สุภารัตถะ บล็อก
Group Blog
 
<<
มกราคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
13 มกราคม 2549
 
All Blogs
 

วุ่นวาย แม้ไม่วุ่นวาย..



.....ขอบคุณเพื่อนๆ บล๊อก ที่มาแสดงความเสียใจกับการสูญเสียชีวิตของอาอี๊ ของจขบ. เมื่อวานไปงานเผาคุณน้าแล้ว แม้ในงานจะจัดได้เป็นระเบียบอย่างดี เพราะครอบครัวนี้ค่อนข้างมีหน้ามีตา และผ่านการจัดงานมาตลอดเวลา ทั้งได้รับพระราชทานเพลิงศพ และงานก็ราบเรียบสงบมาก

แต่จขบ. เห็นผู้คนมากมายที่ต่างยังต้องสวมหัวโขนกันมาแม้แต่ในงานศพ แล้วรู้สึกเศร้าเป็นพิเศษ ภาพลักษณ์นี้หนัก และโลกนี้ช่างหนักนัก

พอดีไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับความตายเช่นกัน เลยอยากเอามาฝาก

"แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป"
วิษณุ นิลกลัด

สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548 ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี
ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่าสวดสามวันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้ เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน

แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา
งานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คนคือเมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก

เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด

วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่ง

เป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง

และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง

พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์ ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน - แม้กระทั่งวันตาย

ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบ ไม้ เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา

การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปีทำให้ได้แง่คิดดีๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาปลอบใจผมว่า "ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์"

เขามีวิธีคิด "เท่ๆ" แบบผมคิดไม่ได้มากมาย
เป็นต้นว่าสุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร

คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลาเนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป เวลาลูกหลานหรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนานเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า "คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม"

พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก
เขาตอบว่า "ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก"

เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่

บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !

4เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์นจนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน

แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน

หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า "ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน"

หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า "ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที"

เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !
เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า "พ่อสู้นะ"
เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า "สู้"

เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า "คุณลุงแกสู้จริงๆ"

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์ ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า "โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย"




 

Create Date : 13 มกราคม 2549
7 comments
Last Update : 13 มกราคม 2549 14:46:57 น.
Counter : 520 Pageviews.

 

ไม่ตั้งใจอัพบล๊อกอีกแล้ว แต่บทความนี้ อยากเอามาให้คนอื่นอ่านด้วย ความจริง ไม่อยากไปงานแต่ง งานศพ ฯลฯ มานานแล้ว แต่ก็ยังกริ่งเกรงเรื่องความคิดของคน
งานศพตัวเอง ไม่อยากให้มี แค่วางศพไว้ 3 - 7 วันและเผาโดยไม่สวด ถ้าทำได้เอง คงดี...

 

โดย: suparatta 13 มกราคม 2549 14:53:17 น.  

 

ได้อ่านบทความนี้เหมือนกันค่ะ
อยากทำให้ได้แบบบุคคลในบทความนี้ค่ะ

 

โดย: rebel 13 มกราคม 2549 15:06:54 น.  

 

คุณพ่อบ้านให้มาบอกว่าขอบคุณสำหรับคำอวยพรวันเกิดค่ะ

 

โดย: เสียงซึง 14 มกราคม 2549 0:57:14 น.  

 

ขอบคุณค่ะ


เพราะกำลังใจจากเพื่อนๆ ป่ามืดจึงมีอยู่


รางวัลเป็นเครื่องระลึกถึงมิตรภาพระหว่างเรา


ด้วยความยินดีและซาบซึ้งค่ะ


ขอบคุณบล๊อคแกงค์


ที่ทำให้เราได้มีโอกาสสร้างสรรค์


ความงดงามของจิตสัมพันธ์ด้วยกันค่ะ






กราบอนุโมทนาค่ะ
เมื่อวานป่ามืดก็ไปเยี่ยมญาติผ่าตัดที่จุฬาเห็นคนนอนเจ็บป่วยอยู่เต็มไปหมด บางคนก็ไม่รู้สึกตัวต้องมีคนคอยขยับให้ บางคนก็รู้สึกตัวแต่ขยับร่างกายไม่ได้ ..ถูกขังอยู่จริงๆค่ะ ญาติที่นอนป่วยอยู่เมื่อปีใหม่เห็นท่านยังสดชื่นร่าเริง แต่เมื่อวานนี้ท่านป่วยจริงๆตามตัวก็บวมซีดพูดไม่ชัด ..และก็ก่อนหน้าที่จะไปก็ได้รับเมลลเป็นชิ้นส่วนร่างกาย ดูๆแล้วไม่ต่างกับที่เห็นเป็นชิ้นๆเลยแต่ยังไม่ได้แยกชิ้นเท่านั้น และยังมีจิตอยู่ ..ป่ามืดก็เศร้าเป็นพิเศษค่ะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ..บางคนก็เกิด เจ็บ ตาย ไม่ได้แก่ตายบางคนเจ็บมาก บางคนไปสบายไม่ทุกข์ทรมาน และก๋อนหน้านั้นอีกก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมคนแก่อายุ 93 ซึ่งวันหนึ่งๆ แทบจะนอนเสียเป็นส่วนใหญ่เดินได้ไม่กี่ก้าว คอยเรียกลูกหลานให้พาไปเดินด้วยใจอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศอยากจะออกไปจากเตียง แต่แล้วก็ไปได้ไม่กี่ก้าว ..มาคิดดู จิตข้างในไม่ได้ชราไปตามร่างกายที่เราเห็นอยู่ แต่ไม่สามารถนำร่างกายให้เคลื่อนไหวได้นั้น ติดคุกจริงๆ..

ขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียด้วยค่ะ

 

โดย: ป่ามืด 14 มกราคม 2549 1:05:38 น.  

 

ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ

คนเราชีวิตไม่แน่นอน เพียงอาอี๊ท่านไปก่อนพวกเราๆ เท่านั้นเองค่ะ

 

โดย: กิ่งไม้ไทย 15 มกราคม 2549 7:07:27 น.  

 

ขอบคุณ ที่นำบทความที่ดีๆมาให้อ่าน ขอบคุณจริงๆ

 

โดย: สูภาพร IP: 113.53.102.107 30 ธันวาคม 2552 11:50:17 น.  

 

...

 

โดย: ฟ้า IP: 58.8.127.141 28 มกราคม 2553 17:25:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


suparatta
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




..วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร..
..ท่านนาคารชุนะ..
วิภาษวิธี..เกริ่นนำ..ตอนจบ..

๐ สมุดเยี่ยมและบ่นได้..
**ทางลัด**
๐ สารบัญทักทาย(ทั้งหมด)
๐ ชวนคุย&ฟังเพลงปี48(ทั้งหมด)
๐ นอนดูจันทร์..(ส่วนตัว)

**log in หน่อยน่า..



Google.co.th
Friends' blogs
[Add suparatta's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.