"สองรักล้นใจ" (แพ็กคู่ 2 เล่มจบ) จะวางแผงแล้ว~ ขอฝากงานเขียนของ "คีตภา" ไว้ด้วยนะคะ ^^

Group Blog
 
 
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
10 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
(100%) === สองรักล้นใจ # 1 : จุดเปลี่ยนชีวิต ===


สวัสดีค่ะ

ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งกับเรื่องใหม่ "สองรักล้นใจ" ถึงแม้ว่าจะมีแววขมๆ นำมารำไร แต่ขอแอบกระซิบว่าสบช่องก็ชดเชยแบบจัดหนักจัดเต็มนะเอ้อ อิอิ

พร้อมแล้วไปทำความรู้จักกับพวกเขากันเลยค่ะ ^^V


Warning : เรื่องนี้รายละเอียดค่อนข้างเยอะเอาการ อ่านผ่านๆ อาจเข้าถึงไม่ครบถ้วน ค่อยๆ อ่านจะรับอารมณ์ได้มากกว่านะคะ ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ ^^






ชายคนหนึ่งผูกมัดเธอไว้ด้วยพันธะสมรส...
ชายอีกคนผูกพันเธอไว้ด้วยพันธะทางสายเลือด…







- 1 -




“คุณจ๋า...อยู่ที่ไหน”

น้ำเสียงนุ่มทุ้มแฝงแววละห้อยหาดังขึ้นแผ่วเบาดุจเจ้าตัวกระซิบถามสายลมที่พัดผ่านทิวไม้ไหว ผิวน้ำอาบแสงแดดอ่อนเป็นประกาย รวมทั้งท้องฟ้าหลากเฉดสีในกาลอัสดงที่ช่วยอำพรางเสี้ยวหน้าคมสันและร่างสูงของชายหนุ่มที่ยืนโดดเดี่ยวริมชายหาดให้เป็นเพียงรูปเงาที่น่าค้นหา...นี่คือภาพช่วงท้ายของสปอตโฆษณาตัวอย่างที่ผ่านการตัดต่อ ทำคอมพิวเตอร์กราฟิก ใส่เสียงดนตรีและเสียงประกอบอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว ขาดอีกเพียงเสียงเดียวงานชิ้นนี้ก็จะเสร็จสมบูรณ์

รุจศยาพยายามข่มใจไม่แยแสถ้อยคำและน้ำเสียงแสลงหู จำกัดสายตาที่ภาพในจอมอนิเตอร์พลางบอกตัวเองว่า

...ทนไว้...ทนไว้...มันเป็นงาน...มืออาชีพต้องทำงานให้ดีที่สุด ไม่ควรเอาเรื่องส่วนตัวไปปะปน...

โฆษณานี้เป็นหนึ่งในงานใหญ่ประจำปีของบริษัทเอเจนซี่โฆษณาที่เธอสังกัดอยู่ ลูกค้าทุ่มงบประมาณก้อนโตในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เธอในฐานะ เอ.เอ็ม.* ผู้รับผิดชอบต้องจัดการประสานงานกับทุกฝ่าย เริ่มต้นจากรับโจทย์มาประชุมทีมงาน ระดมมันสมองฝ่ายสร้างสรรค์และวางแผนกลยุทธ์โฆษณาไปนำเสนอต่อลูกค้า เมื่อผ่านการอนุมัติแล้วก็ต้องรบรากับผู้เกี่ยวข้องมากหน้าหลายตาในกระบวนการผลิตจวบจนถ่ายทำเสร็จก็กินเวลานานนับเดือน ขณะนี้เธอกำลังยืนชมการแก้เสียงปิดท้ายอยู่ที่แผงควบคุมนอกห้องเก็บเสียงโดยมีซาวนด์เอ็นจิเนียร์** หนุ่มมาดเซอร์ ครีเอทีฟสาวร่างสูงชะลูด และเด็กฝึกงานอีกสองคนร่วมลุ้นด้วยกัน

ชายหนุ่มผู้อยู่หลังไมโครโฟนมองผ่านกระจกใสบานใหญ่ที่กั้นกลางระหว่างสองห้องบุ้ยใบ้ถามแบบไร้เสียงว่า ‘เป็นไง’ ครีเอทีฟสาวเจ้าของงานก็ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นแทนคำตอบว่า ‘ยอดเยี่ยม’ รุจศยาเห็นเขาทิ้งสายตายิ้มๆ ให้เธอแวบหนึ่งก่อนก้มมองบทและหยอดเสียงทุ้มเซ็กซี่บาดหูเธออีกหน

“คุณจ๋า...”

หัวคิ้วเข้มเรียงตัวสวยใต้แพผมซอยปัดข้างของหญิงสาวพุ่งชนกันอย่างห้ามไม่อยู่ ริมฝีปากอิ่มเม้มเกือบเป็นเส้นตรง ถลึงตาคมดุใส่เจ้าของเสียงที่ยังชำเลืองมาคล้ายยั่วแหย่

เธอเกลียดเสียงนั้นเป็นบ้า รู้ว่าเขาจงใจเรียกอย่างล้อเลียน เพราะชื่อนั้นพ้องกับชื่อเล่นของเธอเอง!

อันที่จริงนางเอกโฆษณาต้องชื่อ ‘คุณดา’ แต่ถูกเปลี่ยนเอาดื้อๆ ในขั้นตอนเตรียมงานก่อนถ่ายทำจริงเพราะพระเอกหน้าใหม่ดันลิ้นไก่สั้นพูดไม่ชัดตามแบบฉบับหนุ่มลูกครึ่งที่เติบโตในต่างประเทศ แถมยังเส้นเสียงใหญ่ห้าวเกินกว่าจะทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม ครั้นจะคัดคนอื่นมาเล่นแทน ผู้ว่าจ้างก็ไม่ถูกใจรูปร่างหน้าตาหนุ่มๆ ที่เสนอไป ปักใจอยากได้คนเดิมท่าเดียว จึงต้องหาทางออกด้วยการเฟ้นหาคนมีน้ำเสียงน่าฟังมาเป็นพระเอกเงา

นักอ่านสปอตโฆษณาหลายคนถูกเชิญมาลองบทเพื่อส่งไฟล์เสียงให้ผู้ว่าจ้างพิจารณาและโดนปฏิเสธมาว่ายังไม่ใช่ กระทั่งถึงรายที่สิบสามซึ่งเธอพยายามกีดกันสุดชีวิต ไม่อยากเห็นหน้าหรือร่วมงานด้วยสักนิด แต่ไม่อาจขัดขืนทีมงานที่หมดปัญญาไม่รู้จะเชิญใครมาทดสอบแล้ว จำยอมเรียกชายหนุ่มมาลองบทและแอบแช่งชักให้สอบตกเหมือนรายอื่นๆ

ไม่รู้ชายหนุ่มทำบุญมาดีหรือเธอทำบุญมาน้อยเกินไป ผลสรุปถึงไม่เป็นไปตามที่เธอหวัง

คู่ปรับของเธอสอบผ่านฉลุย!

