ชุลมุนลุ้นรัก บทที่ 4 - วินุตตา
บทที่ 4



แสงแรกในยามอรุณรุ่งขับไล่ผืนฟ้ายามรัตติกาลให้ผ่านพ้น สาดส่องผ่านม่านผืนบางเข้ามาภายในห้องนั้นทำให้กานต์กมลได้แต่พลิกตัวนอนคว่ำเพื่อหลบแสงสีทองแห่งตะวัน หากเมื่อเวลาผ่านไปสักพักเธอก็ต้องกลับมาพลิกตัวนอนหงายเช่นเดิมเมื่อไม่สามารถข่มตาหลับได้อีกต่อไป หญิงสาวควานมือเปะปะไปยังโต๊ะข้างเตียงเมื่อจำได้ว่ามันมีนาฬิกาปลุกเรือนเล็กวางไว้อยู่ คลำได้ในสิ่งที่ต้องการหญิงสาวก็หยิบมันขึ้นมาดู ตอนนี้เข็มสั้นนั้นชี้ค่อนไปที่เลขหก หญิงสาวถอนหายใจยาวแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง ให้เวลาตัวเองในการตั้งสติหลังตื่นนอนสองสามนาทีจึงตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำ


ออกมาจากห้องน้ำอีกทีเธอก็อยู่ในชุดคลุมตัวหนา เธอเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าที่อยู่ชิดมุมห้อง เมื่อคืนนี้เจ้าของบ้านนั้นตัดสินใจให้เธอมาอยู่ห้องของ ‘น้องสาว’ ของเขาก่อน เนื่องจากว่าไม่คาดคิดว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญอย่างเธอมาอยู่ด้วยทำให้เตรียมจัดห้องให้ไม่ทัน ส่วนของนายเทวินทร์นั้นกลับไม่มีปัญหาเพราะอีกฝ่ายมาที่นี่บ่อยอยู่แล้ว หากตัวเธอที่ไม่มีเสื้อผ้าติดตัวมาเลยเพราะชุดไม่กี่ชุดที่ติดกระเป๋ามาก็อันตรธานหายไปหมดแล้วจึงต้องมาอาศัยเสื้อผ้าของเจ้าของห้องนี้ที่ตะวันโทร.ไปขออนุญาตให้แล้ว

หลังจากเลือกได้กางเกงขายาวหลวมไปนิดและขายาวเกินขาเธอมาหน่อยกับเสื้อยืดธรรมดาๆหญิงสาวก็มาทรุดตัวลงนั่งที่ปลายเตียงอีกครั้ง สงสัยเธอคงต้องโทร.กลับไปหากัตติกาแล้วล่ะ อาจต้องเสี่ยงที่จะเจอมารดาของเธอหน่อยแต่กัตติกาก็เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เธอไม่กลายเป็นคนเร่ร่อนที่ไร้ญาติที่เชียงใหม่นี่


เฮ้อ...สงสัยคงต้องยอมละทิ้งศักดิ์ศรีชั่วคราวแล้วโทร.กลับบ้านซะแล้ว


หญิงสาวคร่ำครวญกับตนเอง


ทำเท่หนีงานแต่งตัวเองทั้งที...ทำไมสุดท้ายมันเหลวแบบนี้ว๊า!


“ตื่นเช้าดีนี่”


เสียงทักของเจ้าของบ้านดังขึ้นทันทีที่เธอเหยียบย่างเท้าเข้าไปยังห้องนั่งเล่นของบ้าน กานต์กมลเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วเอ่ยทักอีกฝ่ายกลับ


“สวัสดียามเช้าค่ะพ่อเลี้ยงตะวัน”


ตะวันละสายตาจากกรอบหน้าหนังสือพิมพ์ยามเช้าในมือเหลือบมองใบหน้าเรียวของหญิงสาวที่ตรงมาทรุดกายนั่งตรงข้ามเขา คิ้วเข้มเลิกขึ้นนิดๆกับสรรพนามที่เธอเรียกเขา


“เรียกผมว่าตะวันเฉยๆก็ได้” เขาเอ่ยแล้วหันเหความสนใจของตนกลับมายังหนังสือพิมพ์ในมือตามเดิม กานต์กมลไหวไหล่บางของตนเอง เขาอยากให้เรียกอะไรก็ตามใจเขา หญิงสาวไม่คิดจะต่อต้านจึงตอบตกลงง่ายๆ


“ค่ะ”


แล้วบทสนทนาก็หมดลงที่ตรงนั้น เมื่อเจ้าบ้านที่แสนดีไม่ได้สนใจเลยว่าเธอกำลังนั่งตรงหน้าเขา ตะวันยังคงสนใจหนังสือพิมพ์ในมือพร้อมกับจิบกาแฟยามเช้าไปด้วยอย่างสบายอารมณ์ หญิงสาวแอบเบ้ปากเมื่อเจ้าบ้านต้อนรับเธอดีเหลือเกิน สุดท้ายไม่รู้จะทำอะไรมือบางจึงเอื้อมไปหยิบหนังสือพิมพ์อีกฉบับที่วางไว้บนโต๊ะกระจกตรงหน้าขึ้นมาเปิดอ่านแก้เซ็ง


เธอเปิดอ่านข่าวผ่านๆไปเรื่อยจนมาสะดุดตาที่กรอบข่าวในหน้าสังคม ดวงตาโตเบิกกว้างเมื่อเห็นคนในรูปที่แม้จะไม่ชัดหากทำไมเธอจะจำไม่ได้!


