Group Blog
 
<<
มีนาคม 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
6 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
พักร้อนมาเจอรัก



พักร้อนมาเจอรัก




คุณเคยเจอเจ้านายห่วยๆบ้างไหม เจ้านายที่คอยแต่นั่งจะจับผิดลูกน้อง ตอนนี้ฉันกำลังประสบปัญหานี้ และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันตัดสินใจยื่นใบลาพักร้อน 10 วันเต็มๆ เพื่อไปหาที่ผ่อนคลาย หลังจากที่สู้รบปรบมือกับเจ้านายที่เป็นผู้ชายเต็มร้อย แต่จู้จี้จุกจิกขี้บ่นยิ่งกว่าผู้หญิงบางคนซะอีก

หลังจากยื่นใบลาพักร้อนเพื่อหนีหน้าเจ้านายจอมเผด็จการเรียบร้อยแล้ว ฉันก็แบกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่บรรจุเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่จำเป็นขึ้นรถทัวร์ปรับอากาศที่สถานีขนส่งสายใต้เพื่อเดินทางไปสงบจิตสงบใจยังหาดทรายขาว น้ำทะเลใสสักพัก

“แก้ว...แกจะเดินทางคนเดียวเนี่ยนะ” เสียงเพื่อนสาวเอ่ยถามเมื่อรู้ว่าฉันจะเดินทางไปคนเดียว ซึ่งไม่น่าแปลกอะไรสำหรับฉัน แต่สำหรับเพื่อนที่ไม่เคยไปไหนมาไหนคนเดียวคงจะห่วงว่าฉันจะเอาตัวเองไม่รอดละมั้ง แต่คิดผิดซะแล้ว ถึงหน้าตาของฉันจะไม่ขี้ริ้วขี้เหร่แต่เชื่อว่าการเอาตัวรอดของฉันยอดเยี่ยม...

“ก็ใช่นะซิ แล้วแกจะให้ฉันเดินทางกับใคร แฟนก็ไม่มีเพื่อนก็ต้องทำงาน”

“แกก็รอให้ฉันหยุดก่อนซิ เดี๋ยวจะไปเป็นเพื่อน” นี่แหละเพื่อนฉัน ห่วงใยกันตลอด...ปลื้มซ้า!!

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไปคนเดียวได้ อีกอย่างฉันก็เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวประจำอยู่แล้วนี่นา แกไม่ต้องห่วงน่าฉันดูแลตัวเองได้ ว่าแต่แกเถอะเอาเวลางานมาโทรตามฉันยิกๆแบบนี้ระวังหลังด้วยนะ เดี๋ยวเจ้านายมาเห็นจะหาว่าเอาเวลางานมาคุยเรื่องส่วนตัว” ฉันว่าไป

“เจ้านายฉันใจดีย่ะ ไม่เหมือนเจ้านายจอมเขี้ยวลากดินของแกหรอก ที่จะกระดิกตัวทำอะไรหน่อยไม่ได้” อืม...โดนย้อนศรเลยแฮะ สรรพคุณคุณงามความดีของเจ้านายของฉัน...เพื่อนในกลุ่มรู้กิติศัพท์ดีทุกคน ก็อย่างว่าละนะ การนินทาเอ้ย...การกล่าวถึงเจ้านายอันเป็นที่รักที่เคารพยิ่งกว่าหิ้งพระย่อมเกิดขึ้นกับทุกคน
โดยเฉพาะถ้าคนนั้นเจอเจ้านายที่น่าจะเอาไปบูชา...แหะๆ ไม่ใช่การเคารพบูชานะคุณ แต่เป็นการเอาไปบูชายันต์ตะหากเล่า...อย่างฉัน

“อย่าพูดถึงให้แสลงหูในวันที่ฉันลาพักร้อนได้ไหม ฟังแล้วอยากไปโก่งคอในชักโครกซะเดี๋ยวนี้เลย” ฉันพูดไปแบบแหยงๆอย่างกับเจ้านายเป็นกิ้งกือหรือไส้เดือนก็ไม่ปาน

“แล้วตอนนี้แกถึงไหนแล้ว”

“ถึงสายใต้แล้ว กำลังจะขึ้นรถ อุ้ยแก...มีหนุ่มหล่อร่วมทริปด้วยแฮะ สงสัยไม่ญี่ปุ่นก็เกาหลีแน่ๆ หน้าตาสุดยอด ถ้าครบสิบวันแล้วไม่เห็นฉันละก็ไม่ต้องตกใจนะ” พูดจบฉันก็หัวเราะอย่างถูกใจ

ใช่...ระหว่างที่ปากฉันคุยกับเพื่อนสาวอยู่ สายตาฉันก็อดที่สอดส่องสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบๆกายไม่ได้ตามประสาสาวโสด สิ่งที่สายตาจับจ้องมากที่สุดก็ต้องเป็นหนุ่มหล่อๆใช่ไหม...อย่างน้อยก็เป็นอาหารตาอาหารใจให้กระชุ่มกระชวยเล่นละน่า
หนุ่มที่ฉันตั้งสมมุติฐานขึ้นว่า...เป็นหนุ่มญี่ปุ่นหรือไม่ก็เกาหลี กำลังเดินขึ้นรถทัวร์คันเดียวกับฉัน โอ้...ไปคนเดียวด้วยแฮะ งานนี้ต้องใช้มารยาหญิงซักหน่อย

“ไอ้บ้า...ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงพอเจอผู้ชายในสเป็คเข้าหน่อยกุลสตรีไทยทิ้งไว้ที่บ้านเลยนะแก” เพื่อนทุกคนต่างก็รู้ว่าสเป็คของฉันเป็นยังไง หนุ่มเอเชียตะวันออกนี่แหละใช่เลย เห็นทีไรน้ำลายไหล เลือดกำเดาแทบจะพุ่งออกมาทุกที

“โธ่...ก็ฉันก้มหน้าก้มตาทำตามคำบัญชาการของเจ้านายสุดงั่กของฉันมาเป็นปี ไม่ได้ออกไปลืมตาดูโลกภายนอกเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้ารู้ว่าการที่ไม่ได้เจอหน้าเจ้านายแล้วมันมีความสุขจนล้นปรี่ขนาดนี้ฉันลาพักร้อนนานแล้ว” ฉันพูดโทรศัพท์กับเพื่อนพร้อมเดินขึ้นรถทัวร์ตามหลังหนุ่มหน้าตาดีคนนั้นต้อยๆ อย่างกับว่าฉันกับเขามาด้วยกันอย่างนั้นแหละ แหะๆ แอบเนียนเข้าไว้...

