Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
4 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
การกินไม่ใช่การฆ่า และไม่ได้ใช้ให้เค้าฆ่า

เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมนำเรื่องการกินเนื้อสัตว์มาพูดอีกครั้ง หลักจากครั้งแรกได้พูดเอาไว้รวมๆกับ เรื่องของศีลข้อที่ 1 และทัศนคติของผมต่อเรื่องนี้ เพียงแต่ตอนนี้มีประเด็นมาให้ขบคิดใหม่ๆเพิ่มขึ้น

ไม่ผิดอะไรนัก ที่ฝ่ายไม่กินเนื้อจะบอกเอาไว้ว่า การกินก่อให้เกิดการฆ่า ถ้าขยายความก็คือ เพราะการกินทำให้เนื้อขาดตลาด และร้านขายเนื้อต้องสั่งเนื้อจากโรงฆ่าสัตว์ ทำให้โรงฆ่าสัตว์ต้องฆ่าเพิ่ม
ผมมีเพื่อนที่ถือคติไม่กินเนื้อสัตว์เคยบอกว่า “มันก็เหมือนกับการใช้ให้เค้าฆ่าทางอ้อมนั่นหละ” เรียกว่า กินเพื่อให้เค้าฆ่า
แต่ผู้ไม่กินเนื้อนั้น กลับสามารถนำเนื้อมาปรุงให้กับคนที่ไม่กินเนื้อได้ แถมยังเรียกคนอื่นมากินเนื้อได้ นั่นไม่ทำให้ต้องเกิดการฆ่าขึ้นเหมือนกันหรือ จะหามากินเอง หามาให้คนอื่นกิน หรือหามาทิ้งก็ตาม

เรื่องไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เมื่อประสบการณ์ชีวิตได้มีเรื่องใหม่ๆเวียนเข้ามาให้ต้องขบคิดกัน เมื่อวันหนึ่งผมได้ร่วมกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาตัวเล็กๆ แน่นอนว่าการปล่อยปลานั้นเป็นกุศล ก่อนนั้นผมก็เคยเก็บปลาที่ตกตามพื้นได้(ไม่ทราบมายังไง) แล้วรีบนำไปปล่อยลงน้ำ ผมทำแล้วผมก็รู้สึกดี เพราะมันคือการให้ชีวิต แต่ในระหว่างปล่อยพันธุ์ปลานั้น ได้มีผู้หนึ่งพูดขึ้นว่า ปลาพวกนี้โตขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ได้มาจับกินเป็นอาหาร
ประโยคนี้ถ้าผมฟังอย่างลื่นหูไปก็คงไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าเก็บมาคิดถึงปรัชญาการใช้ให้เค้าฆ่าแบบเดิมๆหละก็ มันเริ่มเครียสแล้ว

อะไรกัน นี่ผมปล่อยปลาไปเพื่อให้เค้าจับไปฆ่าอย่างงั้นหรือ ปล่อยเพื่อให้เค้าฆ่า มนุษย์ไม่กินเนื้อคนไหนคิดกว้างมาถึงขนาดนี้ได้บ้าง อะไรคือข้อจำกัดของสติปัญญานี้ มันไม่เกี่ยวกับ IQ ใช่มั้ย หรือว่า EQ หรือว่า Q อะไรสุดจะบรรยาย
เพื่อนคนที่ไม่กินเนื้อนั้น เค้าก็ร่วมกิจกรรมเพื่อปล่อยพันธุ์ปลานี้ด้วย ผมเคยเกริ่นๆกับเค้าว่า ปลาที่ปล่อยไปมันต้องถูกจับไปฆ่ากินไม่ใช่หรือ เค้าตอบเพียงว่า “เราไม่ได้ใช้ให้เค้าฆ่า” ทำไมคำตอบที่ได้มันไม่เหมือนกับเรื่องการกินเนื้อสัตว์ ที่เค้าเคยบอกว่า “มันก็เหมือนกับการใช้ให้เค้าฆ่าทางอ้อมนั่นหละ”
นี่คนเรามีชีวิตอยู่ได้ด้วยคำสอนตามลัทธิเท่านั้นหรือ อะไรคือความจริงที่สุดกันแน่ที่เราต้องถือ หรือว่ามันไม่มีความจริงที่สุดนั้นอยู่จริง อะไรคือความโง่เขลาที่แฝงอยู่ในความฉลาด โทษใครก็ไม่ได้ ในเมื่อผมเองก็เป็นคนมีศาสนาเหมือนกัน แต่ไม่ว่าศาสนาไหน อันดับแรกเลยต้องค้นหาคำสอนต้นฉบับจากพระศาสดาให้ได้ก่อน รองลงมาเป็นคำสอนพระสาวก ส่วนคำพูดจากคนรอบตัวที่อยู่ศาสนาเดียวกัน ให้พักไว้ก่อน เพราะเจอเรื่องบิดเบือนมามากเหมือนกัน

