Be a master of your destiny, not a slave of your own fears.
<<
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
4 ตุลาคม 2550

กระแสของการเปลี่ยนแปลง (Wind of Change)

หลายคนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นั้นจะนำความยุ่งยากมาสู่สังคม เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้ง หรือทำให้เพื่อนกลายเป็นศัตรูกัน แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้นเป็นแนวคิดที่ว่าการเปลี่ยนแปลงนำสิ่งที่ดีขึ้นมาสู่สังคม ตราบใดที่สังคมมีการปรับเปลี่ยนนั่นย่อมหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการที่คนเราได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง ทำให้ชีวิต ชุมชน และสังคมของเรานั้นดีขึ้น ก่อให้เกิดความสุขในการอยู่ร่วมกันมากขึ้นและลดปัญหาแอบแฝงที่มีอยู่ในสังคมซึ่งขาดการดูแลเอาใจใส่ เช่น การไม่คำนึงถึงความแตกต่างกันในสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เพศ โอกาสในการได้รับการศึกษาหรือเข้าถึงการศึกษา พื้นฐานครอบครัว กฎหมาย วัฒนธรรม การด้อยความสามารถทางร่างกายและจิตใจ เชื้อชาติ ความเป็นชนกลุ่มน้อย หรือการเป็นคนชายขอบของสังคม หากมองในแง่ของการมีสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในฐานะของเอกบุคคลในโลกใบนี้ เราคงต้องให้ความสนใจและไม่ใช่แค่ยินยอมให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ยังต้องสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย

ถึงแม้ในฝ่ายแรกไม่ยอมรับหรือไม่อยากเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงแต่ในท้ายที่สุดความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน หรือตรงข้ามกันก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะรู้สึกชอบหรือรู้สึกไม่ชอบก็ตาม การเปลี่ยนแปลงหนึ่งซึ่งเป็นตัวชี้นำสังคมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอื่น ๆ ตามมา นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา

การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษานั้นเป็นกระบวนของวิวัฒนาการ ที่เริ่มจากชีวิตความเป็นอยู่แบบสังคมเกษตรกรรม ผ่านสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมและในปัจจุบันเรากำลังเรียนรู้อยู่ในยุคที่ 3 คือยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Cain & Cain, 1997 และ Stearns, 2005) ซึ่งในยุคของสังคมการเกษตรกรรมนั้นการศึกษามักเกิดขึ้นในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นผู้ให้ความรู้ ให้การศึกษากับบุตรหลานของตนเอง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการศึกษาเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ต่อมาเมื่อสังคมเริ่มเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมส่งผลให้การดำรงชีวิตของคนเริ่มเปลี่ยนไป จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพื่อดำรงชีวิตนั้นเปลี่ยนไปสู่การผลิตสินค้าในปริมาณมากขึ้นในโรงงานเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มชนหมู่มาก มีการนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้ในการผลิต มีการเรียนรู้ศึกษา และฝึกทักษะเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าทางอุตสาหกรรม มีการจัดระบบองค์กรที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น ไม่จำกัดอยู่แต่บุคคลในครอบครัว มีการจัดสรรการมีและการใช้ทรัพยากรให้เป็นระบบมากขึ้น และมีการแข่งขันในการประกอบอาชีพเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจอุตสาหกรรม (Stearns, 2005) ต่อมาเริ่มมีการพัฒนาขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการผลิตเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้ก็ถูกนำมาใช้ไม่เพียงแต่ในภาคธุรกิจแต่ยังกระจายไปสู่ผู้ใช้ในระดับบุคคล เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้คนเราเกิดการเรียนรู้และมีการศึกษามากขึ้น เช่น วิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ต่าง ๆ ทำให้สังคมเริ่มเข้าสู่สังคมยุคใหม่คือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ การเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ทำให้ดูเหมือนว่าโลกจะแคบและเล็กลง เนื่องจากการสื่อสารทำได้อย่างรวดเร็ว เสมือนไร้พรมแดนนั่นเอง คนที่อาศัยอยู่ในโลกต้องเรียนรู้มากขึ้น เรียนรู้ให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมจากซีกโลกอื่นที่มีความแตกต่างจากที่ตัวเองเคยอาศัยอยู่ เพื่อที่จะทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกยุคใหม่นี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน

