"See Angkor wat and die" ตอน ๔ ปราสาท บายน


"See Angkor wat and die" ตอน




เล่ากันว่า ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ในตำแหน่ง ศูนย์กลางของเมืองพระนคร ดังนั้นปราสาทแห่งนี้ จึงเป็นเสมือนหัวใจของเมือง
เมื่อเดินเข้าไปสู่ตัวปราสาทเรื่อยๆ แล้ว เราจะเห็นถึงความอัศจรรย์ ความลึกลับ และเสน่ห์แห่งบายน....
ปราสาทบายน ถือเป็นศูนย์กลางและไฮไลท์การท่องเที่ยวของนครธม จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

ครั้งแรกที่ได้ไป ...แค่ชื่อก็ทำให้ฉงนสนเท่ห์เป็นยิ่งนัก
พอได้ไปเห็นตัวปราสาท และได้เข้าไปในอาณาบริเวณ ก็ถูกโอบล้อมด้วยใบหน้าขนาดใหญ่ มหึมา อยู่ทั่วทุกสารทิศ เหมือน...ตกอยู่ในภวังค์
ไหนจะรูปสลักนูนต่ำ ที่แสดงให้เห็นเรื่องราววัฒนธรรมของเขา ที่อยู่รายรอบตัวปราสาทอีก ถึงกับอึ่งทึ่งไปเลย การจัดภูมิทัศน์ที่เหมาะสม ร่มรื่น เขียวขจี มีส่วนสำคัญที่ทำให้มรดกโลกแห่งนี้ น่าท่องเที่ยว และเป็นที่เสน่หาสำหรับการกลับมาเยือนหลายๆ ครั้ง ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ความร่มรื่น และความเขียวขจีของหมู่ต้นไม้น้อยใหญ่ ทั้งที่อยู่ระหว่างทางถนนที่วิ่งไปสู่พื้นที่แห่งการอนุรักษ์ และระหว่างที่เดินชมหมู่ปราสาทต่างๆ ก็ยังรู้สึกว่าไม่ร้อนนัก
เพราะมีต้นไม้ขนาดใหญ่ๆ ที่ถูกเก็บไว้ได้อย่างเหมาะสมให้ความร่มรื่น ทำให้บรรยากาศในการเยี่ยมชมและหาความรู้จากหมู่ปราสาทเป็นไปอย่างได้อรรถรส
และเป็นสิ่งหนึ่งที่การฟื้นฟูโบราณสถานของไทยควรที่จะเอาอย่าง พูดถึงความโดดเด่นของปราสาทบายนที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของนครธมนั้นมีอยู่หลายประการด้วยกัน


สะพานทอดเข้าสู่ประตูเมือง มีเทวดาและอสุรยุดนาค อยู่กันคนละฟาก เป็นราวสะพาน แกะสลักจากหิน
เปรียบเสมือนกวนเกษียรสมุทร

เทวดาประจำราวสะพาน

ประตูทางเข้า สลักรูปใบหน้าพระโพธิสัตว์




ปราสาทบายน อยู่ทางทิศใต้ของนครธม พระนครหลวง
ปราสาทบายน Bayon เป็นพุทธสถานลัทธิมหายาน ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นศิลปะเขมรแบบบายน ยอร์จ เซเดส์ กล่าวว่า "ปราสาทบายน มีลักษณะที่ลึกลับอยุ่หลายประการ ผังที่ซับซ้อนอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงผังมาเป็นลำดับ มีลานแคบๆ ที่ลึกราวกับเป็นบ่อน้ำ ระเบียงที่มืดมิด แท่งหินขนาดใหญ่มหึมาที่ใช้ในการก่อสร้าง มีลักษณะที่ดูแล้วทั้งป่าเถื่อนและมีพลังน่ากลัว ภาพสลักนูนต่ำก็มีบางส่วนที่ยังอธิบายไม่ได้ ซุ้มที่ว่างเปล่า ปราสาทที่สลักเป็นใบหน้ามากมาย ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมไม่เหมือนใครโดยสิ้นเชิง ทุกคนที่เคยได้เห็นปราสาทบายนมาแล้ว จะต้องถูกตรึงไปด้วยความลึกลับของปราสาทนี้"