ครับ ที่ผมบรรยายผ่านมานั้น เป็นเฉพาะส่วนของปัญหา ผมกำลังบอกว่าทั้งคนกินเสัตว์และคนปล่อยสัตว์ ล้วนแล้วแต่บาปใช่หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะบาปเริ่มที่เจตนาครับ
ในโลกนี้ไม่มีใครสามารถรู้เจตนาตัวเองได้นอกจากตัวเอง ลองย้อนกลับไปถามตัวเองใหม่อีกครั้งว่า ตอนที่คุณเอาเนื้อสัตว์มากินนั้น คุณคิดอะไรอยู่? คิดแค่อยากอิ่มใช่มั้ย คิดแค่อยากลิ้มรสอร่อยใช่มั้ย แต่มีคนที่ไหนกินเพราะอยากให้เค้าฆ่าเพิ่มอีกบ้าง
ต่อไปคือ กินหมดแล้วทำไงดี เมื่อคุณอยากได้เนื้อเพิ่ม ความคิดคุณยาวออกไปไกลแค่ไหน ไกลแค่ร้านขายเนื้อหรือปรุงเนื้อเท่านั้นหรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่บาป เพราะความคิดยังไม่ล้ำเส้นไปถึงโรงฆ่าสัตว์
แล้วถ้าร้านขายเนื้อหมดหละ ไปซื้อถึงโรงฆ่าสัตว์หละบาปมั้ย ถ้าความคิดคุณยาวออกไปสุดแค่เวลาหลังมันตาย ก็ไม่บาป เพราะยังไม่ล้ำเส้นไปถึงตอนฆ่า
แล้วถ้าเจตนาล้ำเส้นไปถึงตอนฆ่าหละ?
ถ้าเห็นอยู่ว่ายังไงมันก็ต้องตาย คือ เราไม่มีอำนาจสั่งให้โรงฆ่าสัตว์นี้หยุดฆ่าได้ ต่อให้เราไม่ซื้อเค้าก็ต้องฆ่าอยู่ดี การได้เนื้อนั้นมาก็ไม่น่าบาปมาก แล้วแต่ระดับจิตเราว่าพอใจกับการฆ่านี้มากน้อยแค่ไหน เหมือนระดับความพอใจที่รู้ว่าคนไม่ดีบางคนถูกพิพากษาประหารชีวิตยังไงยังงั้น
แต่ถ้าเราสามารถสั่งได้ คือถ้าไม่สั่งเค้าก็ไม่ฆ่าเป็นตัวๆไป(เหมือนสั่งปลาตามตลาด) แล้วถ้าเราสั่งฆ่าไปหละก็ ยังไม่บาป จนกว่าเค้าจะฆ่าสำเร็จครับ เพราะถ้ามันดิ้นหลุดการฆ่าครั้งนี้ไป คุณก็หลุดจากการฆ่าด้วย
แต่ถ้าสั่งฆ่าสำเร็จแล้ว เราจะเอามากิน เอามาให้คนอื่นกิน เอาไปถวายศาล หรือเอาไปทิ้ง มันก็มีค่าเท่ากันหละครับ

พึงระรึกเสมอว่า การฆ่าคือการทำให้สิ่งมีชีวิตกลายเป็นสิ่งไม่มีชีวิตเท่านั้นครับ ดังนั้นการกินจึงไม่ต่างอะไรกับการสับหมู เป็นแค่การเคี้ยวให้ละเอียด แล้วกลืน แล้วย่อยเท่านั้น เว้นแต่สัตว์เล็กๆที่ยังไม่ตายแล้วเอามากิน มันตายตั้งแต่ตอนกระทบฟันแล้ว เราจะกลืนหรือคายออกก็มีค่าเท่ากัน

เจตนาคิดเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า?
นอกจากคุณจะเป็นคนเดียวในโลกที่รู้เจตนาตัวเองแล้ว คุณยังเป็นคนเดียวในโลกที่ถูกตัวเองหลอกไม่ได้ครับ ดังนั้น ถ้าเจตนาเข้าข้างตัวเองให้ถูกมันก็ถูก ให้ผิดมันก็ผิดครับ คุณเคยพูดคำว่า “ส่วนนั้นฉันไม่รู้นะ” หรือ “ไม่ขอรับรู้นะ” กับเพื่อนร่วมงานบ้างหรือไม่ ถ้าเคยพูดก็แสดงว่าเจตนาเป็นสิ่งที่กำหนดได้โดยสุจริต เค้าจะได้งานนั้นมาให้เราอย่างถูกสุจริตหรือไม่เราไม่รู้ แต่เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด นักการเมืองทุจริตซื้อเสียงชาวบ้านให้ลงคะแนนให้ ความทุจริตนั้นก็ไม่ตกถึงคนนับคะแนน และไม่ตกถึงผู้ประกาศผลเลือกตั้ง
เรากำหนดเจตนาของตัวเองได้ กำหนดกรอบการรับรู้ได้ กรอบนี้เป็นสิ่งที่แข็งแรงสามารถป้องกันไม่ให้บาปคนอื่นมาถึงเราได้ ในทางกลับกัน ก็กันบุญคนอื่นไม่ให้มาหาเราได้เช่นกัน เหมือนให้คนอื่นยืมรถไปทำบุญ แต่เราทำใจว่างๆ สักแต่ให้ยืมเท่านั้น บุญก็ไม่ตกถึงเราครับ

รู้ว่าเค้าถูกฆ่ามาทำไมกินเค้าลง?
เพราะการกินไม่ลง ก็ไม่ได้ช่วยให้มันฟื้นขึ้นมาได้ครับ จะเอาไปทิ้งให้สัตว์อื่นกินทำไม

แล้วการปล่อยปลาหละ?
เหมือนกันครับ เจตนาเราคือต้องการให้มันลงไปเจริญเติบโต หรือต้องการให้มันเป็นอิสระจากในถุง ก็เป็นบุญทั้งนั้นหละครับ แต่ถ้าเจตนายาวไกลไปถึงเพื่อให้มีคนจับไปฆ่าหละ ก็มีส่วนของความบาปแล้วหละ แต่ก็เป็นระดับที่บางๆ ไม่เหมือนเจตนาเอาไปปล่อยในบ่อปลาโดยตรงครับ

ฆ่าปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อบาปหรือไม่?
แม้ว่าคุณจะให้อาหารมันเอง ให้ที่อยู่มันเอง แต่การให้นั้น เมื่อให้แล้วของนั้นย่อมตกเป็นของผู้รับ การที่คุณจะไปเอามาโดยที่เค้าไม่ยินยอม ก็คือการขโมยดีๆนั่นเองครับ แต่เป็นขโมยชีวิต พ่อแม่ฆ่าลูกก็เป็นบาป พระเจ้า(ศาสนาอื่น)ผู้สร้างชีวิต หากมาพรากชีวิตหละก็ พระเจ้าก็บาปเช่นกัน

ฆ่าเพื่อเอาไปถวายพระบาปหรือไม่?
บาปเพราะฆ่าครับ ไม่ว่าจะเอาไปทำอะไรก็ตาม ส่วนการให้ก็เป็นบุญครับ โดยที่บุญและบาปนี้ไม่มาปนกัน และหักล้างกันไม่ได้ และบาปนี้ก็ไม่สามารถส่งผ่านเนื้อสัตว์ไปหาผู้รับได้ สิ่งที่ส่งผ่านเนื้อสัตว์ไปหาผู้รับได้คือสารอาหารและความอิ่มเท่านั้นครับ ขโมยของมาใส่บาตรก็เหมือนกัน บาปก็ตกที่ตัวเองเท่านั้นครับ แล้วไปได้บุญจากการใส่บาตรทีหลัง แน่นอนว่าหักล้างกันไม่ได้เช่นกัน
ว่ากันตามสติปัญญาผมแล้ว บุญที่ทำต่างที่ต่างเวลากัน ก็ยังอาจรวมกันไม่ได้เลย เหมือนการเอาเงินจากความขยันของตัวเองจากหลายที่มาๆรวมกัน เพราะอยากรวย เราก็ยังเห็นเม็ดเงินแยกเป็นชิ้นๆอันๆอยู่ดี แล้วแต่เราจะให้นิยามว่านั่นเรียกว่ารวมหรือไม่ เงินต้องอยู่ห่างกันเท่าไรจึงเรียกว่ารวม เงินสามีกับภรรยารวมกันได้หรือไม่ เป็นต้น


เอาหละครับ สรุปนะครับ
ผมไม่ได้ห้ามการไม่กินเนื้อสัตว์นะครับ เพียงแต่จะบอกว่ามันเป็นคนละส่วนการกับฆ่า มีเพียงเจตนาคุณเองเท่านั้นที่ทำให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ นี่จึงเป็นทางออก ที่จะทำให้คุณไม่ได้บริสุทธิ์เฉพาะบางวัน แต่จะทำให้คุณบริสุทธิ์ได้ตลอดปีและตลอดชาติเลยครับ


Create Date : 04 ตุลาคม 2553
Last Update : 4 ตุลาคม 2553 18:57:40 น. 11 comments
Counter : 1613 Pageviews.