“แล้วแกจะไปไหน เผื่อว่าอยู่นานแล้วฉันหยุดเสาร์อาทิตย์จะได้ไปหา”

“เสาร์อาทิตย์นี้แกจะต้องเดินทางไปบ้านว่าที่สามีเพื่อไปคารวะญาติผู้ใหญ่ไม่ใช่หรอ” สงสัยเพื่อนฉันจะลืมข้อนี้แน่ๆ ฉันเลยเตือนความจำให้คุณเธอซะเลย

“เออว่ะ...มัวแต่เป็นห่วงแกเลยลืมซะสนิทเลยแฮะ แล้วตกลงแกไปไหน” มันยังไม่ยอมหมดห่วงอีกแฮะไอ้เพื่อนคนนี้

“ฉันจะไปปราณฯ ไม่ต้องห่วงนะ รีสอร์ทที่ฉันจะเข้าพักน่ะไว้ใจได้”

หลังจากที่พูดคุยจนเพื่อนหายห่วงแล้ว เราทั้งสองก็วางสายตัดขาดซึ่งกันและกัน...


ที่นั่งของฉันกับหนุ่มในสเป็คดันเป็นที่นั่งติดกัน เขานั่งข้างในส่วนฉันนั่งข้างนอกแต่เป็นเบาะเดียวกัน โฮ๊ะๆ หรือว่านี่เป็นพรหมลิขิตบันดาลชักพาที่ทำให้ฉันหมดความอดทนในการต้องนั่งเหม็นหน้าอีตาเจ้านายบ้าๆ แล้วลาพักร้อนเพื่อมาดับจิต...เอ้ย สงบจิตใจในครั้งนี้ แล้วมาเจอหนุ่มในฝันของฉันคนนี้เข้า หุหุ

ฉันรีบปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้าอย่างลวกๆ ทุกครั้งทีเจอหนุ่มหล่อเป็นแบบนี้ทุกทีซิน่า...อาการใจสั่น เหงื่อแตกกำเริบอีกแล้ว

ฉันเหลือบมองพ็อกเก็ตบุคส์ในมือของเค้าด้วยหางตา เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลเล็กน้อย และนั่นทำให้ฉันรู้ว่าเขาไม่ใช่ญี่ปุ่นตามสมมุติฐานแรก แต่เป็นชาวเกาหลีตามสมมุติฐานรองตะหาก...

หนังสือการท่องเที่ยวไทย ที่มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาบ้านเกิดของเขากำกับอยู่ ทำให้ฉันปิดปากเงียบ โอ้...ภาษาปะกิตก็ไม่กระดิก แล้วภาษาเกาหลีซึ่งเป็นภาษาบ้านเกิดของพี่แกฉันก็ไม่เคยใช้ แล้วอย่างนี้จะใช้มารยาหญิงในการสื่อสารยังไงเนี่ย

สงสัยคราวนี้ต้องพูดกันจนเมื่อยปากแน่ๆ...แต่รู้สึกว่าหนุ่มหล่อจะไม่สนใจสาวสวยที่นั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยากจะเอ่ยปากคุยกับเขาแม้แต่นิดเดียว เขายังคงกางหนังสือตรงหน้าแล้วไล่สายตาไปตามตัวอักษรอย่างสนอกสนใจ

อยากรู้นักว่าไอ้หนังสือเล่มนั้นมีอะไรดีไปกว่าคนหน้าตาดีที่นั่งอยู่ข้างๆเขานะ ถึงได้ไม่สนใจกันเล้ย!! ให้ตายซิ..

ฉันแกล้งเปิดกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กเพื่อให้ข้อศอกไปกระทุ้งเข้ากับเขาเล็กน้อยแบบไม่ได้ตั้งใจ ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นเพียงธาตุอากาศชนิดหนึ่งที่เขามองไม่เห็น เหมือนเป็นเศษฝุ่นเล็กๆที่เล็กจนทำให้เขาไม่สนใจที่จะมอง

กะจะให้เขาละสายตาจากหนังสือมามอง แล้วฉันก็จะยิ้มแล้วกล่าวคำว่าขอโทษซักหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนว่าศอกที่ฉันไปกระทุ้งเข้ากับเขานั้นเป็นเพียงศอกของวิญญาณที่ไม่มีตัวตนยังไงยังงั้นเชียว เฮ้อ...การที่จะทำให้ใครสักคนสนใจนี่มันยากจริงๆ


หลังจากปิดหนังสือในมือแล้วคุณเธอก็หลับตาลง...พิงหัวเข้ากับเบาะเก้าอี้ โหย...คิ้วเข้ม ขนตางอน จมูกโด่งเป็นสัน ปากสีชมพูระเรื่อ น่าจุ๊บ...เอ้ย น่ามองมาก
ฉันคงจะเป็นบ้าไปแล้ว เพราะเอาแต่แอบมองรูปหน้าของเขายามหลับ ศีรษะเขาโอนเอนไปตามแรงเลี้ยวของรถ แต่ไม่ยักจะตื่นแฮะ...ไม่เหมือนเธอที่ไม่สามารถข่มตาหลับได้เลยในระหว่างการเดินทางแบบนี้

เมื่อรถเลี้ยวทางโค้ง...ศีรษะได้รูปที่ประกอบไปด้วยเส้นผมนุ่มดำขลับน่าสัมผัสของเขาก็มาหนุนแหมะอยู่บนบ่านุ่ม(ตรงไหนหว่า)ของฉันแล้วก็หลับต่อไปแบบไม่ยอมตื่น

ฉันยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย ก่อนทำเป็นซบศีรษะตัวเองเข้ากับศีรษะได้รูปของเขา แล้วแกล้งทำเป็นหลับไปกับเขาซะเลย เนียนอีกแล้วฉัน!!

