การขัดขืนคำสั่งรัฐบาล ของ คานธี จี

มหาตมา คานธี



ที่อยู่ : ประเทศอินเดีย


สถานะของมหาตมา คานธี ; เป็นผู้ที่เคยมีสรรพสิ่งในชีวิตพรั่งพร้อม บริบูรณ์ แต่กลับยอมเสียสละ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง เพชรนิลจินดาบ้านหลังใหญ่ เสื้อผ้าอาภรณ์ดีๆ
พูดง่ายๆ คือไม่มีปมด้อยเรื่องความยากจนมาก่อน และไม่เคยถูกยึดทรัพย์

ท่านเกิดในวรรณะแพศย์ด้วยซ้ำ ซึ่งก็รองลงมาจากวรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์ สองวรรณะ


เกิดเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๙ และถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. ๑๙๔๘ แลปีนี้ ๒๐๐๘ ก็ครบรอบ ๖๐ ปี ที่มหาตมา คานธี มรณกรรม เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ค.ศ. ๑๙๔๘

ว่ากันว่า ทุกวันนี้หาคนมีอุดมการณ์ หรืออุดมคติอันพิสุทธิ์ได้ยากยิ่ง

ยุคอารยะขัดขืนที่เกิดขึ้นในเมืองไทยอย่างสมัยนี้ ไม่ว่าใครก็คงได้ยินประโยคที่ว่า "ไม่ใช้ความรุนแรง"
เราจะไม่ใช้ความรุนแรง ทุกๆฝ่ายมักพูดแบบนี้กันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครทำได้จริง

สมัยก่อนที่ประเทศอินเดียก็มีกรณีขัดขืนรัฐบาลมาตลอด และยาวนานมาก นับหลายสิบปี

และ มหาตมา คานธี เป็นผู้นำ เรื่องการขัดขืนรัฐบาล

บุคคลที่เมื่อเอ่ยถึงชื่อของท่าน มีความหมายในใจโลก ในใจผู้คน เช่นเดียวกับคำว่า อหิงสา

และอหิงสานี่เองที่มีส่วนผลักดันอย่างแรงกล้า ราวนิวเคลียร์ ทำให้อินเดียได้รับอิสระภาพในที่สุด

ถ้าอยากให้โลกจารึกบนหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะผู้นำประเทศ ก็ย่อมมีอยู่สองหน้า

หน้าหนึ่งคือ ไม่ใช้ความรุนแรง ตามรอยทางอหิงสา ที่มหาตมา คานธี ได้เคยนำทางมาแล้ว
ส่วนอีกหน้าก็คือ ใช้ความรุนแรงไปเลย แบบนโปเลียน ฮิตเลอร์ หรือคิสซิงเจอร์ และบุช

ถ้ามีการแจกเหรียญทองแบบกีฬาโอลิมปิก ที่เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรง ฮิตเลอร์ นโปเลียน บุช ย่อมชนะกินขาดอย่างไร้ข้อกังขา แต่ก็ยังมีบรรดาผู้นำอีกหลายประเทศ ที่ฝักใฝ่ความรุนแรง
แม้ว่าประเทศตนจะไม่ได้ค้าอาวุธก็ตาม

ในปี ค.ศ. ๑๙๔๘ องค์การสหประชาชาติต้องหยุดชะงักการประชุมที่กำลังดำเนินอยู่ อย่างที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อนเลย เมื่อข่าวการเสียชีวิตของมหาตมา คานธี ได้ยินไปถึงที่นั่น


อยากเป็นผู้นำของประเทศ อยากให้โลกจารึก อยากเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ หรืออยากให้ประชาชนในชาติของตนจำได้ไม่ลืม และยังบอกเล่ากันต่อๆ ชั่วนิจนิรันดร์ด้วยความรัก ความศรัทธา
น่าจะทำให้ได้อย่างมหาตมา คานธี

โดยสรุปแล้ววิธีการต่อสู้ทางการเมือง หรือการต่อต้านเงียบของคานธี นับเป็นครั้งแรกที่วิธีการต่อต้านแบบนี้ได้รับชัยชนะ