 
ปัญหาโลกแตกปุถุชนเถียงกันกี่ปีก็ไม่จบ ปฏิบัติจนบรรลุโสดาบันเมื่อไหร่ก็รู้ได้ด้วยตนเองนั่นแหละว่า"ควรจะอยู่อย่างไรกินอย่างไร"


โดย: s.garden IP: 125.25.107.179 วันที่: 4 ตุลาคม 2553 เวลา:20:31:29 น.  

 
สวัสดีค่ะ..

สนับสนุนด้วยคนค่ะ..



โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 4 ตุลาคม 2553 เวลา:20:58:12 น.  

 
ใช่คุณ สมภพ เจ้าเก่า ที่ชอบทดลองในห้องหว่ากอสมัย 8 ปีก่อนเปล่าครับ

นึกว่าอายุ 40+ ที่แท้รุ่นเดียวกันนี่เอง เมื่อก่อนผมเป็นแฟนคลับคุณนะ

พอดีไม่ได้เข้าห้องหว่ากอมาหลายปีเห็นเปลี่ยนไปเยอะ ก็เลยลองค้นชื่อสมาชิกเก่าๆดู


โดย: ผ่านมา IP: 182.52.83.234 วันที่: 4 ตุลาคม 2553 เวลา:21:12:33 น.  

 
"ความทุกข์คือความจริงอันประเสริฐ"

*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~



*~*~* แวะมาทักทายจ๊ะ..สุขสันต์วันสดใส ขอหัวใจเบิกบาน *~*~*


*~*~*~*~*~*~* ..HappY BrightDaY.. *~*~*~*~*~*


โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* วันที่: 5 ตุลาคม 2553 เวลา:16:17:18 น.  

 

วันนี้เป็นวันพระ เริ่มต้นเทศกาลกินเจ
อ้อมแอ้มเริ่มทานเจตั้งแต่เมื่อวานค่ะ
ครบรอบบริจาคเลือดครั้งที่ 77 ค่ะ
ได้ของแจกมามากมาย
มีหนังสือพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชฯ
ขนมปังเจ น้ำผลไม้และถุงเลือด(ของเล่น)
ร่วมอนุโมทนาบุญไปกับอ้อ้มแอ้มด้วยนะค่ะ



โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 8 ตุลาคม 2553 เวลา:16:56:40 น.  

 
ขอให้กินด้วยเหตุผลด้านสุขภาพดีกว่าครับ


โดย: สมภพ เจ้าเก่า วันที่: 8 ตุลาคม 2553 เวลา:17:02:30 น.  

 
#3 ใช่ครับ คนเดียวกันครับ


โดย: สมภพ เจ้าเก่า วันที่: 10 ตุลาคม 2553 เวลา:11:33:37 น.  

 

ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ขอจงพิจารณาเอาเถิด เพราะไม่บังคับให้ใครมาเชื่อหรือทำตาม
เพียงแต่นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย เพื่อให้ชาวพุทธปฏิบัติได้ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น




โดย: shada วันที่: 14 ตุลาคม 2553 เวลา:16:39:40 น.  

 
ถ่านไฟนั้นมันร้อน ก้อนน้ำแข็งนั้นมันเย็น

ตอนที่ท่านเป็นเด็กๆถึงแม้จะไม่รู้ว่าถ่านไฟมันร้อน และน้ำแข็งมันเย็น แต่เมื่อมือของท่านไปโดนใส่โดยไม่ได้ตั้งใจ ถามว่ามือท่านไหม้มั้ยครับ? มือของท่านเย็นมากมั้ยครับ?

ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องของธรรมะ เรื่องของกฏแห่งกรรม มันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว และยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ใครทำกรรมใด เวลาไหน ทำมากน้อยเท่าไหร่ ก็ยังคงต้องไปรับอยู่ดี......ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะรู้หรือไม่รู้...ไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

เพราะฟ้าดินยังคงไว้ซึ่งความยุติธรรมเสมอๆ ชั่วนิรันดร์

เขาเกิดมาใช้กรรมที่ส้รางมาในอนันตอดีต ไม่ใช่เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของคน เราก็อย่าไปเกี่ยวกรรมกับเขา

ท่านกินเขาได้ลงคอ ฆ่าเขาได้ลงคอ ซึ่งจิตญาณเหล่านั้นอาจจะเคยเกิดเป็นพ่อแม่พี่น้องหรือเครือญาติของท่านในอดีตชาติ แล้วจิตเมตตาของท่านอยู่ที่ไหน

ด้วยจิตปรารถนาดีต่อกัน ขอให้ท่านช่วยเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย และขอให้ท่านค้นหาสัจธรรมต่อไปและพบหนทางกลับบ้านที่แท้จริง(ท่านรู้มั้ยบ้านเดิมท่านอยู่นิพพานนะ) ด้วยเทอญ....


โดย: Zhi Ren Yong วันที่: 24 มิถุนายน 2554 เวลา:6:54:24 น.  

 
การฆ่าที่ดีที่สุดคือ..การฆ่ากิเลสของตัวเราเอง
การเพ่งโทษผู้อื่นย่อมนำมาสู่การเบียดเบียนกัน(การฆ่าทางกายภาพ) ซึ่งเป็นบาปกรรมต่อกันไม่สิ้นสุด
เหมือนห่วงโซ่แห่งกรรม..เป็นธรรมดาของสัตว์โลก
ท่านผู้รู้(หลุดพ้น)จะไม่คิดมากในเรื่องนี้เพราะชีวิตเกิดมาก็เพราะ..กรรม
ไม่รู้จะกี่ภพกี่ชาติเราไม่รู้แต่เราควรรู้แต่เพียงว่า
เกิดมาได้เป็นคนในชาตินี้ก็บุญมากแล้ว ยิ่งมาได้พบพระพุทธศาสนาก็ยิ่งประเสริฐ(ไมแบ่งแยกหรือยกย่องศาสนาพุทธแต่มองด้วยเหตุและผลของธรรมชาติ..ธรรมดาของสัตว์โลก..ทุกศาสนานี้ดีเสมอเพราะศาสดาสอนไม่ให้เบียดเบียนตนและคนอื่น)
เราจึงควรแสวงหาสิ่งที่เป็นสาระของชีวิต เพราะชีวิตเรานี้สั้นนัก..


โดย: รักธรรม IP: 113.53.201.35 วันที่: 10 กันยายน 2554 เวลา:12:06:43 น.  

 
=อบประิษฐ์เหมือนกัน สนใจพทธศาสนา้ด้วย
แวะมา ผม 56 แล้ว จะหมดไฟแล้ว
เราสามราถนำน้ำมาเป์็ฺนเชื้อเพลิงแทน หรือช่วยแกสหุงต้มไ้ด้
ัดับไฟแกสด้วยน้ำไม่ไ้ด้ ยื่งรดไปไ--ฟยิ่งลุกมาก แปลกมัะ


โดย: jet IP: 27.145.164.134 วันที่: 26 ธันวาคม 2556 เวลา:21:56:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#18


 
สมภพ เจ้าเก่า
Location :
นครราชสีมา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]




รูปภาพทั้งหมดในนี้ สามารถนำไปใช้ได้ฟรีนะครับ แต่ไม่ควรลบสัญลักษณ์แสดงความเป็นเจ้าของในรูปออกไป รูปใดไม่มีสัญลักษณ์ อยากให้ช่วยอ้างอิง จาก sompop.bloggang.com ด้วยครับ
Blog ล่าสุด
* สัมภาษณ์เทวดาในพระแก้วมรกต 18 มิ.ย. 60
* การสำรวจหินลอยได้ที่เขาคิชฌกูฏ 3 มี.ค. 60
* บทสัมภาษณ์เจ้าพ่อหลักเมือง กทม. 16 ธ.ค. 59
เรื่องเล่าบอกต่อ
* บั้งไฟพญานาค ถ่ายจากโดรนมุมสูง
* เชิญโหลด 7 ภาพยนต์เฉลิมพระเกียรติ
* เช็คอันดับ Blog ของคุณกับ truehits
Blog แนะนำ
* บทสัมภาษณ์เจ้าพ่อหลักเมืองกรุงเทพฯ 19 ก.ย. 57
* ยานพาหนะที่แล่นตามและทวนน้ำได้โดยไม่ใช้พลังงานอื่น
* ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ปี 2012
New Comments
Friends' blogs
[Add สมภพ เจ้าเก่า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.