ถ้าใครเห็นภาพการซบไหล่ของกันและกันของฉันกับเขาตอนนี้ละก็ คงจะคิดว่าเป็นคู่รักกันแน่ๆ นั่นแหละที่ฉันต้องการ อย่างน้อยได้เป็นคู่รักกำมะลอในชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ยอมหละ...

ในที่สุด...จากที่จะทำเป็นแกลังหลับ แต่ฉันก็หลับไปจริงๆนั่นแหละ จนกระทั่งมีเสียงประกาศทั่วรถว่า...

“ปราณบุรีครับปราณบุรี ใครจะลงปราณบุรีเตรียมตัวเลยนะครับ” นั่นแหละฉันถึงได้สะดุ้งตื่น แต่คนข้างๆของฉันตื่นตั้งแต่ตอนไหนหว่า...เพราะเขาได้นั่งมองฉันอยู่ก่อนแล้ว และที่น่าอายมากที่สุดก็คงจะเป็นหัวอันยุ่งเหยิงของฉันดันไปเกยอยู่บนไหล่กว้างของเขานี่แหละ

ฉันดึงตัวเองให้นั่งตัวตรงในทันที แล้วอดที่จะหันไปยิ้มแหยๆให้กับคนข้างๆไม่ได้
“ขอโทษค่ะ” ฉันกล่าคำขอโทษเป็นภาษาไทย เพราะอายจนลืมไปว่าเขาไม่ใช่คนไทย แต่เขาคงจะฟังภาษาไทยออกบางคำ...ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะเขาตอบกลับฉันพร้อมรอยยิ้มที่แทบจะพิมพ์อยู่กลางใจฉันและจะไม่ยอมให้มันลบหายไปเลยล่ะ

“ม่าย เปน ราย คาบ” เขาเน้นเสียงหนักๆแต่ละคำทำให้ฉันอดหัวเราะไม่ได้ แล้วก็ต้องยิ้มแบบเก้อๆเพราะเขาทำหน้าเอ๋อๆแล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า

“ผมพูดผิดหรือครับ โอ้...อุตส่าห์หัดแล้วนะเนี่ย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ คุณพูดถูกแล้วแต่การออกเสียงของคุณทำให้ฉันตลก” ฉันตอบเป็นภาษาอังกฤษไป อืม...ไม่ตลกได้ยังไง หน้าตาก็ดีแต่ดันอยากคาบเหมือนเจ้าตูบ

คุณอย่าคิดนะว่าข้อความข้างบนนั้นฉันจะพูดคล่องปร๋ออย่างกับเจ้าของภาษามาเอง มันไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน เพราะกว่าที่สมองน้อยๆที่เต็มไปด้วยขี้เลื่อยของฉันจะประมวลคำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คำนาม กิริยา กรรม แล้วมาสลับกันมั่วเพื่อสื่อสารให้เขาเข้าใจก็จนทำให้เมื่อยมือและเมื่อยสมองน้อยๆเลยล่ะ

“แล้วคุณจะไปไหนครับ” เขาพูดอังกฤษคล่องกว่าฉันซะอีก ตอนนี้ฉันอยากเป็นใบ้ไปชั่วขณะจริงๆ เพราะกลัวว่าตัวเองจะปล่อยไก่ตัวใหญ่ๆให้อีตาเกาหลีหน้าตาดีเอาไปต้มกินซะจริงๆ

“ปราณบุรีค่ะ” ฉันตอบ

“เหมือนกันเลย ผมก็จะไปปราณเหมือนกัน” เขายิ้มจนตาหยี ดีใจอะไรกันนักกันหนานะ

ตอนนี้ฉันเริ่มคิดใหม่แล้วว่า...ที่อยากจะใช้มารยาหญิงกับเขาในตอนแรกนั้นคิดผิดไปหรือเปล่า เพราะตอนนี้ฉันเริ่มจะรู้สึกเมื่อยมือจากการสื่อสารกับเขาเป็นอย่างมาก

หลังจากที่ตอนแรกเขาเงียบ แล้วฉันเป็นคนที่อยากจะพูดจะทักทาย แต่มาตอนนี้กลายเป็นเขาที่คุยจ้อ ไม่รู้สรรหาอะไรมาคุยให้ฉันฟัง ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างตามประสาคนอ่อนภาษา แต่ก็แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อนเสมือนกับว่าตัวเองนั้นภาษาแตกฉาน…น่าไม่อายเลยฉัน


เมื่อรถเลี้ยวเข้าสถานีขนส่งของปราณบุรี ทั้งวินมอเตอร์ไซต์ ทั้งสามล้อเครื่อง ทั้งสามล้อถีบต่างก็วิ่งหาลูกค้า

“ไปไหนครับ ไปไหมครับจะส่งให้ถึงที่เลย” สามล้อวัยกลางคนเข้ามาถามฉันกับเขาที่เดินลงมาจากรถพร้อมกัน แล้วมายืนทำหน้างงๆว่าจะไปทางไหนดี

“คุณพักที่ไหนคะ” ฉันถามเขาแล้วหันไปส่ายหน้าปฏิเสธวินมอเตอร์ไซต์ก่อน เพื่อขอเวลาปรึกษาหารือในที่ประชุมเล็กน้อย

เขาบอกชื่อที่พักของเขาให้กับฉัน พร้อมกางแผนที่ประกอบ...ฉันมองอย่างใคร่อยากรู้ ซึ่งที่จริงก็อยากรู้มากๆนั่นแหละว่าเขาพักที่ไหน

การพูดคุยกันบนรถทำให้เราผ่อนคลายมากขึ้น และรู้สึกเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น ไม่รู้ซินะ...ทำไมเขาถึงไม่ระแวงฉัน หรือว่าหน้าตาฉันบ่งบอกว่าเป็นคนที่น่าไว้ใจได้นะ แล้วทำไมฉันถึงไว้ใจเค้าล่ะ ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่พบ