ปราสาทนี้แบ่งออกเป็น 3 ชั้นเหมือนกัน ..บนสุดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธ ชั้นที่ 2 เกี่ยวกับพราหมณ์ และล่างสุดเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน

พระปรางค์ทั้งหมดมี 49 ยอด กับประตูอีก 5 ยอด โดยที่แต่ละยอดมีใบหน้ารอบด้าน 4 ทิศ (แทนพรหมวิหาร 4) เป็นหน้าที่สลักนั้นเป็นหน้าพระพุทธเจ้า เพราะว่ามีรูปสลักพระพุทธเจ้าอยู่ที่หน้าบัน แต่ช่วงพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ที่ต้องการเปลี่ยนเป็นพราหมณ์ เลยมีการสลักดวงตาที่ 3 เพิ่มขึ้นมาเพื่อให้เห็นว่าเป็นรูปพระอิศวรแทน


รอบ ปราสาทบายนที่เสียมเรียบจะปรากฏภาพโดยเฉพาะภาพแกะสลักอายุนับพันปีเหล่านั้น รอบปราสาทบายนจะเห็นภาพของ "การประดั่ญ" เรียกเป็นภาษาไทยว่า ภาพการต่อสู้ อยู่บนกำแพงปราสาทบายน "มวย" เป็นศาสตร์อันยิ่งใหญ่ มรดกของขอมแห่งสุวรรณภูมิ ขอม เป็นคนละชนชาติกันกับ ขะแมร์ หรือกัมพูชาในทุกวันนี้มวยนี่มันมีมานานตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจคำว่า มวย เอง เป็น ภาษาขะแมร์ แปลว่า "หนึ่ง"ทั้งหมดนี้ไทยรับคำมาจากขะแมร์เพราะอิทธิพลความรุ่งเรืองของขะแมร์ที่รับมาจากขอม มาจากคำว่า "เนี๊ยะประดั่ญเลขมูย" อันมีความหมายว่านักสู้อันดับหนึ่ง และเรียกกันสั้น ๆ ว่า"เนี๊ยะมูย" และคนไทนำมาเรียกสั้น ๆ ว่า "นักมวย"





รูปสลักนูนต่ำหินทราย นางอัปสรร่ายรำสัณฐานของกลุ่มอาคารประกอบด้วยระเบียงคต (gallery) ล้อมรอบอยู่ 2 ชั้น เรียกว่าชั้นในและชั้นนอก ชั้นนอกจะสร้างก่อนชั้นใน ระเบียงจะมีเสาหินเรียงรายสองข้าง และมักมีรูปสลักนูนต่ำของนางอัปสรอยู่ รวมทั้งรูปสลักภาพประวัติความเป็นมาและสังคมในสมัยนั้น เช่น การรบระหว่างขอมกับจาม เป็นต้นระเบียงชั้นนอกจะเข้าถึงที่ตั้งของบรรณาลัย หรือหอหนังสือ (Library) 2 จุด คือหอเหนือ และหอใต้ ส่วนระเบียงชั้นในซึ่งสร้างในยุคหลัง จะเห็นการเปลี่ยนแปลงรูปสลักจากรูปชีวิตประจำวัน เป็นรูปสลักทางศาสนามากขึ้น



สำหรับการจะดูรูปสลักหินให้ได้อรรถรส ควรเริ่มตั้งแต่การเดินเข้าสู่ตัวปราสาททางด้านหน้า ซึ่งเป็นลานกว้างมีสิงห์ตัวใหญ่ยืนเฝ้าประดุจดังผู้พิทักษ์ปราสาท ครั้นพอเข้าสู่โคปุระแรกก็ให้เดินไปทางซ้าย ก็จะพบกับภาพแกะสลักหินสูงประมาณ 5 เมตร ซึ่งภาพสลักพวกนี้เราอยากจะขอเรียกว่าเป็นประติมากรรมนูนต่ำแต่มีความลึก คือมีความลึกกว่าที่นครวัดแต่ว่าไม่ลึกจนดูลอยขึ้นมาอย่างที่ปราสาทบันทายศรี