ในอดีตการศึกษาเป็นการจัดการเรียนการสอนเพียงเพื่อความต้องการของท้องถิ่น ขาดมาตรฐานที่เป็นเอกภาพ ประชาชนมีโอกาสในการได้รับการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกันและมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามเพื่อตอบรับกับสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาจึงต้องมีการพัฒนา และมีการปฏิรูประบบการศึกษา ซึ่งนับว่าเป็นวาระสำคัญที่ทุกประเทศจะต้องหันมาเอาใจใส่ และถือเป็นเรื่องที่เร่งด่วน

ตัวอย่างของการตอบรับการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา เช่น ในรัฐออนตาริโอ ประเทศแคนนาดา ในอดีตนั้นการศึกษาของรัฐออนตาริโอได้มีการจัดการศึกษาที่มีความแตกต่างกันตามเขตของที่อยู่อาศัย ระบบการศึกษายังไม่มีความชัดเจนทั้งในเรื่องของมาตรฐานและความคาดหวังที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ไม่มีคณะกรรมการกลางทางการศึกษา ทำให้หลักสูตรต่างเขียนขึ้นโดยคณะกรรมการท้องถิ่นและโรงเรียน ส่วนสาธารณชนเองก็มีความคาดหวังต่อเรื่องความเป็นเลิศทางการศึกษาของบุตรหลานตนเองมากขึ้น

ความต้องการที่จะเห็นคุณภาพของการศึกษาที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ของประชาชนที่อยู่ในรัฐออนตาริโอก่อให้เกิดแรงกดดันในเรื่องของการยกระดับคุณภาพการศึกษาของรัฐ ในปี 1995 รัฐบาลของรัฐออนตาริโอได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการการศึกษา (Royal Commission on Learning) ขึ้นโดยคณะกรรมาธิการชุดนี้มีภาระกิจหลักในการให้คำแนะนำแก่รัฐในการปฏิรูปทางการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของรัฐ เพื่อให้ได้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธ์ในการเรียนเพิ่มมากขึ้น แนวคิดการปฏิรูปที่เห็นได้ชัดคือการมองภาพของการศึกษาในองค์รวมและให้ความสำคัญต่อบุคคลที่อยู่ในทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ปฏิรูประบบการศึกษาให้มีมาตรฐานกลางโดยให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ (Winter and McEachern, 2001) โดยมีหลักสูตรการศึกษาที่มุ่งเน้นในประเด็นดังต่อไปนี้

1. ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่มีประสิทธิผลมากขึ้น
2. ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนทุกคน
3. ส่งเสริมให้เกิดการเรียนร่วม
4. ส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสและความเท่าเทียมกันทางการศึกษา
5. มีมาตรฐานทางการศึกษาในระดับที่เป็นเลิศ
6. สนับสนุนให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อสาธารณชน
7. ส่งเสริมให้การศึกษาเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม
จากแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าว รัฐบาลของรัฐออนตาริโอคาดหวังว่าทุกโรงเรียนของรัฐจะมีมาตรฐานการศึกษาเดียวกัน ผู้เรียนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในเขตไหนของรัฐ และบนมาตรฐานที่กำหนดขึ้นใหม่เด็กในรัฐออนตาริโอจะมีความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ

ในอีกมุมหนึ่งของโลกที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ การปฏิรูปทางการศึกษาก็เกิดขึ้นเช่นกัน แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของความต้องการในการปฏิรูปเพื่อยกระดับมาตรฐานทางการศึกษา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เป็นประเภทที่มีภาษาราชการใช้อยู่ถึง 4 ภาษา และการจัดระบบการศึกษาก็มีความแตกต่างกันตามเขต ซึ่งมีอยู่มากถึง 26 เขต (McCluskey, 2006) ซึ่งตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศได้กำหนดให้การศึกษาที่จัดให้ผู้เรียนนั้นต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นเพื่อที่จะประสานให้การศึกษารวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน รัฐบาลของประเทศสวิตเซอร์แลนด์จึงได้ปฎิรูปการศึกษา โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วยเพื่อให้แต่ละเขตมีการเชื่อมต่อ และเกิดการติดต่อสื่อสารกันเพื่อจัดให้ระบบการศึกษามีรูปแบบเดียวกันไม่ว่าจะจัดการศึกษาในภาษาใดก็ตาม ซึ่งเทคโนโลยี ICT ที่รัฐบาลได้นำเข้ามาใช้ช่วยให้เกิดการศึกษาที่มีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น สำหรับสิ่งที่เห็นผลได้ชัดจากการนำเอา ICT เข้ามาคือการจัดฝึกอบรมครูในระดับอุดมศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถนำเอาเทคโนโลยี ICT มาใช้ร่วมในการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