จะว่าเพราะหน้าตาของเขาก็ไม่ใช่...เพราะคนหน้าตาดีที่ฉันเจอก็ใช่ว่าจะทำให้ฉันไว้ใจได้เหมือนเขาคนนี้ แต่เอาเป็นว่า...ฉันใช้ความรู้สึกในการไว้ใจเขาก็แล้วกันนะ

“ที่พักคุณกับฉันใกล้ๆกัน แต่เป็นคนละที่ ฉันพักรีสอร์ท ส่วนคุณพักโรงแรม” ฉันบอกเขา รีสอร์ทที่ฉันเข้าพักนั้นเป็นรีสอร์ทขนาดเล็กกะทัดรัด ตกแต่งได้อย่างสวยงาม ที่จริงเขาสร้างไว้สำหรับคู่รักที่จะมาฮันนี่มูนกันสองต่อสอง

แต่สำหรับฉันแล้ว...หาคนมาฮันนี่มูนไม่เคยได้ซักที นี่ก็จะปาไปเลขสามแล้วเหลืออีกแค่สองปีเอง จะมีใครใจดีมาสอยฉันลงจากคานที่เสริมเหล็กของฉันบ้างไหมนะ

“งั้นเราไปด้วยกันนะ ผมไปไม่ถูก” เขาทำเสียงออดอ้อนจนน่าหมั่นไส้ แต่ฉันก็เต็มใจอยู่แล้วล่ะ ก็แอบเหล่มาตั้งแต่ต้นแล้วนี่นา พอมีโอกาสใกล้ชิดแบบนี้ก็ต้องเอาซักหน่อย

“คุณชอบพักรีสอร์ทหรือครับ” เขาเอ่ยถามเมื่อเราได้เรียกสามล้อเครื่องแล้วแจ้งที่หมายเรียบร้อยแล้ว

“ค่ะ ฉันว่าสะดวกดี แถมมีห้องโน้นห้องนี้เหมือนว่าเราอยู่บ้านตัวเองเลย” ฉันอธิบาย

“ผมไม่ค่อยได้มาเมืองไทยเลยไม่รู้ว่าที่พักแบบไหนถึงจะดี” เขาว่า

“โห ขนาดไม่ค่อยมานะ คุณยังเดินทางคนเดียวได้” ฉันทำตาโตเหลือเชื่อ

“ผมชอบเมืองไทย เลยจะหาเวลามาปีละครั้ง”

“แล้วคุณเที่ยวไหนบ้างแล้วละคะเนี่ย” ฉันอดที่จะสอดรู้ เอ้ย...อยากรู้ไม่ได้

“ผมเพิ่งมาจากสุพรรณ ต่อด้วยกาญจนบุรี แล้วต่อรถมาที่นี่เลย” โห...เที่ยวมาราธอนจริงๆเลยพ่อหนุ่ม

“คุณจะอยู่เมืองไทยนานไหมคะ” อดที่จะอยากรู้ต่อไม่ได้ ก็แหมอ่ะนะ...ได้รู้จักกับคนหล่อทั้งที ก็หวังให้เขาอยู่นานๆเผื่อว่าจะได้ต่อสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น โฮ๊ะๆฉันคิดอะไรเนี่ย...

“ผมลาพักร้อนหนึ่งเดือนเต็มครับ นี่ก็ผ่านไปแล้วห้าวัน เหลืออีกยี่สิบกว่าวัน” เขาแจง เสียงเครื่องยนต์ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุยของเรา ฉันกับเขายังพูดคุยกันแข่งกับเครื่องยนต์ของเจ้าสามล้อเครื่องที่เจ้าของมันบังคับให้ไปตามทางที่ฉันได้แจ้งไป


เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้นในระหว่างที่ฉันกำลังรื้อเสื้อผ้าและของใช้ออกจากเป้ใบใหญ่ของตัวเอง อ่ะๆๆ คิดว่าจะเป็นหนุ่มหน้าตาดีชาวเกาหลีโทรมาละซิ เปล่าคะเปล่าเราเพิ่งได้รู้จักกันคงไม่กล้าแลกเบอร์กันเร็วขนาดนั้น แต่ไม่แน่เย็นนี้เขาว่าจะมารับไปทานข้าวด้วยกัน ฉันอาจแกล้งหาข้ออ้างแลกเบอร์กับเขาก็ได้ ใครจะไปรู้
ฉันมองเบอร์โทรที่โชว์อยู่หน้าจอมือถือตอนนี้ มันเป็นเบอร์ของที่ทำงานฉันนี่นา ขนาดลาพักร้อนมาขนาดนี้ยังไม่เว้นตามมาหลอกมาหลอนกันอีกนะ ฉันทำหน้าเบื่อหน่ายก่อนจะกดปุ่มรับแล้วกรอกเสียงลงไป

“แก้วกาญจน์ค่ะ”

“แก้วหรอ พี่พจเองนะ” อืม...พี่ที่แผนกนี่เอง มีอะไรนะถึงได้โทรตามตั้งแต่วันลาวันแรกเชียว

“ค่ะพี่พจมีอะไรหรือเปล่า” ฉันพยายามปรับเสียงให้เรียบที่สุด ทั้งที่ตอนนี้อารมณ์ฉันกำลังเดือดปุดๆ

“พอดีบอสหาเอกสารไม่เจอน่ะ เลยให้พี่โทรหาแก้ว”

“แล้วบอสหาดีหรือยังละคะพี่” ฉันพยายามถามกลับไปด้วยเสียงเรียบ

“พี่ก็ไม่รู้นะ เห็นบอกว่าแก้วเป็นคนเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้”

“ใช่ค่ะ แก้วเป็นคนเก็บแต่บอสเป็นคนหยิบมาใช้ แล้วแก้วก็เชื่อว่าถ้าเอกสารที่แก้วเก็บนั้นมันก็ต้องอยู่ในชั้นเอกสารในห้องบอสนั่นแหละค่ะ” เสียงฉันเริ่มฉุนเล็กน้อย

“อืม พี่ก็ไม่รู้นะ เพราะบอสบอกว่าไม่เห็น”

“เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นแก้วรบกวนพี่พจให้ช่วยหาให้บอสทีนะคะ ถ้าแก้วเก็บนั้นก็จะอยู่ที่เดียว แต่ถ้าบอสได้หยิบไปใช้แล้วพี่พจลองหาตามชั้นต่างๆของบอสนะคะเผื่อว่าแกจะเอาไปวางลืมไว้ที่ไหนซักแห่ง” ทั้งที่ตอนนี้น้ำโหของฉันแทบจะไหลออกมาจนท่วมบ้าน แต่ก็ต้องพยายามใช้คำพูดที่สุภาพเข้าไว้ ขัดใจๆ

“จ้า เดี๋ยวยังไงพี่จะโทรหาอีกทีนะ” แล้วพี่ที่แผนกก็วางสายไป ปล่อยให้ฉันถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายอยู่คนเดียว

ไม่นานพี่พจก็โทรกลับมาหาฉันว่าเอกสารที่เจ้านายประสาทเสียของฉัน (เอ่อ...รู้สึกว่าตั้งแต่ต้นมานี่ เจ้านายของฉันจะมีหลายฉายาเหลือเกินยังไงก็ตามให้ทันนะคะไม่ว่าฉายาไหนก็รู้ไว้เลยว่าเป็นอีตาเจ้านายคนเดิมนั้นแหละ) พี่พจบอกว่าเอกสารก็วางอยู่ในตู้นั้นแหละ แต่สงสัยอีตาเจ้านายจะชินกับการที่มีคนหยิบให้ เลยทำเป็นไม่เห็นเพื่อให้มีคนไปหาให้นั่นเอง

ฉันไม่รู้จะให้ฉายากับอีตาเจ้านายคนนี้ยังไงถึงจะสาสมและเพื่อความสะใจของตัวฉันเอง ฉันได้แต่เม้าท์ลับหลังให้เพื่อนๆในกลุ่มฟังถึงความน่าเกลียดน่าชังน่าขยะแขยงถึงการบ้าอำนาจของเจ้านายตัวเอง

แต่เชื่อไหมว่าต่อหน้าเขาฉันก็เป็นแค่คนที่...ได้ครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสมครับเจ้านาย ทั้งที่ในใจฉันอยากก่นด่าไปก็ตาม ฉันก็ได้แต่ก้มหน้างกๆให้กับคำสั่งของเขาก็เท่านั้นแหละที่ทำได้


เมื่อเซ็งๆกับเรื่องราวที่ทำให้รกสมองฉันก็ชักจะขี้เกียจรื้อเสื้อผ้าเข้าตู้ไปเลย ฉันล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนที่นอนนุ่มในเตียงกว้างพลางหลับตาสูดหายใจเข้าลึกๆ เผื่ออากาศบริสุทธิ์ข้างนอกจะทำให้อารมณ์ฉันดีขึ้นมาบ้าง

เสียงเคาะประตูบ้านทำให้ตาที่กำลังจะเคลิ้มหลับของฉันสะดุ้งตื่น...ใครบังอาจมาเรียกตอนกำลังใกล้จะหลับนะเดี๋ยวแม่ก็ด่าให้ซะหรอก ยิ่งอารมณ์เดือดยังไม่หายอยู่ด้วย แต่พอเปิดประตูออกไปเจอใบหน้ายิ้มๆของหนุ่มเกาหลีที่รู้จักกันมาได้หลายชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกัน ฉันก็ใจละลายไปกับรอยยิ้มนั้น
อย่างนี้ละมั้งที่เค้าว่ากันว่า...หลงรูปหลงรอยตัดได้ แต่หลงรอยยิ้มอีตาหนุ่มเกาหลีคนนี้น่ะมันช่างตัดยากเสียเหลือเกิน

เขาคงเห็นหัวยุ่งๆของฉัน เขาเลยยิ้มๆแล้วเอ่ยถามอย่างเกรงใจ
“คุณกำลังนอนหรือครับ แปลว่าผมมากวนคุณแน่ๆเลย”

“ปะเปล่าค่ะ” ฉันปฏิเสธไปพร้อมรีบใช้มือสางผมยาวๆของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง

“พอดีเหนื่อยก็เลยล้มตัวลงเฉยๆไมได้หลับเลยซักนิด” ฉันยิ้มให้เขาพร้อมเชิญให้เขาเข้ามาข้างในซึ่งเป็นห้องโถงรับแขกของรีสอร์ท หยิบรีโมทมากดเปิดทีวีไม่รู้ว่าเขาจะฟังภาษาไทยออกหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าที่นี่ไม่มีเคเบิลทีวี หรือยูบีซีเพื่อให้เขาดูเลยซักช่อง เมื่อเปิดทีวีเสร็จฉันก็ไปรินน้ำจากตู้เย็นมายื่นให้เขา

“ขอบคุณครับ”

“อืมนี่คุณ...” ฉันเริ่มแผนที่จะรู้จักชื่อเขาทันที

“ชุน กิม ยอง ครับ หรือเรียกชุนเฉยๆก็ได้” เมื่อเขาเห็นว่าฉันเว้นวรรคท้ายประโยคเขาก็แนะนำตัวเองทันที ซึ่งมันก็ตรงแผนของฉันทันทีเช่นกัน

“อ้อคุณชุน” ฉันพยักหน้ารับรู้ “แล้วนี่คุณจัดข้าวของเรียบร้อยแล้วหรือคะถึงมาได้” ฉันถามใคร่อยากรู้

“ยังครับ” เขาหัวเราะแหะๆ

“อ้าว” ฉันอุทาน สงสัยอีตานี่คงจะโยนกระเป๋าลงบนเตียงแล้วมาหาเธอทันทีแน่ๆ เมื่อจินตนาการถึงภาพการโยนกระเป๋าของเขาแล้ว ก็อดหัวเราะคนเดียวไม่ได้ จนเขาต้องเลิกคิ้วถามว่าเธอหัวเราะอะไร

โห...ขนาดท่าเลิกคิ้วสงสัยของเขายังดูบาดใจเลยแฮะ ฉันคิดก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธเขาไปว่าไม่ได้หัวเราะอะไรสักหน่อย