มิหนำซ้ำตอนทดสอบเสียง เขายังกวนประสาทเธอให้ของขึ้น แทนที่จะพูดตามบทดีๆ กลับเปลี่ยนชื่อนางเอกเป็น ‘คุณจ๋า’ อ้างว่ามันฟังดูออดอ้อนอ่อนหวานกว่าเยอะ ที่น่าแค้นใจคือทีมครีเอทีฟเหลียวมองกันแล้วเกิดเห็นดีเห็นงามด้วยเสียอย่างนั้น มิไยเธอจะคัดค้านเสียงแข็งไม่ยอมให้เขาแอบกลั่นแกล้งเธอได้สำเร็จ ถกเถียงกันจนน้ำลายหมดไปหลายบ่อ ในที่สุดก็ต้องยกแนวคิดใหม่ไปให้ลูกค้าตัดสิน และเธอก็ต้องกัดฟันแทบสึกกร่อนเมื่อลูกค้าเกิดเห็นผิดเป็นชอบไปกับพวกเขา แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่แบกอยู่บนสองบ่าก็ทำอะไรไม่ได้นอกจาก ‘ทำใจ’ มาตั้งแต่วันนั้นและเห็นแววว่าจะต้องจำทนอีกหลายเดือนจนกว่าแคมเปญนี้จะสิ้นสุดลง

โฆษณานี้ถูกสร้างเป็นซีรี่ส์สี่ตอนจบ โดยจะมีสปอตสั้นๆ สามชุดที่ไม่เปิดเผยเนื้อหาและโฉมหน้าผู้แสดงออกไปเรียกน้ำย่อย กระตุ้นความสนใจใคร่รู้จากผู้ชมก่อนจะส่งสปอตจริงแพร่ภาพตามสื่อหลายช่องทาง คะเนจากความสดใหม่ของพระนางที่มีรูปเป็นทรัพย์ ทัศนียภาพงดงามของสถานที่ถ่ายทำ เพลงประกอบไพเราะจับใจ อีกทั้งเม็ดเงินมหาศาลที่หว่านลงไปก็น่าจะเกิดกระแสตอบรับแรงตามแผนที่วางไว้

ในด้านเนื้อหาใช้ภาพเล่าเรื่องราวความรักโรแมนติกของชายหญิงคู่หนึ่งที่เกิดไม่เข้าใจกัน ฝ่ายหญิงเลือกเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ฝ่ายชายที่ค้นพบหัวใจและความต้องการของตนเองในยามที่ปราศจากเธอก็ออกตามหาในสถานที่แห่งความทรงจำของพวกเขาทั้งสอง

สิ่งที่จะช่วยให้เขาตามหาเธอพบคือ ‘บัตรเครดิต’

ไม่ว่าพ่อหนุ่มรูปงามรายนี้จะย่างกรายไปไหนและเผชิญอุปสรรคแบบใดก็ไร้ปัญหา เพราะมีบัตรเบ่งเบิกทางอำนวยความสะดวกสบาย รับประกันความปลอดภัยครบครัน แน่นอนว่าคนที่จะรูดบัตรเป็นว่าเล่นและได้รับสิทธิพิเศษกระจุยกระจายแบบเขาต้องมีตัวเลขในบัญชีมากพอดู...ตรงนี้แอบแฝงความจริงตามสมัยวัตถุนิยมไว้หน่อยๆ ถ้ามีเงินล้นบัตรย่อมยื้อความรักไว้ได้ไม่ยาก ในทางกลับกันถ้าวงเงินหมด ความรักอาจโบยบินไปไกลเกินไขว่คว้า แต่การขายสินค้าไม่จำเป็นต้องตีแผ่ความจริงทุกด้าน บางสิ่งที่ไม่สมควรนำเสนอให้คะแนนติดลบก็ถูกซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง

การให้เสียงพูดที่มีเพียงไม่กี่วรรคเดินทางมาถึงบทสุดท้ายเมื่อพระเอกตามหานางเอกพบ รุจศยาต้องไขหูไม่รับฟังประโยคแสลงใจ ปล่อยเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา ไม่วายนึกขวางครีเอทีฟกับเด็กฝึกงานที่ดูจะ ‘อิน’ จัด ทำสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวราวกับเป็นนางเอกที่ยิงคำถามเหมือนคนหลงทางไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี

“ฉันอยู่ตรงไหนในชีวิตคุณ...”

“คุณจ๋าอยู่ในชีวิต...อยู่ในหัวใจผมเสมอ...”

คำตอบนุ่มๆ แฝงความจริงจังหนักแน่นทำเอาหญิงสาวในจอภาพนิ่งงัน ดวงตาหวั่นไหวสบประสานกับนัยน์ตาคมซึ้งตรึงเธอให้อยู่กับที่ แว่วเสียงเพลงรักคลอเคล้าภาพความหลังที่เคยมีความสุข ได้ยิ้มและหัวเราะร่วมกัน ก่อนที่เขาจะยื่นมือใหญ่ออกมาตรงหน้าเธอคล้ายวอนขอโอกาสกลับไปสู่วันดีๆ อีกครั้ง หญิงสาวทำท่าลังเลครู่หนึ่งก็วางมือลงไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ แทนการตอบรับว่าเราจะเริ่มต้นกันใหม่

พริบตาถัดมาร่างบางก็ถูกรวบเข้าไปกอดแนบแน่น เนื้อเพลงท่อนเด็ดส่งอารมณ์รักให้พุ่งสูงกระฉูด ตราบจนพวกเขากลายเป็นรูปเงาที่อิงแอบกันใต้ท้องฟ้าพราวพร่าง ภาพบัตรเครดิตที่ช่วยให้เขาได้เธอคืนมาก็ปรากฏขึ้นพร้อมคำขวัญสินค้าสั้นๆ จดจำง่าย ทิ้งท้ายด้วยกังวานเสียงละลายใจกระซิบอย่างสุขสมหวัง

“ผมรักคุณ...คุณจ๋า...”

สาวๆ กลุ่มแรกที่ได้ชมโฆษณาชุดนี้ทอดถอนใจเคลิบเคลิ้ม นัยน์ตาลอยคว้างฝันหวานต่อไปอีกไกล ผิดกับคุณจ๋านอกจอที่ผินหน้าไปทางอื่นอย่างคลื่นเหียนเต็มทน...เธอไม่ได้ต่อต้านเนื้องาน ยอมรับว่าสวยงามน่าชม แต่เสียงของพระเอกฟังยังไงก็เสแสร้งสิ้นดี ทำไมทุกคนหูเฝื่อนชื่นชมกันนักก็ไม่รู้

การปรับแต่งเสียงให้ลงตัวยังดำเนินต่อไป มีทดลองแก้ไขใหม่บางจุด กว่าจะออกมาดีเลิศสมใจผู้คุมทุกประการ รุจศยาก็ต้องกล้ำกลืนความพะอืดพะอมจนหน้าเขียวหน้าเหลือง

“โอเค เพอร์เฟ็กต์ เสร็จแล้วว้อย”

พอได้ยินครีเอทีฟสาวประกาศก้องตามด้วยเสียงเฮผสมโรงของเด็กฝึกงาน หญิงสาวก็แทบถอนใจเฮือกใหญ่ทีเดียว

เจ้าหน้าที่ย้อนภาพกลับไปเล่นใหม่ตั้งแต่ต้นตามคำเรียกร้องของครีเอทีฟที่อยากชื่นชมผลงานและตรวจทานความเรียบร้อยอีกรอบ รุจศยาสบช่องรีบบอกว่า

“เดี๋ยวเช็กเสร็จแล้วเตรียมพรีเซนต์งานต่อเลยนะคะพี่อ้อย คุณปุ้มอยากเห็นมาก เร่งมาหลายรอบแล้ว จ๋าจะโทรไปคอนเฟิร์มนัดเลย”

จากนั้นหญิงสาวก็หมุนตัวหมายจะผละไปให้เร็วที่สุด แต่ยังช้ากว่าบานประตูห้องเก็บเสียงที่เปิดออกด้วยน้ำมือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ดูมีเสน่ห์ชวนมองในชุดลำลองสบายๆ สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีอ่อน กางเกงยีนสีเข้ม และรองเท้าผ้าใบแฟชั่นที่ก้าวยาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็พาตัวมาขวางทางออกของเธอไว้มิดชิด

รุจศยาเงยหน้าเอาเรื่องมองชายหนุ่มดุจจะสั่งว่า ‘หลีกไป!’ เห็นเขาเลิกคิ้วหนาเข้มข้างหนึ่ง ทำสีหน้าหวาดกลัวขัดกับนัยน์ตาสีสนิมเหล็กทอประกายพราวระยับ ก่อนส่ายศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมดกดำซอยเล่นระดับจัดทรงเก๋ตามสมัยนิยมเป็นเชิงปฏิเสธว่า ‘ไม่’

โทสะของเธอพุ่งปรี๊ด!

