Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
29 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
ศีลข้อ 1 จะขาดเมื่อสัตว์นั้นตายจริงๆ หรือเพียงผู้ฆ่าเข้าใจว่าตาย

ต่อเนื่องจากบทความ เรื่องของศีลข้อที่ 1 และทัศนคติของผมต่อการกินเนื้อสัตว์
ด้วยองค์ประกอบของการฆ่านั้น มี ๕ ประการคือ
๑. สัตว์นั้นมีชีวิต
๒. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
๓. มีจิตคิดจะฆ่า
๔. ทำความเพียรเพื่อฆ่า
๕. สัตว์ตายเพราะความเพียรนั้น
ถ้ากระทำการฆ่าครบองค์ ๕ ประการนี้ ศีลข้อที่ ๑ ก็ขาด

แต่เคยสงสัยมั้ยว่า ความตายของสัตว์นั้น จะต้องตายจริงๆ หรือเพียงเข้าใจว่าตาย หรือถ้าถูกหลอกว่าตาย ศีลจะขาดหรือไม่?

สิ่งที่ว่าเข้าใจว่าตายแล้ว แต่จริงๆยังไม่ตาย ปรากฏตามละครและภาพยนต์ทั่วไป แม้จะเป็นเพียงเรื่องแต่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง


ผมพิจารณาแล้วว่า เพียงผู้ฆ่าเข้าใจว่ามันตายจริงๆ ศีลก็ขาดแล้ว
สิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจว่าตายนี้มาอย่างไร ไม่ว่าเห็นศพด้วยตาตัวเอง ไม่เห็นศพแต่พิจารณาด้วยตัวเอง หรือฝากถามกับพยานคนอื่น ถ้าผู้ฆ่าปักใจเชื่อว่าตายเมื่อไหร่ ศีลก็ขาด... ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คงไม่มีใครมารู้กับเราได้ ว่าเราจะปักใจหรือไม่ เหมือนองค์ประกอบข้อที่ 3 ที่ว่ามีเจตนาฆ่านั้น ก็เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตัวเองเช่นกัน


เรื่องนี้จะส่อว่า บาปนั้นเริ่มที่ใจคิดจริงๆ มันบาปก่อนที่ศีลจะขาดอีก เหมือนที่เค้าว่า แค่คิดก็บาปแล้ว... ส่วนจะตกนรกหรือไม่ บางทีมันอาจไม่รุนแรงขนาดนั้น เพราะใจเราบางทีก็ฟุ้งซ่าน บางทีเราคิดแค่อยากจะฆ่า แต่ก็รู้ตัวว่าจะไม่ทำอย่างงั้นแน่นอน(ไม่ทำจริง แค่ฟุ้งซ่านไปเอง) ส่วนบางทีอยากจะฆ่าให้ตายจริงๆ รู้ตัวว่าจะทำจริง แต่ทำไม่ได้เพราะปัจจัยภายนอกอื่นๆไม่อำนวย จึงถอดใจไม่ฆ่าแล้ว บางทีคิดจะฆ่าให้ตาย และปัจจัยภายนอกอื่นๆก็อำนวย และจะเพียรฆ่าต่อไป
อย่างงี้บาปแน่นอน บาปนี้น่าจะเกิดขึ้นตอนเพียรทางจิตว่าจะฆ่า และกำลังต่อเนื่องไปถึงการลงมือฆ่า ถ้าระหว่างนี้เกิดเราตายไป ทั้งที่ยังฆ่าไม่สำเร็จเลย ก็อาจจะไปเกิดในอบายภูมิได้

ส่วนว่าจะรอให้สัตว์นั้นตายเพราะความเพียรของเราก่อน ศีลจึงขาด ก็เป็นเพียงเรื่องของศีลเท่านั้น เพราะผลของการ "ฆ่า" ย่อมทำให้ "ตาย" ถ้าไม่ตาย จะเรียกว่าฆ่าได้อย่างไร? เรื่ององค์ประกอบของศีล จึงอาจเป็นเพียงการทำอรรถกถาให้สมบูรณ์เท่านั้นครับ

*******


โยงมาเรื่องปราชิก ถ้าเกิดเรื่องอย่างงี้กับภิกษุที่ฆ่ามนุษย์ แล้วเข้าใจผิดว่าตายหละ ปราชิกหรือไม่?
เช่น ภิกษุผลักคนให้ตกลงไปในน้ำไหลเชี่ยว เขาผลุบๆโผล่ๆกลางน้ำ จนกระทั่งสายน้ำนั้นโค้งหายไป เห็นว่าน้ำเชี่ยวอย่างงี้ ต้องตายแน่นอน แม้จะไม่เห็นศพ เมื่อสำคัญว่าตายเสร็จ ก็ปราชิกทันที
เมื่อสึกไปแล้ว ต่อมาๆพบคนที่เคยฆ่า เขารอดตายเพราะเมื่อน้ำไหลพ้นโค้งน้ำไปแล้ว ได้ไปติดต้นไม้ที่ล้มพาดลงไป จึงเกาะและรอดขึ้นมาได้

ถามว่า มีสิทธิ์กลับไปบวชใหม่หรือไม่?

