พฤษภาคม 2556

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
29
30
31
 
 
Notice for CSC Scholarship and One year memory in Beijing
WELCOME BACK!

สวัสดีทุกคนค่ะ กลับมาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้อีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เข้ามาเป็นเวลานานมาก
มากจนลืมไปแล้วว่าเข้าครั้งล่าสุดเมื่อไหร่....
จริงๆมีเรื่องมากมายที่อยากจะเขียนลงไป แต่พอเข้าบล็อกนี้ทีไรมีอยู่เรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องพูดกับทุกคนก่อน คือ มีคนให้ความสนใจentry ทุนรัฐบาลจีนมากมายมหาศาล มีหลายคนที่โบว์รู้จักและรู้จักโบว์เข้าไปอ่านข้อมูลโดยที่ไม่รู้ว่าโบว์เป็นคนเขียน อ่านโดยที่ไม่รู้ว่าคนที่เขียนบล็อกนั้นขึ้นมาอยู่ใกล้ตัวเค้ายิ่งกว่าใคร ตลกดี แต่ที่ดีใจมากคือได้รับอีเมลล์จากหลายๆคนว่าได้รับการติดต่อจากทางมหาลัยแล้วว่าได้เป็น Candidate ทุนCSC ก็ดีใจค่ะที่ข้อมูลของเราอย่างน้อยก็ได้ทำประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติบ้าง





เรื่องแรกจบไป... ไม่ได้เข้ามาอัพบล็อกนานจริงๆ ลืมไปแล้วว่าเขียนบล็อกยังไง ดูสิ --"
ตอนนี้อยู่ปักกิ่งค่ะ อยู่มาใกล้จะครบปีแล้ว จริงๆก็ไม่ถึงปีหรอกแต่ถ้านับตามปีการศึกษาก็เกือบหนึ่งปีแล้วค่ะ 

เรียนหนักมาก และความคิดเราก็เปลี่ยนไปมากค่ะ เรารู้สึกว่าเราโตขึ้น อดทนมากขึ้น แล้วก็นิสัยแข็งแกร่งขึ้น หมายถึง เรายอมในสิ่งที่เราควรยอม และไม่ยอมในสิ่งที่เราไม่ควรยอมค่ะ เนื่องจากอยู่ที่นี้ต้องมือยาวสาวได้สาวเอา ช้าๆก็โดน...คาบไปกินค่ะ ทำอะไรช้าไม่ได้เลยอยู่ที่นี้ หูตาต้องไวตลอด จริงๆช่วงนี้ก็ติดสอบอยู่นะค่ะ แต่ก็อยากอัพบล็อก เลยอยากจะเขียนเกี่ยวกับมาอยู่ต่างประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง  อันนี้เราคิดว่าก็คงเป็นกันทุกคนไม่เพียงแต่เรา แต่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดี หรือเปลี่ยนมากเปลี่ยนน้อยก็แล้วแต่คนค่ะ

What I've got from China 

1. ความขยัน > เราขยันขึ้นมากค่ะ แต่ก่อนอยู่เมืองไทยก็ว่าขยันนะ ขยันกว่าใครหลายๆคน แต่มาอยู่นี้ ความขยันของเราสู้คนจีน คนญี่ปุ่น ไม่ได้เลยค่ะ คนจีนขยันมากนะค่ะ รู้มั้ยเด็กจีนเลิกเรียน3ทุ่มนะค่ะ 3ทุ่มคือคาบสุดท้าย ซึ่งปีหน้าโบว์ก็ต้องเลิกเรียนเวลานั้นเหมือนกัน เลิกเรียนสามทุ่มเด็กจีนไปห้องสมุดต่อ ไม่ได้กลับห้องนอนแบบเราๆ ในขณะที่เรานอน เค้าอ่านหนังสือ เตรียมบทเรียนล่วงหน้า เค้าเลยเราไปไกลเลยค่ะ ถามว่าเครียดมั้ย เครียดค่ะ แต่นั่นคือชีวิตของเค้า เราอยู่กับเค้าจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากันให้ได้ ต้องขยันมากขึ้น ยิ่งเรียนภาษาที่ไม่ใช่ภาษาบ้านเรา ต้องขยันกว่าเดิมอีกหลายสิบเท่า

2. ความตรงต่อเวลา > อันนี้ยอมรับว่าได้มาจากเพื่อนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความตรงต่อเวลามาก แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่คนญี่ปุ่นทุกคนจะตรงต่อเวลา หรือเป็นคนเรียบร้อย ตั้งใจทำงาน ญี่ปุ่นสก๊อยก็มีนะค่ะ ฮ่าๆๆๆ แต่พอดีว่าได้เพื่อนดี ตรงต่อเวลามาก เรานัดกินข้าวกัน 12.00 ตามนิสัยคนไทยเราก็มา12.00เป๊ะ อาจจะเลทหน่อย ห้า ถึง สิบนาที ไม่ว่ากัน แต่คนญี่ปุ่นเค้ามารอเรานานแล้วค่ะ เค้าบอกว่าเค้าจะมาก่อนเวลานัด 5 นาทีเสมอ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ หลังๆโบว์ไม่กล้าเลทแล้วค่ะ เกรงใจเค้า ยิ่งเค้าไม่ว่าไม่อะไร เรายิ่งละอายใจ หลังจากนั้นเป็นตรงมาไปก่อนเวลานัดเสมอ 