ผู้ชายคนนี้พร้อมจะทำทุกอย่างให้เธอประสาทเสียได้เป็นกิจวัตรเลยจริงๆ!

...ตาบ้านี่! กวนอารมณ์! ชอบแกล้ง! เธอเกลียด!!!...

============================


“คุณจ๋า...”

น้ำเสียงนุ่มพิมพ์เดียวกับที่ผ่านลำโพงเมื่อครู่ดังขึ้นตรงหน้า ขุมขนบนตัวเจ้าของชื่อแข่งกันลุกเกรียว บังเกิดอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว...นางเอกโฆษณาอาจจะไหวสะเทิ้นกับสายตาและน้ำเสียงเย้ายวนของฝ่ายชาย แต่รุจศยายืนอยู่ขั้วตรงข้าม เชื่อมั่นว่าปฏิกิริยานั้นเกิดจากความรังเกียจ หาใช่วาบหวามใจไม่

หญิงสาวอยากจะหมางเมินใส่ หากนึกได้ว่าเขามาทำงานให้เลยทอดปลายเสียงอ่อนลงเล็กน้อย กระนั้นก็แฝงความถือตัวอยู่ในที

“มีอะไร ต้องการอะไรมิทราบคะ”

“ผมทำงานเป็นไง ใช้ได้ไหม”

“ไม่ทราบค่ะ ฉันประสานงานอยู่ฝ่ายบริหาร ไม่ได้อยู่ฝ่ายสร้างสรรค์ ถ้าคุณอยากรู้น่าจะถามกรุ๊ปเฮด*** อย่างพี่อ้อยดีกว่านะคะ”

รุจศยาตอบอย่างตัดไมตรี โยนเรื่องไปทางครีเอทีฟเจ้าของงานที่เกาะขอบจอชมอย่างปลาบปลื้มอยู่เบื้องหลัง ถ้าอิสรีไม่ใช่คนที่แยกโสตประสาทเก่งก็อาจจะเลี้ยงพรายกระซิบไว้ ทั้งที่กำลังจดจ่อกับทุกวินาทีของภาพยนตร์โฆษณาแท้ๆ ยังผินหน้ามาอย่างนกรู้ บอกเสียงใส

“ไอ้สอง เวลาพูดปกติออกจะกวนๆ แต่เวลากระซิบแกเสียงเซ็กซี่ชวนเคลิ้มจนน่าขนลุกเลยว่ะ”

ชายหนุ่มผู้มีเสียงหลายแบบหัวเราะ รุจศยาแอบหวังให้เขาเดินไปคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราวอย่างสุภาพชน แต่อีตานี่มีความสูงกว่าหกฟุตเป็นอาวุธ แทนที่จะย้ายตัวไปตามมารยาทกลับปักหลักอยู่กับที่และส่งเสียงข้ามหัวเธอไปแหย่ครีเอทีฟสาวที่คุ้นเคยกันดี

“นั่นชมหรือด่าวะครับไอ้คุณป้าอ้อย”

“ไอ้นี่ จะสถุลก็ไม่สุด จะสุภาพก็ไม่ถึง จะใช้วะหรือครับ ไอ้หรือคุณ ก็เลือกเอาสักอย่างสิว้อย แล้วฉันบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าเรียกป้า ฉันบังเอิญเกิดก่อนแค่ปีสองปี ไม่ได้อายุมากกว่าบุพการีของแกเล้ย อย่ามายกให้ฉันแก่โดยไม่จำเป็น เดี๋ยวโดนๆ”

สาวมั่นชี้หน้าว่าเข้าให้ ฝ่ายชายไหวไหล่ไม่สะทกสะท้าน แก้ตัวข้างๆ คูๆ ว่า

“ผมให้ความเคารพต่างหาก เจอเด็กมีสัมมาคารวะ ป้าน่าจะดีใจนะ”

“พูดมาได้ไม่อายสังขาร...เด็ก...อี๊ย์” อิสรีทำท่าขนลุกขนพองอย่างได้อารมณ์มากๆ “อย่างแกมันเด็กผี เด็กเปรต เด็กโข่งกะโหลกกะลาน่ะสิ แกรู้ว่าฉันไม่ชอบเลยจงใจเรียกป้าเพื่อกวนอารมณ์กัน อย่านึกว่าฉันรู้ไม่ทันแกนะ ไอ้บ้ายกกำลังสอง”

คนถูกว่ายังยิ้มกริ่มดุจเดิม รุจศยาเห็นแล้วหมั่นไส้เป็นที่สุด...ผู้ชายบ้า หน้าระรื่นตลอดศก ถูกด่าแล้วยังแอ่นอกรับอย่างกับได้รับคำชมเป็นกระบุงอีก ประสาทชะมัด!...

เธอขอลงคะแนนเห็นด้วยกับวรรคสุดท้ายของครีเอทีฟสาวอีกหนึ่งเสียง...กว่าสองปีที่ได้รู้จักผู้ชายคนนี้ เขาเป็นคนอารมณ์ดี มีอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจ ชอบกระตุกเส้นประสาทคนอื่นเพื่อหาว่ามีขีดจำกัดความอดทนอยู่สักเท่าไหร่ เขาจะแกล้งยั่วเย้าปั่นหัวเล่นได้แค่ไหน ครั้นถูกตำหนิก็มักจะทำหน้าเป็นให้คู่กรณีถอนฉุนปนขำหรือไม่ก็โมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงแบบที่เธอเป็นอยู่บ่อยๆ

ทั้งที่อุปนิสัยเขาออกจะขี้เล่นและกวนประสาทเหลือทน แต่ดูจะไปได้ดีกับอาชีพหลักที่เขาเลือกทำดั่งนรกบรรจงสร้างขึ้นมาคู่กัน

‘ดีเจสอง’ หรือที่เหล่าผู้ฟังมากมายติดปากเรียกแบบเก๋ๆ แนวๆ ว่า ‘ดีเจทวิ’ อันมีความหมายเดียวกับชื่อเล่นและย่อคำแรกมาจากชื่อจริงของเขา… ‘ทวิพัทธ์ ทีฆะเมธา’

ชายหนุ่มเป็นดีเจประจำคลื่นวิทยุยอดนิยมในช่วงเวลาทองของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยแปดนาฬิกาถึงสิบนาฬิกาจัดรายการคลื่นฟิวเจอร์เทรนด์เรดิโอ ส่วนสิบหกนาฬิกาถึงยี่สิบนาฬิกาจัดที่คลื่นฟิวเจอร์เวฟเอฟเอ็ม

ความที่สามารถพลิกแพลงน้ำเสียงได้หลากหลายทำให้ทวิพัทธ์เป็นนักอ่านสปอตตัวยง สินค้าบางชิ้นถึงกับระบุมาเลยว่าต้องการเสียงเขา ไม่เท่านั้นยังถูกดึงตัวไปร่วมทีมพากย์ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่องด้วย และจากการที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นบวกกับนิสัย ‘เอ็นเตอร์เทน’ คนเก่งก็ช่วยเสริมให้ชายหนุ่มมีแต้มต่อเหนือผู้ร่วมอาชีพหลายช่วงตัว ถูกทาบทามไปจับงานบันเทิงสารพัด แต่เขาก็เลือกเฟ้นรับเฉพาะงานที่จำเป็นต้องทำหรืองานน่าสนใจที่เหมาะกับตนเองจริงๆ และมักได้ผลตอบรับที่ดีต่อชื่อเสียงเสมอ