มหาตมา ไม่ใช่คำนำหน้าชื่อของท่าน แต่แรก
คนที่ตั้งให้คือรพินทรนาถ ฐากอร์

มันแปลว่า วิญญาณที่ยิ่งใหญ่


ใช้เวลาร่วม ๕๐ ปี อดทน รอคอย บนแนวทางอหิงสา
แต่จุดเริ่มต้นจนถึงตอนจบที่ลงเอยด้วยการสิ้นสุดการปกครองของอังกฤษ กินเวลา ๒๘ ปี


ฮิตเลอร์เป็นผู้นำที่โด่งดังคับโลก แต่ทว่ายังไม่อาจเอาชนะเชอร์ชิลของอังกฤษได้ ส่วนมหาตมา คานธี ผู้มีรูปร่างบอบบาง ผู้แสนอ่อนโยน ไม่ก้าวร้าว ผู้มีรอยแย้มยิ้มฉาบบนใบหน้า เสมอๆ กลับทำได้
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ตั้งอยู่บนแนวทาง อหิงสา การไม่ใช้ความรุนแรง

สถานะของมหาตมา คานธี เป็นผู้ที่เคยมีสรรพสิ่งในชีวิตพรั่งพร้อม บริบูรณ์ แต่กลับยอมเสียสละ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง เพชรนิลจินดา บ้านหลังใหญ่ เสื้อผ้าอาภรณ์ดีๆ
พูดง่ายๆ ไม่มีปมด้อยเรื่องความยากจนมาก่อน และไม่เคยถูกยึดทรัพย์
ท่านเกิดในวรรณะแพศย์ด้วยซ้ำ ซึ่งก็รองลงมาจากวรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์ สองวรรณะ

ครอบครัวของท่านเป็นมังสวรัติกันถ้วนหน้า และมีหนังสืออยู่เต็มบ้านไปหมด ( ไม่ใช่หนังสือดารานักร้องบ้าๆแน่จ้ะ )
มีอยู่วันหนึ่งที่เพื่อนชาวมุสลิมเกลี้ยกล่อมให้ท่านกินเนื้อแพะ

เขาบอกว่า ถ้ากินมัน ท่านจะตัวสูงขึ้น ใหญ่ขึ้น และจะแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับอังกฤษในการผลักดันให้ชาวอังกฤษออกไปจากอินเดีย
นี่เองท่านจึงกินมัน เนื้อแพะ
แต่ผลลัพธ์ แย่มากๆ ท่านนอนฝันร้ายไปอีกนาน

การติดคุกของคานธี มีดีหรือมีร้าย



คานธีเคยติดคุกอยู่หลายครั้ง บางครั้งก็หลายเดือน บางครั้งหลายปี กว่าจะถูกปล่อยตัวออกมา การติดคุกไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนชั่วร้ายนี่นา และคุกตะรางก็มีไว้ขังคน ไม่ใช่ขังแมว ขังลิงที่ไหน
จะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก ต้องไม่กลัวคุก ไม่กลัวตะราง
และต้องเคารพกฏหมาย จึงเป็นชายชาติมนุษย์

ด้วยข้อหาว่าท่านเป็นกบฏต่อรัฐบาล ทำให้ครั้งหนึ่งที่คานธีต้องติดอยู่ในคุกนานถึง ๒ ปี คือตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๒๒ จนถึง ค.ศ. ๑๙๒๔

อยู่ในคุกในห้องขังอย่างสงบ กับหนังสือ และหัวใจที่มีอิสระภาพแท้จริงนั้น ลูกกรงเหล็ก หรือกำแพงคุก ก็กักขังใครไม่ได้
มหาตมา คานธี เป็นสุขกับหนังสือหนังหาและความสงบในห้องขัง
มีนักคิดนักเขียน หลายคนอยู่ในสยาม ที่เคยติดคุกและอยู่กับหนังสือ ทั้งเขียนทั้งอ่าน และศึกษา
หนังสือที่เขียนขึ้นมาจากในคุก กลายเป็นหนังสือดี มีคุณค่าจนถึงวันนี้
การจะต่อต้านรัฐบาล ตามรอยมหาตมา คานธี ต้องไม่ลืม อย่างที่ท่านเองก็ไม่เคยลืม นั่นคือ
การต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรงนั้นจะมีอันตรายมาก ถ้าหากขาดระเบียบวินัย