อีกเรื่องที่จำเป็นต้องเล่าให้ฟัง คือ คนจีนก็ตรงต่อเวลามาก ภาษาจีนเราเรียกว่า 时间观念 คนจีนเข้าเรียน 8โมงเช้า ปกติโบว์เป็นคนไปเรียนไม่สายนะค่ะ อย่างมากก็8.05 เชื่อมั้ยเทอมแรกที่โบว์ไปเรียน อาจารย์เช็กโบว์เข้าเรียนสาย 8 ครั้ง !!!! ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยไปเรียนสาย 8 ครั้งเลยค่ะ งงมาก ถามอาจารย์ เค้าบอกว่าเรามาเรียนเกิน8 โมง คือเกินของเค้าคือ เกินไป5 นาทีอ่ะค่ะ ถ้าสาย15ยาทีคือขาด โอ่ยยย จะเป็นลม จำเลยค่ะ จำไปจนตายเลย ถึงได้รู้ว่า时间观念ของคนไทย 差มากค่ะ 

3. ความอดทน > มาอยู่ต่างประเทศคนเดียว สิ่งที่ทุกคนต้องได้กลับไปแน่ๆคือความเข้มแข็งทั้งทางจิตใจและร่างกาย แต่จะได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะมีความสามารถในการปรับตัวมากน้อยแค่ไหน อย่างที่ทุกคนรู้กัน ประเทศจีนมีจำนวนประชากรเยอะมาก แค่ในปักกิ่งเมืองเดียวก็20ล้านแล้วค่ะ จะถึงครึ่งนึงของประชากรไทยทั้งประเทศแล้ว การแข่งขันสูงค่ะ คนเก่งมีมาก คนเลวก็มีมากค่ะ เวลาเราจะนั่งรถเมล์ หรือ รถไฟใต้ดิน ไม่ต้องหวังเลยว่าจะได้นั่ง อย่างที่เมืองไทย เราจะรู้ว่าเวลาที่ไม่ใช่rush hour ไม่ว่าจะนั่งรถเมล์ รถไฟฟ้า ไปเดินห้าง คนจะน้อย รถไม่ติด แต่ไม่ใช่กับปักกิ่งค่ะ ที่นี้คนเยอะตลอดเวลา ไม่ว่าจะเวลาทำงาน หรือ เวลาเลิกงาน ยิ่งเวลาเลิกงาน หรือ เลิกเรียน ไปกินข้าวโรงอาหาร คนจะแห่กันไปโรงอาหาร อยากจะถ่ายรูปให้ดูจริงๆ อารมณ์เหมือนมีก่อม็อบย่อยๆอ่ะค่ะ ฮ่าๆๆๆ 

4. ความเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ > ใครมีการเปลี่ยนแปลงข้อนี้บ้างค่ะ แต่โบว์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อยู่ที่นี้เราอยู่คนเดียว จะทำอะไรต้องคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง ถ้าตัดสินใจผิด นั้นคือพลาด ถ้าตัดสินใจถูก นั้นคือโชคดี แต่ก่อนอยู่ไทยมีพ่อแม่ช่วยตัดสินใจ จะทำอะไรเดี๋ยวถามป๊าม๊าก่อน แต่อยู่นี้ทำแบบนั้นไม่ได้ค่ะ ต้องคิดและตัดสินใจในทันที ผิดคือผิด ถูกคือถูก แบบนั้นเลย ไม่ลังเลค่ะ อย่างจะซื้ออะไร อยู่ไทยเราจะคิดก่อน ซื้อดีมั้ย บลาๆ แต่อยู่นี้ ก็คิดค่ะ เพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ถ้าเห็นแล้วว่าซื้อมาเกิดประโยชน์ คุ้มค่าพอที่จะเสียเงินซื้อมันไป เราก็ไม่ลังเล ซื้อเลยค่ะ หรือจะตัดสินใจทำอะไร จะไปไหน ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ต่อตัวเอง ทำแล้วไม่เดือดร้อนตัวเอง ก็ทำเลยค่ะ ตัดสินใจไปเลยทันที แบบนั้น