ทุกวันนี้ยังคงเห็นหน้าค่าตาทวิพัทธ์ผ่านสื่อต่างๆ อยู่ไม่ขาด โดยกลางดึกคืนวันพุธจะจัดรายการเพลงสดบนจอแก้วร่วมกับดีเจหนุ่มสาวอีกสองคน วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เป็นผู้ร่วมดำเนินรายการวาไรตี้และรายการท่องเที่ยวที่บันทึกเทปเอาไว้แพร่ภาพอย่างละเทป นอกจากนั้นยังเป็นพิธีกรงานอีเวนต์ เล่นหนังโฆษณาสินค้าหลายชิ้น รับบทเด่นในมิวสิกวิดีโอยอดนิยมของศิลปินดังหลายเพลง ร่วมแสดงภาพยนตร์หรือละครดังหลายเรื่อง บางครั้งนึกสนุกก็เป็นนายแบบหุ่นเท่บนหน้านิตยสารหรือบนเวทีชั้นนำ ยามปลดกระดุมเสื้อหลายเม็ดหรือเปลือยท่อนบนแต่ละหนก็ทำเอาสาวๆ ตาลุกโพลง หวิดน้ำลายหกกับแผงไหล่กว้างบึกบึน แผ่นอกกำยำ และช่วงท้องแข็งแกร่งแน่นกระชับด้วยกล้ามเนื้อชวนเพ้อฝัน...เพื่อนร่วมบริษัทเดียวกับรุจศยาก็ชื่นชอบเขาอยู่ไม่น้อย ยามเห็นพวกนั้นแทะโลมรูปเขาตามหน้ากระดาษ เธอก็นึกเขม่นจนอยากฉวยไปเผาไฟทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด

รุจศยารู้จักกับทวิพัทธ์เมื่อแรกเข้าทำงาน ตอนนั้นเธอเพิ่งคว้าปริญญาโทกลับมาจากประเทศอังกฤษ ขณะที่ชายหนุ่มกำลังโด่งดังจากภาพยนตร์ที่แสดงกับศิลปินคู่ยอดนิยม ได้รับเลือกเป็นพรีเซ็นเตอร์กล้องถ่ายรูปยี่ห้อดังและถูกวางตัวให้เล่นโฆษณาชิ้นแรกที่เธอรับผิดชอบในฐานะ เอ.อี.**** มือใหม่ ต่อจากนั้นก็โคจรมาร่วมงานกันอีกหลายหน ก่อนที่เธอจะเลื่อนตำแหน่งเป็น เอ.เอ็ม. เมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วยแรงหนุนจากศราพรรณ...มารดาของเธอที่ดำรงตำแหน่งประธานบริหาร และวิภาดากับมัทนา...สองสหายรักของท่านที่เป็นหุ้นส่วนใหญ่และหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของบริษัทซึ่งเมตตาเอ็นดูเธอเหมือนลูกหลาน...หญิงสาวรู้ว่าคงต้องถูกจับตามองในฐานะเด็กเส้นใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้จึงตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดเพื่อลดคำครหา

ส่วนอิสรีคบหากับทวิพัทธ์มานานพอจะหยอกกันเล่นแรงๆ เนื่องจากเคยเป็นครีเอทีฟของบริษัทผลิตรายการวิทยุ ดูแลคลื่นที่ชายหนุ่มจัดอยู่หลายปีก่อนจะผันตัวมาทำงานกับบริษัทเอเจนซี่โฆษณา ปัจจุบันเป็นมือวางอันดับต้นๆ ในฝ่ายสร้างสรรค์ ได้จับงานเด่นร่วมกับรุจศยาหลายหนจนสนิทกันมาก และเพื่อนสาวรุ่นพี่ก็ชอบชักชวนดีเจหนุ่มจอมกวนมาให้เสียงประกอบท่ามกลางความไม่พอใจลึกๆ ของรุจศยา

โชคดีที่งานนี้ลูกค้าตั้งข้อแม้สำคัญว่าอยากได้หนุ่มหน้าใหม่มาเป็นตัวแทนสินค้า ผู้ชมจะได้ไม่ติดภาพลักษณ์เดิมๆ หาไม่แล้วทวิพัทธ์ที่มีน้ำเสียงโดนใจผู้ว่าจ้างเต็มๆ แถมรูปร่างหน้าตาดีไม่แพ้พระเอกโฆษณาอาจกลายเป็นเสี้ยนหนามชีวิตเธออีกก็เป็นได้

แค่เขามาให้เสียงพูดตามบท เธอยังต้องข่มอารมณ์พลุ่งพล่านแทบแย่ ขืนเขาเป็นผู้แสดงเองมีหวังได้ยั่วโทสะเธอจนเส้นเลือดในสมองโป่งพองตายแหงๆ

หญิงสาวแสดงท่าทีว่าต้องการผ่านประตูออกไป ชายหนุ่มก้มมองเธอเหมือนไม่เข้าใจอะไร...กระบวนการยียวนป่วนชาวบ้านนี่ต้องยกเหรียญทองคล้องคอเขาจริงๆ เห็นอยู่ตำตาแท้ๆ ยังทำแกล้งโง่หน้าซื่อตาใสได้อย่างวอนโดนทุบ

...เอาสิ…ในเมื่ออยากกวนกันนัก เธอก็จะกวนตอบล่ะ จะจ้องเขาให้หน้าม้านไปเลย!...

แต่ความหนาของหนังหน้าเธอคงน้อยกว่าเขาเยอะ พอผู้ร่วมห้องหันมามองว่าเธอกับเขาเล่นอะไรกัน แข่งขันทำตัวเป็นรูปสลักยืนจ้องกันโดยไม่พูดไม่จาหรือไร ผิวแก้มเนียนก็ร้อนกรุ่น กลั้นใจขอลอดไรฟัน

“คุณทวิพัทธ์ช่วยหลีกทางหน่อยได้ไหมคะ”

“เรียกซะเต็มยศเลย ฟังดูห่างเหินจัง แค่ชื่อเล่นสั้นๆ ไม่ได้เหรอ จะเปลืองน้ำลายทำไมตั้งสี่พยางค์”

ชายหนุ่มเปรยกึ่งตัดพ้อ หญิงสาวแค่นยิ้มหยัน นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอจงใจกระทำเพื่อตอบโต้เขามาตั้งแต่วันนั้น...วันที่เขาทำให้เธอตั้งป้อม ‘เกลียด’ เขา!

จาก ‘คุณสอง’ ได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็น ‘คุณทวิพัทธ์’ เหมือนคนแปลกหน้า...

เธอรู้ว่าชายหนุ่มไม่ชอบถูกเรียกแบบนั้น และมันก็เป็นแรงผลักดันให้เธอเรียกต่อไปเพื่อแก้เผ็ดเขาให้ระคายใจบ้าง

“ฉันไม่ได้สนิทสนมกับคุณถึงขั้นนั้นนี่คะ”

“ไม่สนิทงั้นเหรอ เรารู้จักกันมากี่ปีแล้วคุณจ๋า ร่วมงานกันตั้งกี่ครั้งกี่หน ผมโผล่มาร่วมวงก๊งกับคนในออฟฟิศคุณออกจะบ่อย ถ้าไม่เกิดเรื่องบ้าๆ นั่นเราอาจจะซี้ย่ำปึ้กกันด้วยซ้ำ”

“แล้วเรื่องบ้าๆ นั่นเกิดขึ้นเพราะใครล่ะ”

รุจศยาย้อนยิ้มๆ ด้วยปากถากด้วยนัยน์ตา ชายหนุ่มอ้ำอึ้ง หน้าเจื่อนเล็กน้อย...ไม่บ่อยนักที่คนหน้าเป็นจะ 'จ๋อย’ ให้คนอื่นเห็น

หญิงสาวรีบฉวยโอกาสนั้นเปิดประตูก้าวออกไปทำเอาชายหนุ่มเบี่ยงกายหลีกแทบไม่ทัน เธอไม่ได้หันไปมองด้านหลัง แต่ทราบโดยสัญชาตญาณว่าเขาติดตามมา

ใช่...เธอรู้จักเขามานานปี...เคยคิดว่ารู้จักกันดี เคยชอบพออัธยาศัยใจคอ และเคยใกล้ชิดสนิทสนมกันระดับหนึ่ง แต่นั่นมันก่อนที่เธอจะได้เปิดหูเปิดตาสว่าง ค้นพบธาตุแท้ของเขาว่าเป็นคนไม่จริงใจ หน้าไหว้หลังหลอกแค่ไหน เขาเห็นเธอเป็นเพียงของเล่นฆ่าเวลาและสร้างความบันเทิงชิ้นหนึ่ง เธอประจักษ์ชัดมาเต็มสองตาและได้ยินถ้อยคำหมิ่นแคลนมาเต็มสองหู ดังนั้นเธอจะไม่ยอมหลงกลกับบทบาทของมืออาชีพอย่างเขาจนกลายเป็นตัวตลกหน้าโง่ซ้ำซากอีกแน่...