นี่คือหัวใจเลยล่ะ
บทเรียนนี้ท่านมหาตมา คานธี เจอมากับตัว และเจ็บปวดมาก




ครั้งแรกของการจลาจลเมื่อคุมคนไม่อยู่ ท่านลงโทษตัวเองโดยการอดอาหาร ๗๒ ชั่วโม ขณะที่คนอื่นๆอดอาหาร ๒๔ ชั่วโมง ฮ่ะๆๆ อย่าหัวเราะเยาะเลย กับความเชยแสนเชยนี้
เมื่อผู้นำมวลชนในสังคมยุคใหม่ ไม่มีวันทำเช่นนี้เพราะรู้สึกว่ามันเชยไปแล้ว

ผู้นำยุคโลกไซเบอร์ คงทำไม่เป็นอีกแล้ว
แต่นี่แหละ คือความจริง คือความรัก ต่อแผ่นดินต่อโลก



สภาวะแวดล้อมของโลกถึงขั้นวิกฤติอย่างวันนี้ ก็เพราะมนุษย์หลงลืมตัว เห็นความเชยของคนสมัยก่อน ไม่น่าเอาเยี่ยงอย่าง
ดังที่เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นเคยถึงวิกฤติมาแล้ว และแล้วก็กลับมาหาทางย้อนไปสู่เรื่องราวล้าหลังที่เราเคยดูหมิ่น และดูถูก

เป็นเวลาหลายสิบปี บนความอดทน บนเส้นทางของอหิงสา เรียกว่าท่านมหาตมา คานธี ได้รับชัยชนะส่วนตัวมากมายมหาศาล เพราะมีผู้ติดตาม มี สาวก หรือแฟนคลับ มวลชน มากมายนัก

แต่ท่านกลับล้มเหลวเรื่องการประชุม

เพราะในการประชุมแต่ละครั้ง กลับทำให้ความแตกต่างระหว่างชาวอินเดียด้วยกันแผ่ขยายกว้างออกไป ออกไป มากขึ้นๆ จนคานธีกล่าวว่า....

“พวกเขาเข้าประชุมกันในฐานะของชาวมุสลิม ชาวซิกข์ และชนชั้นต่ำ และแล้วก็กลับออกมาในฐานะของชาวมุสลิม ชาวซิกข์ และชนชั้นต่ำเหมือนเดิม ไม่เคยมีคำว่าชาติอินเดียในที่นั่นเลย แม้แต่วินาทีเดียว”

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พูดถึงคานธีไว้ว่า.....
“อนุชนรุ่นหลังอาจไม่เชื่อว่า บุคคลที่มีเลือดเนื้อเฉกเช่นมหาตมคานธีนี้มีชีวิตเดินอยู่บนโลกนี้จริงๆ ”

และดอกเตอร์มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ก็กล่าวว่า...".ถ้าต้องการให้มวลมนุษยชาติก้าวหน้า คานธีคือบุคคลที่เราไม่อาจหนีพ้นได้ ท่านมีชีวิต ท่านนึกคิด และลงมือกระทำ โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากภาพมนุษยชาติ ก้าวเข้าสู่โลกแห่งสันติสุข และความสามัคคี "
เราอาจมองข้ามท่านไปได้ ถ้าอยากเสี่ยง

แม้จะปราศจากอาวุธร้ายแรง แม้จะออกมาอย่างโดดเดี่ยว แต่ก็เปรียบเสมือนกำลังทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้ก็แล้วกัน





Create Date : 01 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2551 7:45:09 น.
Counter : 628 Pageviews.

9 comments
  
ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลดี ๆเกี่ยวกับมหาตมะคานธี ที่ผมเขียนเกี่ยวกับบาคมีสิครับพี่ อย่าเพิ่งโกรธกันนะ

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=historyandphilosophy&date=15-01-2006&group=9&gblog=27
โดย: Johann sebastian Bach วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:11:57:39 น.
  


นั่งอ่านเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบค่ะ ไม่วิจารณ์นะคะ
เพราะเข้าเรื่องที่เป็นเรื่องแล้วยาวค่ะ
งานวาทุกวันนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องราวนิดนึง
วันหยุดอยากจะสบายๆ ไม่ว่ากันนะคะ


ดีใจ ดีใจจังค่ะคุณมาแชร์ฝันกัน
อยากมีห่วงมั่งค่ะ แต่ไม่มีคนผูกให้ อิอิ

วันอาทิตย์นี้อยู่ติดบ้านค่ะ ทุกทุกที ไม่เป็นแบบนี้ ฮาๆๆ
อากาศไม่ดีค่ะ หนาวมากๆด้วย สายแล้วหมอกยังไม่จาง
ตอนนี้หลังSeptember blue ต้องดูดิน ฟ้า อากาศแล้วล่ะค่ะ

คุณไรเอ่ยวันหยุด

โดย: Sweety-around-the-world วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:17:30:57 น.
  