“ไปถึงห้อง ผมก็สำรวจตรวจตราเล็กน้อย แล้วก็เดินดูวิวทิวทัศน์แถวๆโรงแรม ทะเลสวยมากเลยครับ ผมเลยอยากมาชวนคุณไปนั่งดูทะเลกัน ไปนะๆๆ” เขาทำเสียงออดอ้อนเหมือนจะกลัวว่าเธอจะปฏิเสธ

“ฉันยังจัดของไม่เสร็จเลยค่ะ” ฉันว่าพลางมองหน้าออกทางหน้าต่าง ทะเลตอนเที่ยงวันแบบนี้ถ้าออกไปคงจะร้อนน่าดู

“เดี๋ยวค่อยมาจัดก็ได้ นะๆๆ” เขายังคงใช้เสียงเหมือนเดิม เอาว่ะ...เป็นไงเป็นกันหนุ่มหล่อมาชวนทั้งทีถ้ามัวแต่กลัวว่าผิวจะเสียก็คงจะอดเอ้ย...คงจะพลาดโอกาส
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวสักประเดี๋ยวนะคะ” ที่จริงประเดี๋ยวของฉันนั้นหมดไปกับการไล้ทาครีมกันแดดทั้งใบหน้าและผิวกายเพื่อป้องกันแสงยูวีมาทำร้ายผิวอันบอบบางนั่นเอง


“ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย” เขาหันมาถามในระหว่างที่นั่งเก้าอี้ผ้าใบแล้วหันหน้าเข้าสู่ทะเล

“ฉันแก้วกาญจน์ค่ะ หรือเรียกแก้วเฉยๆ” ฉันแนะนำตัว

“ผมขอเรียกกาญจน์ได้ไหม แก้วออกเสียงยากจัง” เขาหันมาขอกับฉัน ใครจะปฏิเสธได้ลงละ เพราะฟังเสียงที่เขาเรียกชื่อเล่นฉันแล้วฉันว่าให้เขาเรียกกาญจน์นั่นแหละโอเคแล้ว

“คุณจะอยู่ที่นี่กี่วัน” เขาเริ่มสนทนา ในขณะที่ฉันล้มตัวลงนอนราบไปกับเก้าอี้ผ้าใบนั่น พร้อมยกมือสองข้างมารองศีรษะไว้แล้วหันไปมองเขา

“สิบวันค่ะ” ฉันตอบไปแล้วหลับตาลงเพื่อใช้โสตประสาทในการสัมผัสกับเสียงคลื่นของทะเล และปล่อยให้ผิวกายสัมผัสกับลมทะเลที่พัดมาเอื่อยๆ

ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าใจฉันสงบขึ้น นี่แหละถึงจะเรียกว่าการพักผ่อนที่แท้จริง สมองตอนนี้รู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันอยากใช้เวลาอยู่แบบนี้นานๆจังเลย...

“สิบวันเลยหรือครับ” เขาเลิกคิ้วถามแบบไม่แน่ใจกับคำตอบที่ได้ยิน

“ใช่ค่ะ” ฉันพยักหน้าน้อยๆ

“แล้วคุณละคะ จะอยู่ที่นี่อีกกี่วัน” เขาทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย

“ตอนแรกผมว่าจะอยู่แค่สามวันแล้วจะขึ้นรถต่อไปกระบี่” เขาว่า

“แล้วตอนนี้ละคะ” ฉันอยากรู้อีกแล้ว...

“ตอนนี้ผมอยากอยู่ที่นี่สักสิบวันซะแล้ว” เขาตอบยิ้มๆ อ่ะแหม...อยากอยู่กับฉันละซิ ฉันแอบเข้าข้างตัวเองเล็กน้อย

“คุณหิวหรือยัง” เขาหันมาถามในขณะที่ตาฉันปรือๆเล็กน้อยเนื่องจากลมเย็นที่พัดเอาไอทะเลมาปะทะผิวทำให้อากาศเย็นน่านอนยิ่งนัก

“อืม...” ฉันพูดได้แค่นั้น และก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย ทำไมนะ...เวลาที่ฉันอยู่กับเขารู้สึกปลอดภัยทุกที ทั้งที่เราเพิ่งรู้จักกันไม่กี่ชั่วโมงมานี่เอง

ฉันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน...เมื่อฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเขายังคงนั่งรอฉันที่เดิม รอยยิ้มที่ส่งมายังคงอ่อนหวานเช่นเดิม ฉันรู้สึกว่าตัวเองจะหลงรักรอยยิ้มนี้เข้าให้เสียแล้ว

“คุณคงเหนื่อยกับการเดินทาง” เขาว่า

“คงงั้นค่ะ แล้วตอนนี้กี่โมงแล้วคะเนี่ย” ฉันเสทำเป็นถามเวลา ท้องฟ้าเริ่มมืดเล็กน้อย เมื่อมองไปสู่ทะเลตอนนี้ท้องฟ้ามีสีสมตรงเส้นขอบฟ้า ซึ่งพระอาทิตย์กำลังจะลับลงตรงเส้นขอบฟ้า

“โห...ทำไมท้องฟ้าตอนนี้สวยจัง” ฉันหยิบกล้องถ่ายรูปคู่ใจขึ้นมาชักภาพทันที เขาก็เช่นกันต่างคนต่างกดชัตเตอร์รัวอย่างกับกลัวว่าดวงอาทิตย์ตรงขอบฟ้าจะลับหายไปซะเดี๋ยวนั้น

เมื่อต่างคนต่างถ่ายภาพได้แล้วก็มานั่งดูภาพจากกล้องของกันและกันว่าใครถ่ายได้สวยกว่ากัน

“ฝีมือการถ่ายภาพของคุณแจ่มมากเลย” ฉันชมเขาเมื่อได้ดูฝีมือการถ่ายภาพจากกล้องของเขา

“คุณก็ใช่ย่อยนี่” ต่างคนต่างยอกันเอง เลยทำให้อดที่จะหัวเราะประสานเสียงกันไม่ได้


วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเสียจริงๆ พรุ่งนี้แล้วที่ฉันจะต้องเดินทางกลับ มะรืนก็ต้องไปนั่งทำงานภายใต้คำบัญชาการอันเผด็จการของเจ้านายจอมจู้จี้ขี้บ่นเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ โอ้...คิดๆไปแล้วเจ้านายฉันไม่มีอะไรดีซักอย่างเลยแฮะ ซึ่งนั้นมันเป็นเรื่องจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความสัมพันธ์ของฉันกับหนุ่มหน้าตาดีชาวเกาหลีที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า “ชุน กิม ยอง” เริ่มแน่นแฟ้นมากขึ้น มิตรภาพระหว่างเราเริ่มก่อตัวหลังจากที่ใช้เวลาในการกินเที่ยวด้วยกันมาวันนี้วันที่เก้าแล้ว...