============================


รุจศยาเดินนำไปได้ไม่กี่เมตรก็ชะงักกึกเมื่อชายหนุ่มเร่งฝีเท้าขึ้นมาดักหน้า ก้มบอกอย่างเสียใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่เธอก็คร้านจะเก็บสถิติไว้

“คุณจ๋า...เมื่อไหร่จะลืมเรื่องนั้นไปสักที ผมยอมรับว่าคึกคะนอง ปากหมา จะโกรธเกลียดกันไปถึงไหน”

“…‘บางสิ่ง’ ก็เรียกกลับคืนมาด้วยลมปากไม่ได้หรอกนะ”

หญิงสาวเน้นเสียงพูด ไม่ได้หมายถึงต้นเหตุเรื่องบาดหมางเพียงอย่างเดียว ยังมีอีกหลายหนที่เขาทำให้เธอเสียความรู้สึกและแค้นเคืองมากเกินทน

“ผมรู้...คุณจ๋า...ใจคอคุณจะไม่ยอมยกโทษให้ผมจริงเหรอ”

“เคยคิดบ้างไหมว่าคุณมีเรื่องต้องขอโทษฉันบ่อยเกินไปแล้ว”

“ผมยังอยากเป็นเพื่อนกับคุณเหมือนเดิมนะคุณจ๋า”

“ไปชวนคนอื่นเถอะ คุณเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่ฉันอยากจะคบด้วย”

รุจศยาบอกปัดอย่างไม่ไยดี ประกาศเจตนารมณ์ผ่านดวงตาที่จ้องเขาเขม็ง และหนนี้...เธอชนะ…ไม่ได้แพ้เหมือนหลายๆ ครั้งที่ประลองกำลังภายในกัน ทวิพัทธ์เป็นฝ่ายเมินไปทางอื่น ทำทีมองท้องฟ้ายามบ่ายที่ขมุกขมัวด้วยปุยเมฆดำของวสันต์ฤดู ไม่วายไว้มาดด้วยการยักไหล่และปากเสียใส่เธอตามปกติ

“คุณจ๋าระวังคำพูดไว้หน่อยดีกว่า สักวัน ‘หงส์’ อาจจะปีกหักก็ได้”

“แช่งฉันเหรอ”

หญิงสาวตวัดเสียงถาม นัยน์ตาลุกเรือง ชายหนุ่มรีบก้าวถอยหลังให้พ้นระยะอันตราย โบกมือโบกไม้ปฏิเสธเป็นพัลวัน

“เปล๊า แช่งเชิ่งอะไรกัน คุณจ๋าคิดมากเกินไปแล้ว ผมก็เปรยไปเรื่อยเปื่อย หงส์น้อยๆ ของผมปีกหัก แมตช์ส่งท้ายยังถูกสอยร่วงให้ช้ำอีก ผมเสียใจจะตาย อยากจะเมาน้ำเปล่าประชดชีวิตสักสามลิตร แต่หาคนดวลด้วยไม่ได้น่ะสิ”

“อย่ามาใช้มุกหลอกเด็กกับฉันนะ แช่งกันก็ยอมรับมาเถอะ!”

“โธ่...ใครจะกล้าแช่งคุณจ๋า ขืนคุณจ๋าเป็นอะไรไปแล้วผมจะไปแกล้ง เอ๊ย! ไปหาคนคุยสนุกๆ อย่างคุณจ๋าได้จากไหน มีหวังผมคงเหงาจนเฉาตายเหมือนลูกนกขนร่วงแน่”

“ทุเรศ!”

หญิงสาวแหว หน้างอหงิกสนิท ขยี้เท้าเบาๆ อย่างไม่สบอารมณ์...ผู้ชายบ้ากล้าเปรียบตัวเองเป็นลูกนกน่าเวทนา...ยี้...หมาข้างถนนขี้เรื้อนขนร่วงเป็นกระจุกๆ สิไม่ว่า!...

รุจศยาก่นว่าในใจ ไม่หลุดออกไปให้เขาฉวยโอกาสต่อความยาวสาวความยืด เธอยังมีงานอื่นที่สำคัญกว่าการทำสงครามน้ำลายกับเขา แค่นี้ก็เสียเวลาเปล่าประโยชน์ไปหลายนาทีแล้ว

หญิงสาวตั้งใจจะเดินเลี่ยงไปหามุมสงบเพื่อโทรศัพท์หาลูกค้า แต่ชายหนุ่มยังตามตอแยอย่างไม่ยอมให้เธอเลิกสนใจเขาได้ง่ายๆ

“ผมจัดรายการช่วงเช้ากับอ่านสปอตโปรโมตคลื่นเสร็จแล้วก็ตรงมาต่อที่สตูดิโอเลย บ่ายกว่าแล้วยังไม่ได้กินอะไรสักคำ เราแวบไปหาอะไรรองท้องกันสักแป๊บดีไหมคุณจ๋า”

“ไม่”

“ผมรู้นะว่าคุณยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเหมือนกัน ไม่หิวเหรอ”

“ไม่”

“ผมรู้จักร้านอร่อยๆ หลายร้าน ไม่ไกลจากที่นี่หรอก ขับรถไม่กี่นาทีก็ถึง”

“ไม่”

“ผมเลี้ยงนะ ไม่สนเหรอ”

“ไม่”

“แฟนคุณไม่อยู่ ไม่ต้องเคร่งครัดนักหรอกน่า”

“ไม่”

“คุณไม่บอก ผมไม่บอก หมอนั่นก็ไม่มีทางรู้หรอก ไปเหอะ”

“เอ๊ะ คุณนี่ หัดฟังคนอื่นเป็นบ้างไหม ภาษาไทยง่ายๆ น่ะไม่เข้าใจเหรอ ฉันบอกว่าไม่ก็ไม่สิ!”

รุจศยาแว้ดอย่างเหลืออด แต่อีกฝ่ายเป็นดังที่ถูกตำหนิไม่ผิดเพี้ยน ไม่รู้จักฟังคนอื่นและตีความคำว่า ‘ไม่’ ในภาษาไทยไม่เป็น ถึงยังกล้ายื่นข้อเสนอเกลี้ยกล่อมเธอให้เปลี่ยนใจอยู่นั่นแหละ

“ถ้าคุณจ๋ากลัวโดนมองแง่ร้าย เดี๋ยวผมชวนเจ๊อ้อยกับน้องๆ ไปด้วยก็ได้ แต่ต้องเลือกร้านราคาเบาๆ หน่อย ไม่งั้นเจ๊อ้อยคงฉวยโอกาสฉีกกระเป๋าผมกระจุยแน่ คุณจ๋าไปสนุกด้วยกันเถอะ แฟนไม่อยู่ กินข้าวคนเดียวเหงานะ”

“คุณนี่มัน...”