ผมขอวินิจฉันว่า มีสิทธิ์กลับไปบวชใหม่ครับ เพราะมนุษย์ผู้นั้นไม่ตาย จะเรียกว่าปราชิกได้อย่างไร
แล้วช่วงเวลาระหว่างตอนเข้าใจว่าตาย มาถึงตอนรู้ว่ายังไม่ตาย เรียกว่าช่วงเวลาอะไร?
ก็เป็นช่วงที่เข้าใจผิดว่าคนนั้นตาย จึงเข้าใจผิดว่าตัวเองปราชิก และเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นตาลยอดด้วนครับ

ถ้ายังคงมีศรัทธาอยู่ ก็บวชต่อได้ แต่ยังไงก็สึกมาแล้ว เมื่อบวชใหม่ ก็ต้องเริ่มนับพรรษาใหม่

ที่ผ่านมา เมื่อมีภิกษุฆ่ามนุษย์มาเข้าเฝ้า ทูลถามว่าปราชิกหรือไม่ พระพุทธเจ้าท่านจะไม่บอกทันทีว่าปราชิก ทั้งที่ท่านมีญาณรู้ แต่ท่านมักจะถามคืนว่า "เธอคิดอย่างไร" หมายถึงมีเจตนาฆ่าหรือไม่ ถ้ามีเจตนาฆ่าให้ตายก็ปราชิกไป ส่วนว่าตายหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่ผู้ทำรู้กันอยู่แล้ว เพราะเป็นการทำแบบเห็นศพ
เพราะหากทรงใช้ญาณรู้ตัดสินว่า ปราชิก พระศาสนาก็อาจจะยั่งยืนเพียงแค่สมัยพุทธกาลเท่านั้น จึงทรงให้องค์ประกอบ 5 ประการนั้นมาอธิบาย เพื่อให้ผู้กระทำนั้นได้นำไปพิจารณาตัวเอง(เจตนาตัวเองเป็นสิ่งที่หลอกกันไม่ได้) เพื่อความยั่งยืนพระศาสนาตลอดไปครับ




เป็นเพียงการวินิจฉัยส่วนตัวน่ะครับ
หากมีในพระไตรปิฏกอยู่แล้ว ก็ให้ถือถามพระไตรปิฏกครับ


Create Date : 29 ตุลาคม 2552
Last Update : 29 ตุลาคม 2552 19:07:09 น. 2 comments
Counter : 1309 Pageviews.

 
ต้องครบ ๕ ข้อ ครบถ้วนสมบูรณ์ครับจึงจะถือว่าครบองค์ ซึ่งหมายถึงสัตว์ต้องตายจริงๆ ครับ

ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่า คือ ถ้าตอนตั้งใจฆ่าแต่สัตว์ไม่ตาย สัตว์ทุรนทุรายกลับไปรังยังไม่ตายทันที แล้วคนตั้งใจฆ่าก็เลิกคิดแล้วว่าอยากจะให้สัตว์นั้นตาย แต่ในที่สุดสัตว์ก็ตายเพราะความพยายามนั้น จะถือว่าผิดศีลข้อ ๑ หรือไม่

กรณีนี้พระพรหมมุณีท่านเคยตีความไว้ว่าไม่ผิดศีลข้อ ๑ ครับ เพราะขณะที่พยายามฆ่านั้นมันครบ ๔ ข้อ แต่ข้อ ๕ ยังไม่เกิด ต่อมาองค์ข้อ ๕ เกิด แต่องค์ ๔ ข้อกลับหายไปแล้ว จึงไม่ถือว่าผิดศีลข้อ ๑
แต่ท่านก็ว่าถึงไม่ผิดศีลข้อ ๑ แต่ก็ผิดที่ทำให้สัตว์อื่นตาย จึงมีกรรมวิบากไม่ต่างกัน


โดย: oddy.freebird วันที่: 29 ตุลาคม 2552 เวลา:19:54:22 น.  

 
รักนะ


โดย: เดชานันท์ IP: 113.53.239.26 วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:14:34:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#18


 
สมภพ เจ้าเก่า
Location :
นครราชสีมา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]




รูปภาพทั้งหมดในนี้ สามารถนำไปใช้ได้ฟรีนะครับ แต่ไม่ควรลบสัญลักษณ์แสดงความเป็นเจ้าของในรูปออกไป รูปใดไม่มีสัญลักษณ์ อยากให้ช่วยอ้างอิง จาก sompop.bloggang.com ด้วยครับ
Blog ล่าสุด
* สัมภาษณ์เทวดาในพระแก้วมรกต 18 มิ.ย. 60
* การสำรวจหินลอยได้ที่เขาคิชฌกูฏ 3 มี.ค. 60
* บทสัมภาษณ์เจ้าพ่อหลักเมือง กทม. 16 ธ.ค. 59
เรื่องเล่าบอกต่อ
* บั้งไฟพญานาค ถ่ายจากโดรนมุมสูง
* เชิญโหลด 7 ภาพยนต์เฉลิมพระเกียรติ
* เช็คอันดับ Blog ของคุณกับ truehits
Blog แนะนำ
* บทสัมภาษณ์เจ้าพ่อหลักเมืองกรุงเทพฯ 19 ก.ย. 57
* ยานพาหนะที่แล่นตามและทวนน้ำได้โดยไม่ใช้พลังงานอื่น
* ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ปี 2012
New Comments
Friends' blogs
[Add สมภพ เจ้าเก่า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.