“พรุ่งนี้คุณคงจะต้องเดินทางกลับแล้วซินะ” เขาเอ่ยท่ามกลางความเงียบที่ทั้งฉันและเขาปล่อยให้เกิดขึ้นสักพักใหญ่ๆเพื่อจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

“คุณก็คงจะเดินทางไปกระบี่ต่อใช่ไหม” ฉันถามเขาด้วยเสียงอันแผ่วเบา ตอนนี้รู้สึกใจหายยังไงไม่รู้ แค่คิดว่าพรุ่งนี้เราทั้งคู่จะต้องแยกกันแล้วมันก็ทำให้ความรู้สึกตื้อๆขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ชุนหันมามองหน้าฉันเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าไปมองทะเลพร้อมหายใจเข้าลึกๆ...

“อยู่ต่ออีกสักพักได้ไหม” เขาหันมาถามฉันอีกรอบ

“ไม่ได้หรอก เพราะฉันจะต้องทำงานและหมดวันลาของฉันแล้วด้วย” ฉันตอบไป แล้วปล่อยให้ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง ต่างคนต่างใช้ความคิด แล้วชุนก็เอ่ยขึ้นมา...

“พรุ่งนี้ผมกลับกรุงเทพฯพร้อมคุณดีกว่า คิดว่าการเที่ยววัดในกรุงเทพฯก็ดีเหมือนกัน หรือคุณว่าไง” ฉันหันกลับไปยิ้มจนตาหยีพยักหน้าให้เขาทันทีอย่างดีใจจนออกนอกหน้า...แบบว่าเก็บอาการไว้ไม่อยู่แล้ว

“แต่วันหยุดคุณต้องเป็นไกด์ให้ผมนะ เพราะผมยังไม่คุ้นพื้นที่ในกรุงเทพฯเท่าไหร่” ฉันพยักหน้ารับคำอย่างเต็มใจ เพราะเขาบอกเป็นนัยๆแล้วว่า...เขารู้สึกกับฉันเช่นเดียวกับฉันรู้สึกกับเขา

การลาพักร้อนเพื่อหนีหน้าเจ้านายห่วยๆของฉันทำให้ฉันได้พบกับหัวใจของตัวเองแล้ว ณ บัดนี้ แถมยังเป็นหนุ่มในสเป็คอีกต่างหาก คุณว่าหายากไหมแบบนี้...ต่อไปฉันคงไม่ต้องค้างเติ่งอยู่บนคานให้คานหนักเล่นอีกแล้ว...







Create Date : 06 มีนาคม 2551
Last Update : 6 มีนาคม 2551 15:57:29 น. 21 comments
Counter : 1051 Pageviews.

 
เจิมๆๆๆ

zwani.com myspace graphic comments
Graphics for Hello Comments


โดย: katoy วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:14:56:40 น.  

 
อิมเมจพระเอกในเรื่องจ้า... ลี ดอง วุค หวานใจของคนเขียนเอง กรั่กๆ




ส่วนนี่นางเอกของเรื่อง กร๊ากกกกกส์ ไม่อายเล้ยคนเรา ฮิๆ




555+ ใครมาแล้วหมั่นไส้นางเอกของเรื่องมากนักก็ประทุษร้ายได้ตามบายนะขอรับ กรั่กๆ
แต่ขอบอกว่าอิมเมจนางเอกคือคนนี้จริงๆ ฮา


โดย: ปาณิกดา... IP: 61.19.66.1 วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:17:00:27 น.  

 
โธ่ คุณปาณิก จินตนาการนาห์กำลังไปได้สวยกับเนื้อเรื่อง
มาเจอคอมเมนต์หนึ่งเข้า emoemoemo

เปลี่ยนนางเอกดีก่า เดี๋ยวใครๆรู้น๊า ว่าหมู่บ้านคานทองมีรายชื่อปาณิกด้วย

emoemo

ปล. นาห์นั่งรถทัวร์บ่อยลงใต้สมัยเรียน ทำไม๊ไม่เจอแบบนี้บ้างเลย


โดย: มัยดีนาห์ วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:20:45:40 น.  

 
คุณนาห์...555+ แบบว่าหน้าด้านเข้าไว้ เพราะอยากได้เป็นนางเอกคู่กับ ลี ดอง วุค มานาน เลยเขียนเองซ้าเลย กรั่กๆ

อายบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ไม่มาก

(ช่างทำไปด้ายคนเรา)


โดย: ปาณิก IP: 61.19.66.63 วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:21:09:15 น.  

 
นี่ๆๆๆๆ เลือดกำเดาน้ำค้างจะไหล แหมเล่นเอาความจริงไปเขียนเล่นซะงั้น (ทำปายด้าย)คุณปาณิก อายมั้ยเนี่ย ขอถามทีเถอะ ก๊ากๆๆ


โดย: น้ำค้างกลางใจ วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:15:14:42 น.  

 

คุณน้ำค้าง หุหุ ความอายที่มีอยู่อันน้อยนิดในตัวปาณิก
จึงกระทำการไปแบบนั้น
ขอพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดประทาน ลีดองวุค ให้
เอ้ย...ประทานอภัยให้ข้าน้อยด้วยเถิด กรั่กๆ


โดย: ปาณิก IP: 61.19.66.44 วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:16:17:01 น.  

 
ไม่ให้อภัยค่ะ เพราะพระผู้เป็นเจ้าต้องประทานมาให้น้ำค้างต่างหากเล่า...ฮ่าๆๆ


โดย: น้ำค้างกลางใจ วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:9:40:48 น.  