รุจศยาถอนฉุนอย่างหงุดหงิด ไม่ว่าจะพูดจะบอก (และจะด่า) ยังไงก็ทะลวงเข้าไปในกะโหลกหนาๆ ของคนบ้าๆ อย่างเขาไม่ได้เลยสักกระผีกริ้น

ถ้าชานนท์...คนรักของเธอยังอยู่ในประเทศไทย เธอจะกดโทรศัพท์ไปขอมีนัดกับเขาเป็นการศอกกลับให้คนตื๊อไม่เลิกหน้าชาไปเอง เสียดายที่ชายหนุ่มช่วยเธอแจกการ์ดแต่งงานเสร็จก็ต้องเดินทางไปออกบูธและทำการตลาดนอกประเทศเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา ตอนนี้คงยังอยู่บนเครื่องบินมุ่งหน้าสู่มหานครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา กว่าจะจบภารกิจและเดินทางกลับก็อีกตั้งสองสัปดาห์

การที่เธอจะไปเที่ยวเฮฮาไปทานอาหารกับเพื่อนฝูงบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา เธอมั่นใจว่าวางตัวได้เหมาะสม ไม่กังวลว่าชานนท์จะหวาดระแวงหรือเข้าใจผิด แต่การไปกับทวิพัทธ์คือหายนะโดยแท้ แค่พูดคุยไม่กี่นาทีเธอยังต้องใช้ขันติมหาศาล ขืนต้องทนร่วมโต๊ะเดียวกันเป็นชั่วโมง แทนที่จะได้เอร็ดอร่อยกับรสชาติอาหาร เธออาจจะตบะแตก เลือดขึ้นหน้าจนกลายเป็นฆาตกรเอาส้อมเสียบคอหอยคนตายเป็นรายแรกของโลก

โทรศัพท์มือถือของรุจศยาดังขึ้นดุจเสียงระฆังพักยกพร้อมกับที่อิสรีโผล่มาเป็นกรรมการหย่าศึกอีกแรง ครีเอทีฟสาวตวัดผ้าพันคอผืนยาวคล้องคอชายหนุ่มเหมือนสายบังเหียน กระชากให้เซหลุนๆ ออกมาหลายเมตร ไม่นำพาเสียงโวยวายของผู้ถูกกระทำที่ใช้สองมือจับผ้าไม่ให้เหนี่ยวคอแรงเกินไปนัก

“เจ๊ สะกิดเบาๆ ผมก็ไป ไม่ต้องทำกันขนาดนี้หรอก ผมไม่ใช่วัวไม่ใช่ควายนะ”

...ฮึ! น้ำหน้าอย่างนั้นน่ะทั้งหนังหนาทั้งทนทายาดยิ่งกว่าสัตว์สองประเภทนั้นรวมร่างกันเสียอีก!...

รุจศยาแอบแขวะตามหลัง ภาวนาให้อิสรีเล่นงานเขาเยอะๆ แทนส่วนของเธอด้วย ถ้าจะให้ดีควรพันผ้ารอบคอเขาอีกทบและออกแรงรัดให้ขาดใจไปเลย คงช่วยลดปัญหาสุขภาพจิตให้กับประชากรหลายคนได้

หญิงสาวหยิบอุปกรณ์สื่อสารออกจากกระเป๋าใบเก๋ ขมวดคิ้วกับหมายเลขที่ไม่คุ้นตา ยิ่งเมื่อกดปุ่มรับสาย ได้ยินการแนะนำตัวว่าเป็นใคร โทรมาจากที่ไหน เธอก็ยิ่งประหลาดใจ

ครั้นทราบต้นสายปลายเหตุที่อีกฝ่ายติดต่อมา ดวงตาเธอก็เบิกโพลง ลมหายใจขาดห้วง หัวใจคล้ายจะหยุดเต้น เลือดในตัวเย็นเฉียบเหมือนธารน้ำแข็ง หัวสมองอื้ออึงด้วยข่าวร้ายที่ดังอยู่ข้างหู เกินกว่าที่จะทานทนรับไหว เธอเผลอกรีดร้องปฏิเสธสุดเสียง

“ไม่จริง!!!”

============================


ทวิพัทธ์ถูกดึงตัวไปด้วยวิธีแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยพบเจอ อิสรีช่างสมกับเป็นนักสร้างสรรค์ตัวยงจริงๆ ไม่ใช้วิธีเรียบๆ แบบที่อารยะชนทั่วไปกระทำกัน ดันสรรหาวิธีบ้าๆ มาลากตัว...หรือจะพูดให้ถูกต้องตามภาพคือลากคอเขาออกไปสวดจนได้

“แกนี่มันสันดานเสียชะมัด ชอบแหย่คุณจ๋าเรื่อย เขารำคาญแกจะตาย ดูไม่ออกบ้างหรือไง ยังหน้ามึนตอแยอยู่ได้”

“คุณจ๋าไม่ปรี๊ดแตกจ้องจะขบหัวผมเหมือนเจ๊นี่ แหย่เล่นแล้วลุ้นดีออกว่าจะมาดหลุดเมื่อไหร่”

“ไอ้โรคจิต คนเขามารยาทงาม แกก็ทนไม่ได้ ต้องแกล้งให้ทรามเหมือนแกถึงจะสมใจใช่ไหม”

อิสรีว่าใส่หน้าอย่างไม่เกรงใจ ทวิพัทธ์หัวเราะ ปลดผ้าสีเข้มออกจากคอส่งคืนเจ้าของที่ยืนเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่อง

”เจ๊ก็พูดเกินไป ผมก็แค่แหย่ขำๆ ตามประสาเพื่อนฝูง แต่คุณจ๋าไม่ยอมรับมุกเลย ทำหน้าถมึงทึงอย่างกับเทพกิเลนเฝ้าวังต้องห้ามแน่ะ”

“ปากอย่างนี้ก็สมควรจะถูกเขาเกลียดขี้หน้าเอาหรอก”

เพื่อนสาวบ่นอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ชายหนุ่มยักไหล่ไม่อินังขังขอบแบบที่ติดเป็นนิสัย

“นี่เจ๊ดูเทปจบแล้วเหรอถึงแล่นออกมาน่ะ มีปัญหาอยากให้ผมแก้ตรงไหนอีกหรือเปล่า”

“ไม่มี เหลือแค่ก็อปปี้เอาไปส่งก็เลยให้น้องๆ นั่งเฝ้าแทน ฉันเป็นห่วงคุณจ๋า กลัวจะเป็นบ้าไปเพราะไอ้ตัวกวนอย่างกะ...”

คำพูดของอิสรีขาดหายไปเพราะเสียงหวีดร้องลั่นที่ดังแทรกขึ้น สองหนุ่มสาวหันขวับไปมองทันควัน ต่างตื่นตระหนกกับใบหน้าเผือดสีของรุจศยา ดวงตาดำขลับวูบไหวเหมือนคนที่ได้รับความสะเทือนใจอย่างแรง ร่างบางโงนเงนคล้ายหน้ามืดทรงตัวไม่อยู่ อิสรีร้องลั่นอย่างตกใจ ขณะที่ทวิพัทธ์ไหวทัน ก้าวยาวๆ พรวดเดียวไปคว้าไว้ได้ก่อนที่เธอจะร่วงลงฟาดพื้นในเสี้ยววินาที

“คุณจ๋า!”

“คุณจ๋าเป็นอะไร คุณจ๋า! คุณจ๋า!”

ดีเจหนุ่มกับครีเอทีฟสาวแข่งกันเขย่าถามอย่างร้อนรน เห็น เอ.เอ็ม. สาวเนื้อตัวสั่นเทิ้ม มีน้ำตาไหลซึมจากหางตา หายใจหอบปนสะอื้นเป็นห้วงๆ ส่ายศีรษะไปมาราวกับจะปฏิเสธอะไรสักอย่างที่โหดร้ายต่อจิตใจ จับคำพูดแผ่วหวิวที่เล็ดลอดจากปากอิ่มได้เพียงแค่

“...มะ...ไม่...แม่...แม่...”