ในส่วนของเรื่องราวที่ช่างชาวขอมภูมิใจนำเสนอก็มี ที่ระเบียงด้านนอกนำเสนอเรื่องราวของขอมในยุคอาณาจักรพระนครช่วงแรกเป็นเรื่องราวของการรบกันระหว่างขอมกับจาม (ยุคนั้น 2 ชนชาตินี้จะรบกันตลอด) จากนั้นก็จะเป็นภาพของกองทัพขอมในช่วงที่สอง (น่าจะเป็นกองทัพของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7)




ปราสาทบายน
• ภาพแห่งความยิ่งใหญ่ของปราสาทขนาดใหญ่ ของ "นครธม" ปราสาทบายนสร้างในปีพุทธศตวรรษที่ 18 รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นศิลปะแบบบายน ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ปราสาทบายนเป็นปราสาทหลวงประจำรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และเป็นการปฏิวัติรูปแบบของการสร้างปราสาทที่มีภาพลักษณ์ต่างจากการสร้างรูปแบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง เป็นเพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งต่างจากกษัตริย์หลายพระองค์ที่ล้วนแล้วแต่นับถือศาสนาฮินดู หรือศาสนาพราหมณ์ที่สืบทอดมากกว่า 415 ปี



• ปราสาทบายนถูกสร้างโดยการนำหินมาวางซ้อนๆ กันขึ้นเป็นรูปร่าง แม้จะเป็นปราสาทไม่ใหญ่โตเท่านครวัด แต่มีความแปลกและดูลี้ลับทั้งปราสาทมีแต่ใบหน้าคน หากขึ้นไปยืนอยู่ภายในปราสาทนี้ไม่ว่ามุมไหนก็หาได้รอดหลุดพ้นจากสายตาเหล่านี้ได้เลย
• นักเดินทางรุ่นเก่าที่เดินทางมายังปราสาทบายนรุ่นแรกๆ เช่น นายปิแอร์ โลตี ได้บันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้าแหงานหน้าขึ้นไปยังปราสาทที่มีต้นไม้ปกคลุม ซึ่งทำให้ตัวเองรู้สึกเหมือนคนแคระและทันทีทันใด เลือดในตัวข้าพเจ้าก็เกิดแข็งเย็นขึ้นมา เมื่อมองเห็นรอยยิ้มขนาดมหึมาที่กำลังมองลงมาแล้วก็รอยยิ้มอีกด ้านหนึ่งเหนือกำแพงอีกด้านหนึ่งแล้วก็รอยยิ้มที่สารทแล้วก็รอยย ิ้มที่ห้า แล้วก็ที่สิบ ปรากฏจากทั่วสารทิศข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนมีตาคอยจ้องมองอยู่ทุกทิศทาง”



ลักษณะการปลูกสร้าง : เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ 3 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพง
มีโบราณสถานหลายแห่งตั้งอยู่ภายใน ตรงกลางของกำแพงทั้ง 4 ด้าน จะมีประตูอยู่แห่งละ 1 ประตู
ยกเว้นด้านทิศตะวันออกมี 2 ประตู คือประตูชัย ซึ่งอยู่ใกล้กับประตูด้านตะวันออกหรือประตูผี
แต่ค่อนไปทางทิศเหนือเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งประตู มีภาพสลักใบหน้าคนขนาดมหึมาทั้ง 4 ด้านบนยอกปรางค์ทั้ง 49 ยอด
นอกจากนี้ยังมีรูปสลักนูนต่ำแกะสลักอยู่บนกำแพงด้านนอก ตามระเบียง โดยภาพด้านนอกจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกมนุษย์
และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ส่วนระเบียงด้านในเป็นภาพเกี่ยวกับมหากาพย์