5. รู้คุณค่าของเงินมากขึ้น  > ยอมรับว่าแต่ก่อนไม่ค่อยรู้คุณค่าของเงิน ใช้เงินเก่งมาก อยากได้แค่บอกป๊าเดี๋ยวก็ได้มาภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่มาอยู่นี้ปีาม๊าก็มีส่งเงินมาให้ค่ะ แต่เราต้องรู้ตัวเอง เราไม่สามารถพึ่งพาพ่อแม่ได้ตลอดไป คิดแบบนี้แหละค่ะ ก็เลยทำให้รู้จักการใช้เงินมากขึ้น พ่อแม่ส่งเงินให้เราน้อยครั้งแค่ไหน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากเท่านั้น 

หลักๆก็มี 5 ข้อนี้ค่ะ ที่เหลือก็เป็นจิปาถะเล็กน้อย ยังไงลองสังเกตุตัวเองดูนะค่ะว่าเราตลอดหนึ่งปีเรามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน โบว์ว่าการที่แบบนี้เหมือนเป็นการSWOTตัวเอง รู้ว่าเราดีที่ตรงไหน แล้วเราควรจะพัฒนาตัวเองไปในทิศทางไหน 
อย่าลืมนะค่ะ Direction สำคัญกว่า Speed เสมอค่ะ : )


Memory, friends for life 

ถ้าพูดถึงความทรงจำ...คิดถึงอะไรค่ะ
ควาทรงจำในวัยเด็ก ความทรงจำตอนเริ่มเรียนป.1 ความทรงจำตอนเอนทรานซ์ติด ความทรงจำตอนรับปริญญา ความทรงจำตอนไปเที่ยวกับครอบครัว ฯลฯ

ความทรงจำถ้าแบ่งเป็น种类ก็มีหลากหลายแบบ แต่หลักๆก็คือ ความทรงจำอันแสนหอมหวาน กับทรงจำอันแสนขื่นขม 

ทุกคนล้วนมีความทรงจำทั้งสองแบบ เพราะเราเป็นมนุษย์เราถึงต้องมีความทรงจำ 
.
.
ความทรงจำบางครั้งเหมือนเป็นยาวิเศษ 灵丹妙药 นึกถึงกี่ครั้งก็ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้เพราะคิดถึงความสุขเหล่านั้น
.
.
ความทรงจำบางครั้งเหมือนยาพิษ นึกถึงกี่ครั้งก็รู้เจ็บแปลบๆ หัวเราะให้กับความโง่ของตัวเอง ร้องไห้ให้กับสิ่งที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

วันนี้ในกล่องสะสมความทรงจำของเราได้มีจำนวนความทรงจำที่สวยงามเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชิ้น...
โชคดีนะที่ได้มาที่นี้ โชคดีที่ได้เจอแต่เพื่อนดีๆ เจอสิ่งดีๆ





ทำอาหารด้วยกันครั้งแรก ทำอาหารเกาหลี ฮ่าๆๆๆ



ไปเที่ยวเทียนจินด้วยกัน เมื่อยมาก แต่สนุกมาก 



ทำอาหารด้วยกันครั้งที่สอง คราวนี้ทำทุกชาติ ยกเว้นไทย ฮ่าๆๆๆ 
คือมือโดนน้ำร้อนลวกตอนเช้าก็เลยเป็นง่อยเลยวันนั้น TT



น่าจะเป็นจุดที่สวยที่สุดในเทียนจิน Tianjin Eye (天津之眼)



วันว่างสบายๆ ที่ไม่ใช่ตอนนี้ ตอนนี้ไม่ว่างและไม่สบาย ฮ่าๆๆ



ขอบคุณตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นเพื่อนที่ดีเสมอมา ถึงอีกไม่กี่อาทิตย์ทุกคนก็ต้องแยกย้ายกันกลับประเทศ คงเหลือแต่เราคนเดียวที่ยังอยู่ที่นี้... แต่ไม่เป็นไรนะ ถ้ามีโอกาสเราต้องได้พบกันอีกแน่นอน กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วรอเวลาที่จะกลับมาพบกันใหม่
จะพยายามอัพบล็อกเป็นภาษาจีนเพื่อที่คนเหล่านี้จะได้อ่านแล้วเข้าใจ แต่ขอเวลาหน่อยนะ : )

我爱你!


รูปวันนี้เล็กมาก ยังคงไม่รู้วิธีการขยาย หดรูปเหมือนเดิม ฮ่าๆๆๆ 
เขียนผิด เขียนตกบ้าง ไม่เป็นไรนะ รีบนิดนึง ไม่ได้ตรวจทาน ขอโทษด้วยนะค่ะ
ไปอ่านหนังสือก่อนนะจ๊ะ บายๆ สวัสดีจ้าาาาา 




Create Date : 28 พฤษภาคม 2556
Last Update : 23 ธันวาคม 2558 8:28:05 น.
Counter : 175 Pageviews.

0 comments

beauhlinglings
Location :
Beijing  China

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



PHOEBE HUNG
Based in +852|+86|+66
Coffee|Lifestyle|Gastronomy
|Diary|Travel

Instagram: thephoebediary
Tumblr: Beauhlinglings

"Spinning Laughing Dancing
to her favourite song"



New Comments