สังหรณ์บางอย่างสั่งให้ทวิพัทธ์ละมือออก ปล่อยเธอไว้ในอ้อมแขนอิสรีแล้วฉวยโทรศัพท์ที่หล่นอยู่ใกล้ๆ กดหาเบอร์ที่โทรมาก่อนหน้านี้เพื่อถามไถ่ให้รู้ความ พอทราบสิ่งที่ผ่านหูรุจศยาไป ชายหนุ่มก็ตัวแข็งทื่อ ก้มมองหญิงสาวที่เปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งอย่างห่วงใย ใจหายกับภาพดวงตาวาววามด้วยหยาดน้ำใสเต็มเบ้า เสียงสะอื้นหนักหน่วงทยอยผ่านลำคอระหงออกมาพร้อมการพังทลายของเขื่อนน้ำตา

รุจศยาปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น ใช้สองมือผลักอิสรีออกสุดแรง ตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งไปพลางร้องไห้อย่างเสียขวัญ หนนี้ทวิพัทธ์เอื้อมมือคว้าไม่ทัน จับได้แค่สายลม เพราะสาวโย่งดันปลิวมาเกี่ยวตัวเขาให้หงายหลังล้มจ้ำเบ้ากระแทกพื้นไปด้วยกันเสียนี่

“สอง นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ”

อิสรีถามอย่างงุนงง มองดีเจหนุ่มที่ดูเครียดผิดหูผิดตาสลับกับรุจศยาที่ทิ้งห่างไปทุกทีแล้วชักใจไม่ดี

ทวิพัทธ์จับแขนครีเอทีฟสาวออกจากตัวเพื่อจะได้ขยับลุก ปากก็มอบคำตอบให้อย่างไม่ยอมเสียเวลา

“คนของโรง’บาลโทรมาบอกว่าคุณแม่คุณจ๋ารถชนกัน เสียชีวิตตอนถึงโรง’บาลน่ะ”

“เฮ้ย!”

อิสรีร้องเสียงหลง ปากอ้าตาค้างอย่างตกใจ มือเท้าอ่อนทำอะไรไม่ถูก ทวิพัทธ์เห็นดังนั้นก็สั่งการกึ่งเตือนสติให้รู้ตัวว่าควรทำอะไรต่อไป

“เจ๊ โทรหาคุณวิกับคุณมัทด่วนเลย บอกพวกเธอด้วยว่าคุณจ๋าท่าจะแย่ ถ้าตามไปได้ให้ตามไปเลย ศพคุณพรรณอยู่ที่...”

ชายหนุ่มเอ่ยชื่อสถานพยาบาลชื่อดังแถบชานเมืองซึ่งสามารถร่นระยะทางได้ด้วยทางหลวงพิเศษ ตบท้ายด้วยการฝากงานของรุจศยาให้อีกฝ่ายดูแลแทนชั่วคราว ส่วนเขาจะติดตามหญิงสาวไป เป็นห่วงเธอที่ออกอาการควบคุมตัวเองไม่ได้จนไม่อาจปล่อยให้ไปเผชิญหน้ากับความสูญเสียใหญ่หลวงเพียงลำพัง...

============================


รุจศยาไม่อยากเชื่อว่าแม่ของเธอจะมีอันเป็นไปแล้วจริงๆ แต่ข่าวร้ายยังกังวานอยู่ในหัว ศราพรรณประสบอุบัติเหตุบนถนนสองเลนที่ตัดเป็นทางลัดสู่จังหวัดใกล้เคียง เนื่องจากรถยนต์ที่วิ่งตามมาเหยียบคันเร่งหมายขึ้นหน้า แต่ทำไม่สำเร็จ เจอกับรถกระบะบรรทุกสินค้าสูงลิ่วพุ่งมาด้วยความเร็วสูงในเลนตรงข้าม อารามร้อนรนก็หักพวงมาลัยหลบไปกระแทกรถยนต์ที่แม่เธอนั่งมาคู่คนขับและผู้โดยสารอีกสามชีวิตจนไถลลงไหล่ทางปะทะต้นไม้ใหญ่เข้าอย่างจัง

คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลใหญ่ที่ใกล้ที่สุด รายหนึ่งเสียชีวิตในสถานที่เกิดเหตุ อีกสองรายสิ้นใจตอนถึงโรงพยาบาล ส่วนคนที่เหลือแพทย์กำลังพยายามช่วยชีวิตอยู่ในห้องผ่าตัด

รุจศยามึนงง ยังทำใจเชื่อไม่ลง เธอเพิ่งแยกจากแม่เมื่อเช้านี้เอง ศราพรรณขอหยุดงานไม่เข้าบริษัทหนึ่งวัน บอกว่ามีนัดพบปะสังสรรค์และไปเที่ยวกับเพื่อนเก่า อาจจะกลับดึกหรือกลับพรุ่งนี้...ไม่ใช่ไม่กลับมา!

...เธอต้องไปหาแม่...ไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา…มันต้องไม่ใช่เรื่องจริง...ไม่ใช่!...

หญิงสาวควานหากุญแจมือไม้สั่น จู่ๆ กุญแจก็ถูกฉกชิงไปอย่างว่องไวจนเธอยื้อไว้ไม่ทัน ได้แต่ตวัดใบหน้าฉ่ำน้ำขึ้นมองผู้กระทำการอุกอาจ ตวาดอย่างกราดเกรี้ยว

“เอาคืนมานะ!”

“ไม่”

ทวิพัทธ์ปฏิเสธเฉียบขาด แต่รุจศยาไม่ยอมหยุดง่ายๆ พยายามแย่งคืน ทั้งแกะมือเขาสลับกับฟาดเอาๆ อย่างขัดเคือง น้ำตาไหลอาบแก้มนวลไม่ขาดสาย อารมณ์หลากหลายผสมปนเปกันมั่วไปหมด เขาไม่เคยเห็นเธอเสียศูนย์ขนาดนี้มาก่อน

สุดท้ายชายหนุ่มก็ตัดสินใจสยบอาการดิ้นรนทั้งปวงด้วยการจับบ่าทั้งสองข้างของหญิงสาวเขย่าแรงๆ เพื่อเรียกสติ ร่างบางไหวไปมาตามน้ำหนักมือเขาครู่หนึ่งก็สะท้านเยือก หายใจหอบๆ ช้อนดวงตาสิ้นหวังมองเขาผ่านม่านน้ำอุ่นร้อน

“ตั้งสติหน่อยสิคุณจ๋า”

รุจศยาถอนสะอื้น ยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากหน้า หากซับเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหมดเสียที หัวใจเธอบีบรัดแน่น...เจ็บปวดและอ่อนแอเสียจนไม่อาจหยุดร่ำไห้

ทวิพัทธ์เห็นเธอสงบลงบ้างก็ถอนใจ แต่ยังไม่ปล่อยมือออก บอกว่า

“คุณจ๋าตัวสั่นขนาดนี้ ขับรถเองไม่ไหวหรอก ไปกับผมเถอะ”

“ฉัน…”

“อย่าดื้อ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันนะ”

ชายหนุ่มดุ จัดแจงเปิดประตูด้านคนขับ จับตัวหญิงสาวยัดเข้าไปก่อนเบียดร่างสูงใหญ่ตามไปติดๆ บีบให้เธอขยับข้ามไปนั่งเบาะข้างๆ อย่างหมดทางเลี่ยง

ทวิพัทธ์ตัดสินใจขับรถสีฟ้าครามคันงามของรุจศยาไปโดยยึดความปลอดภัยของหญิงสาวเป็นหลัก ยอมทิ้งรถสปอร์ตสองประตูสีดำมันปลาบของตัวเองเอาไว้ที่นี่ เสร็จธุระแล้วค่อยแวะมาขับกลับที่พักย่อมดีกว่าปล่อยให้หญิงสาวที่กำลังเสียขวัญวกกลับมาเอารถเองเป็นไหนๆ

ระหว่างทางวิภาดากับมัทนาก็โทรศัพท์มาสอบถามเขาและฝากดูแลรุจศยาจนกว่าพวกเธอจะไปถึง น้ำเสียงฟ้องชัดว่าร้องไห้มาหมาดๆ ทวิพัทธ์ไม่ได้พูดตอบมาก เลือกรับคำสั้นๆ ด้วยเกรงว่ายิ่งพูดจะยิ่งกระทบใจคนที่ซุกตัวอิงศีรษะกับขอบกระจก ใช้เรือนผมยาวหยักศกบดบังเสี้ยวหน้าเปื้อนคราบน้ำตาไว้ นิ่งเฉยเหมือนตุ๊กตาไร้จิตวิญญาณ มีเพียงเสียงถอนสะอื้นเบาๆ กับการยกมือขึ้นเช็ดตาเป็นพักๆ ที่ยืนยันการมีชีวิตอยู่