จากตัวอย่างที่หยิบยกขึ้นมาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาเพื่อตอบสนองผู้เรียนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก จากสภาพสังคมเกษตรกรรมที่เน้นการเรียนรู้จากการสร้างทักษะในการทำงานมาเป็นการเรียนรู้แยกส่วนตามสายงานตามโครงสร้างทางอุตสาหกรรม จนมาถึงการศึกษาในแบบองค์รวม สำหรับสภาพสังคมในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งชี้ให้เราเห็นว่าการศึกษานั้นเป็นกระบวนการซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของสังคมแต่ละยุคที่เปลี่ยนไป แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่อาจบอกได้ว่าจะมาช้าหรือมาเร็ว เพื่อที่จะให้เท่าทันสังคม นักการศึกษาจึงควรต้องติดตามกระแสการเปลี่ยนไปของโลก เพื่อที่จะนำมาวางแผนในการจัดการศึกษาสำหรับเด็ก ๆ ที่จะเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใช้ความรู้ในอนาคต ประเทศที่มีผู้บริหารการศึกษาที่มองการณ์ได้ไกล มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า จัดการศึกษาเพื่อตอบสนองต่อสังคมที่เปลี่ยนไปของโลกในอนาคต ย่อมเป็นประเทศที่ได้ปรียบในด้านการแข่งขัน ที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ควรพึงระวังของนักการศึกษาในโลกของการเปลี่ยนแปลงคือความรู้สึกต่อต้าน และขัดขืนต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และหากเรายืนยันที่จะไม่เปลี่ยนไปตามกระแสของสังคมโลก ในที่สุดโลกใบนี้แหละจะเป็นผู้เปลี่ยนเราเองโดยที่เราไม่อาจต้านทานได้

เอกสารอ้างอิง

Steanrns, P.N. 2005, ‘Conclusion: change, globalization and childhood’, Journal of Social History, summer 2005 [Online, accessed 21 Sept. 2007]
URL: //findarticles.com/p/articles/mi_m2005/is_4_38/ai_n15679288/pg_2

Winter, E.C. & McEachern, W.R. 2001, ‘Dealing with educational change: The Ontario experience’, education, summer 2001 [Online, accessed 21 Sept. 2007]
URL: //findarticles.com/p/articles/mi_qa3673/is_200107/ai_n8972559

Mc Cluskey, A. 2006, ‘Handling educational change in Switzerland: The perspective of the Swiss Agency for ICT in Education’, Swiss Agency for ICT in Education, September 2006 [Online, accessed 22 Sept. 2007]
URL: //insight.eun.org/ww/en/pub/insight/thematic_dossiers/articles/next_curve/next_curve4.htm

Caine, R.N. & Caine G. 1997, ‘Understanding Why Education Must Change’, New Horizon for Learnings [Online, accessed 22 Sept. 2007]
URL: //www.newhorizons.org/trans/caine_change.htm

บทความนี้เป็นงานเขียนร่วมกันของ
บุริม โอทกานนท์
สิรินาถ จงกลกลาง
ชญานิษฐ์ ธรรมธิษฐาน
รัตนา แสงบัวเผื่อน
ศรีวรรณ เอมราช






Create Date : 04 ตุลาคม 2550
Last Update : 5 ตุลาคม 2550 22:21:28 น. 1 comments
Counter : 629 Pageviews.  

 
สวัสดีครับ..เป็นบล็อกที่ให้ความรู้ที่ดีมากเลยครับ
ผมขออนุญาต add Blogครับ


โดย: JazzLover วันที่: 9 ตุลาคม 2550 เวลา:21:41:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Jazz-zie
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]





ค้นหาใน GOOGLE.CO.TH
[Add Jazz-zie's blog to your web]