาญาบ้านเมืองไปตามระเบียบ


-คาถาพาหุงมหากาพร้อมคำแปล, เสฐียรพงษ์ วรรณปก




Create Date : 15 กรกฎาคม 2550
Last Update : 28 กรกฎาคม 2550 15:13:52 น. 1 comments
Counter : 612 Pageviews.

 
สูดจุลินทรีย์


โดย: เฉลียงหน้าบ้าน วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:24:11 น.  

woodchippath
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add woodchippath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.