ทวิพัทธ์เข้าใจดีว่ารุจศยารู้สึกอย่างไร เขาเคยผ่านประสบการณ์นั้นตอนเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย การพลัดพรากจากบุคคลที่รักและผูกพันมาตลอดชีวิตมันเจ็บปวดสาหัส เขายังโชคดีที่มีพี่สาวคอยอยู่เคียงข้าง ช่วยประคับประคองจนก้าวผ่านความโหดร้ายไปด้วยกัน แต่รุจศยาสูญเสียบิดาไปแล้ว มีกันอยู่แค่สองคนแม่ลูก ถ้าสิ้นศราพรรณ...เธอก็จะเหลือเพียงตัวคนเดียวบนโลก

ศราพรรณกับรุจศยาเป็นแม่ลูกที่สนิทสนมกันมาก มักไปไหนมาไหนด้วยกันจนชินตาผู้พบเห็น นอกเวลาทำงานศราพรรณจะเรียกบุตรีว่า ‘ลูกจ๋า’ ทุกคำ...น้ำเสียงและสีหน้าแววตาของเธอสื่อถึงความรักใคร่และภาคภูมิใจท่วมท้น ส่วนตัวรุจศยาก็ยึดถือมารดาเป็นแบบอย่าง ตั้งใจทำงานเป็นผู้หญิงเก่ง อยากจะประสบความสำเร็จไม่ให้น้อยหน้ามารดา เธอประพฤติตนเป็นลูกสาวที่ศราพรรณนำอวดใครๆ ได้อย่างไม่อายเสมอ

เมฆฝนที่ตั้งเค้ามานานส่งสายฝนเม็ดใหญ่ลงมาขัดขวางการเดินทางให้ล่าช้า เมื่อถึงโรงพยาบาลรุจศยาก็เปิดประตูวิ่งพรวดลงไปโดยไม่สนว่าจะเปียกปอน ช่วงที่แจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่ วิภาดากับมัทนาก็ตามมาสมทบ คราบน้ำตายังเกาะอยู่บนสองแก้ม ต่างก็ดึงตัวหญิงสาวไปกอดปลอบขวัญและร่วมร้องไห้สะอึกสะอื้นตามประสาผู้สูญเสียในสิ่งเดียวกัน

รุจศยาสูญเสียแม่อันเป็นที่รัก…

วิภาดากับมัทนาสูญเสียเพื่อนรัก...เพื่อนที่คบหามาเนิ่นนานก่อนรุจศยาจะเกิดเสียอีก...

ก่อนที่พวกเธอจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูศพเพื่อยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่อีกรายที่เพิ่งคุยโทรศัพท์เสร็จก็เดินตรงมาแจ้งข่าวเพิ่มเติม

“คุณรุจศยา ลูกสาวคุณศราพรรณนะคะ”

หญิงสาวพยักหน้าแทนการใช้เสียง อีกฝ่ายทำหน้าคล้ายแสดงความเสียใจด้วย ก่อนรายงานข่าวสดๆ ร้อนๆ ให้ทราบ

“น้องชายคุณผ่าตัดเสร็จแล้วค่ะ ตอนนี้ย้ายไปอยู่ห้องไอซียู เสร็จธุระทางนี้แล้วให้รีบไปติดต่อที่นั่นเพื่อคุยกับคุณหมอเจ้าของไข้ด้วยนะคะ”

“น้องชาย?”

รุจศยาทวนถามอย่างงุนงง เบิกตากลมโต เธอไม่มีพี่ไม่มีน้อง เป็นลูกโทนมายี่สิบห้าปีเต็มๆ พอขยับปากจะปฏิเสธว่าเข้าใจผิดแล้ว วิภาดากลับแทรกเสียงตัดบทเสียก่อน

“ขอบคุณมากนะคะ เดี๋ยวเราจะขึ้นไปพบคุณหมอค่ะ”

เจ้าหน้าที่ผงกหัวรับและผละไปทำงานต่อ ทิ้งให้คนข้างหลังเหลียวมองกันด้วยความรู้สึกแตกต่างไป

รุจศยาสังเกตว่าคุณน้าทั้งสองมีท่าทีลำบากใจ ไม่กล้าสบตาเธอเหมือนปกติ แลดูมีลับลมคมในชอบกล

“นี่มันเรื่องอะไรกันคะ น้าวิ น้ามัท ทำไมถึงต้องรับปากว่าจะไปพบคุณหมอด้วยล่ะ”

“เอ่อ...”

“เด็กคนนั้นเป็นใคร!?”

หญิงสาวร้องถามอย่างสับสน เฝ้ารอคำตอบจากวิภาดากับมัทนาที่อึกอักกระสับกระส่าย โยนสายตาใส่กันเหมือนเกี่ยงให้อีกฝ่ายเป็นคนพูด ความหวั่นไหวและหวาดกลัวค่อยๆ คืบคลานสู่หัวใจหญิงสาว บังเกิดลางสังหรณ์ในทางร้ายๆ

สายฝนข้างนอกยังเทกระหน่ำไม่ขาดสายขณะที่มรสุมลูกใหญ่เริ่มถาโถมเข้าใส่ชีวิตของรุจศยา!


========= (จบตอนที่ 1) =========



เชิงอรรถ

* Account Manager = ผู้จัดการฝ่ายบริหารงานลูกค้า

** Sound Engineer = วิศวกรเสียง, เจ้าหน้าที่บันทึกเสียง

*** Creative Group Head = หัวหน้ากลุ่มสร้างสรรค์

**** Account Executive = ผู้บริหารงานลูกค้า




Create Date : 10 ตุลาคม 2557
Last Update : 23 พฤษภาคม 2558 15:07:31 น. 5 comments
Counter : 1423 Pageviews.

 
มาติดตามฉบับรีไรต์ค่ะ


โดย: goldensun IP: 61.47.87.2 วันที่: 13 ตุลาคม 2557 เวลา:18:57:28 น.  

 
อ่านอีกรอบ ช๊อบๆๆ


โดย: sakeena IP: 124.120.12.251 วันที่: 14 ตุลาคม 2557 เวลา:11:08:47 น.  

 
=== goldensun ===
ยินดีค่ะ ขอบคุณสำหรับการติดตามด้วยนะคะ

=== sakeena ===
ดีใจที่ชอบเรื่องนี้น้า~


โดย: คีตภา วันที่: 17 ตุลาคม 2557 เวลา:21:27:43 น.  

 
กลับมาเริ่มอ่านใหม่อีกรอบหลังจากห่างหายไปนาน อิอิ


โดย: princesnowman IP: 110.170.80.2 วันที่: 21 ตุลาคม 2557 เวลา:15:55:43 น.  

 
=== princesnowman ===
ยินดีค่า หวังว่าจะยังเอ็นดูพี่สอง คุณจ๋า และน้องน้อยเหมือนเดิมน้า


โดย: คีตภา วันที่: 24 ตุลาคม 2557 เวลา:17:39:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คีตภา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




*** งานเขียนใน Blog นี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอก หรือ ดัดแปลงเนื้อหา นำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นๆ ทุกรูปแบบนะคะ :) ***


"สองรักล้นใจ" (แพ็กคู่ 2 เล่มจบ)

รวมเล่มโดย Love สนพ. แจ่มใส วางแผงปลายเดือน มิ.ย. 58 ค่ะ ขอฝากพี่สอง คุณจ๋า และน้องจั๊มพ์ไว้ด้วยนะคะ ^_____^



Date 28/04/2015
สองรักล้นใจ บทที่ 1-11
~ ตัวอย่างทดลองอ่านจ้า ~





เว็บบอร์ดคีตภา@jamsai.com
เว็บบอร์ดคีตภา ณ แจ่มใส :)




ผลงานของคีตภา
นิยายตีพิมพ์รวมเล่ม

นิยายรูปแบบ E-Book


อีเมลของคีตภา



Unique Visitors :
Page Loads :


Friends' blogs
[Add คีตภา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.