ดูใบหน้าและรอยยิ้ม ที่เปยี่ยมด้วยเมตตา
ทีนี้ก็มาถึงสิ่งน่าสนใจประการสุดท้ายที่ถือเป็นดังไฮไลท์ของปราสาทบายนและเป็นดังสัญลักษณ์ของนครธมก็คือ ภาพสลักหินใบหน้าพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4
หนึ่งเศียรจะประกอบไปด้วยพระพักตร์(หน้า) 4 ด้าน ซึ่งมีจำนวนรวมกัน 54 เศียร และ 216 หน้า เราสังเกตุว่าแต่ละหน้าไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และนั่นเองทำให้มีเสน่ห์ อันภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนี้แหละที่คนทั่วไปขนานนามให้เป็นยิ้มบายน เนื่องจากว่าเป็นภาพสลักใบหน้าที่สายตามองชำเลืองต่ำๆและมีการยิ้มมุมปากเล็กน้อย



“คนส่วนมากเชื่อกันว่ายิ้มบายนคือการจำลองใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มาไว้บนยอดปรางค์ทั้ง 4 ทิศ โดยสายตาที่มองลงต่ำนั้นเป็นการมองราษฎร ส่วนจำนวนปรางค์ 54 ยอดที่มีแต่ดั้งเดิมนั้น แทนจำนวนจังหวัด 54 จังหวัดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปกครองในยุคนั้น” (ซึ่งก็ถือว่าพระองค์ คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นั่นเอง)ที่คอยดูแลเหล่าประชาชนในเมืองพระนครให้อยู่กับอย่างร่มเย็น
และอยู่ในสายตาของพระองค์ตลอดเวลา(ทำให้ฉันนึกว่า...เรายากจะถูกจ้องมองเช่นนี้ตลอดเวลาหรือ???)

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ พร้อมทั้งเงยหน้าดูหมู่ปราสาท เราจะพบภาพหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมากมาย หันมองไปทุกทิศทุกทาง
แต่ละหน้ามีรอยยิ้มที่เรียกว่า "รอยยิ้มแห่งบายน" และเสมือนส่งสายตามองมายังเรา ทำให้ต้องหยุดมองอย่างที่เรียกว่า "ตะลึง" ก็ว่าได้
ยอดปราสาท จะแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือยิ้มบายนที่แต่ละใบหน้าต่างก็มียิ้มที่แตกต่างกันออกไป์ ไม่ซ้ำหน้ากันเลย
สาเหตุที่สีของหินต่างกัน เนื่องจากการบูรณะ เพราะต้องนำหินที่พังทลายลงมาไปทำความสะอาด ก่อนนำไปติดตั้งใหม่ ให้เหมือนเดิม
เราเองตาจ้องตานั่งอยู่มุมนีี้ดูความงดงามอยู่นานมากทึ่งมากเลย ชอบสดุๆ






นอกจากปราสาทบายนแล้ว ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังมีปราสาทอีก 2 หลังที่สร้างใกล้เคียงกัน หลังแรกคือ “ปราสาทพระขรรค์” เป็นปราสาทที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างอุทิศให้พระบิดา (สันนิษฐานว่าเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ในยุคนั้น) มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างเช่น เสานางเรียงที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ห้องเก็บจารึกพระขรรค์ที่เป็นดังบันทึกประวัติศาสตร์ มีรูปสลักนางอัปสราที่สวยงามใต้หลืบหิน นอกจากนี้ที่ศูนย์กลางของปราสาทก็จะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเคยมีรูปสลักลอยตัวของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอยู่ที่นี่

ส่วนปราสาทหลังที่สอง คือ “ปราสาทตาพรหม” ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างอุทิศให้พระมารดา ปราสาทหลังนี้หลังจากถูกใช้เป็นฉากเรื่อง “ธูม ไรเดอร์” ก็กลายเป็นหนึ่งในปราสาทขอมที่คนนิยมไปเที่ยวกันมาก สำหรับความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของปราสาทตาพรหมก็คือ ต้นสะปงไม้ขนาดใหญ่ที่ขึ้นปกคลุมและมีรากชอนไชไปทั่ว ซึงปัจจุบันปราสาทตาพรหมกลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว (ถ่ายรูปคู่กับปราสาทและรากต้นสะปง) เอาล่ะ! แค่นี้ก่อน ขออภัยเน็ตเต่าด้วยนะโหลดนานหน่อย อยากให้เห็นรายละเีอียดเยอะๆ และเที่ยวไปด้วยกัน ทุกภาพคอยติดตามตอนต่อไป....