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยมคุณ sweety....
ไม่เป็นไรหรอกค่ะ วันหยุดก็น่าจะเป็นวันพักผ่อน เบาๆ สบายๆ
เพียงแต่ของหินทิเบตฯ มันมีวันหยุดซะมาก ประมาณ eight days a week ค่ะ

ห่วงที่ว่าคือหมาไทยที่บ้านโดนงูเห่าพ่นพิษใส่ลูกกะตาค่ะ
ตาเกือบจะบอด ต้องดูแลกันใกล้ชิด
และเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวัน ที่บางอาทิตย์จะรู้สึกวุ่นไปหมด

ชอบนักค่ะ คนมีความฝันนี่

คุณบาคคะ url ข้างบนเดาว่าเป็นเรื่องของคุณทวด J.S. Bach รึเปล่าเอ่ย
จะลองเข้าไปดูค่ะ ถ้าไม่ใช่ สงสัยคราวนี้โกรธกันล่ะ
โดย: หินทิเบตก้อนสุดท้าย (last_tibetstone ) วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:18:59:30 น.
  
ท่าทางจะน่ากลัวน่ะคับ งั้นผมไม่ดูแล้วคับ เป็นคนจิตอ่อน ^^
โดย: เจ้าชายฟลุค วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:21:08:55 น.
  
โธ่ เจ้าชายฟลุคคะ ตัวละครผีที่สิงคโปร์น่ะน่ากลัวกว่าค่ะ

รูปของพี่น่ะ ไม่น่ากลัวสักนิด
โดย: last_tibetstone วันที่: 2 พฤศจิกายน 2551 เวลา:23:27:33 น.
  
Thaks for really good story.
I like him also.

"ทุกวันนี้หาคนมีอุดมการณ์ หรืออุดมคติอันพิสุทธิ์ได้ยากยิ่ง "

when I read your comment in my blogg I feel like
wow ...your are my frind..

Be back Bangkok in the end of this week.


โดย: GFS. (girl from sea ) วันที่: 3 พฤศจิกายน 2551 เวลา:2:10:05 น.
  



โห้ คุณหิน-ทิเบต (ย่อหน่อยอย่าว่ากันน้า
เผื่อได้ขยับเข้าใกล้อีกนิดค่ะ)

แปดวัน คุณขาแปดวัน อยากได้มั่งจังค่ะ
แต่ว่าไปแล้วช่วงนี้วาว่างจากทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวัน
ก็ลดลงมาแล้วbossเห็นใจให้พัก
ไม่งั้นเดี๋ยวซี้ก่อนได้ทำproject อื่นค่ะ

วาฝันนะคุณ มีไม่กี่ฝัน ตามตลอด เหนื่อยก็พัก
แต่บางฝันต้องรอมาเอง ขู่เข็ญไม่ได้


อันนี้ห่วงจริงๆว่าเจ้าตัวน้อยตาจะหายไหม ส่งข่าวด้วยนะคะ
วาเคยมี รักมาก เจ้าซูโม่สีนำตาลแก่ ตอนน้ไม่อยู่แล้ว
ไม่อยากมีใหม่ กลัวเขาไม่อยู่กับเราอีก

โดย: Sweety-around-the-world วันที่: 3 พฤศจิกายน 2551 เวลา:6:40:36 น.
  
สวัสดีค่ะ คุณหินทิเบตก้อนสุดท้าย

ขอบคุณที่เข้าไปเยี่ยมชมกันนะคะ

คืนนี้ราตรีสวัสดิ์และฝันดีค่ะ
โดย: nLatte วันที่: 3 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:44:53 น.
  
ชอบเรื่องราวของ มหาตมา คานธีค่ะ
ศึกษาไว้ได้ความรู้
โดย: Neilnuch_T วันที่: 4 พฤศจิกายน 2551 เวลา:1:38:40 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

last_tibetstone
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เหนือกว่ารัก เงินตรา หรือชื่อเสียง... มอบความจริงใจให้แก่กันจะดีกว่า...
พฤศจิกายน 2551

 
 
 
 
 
 
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30