 
คุณน้ำค้าง... เหอๆ เรื่องที่แล้วก็มีศึกชิงหมอโอ๊ค
มาเรื่องนี้ ศึกชิง ลีดองวุค กรั่กๆ แต่เสียใจนะจ๊ะ เรื่องนี้ปาณิกเป็นนางเอก 55555555555555555555555555555555555555+ (อินฟินิตี้)


โดย: ปาณิก.. IP: 61.19.66.90 วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:12:10:31 น.  

 
ขอหลบเข้ามาพักที่บ้านหลังนี้สักหน่อยนะ...เงียบดีเจ้าของบ้านก็ไม่อยู่ด้วย...คิคิ

ปล.เม้นท์ที่สอง..เม้นท์แบบไม่อายกันเรยยย...แล้วจะกลับมาอ่านนะ....หุหุ


โดย: doyngam วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:15:28:34 น.  

 
emoemoemo...โทษที...ห้ามตัวเองไม่ได้อ่ะ...เลี่ยนเม้นท์ที่สองอ่ะ...(กร๊ากกกกกก)


โดย: doyngam วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:15:32:24 น.  

 
ลุงดอย... หุหุ ต้องให้ย้ำชิมิว่า ความอายที่มีน้อยนิดในตัวของหลานปาณิก
ถึงได้ทำการไปแบบนั้น ตอนทำไปนั้น เป็นบุคคลไร้ความสามารถ อิอิ ไม่ผิดนะไม่ผิด

หรือเรียกอีกอย่างว่า คนบ้า ทำอะไรก็ไม่ผิด กรั่กๆ


โดย: ปาณิก IP: 61.19.66.149 วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:16:27:41 น.  

 
ชอบนางเอกเรื่องนี้จัง... ตลกดี พระเอกก็น่ารัก

แต่พอมาดูอิมเมจของนางเอกแล้ว อืม..........ทำไปได้ 555+ (ล้อเล่น)


โดย: nok_new IP: 124.120.61.166 วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:13:33:56 น.  

 

คุณ nok_new...แหะๆ ดีใจที่ชอบจ้า พระเอกเรื่องนี้ปาณิกก็ชอบเหมือนกัน ฮา... น่ารักเนอะ


โดย: ปาณิก IP: 61.19.66.112 วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:18:12:39 น.  

 



++..แวะเก็บเอาดอกเอื้องคำมาฝากครับ..ยิ้ม ยิ้ม..++



โดย: doyngam วันที่: 20 มีนาคม 2551 เวลา:2:11:23 น.  

 
ลุงดอย...ขอบคุณสำหรับเอื้องคำคับพ๊ม

เอื้องงามๆ เหมาะกับคนงามๆชิมิ (ไม่อายเรยยย)


โดย: fonrin วันที่: 21 มีนาคม 2551 เวลา:21:20:30 น.  

 
หวัดดีวันหยุดค่ะคุณปาณิก ตอนนี้น้ำค้างกำลังเรียนอยู่ในห้องคอมฯค่ะ เลยแว๊บมาส่งความคิดถึงให้ค่ะ แต่อย่าเอ็ดไปนะคะเดี๋ยวอาจารย์ดุ บ๊ายๆ ค่ะ


โดย: น้ำค้างกลางใจ วันที่: 23 มีนาคม 2551 เวลา:9:53:05 น.  

 

น้ำค้างน้อย...โฮ๊ะๆ ระวังหลังด้วยนะคุณน้อง แอบเล่นเน็ตระหว่างเรียนน่ะ มะดีๆ พี่ไม่หนับหนุน ฮิๆ



โดย: ปาณิก IP: 61.19.66.180 วันที่: 23 มีนาคม 2551 เวลา:19:49:31 น.  

 
^
^
^
ห้ามเขา..แล้วทำไมผมสังเกตเห็นคุณพี่แอบเข้าเน็ตในเวลางานด้วยน๊า..เงอๆ


โดย: doyngam วันที่: 23 มีนาคม 2551 เวลา:23:23:09 น.  

 

^
^
^
หุหุ คุณลุงนั่นแหละ อาการหนักกว่าอีก เห็นนะ แอบเข้าเน็ต่ช่วงเวลาทำงานน่ะ เหอๆ



โดย: ปาณิก IP: 61.19.66.182 วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:0:54:45 น.  

 
เก็บเกี่ยวดอกไม้ที่ปลายรุ้ง
หมายมุ่งส่งไปที่ปลายฟ้า
จุดหมายถึงพี่สาวที่ไกลตา
และย้ำอีกทีว่า..ห่างตา..ยังห่วงใย

ปล.ราตรีสวัสดิ์จ้า


โดย: น้ำค้างกลางใจ วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:20:20:00 น.  

 
^
^
^
รอรับดอกไม้จากปลายรุ้ง
ที่น้องนุ่งส่งมาทางปลายฟ้า
แต่ทำไมฟ้าไกลเหลือเกินละแก้วตา
แล้วพี่จะมีปัญญาได้มันไหมเนี่ย เงอๆ

(เด๋วขอหาลอรีเอะแบบมีปีกก่อนนะ จะได้บินไปรับเอาดอกไม้อ่ะคุณน้อง เหอๆ)


โดย: ปาณิก... IP: 61.19.66.191 วันที่: 24 มีนาคม 2551 เวลา:21:20:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หนึ่งเดียวในใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]






* ฝนริน/ปาณิกดา *

ผู้หญิงที่มีอารมณ์อ่อนไหว
เหงา เศร้า หัวเราะ
ร้องไห้ได้ในเวลาเดียวกัน
(ท่าจะบ้าเนอะผู้หญิงคนนี้ เอิ๊กส์)

งานเขียนในบล็อกนี้
ขอสงวนลิขสิทธิ์
ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
นะคะ




**ขอขอบคุณภาพแต่งบล็อก และ โค๊ดแต่งบล็อกจากเพื่อนชาวบล็อกทุกท่านมา ณ ตรงนี้ด้วยนะคะ**
















Friends' blogs
[Add หนึ่งเดียวในใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.