Create Date : 14 มิถุนายน 2554
Last Update : 24 มิถุนายน 2554 12:00:43 น. 7 comments
Counter : 4305 Pageviews.

 
ไม่ได้ต้อง..เจิม ฉึกๆๆ บล็อก อลังการ..เด๋ว มา..


โดย: tifun วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:11:18:55 น.  

 
ดีจ้า น้องsu***..
..ก่อน อื่น ขอ กรี๊ดดดดดดด ..ก่อน ตะลึง ตึงๆ..แบบเคยเห็น บล็อก เพื่อน ลง ก็สวยอยู่ มาดูอีกรอบ ก็ สุดยอด พี่ ไม่เคยไป แต่ชม ตามบล็อกแล้ว ทึ่งในการสร้าง ของเขามาก.
.ชอบรูปที่เห็นหน้าใหญ่ ๆ เป็น โมเดลของเขาเลยนะ..
อยู่ ในภวัง แบบว่าเขากำลังจ้องเราอยู่ อิอิ..
บล็อก วันนี้ สวย และก็ เป็น ทางการ มากๆ .. ที่หายหน้าไป นี่ ไปอยู่เมืองขอม อ่ะ นั่น..

จากบล็อก เรือ เขาปลดประจำการแล้วน้องเอ้ย..
รอ..ชมตอนต่อไป จ้า..


โดย: tifun วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:11:27:18 น.  

 
อยากไปจังเลย เป็นอีกที่ ที่อยู่ในฝันของการเดินทางค่ะ


โดย: มิลเม วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:11:57:28 น.  

 
ชอบอารมณ์การถ่ายทอดภาพอีกแล้วคะ


โดย: ASDK_MK วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:12:49:42 น.  

 
ตามชมกันต่อ บายนที่นี่น่ากลัวไม่แพ้ภาคก่อนๆ
เริ่มตั้งแต่ทางจะเข้าชมตัวปราสาท นึกตามไปว่า
หินที่เป็นตัวนั่งสองข้างทาง เวลากลางคืนคงน่ากลัวมากๆ


โดย: pragoong วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:12:57:08 น.  

 
เห็นแค่ภาพ ยังเห็นถึงความยิ่งใหญ่จริงๆ ของจริงคงจะอลังการมากๆเลยใช่มั้ยคะ
เวลาไปถึงตรงที่มีรูปปั้นนั่งอยู่ตรงสองข้างทาง
คงเดินไม่เป็นแน่ๆเลย เหมือนมีคนจ้องเราอยู่ตลอดเวลามีความสุขทุกวันค่ะ


โดย: phunsud วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:20:43:22 น.  

 

โอ้โห!! บล็อกนี้ สวดยอด

ภาพเปิดเข้ามา สวยมากๆ เลยค่ะพี่น้อง มีแต่หน้าตาหินเต็มไปหมด

น่ากลัว หรือ ทึ่งไหนฝีมือการก่อสร้างสมัยก่อนดีเนี่ย


อลังการมากๆ

มองไปทางไหนก็สวยมาก ๆ เหมาะแก่การถ่ายภาพและไปท่องเที่ยวมากที่สุด

จะบอกว่า บล็อกนี้นำเสนอได้ดีมาก ๆ เลยค่ะ

ชอบมาก ๆ ภาพสวยจริงอะไรจริง

ไม่ต้องใช้หน้าม้ามาเชียร์

รินเชียร์เอง







โย่ว แมน




โดย: Rinsa Yoyolive วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:22:28:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

*SUPRA*
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




readme


ขณะนี้เวลา :
free counters
Free Web Counter
.
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
14 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add *SUPRA*'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.