...ก็นั่นมันรูปกัตติกาญาติเธอนี่!!


หญิงสาวกวาดตาอ่านคำบรรยายใต้ภาพนั้นอย่างรวดเร็ว



ขอแสดงความยินดีกับไฮโซหนุ่มหล่อดีกรีศัลยแพทย์หนุ่มมือดีอย่างคุณ ‘เทวา วิริยะสกุล’ ด้วยนะคะที่ยอมสละโสดเสียที ส่วนเจ้าสาวนั้นไม่ใช่ใครอื่นไกลเป็นหลานสาวคนสวยของเพื่อนสนิทคุณแม่ของฝ่ายชายนี่เอง แหม...งานนี้เรือล่มในหนองทองจะไปไหนใช่ไหมคะคุณเทวาขา...


เฮ้ย!


อ่านจบหญิงสาวถึงกับลดหนังสือพิมพ์ลงอย่างรวดเร็ว อยากจะหัวเราะแต่ก็หัวเราะไม่ออก นี่แทนที่แม่ของเธอจะล้มเลิกการแต่งงานทำไมไปๆมาๆกลายเป็นกัตติกาแต่งงานแทนเสียนี่ แล้วนี่ยัยไก่มันจะยอมช่วยเธอเหรอเนี่ย ร้อยเดียวเอาบาทเดียวเลยเอ้า! ไก่มันไม่ช่วยเธอแน่ๆ!!


หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่โดยที่ไม่รู้เลยว่าพฤติกรรมของเธออยู่ในสายตาของคนที่เธอไม่คิดว่าเขาจะสนใจเธออย่างตะวันตลอด หากเมื่อเห็นหญิงสาวเงยหน้าขึ้นตะวันก็ชักหนังสือพิมพ์ขึ้นมาปิดหน้าตนเองตามเดิมทำเหมือนไม่สนใจแขกสาวไม่ได้รับเชิญเช่นที่ผ่านมา ในขณะคนที่กำลังตกอยู่ในภาวะกลุ้มอย่างกานต์กมลก็ยังจมอยู่กับความคิดของตนเองต่อไป


นี่แสดงว่าเธอคงต้องเลื่อนเวลาที่จะโทร.ไปขอความช่วยเหลือจากกัตติกาสักอาทิตย์หนึ่ง ขืนโทร.ไปตอนนี้ยัยไก่ต้องตามมาแหกอกเธอถึงที่โทษฐานที่ทำให้ซวยต้องแต่งงานโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว แต่เพิ่งรู้นะนี่ว่าเจ้าบ่าวที่ควรเป็นของเธอนั้นชื่อเทวา เธอนึกว่าเขาชื่อเทวินทร์เสียอีก สงสัยจะจำที่แม่บอกเธอผิด ช่างมันเถอะ! ไอ้บ้านั่นจะชื่ออะไรก็ช่าง เธอหลุดพ้นจากที่ตรงนั้นมาแล้วนี่! หญิงสาวถอนหายใจเฮือกออกมาแล้วผุดลุกขึ้นทันที


“ฉันออกไปเดินเล่นนะคะ”


เธอบอกเจ้าของบ้านที่นั่งอยู่ตรงข้ามแล้วเดินออกไปทันที ทิ้งให้แต่ตะวันมองตามแผ่นหลังบางของเธอ ชายหนุ่มเบนสายตากลับมามองหนังสือพิมพ์ที่หญิงสาวเปิดค้างหน้าข่าวที่เพิ่งอ่านล่าสุดทิ้งเอาไว้ เขาวางหนังสือพิมพ์ที่กำลังอ่านอยู่ลงแล้วหยิบฉบับที่หญิงสาวอ่านขึ้นมาแทน


“ข่าวสังคม”


ชายหนุ่มพึมพำกับตนเองเบาๆแล้วกวาดสายตามองไปทั่วหน้านั้น ไม่เห็นมีข่าวอะไรให้น่ากลุ้มนี่ นั่นข่าวคุณหญิงคุณนายไปทำบุญ นั่นข่าวไฮโซทั้งหลายไปงานการกุศลเพื่อเด็กยากไร้ แล้วนี่ก็ข่าวไฮโซแต่งงาน


“อ้าว!” เขาหลุดอุทานออกมาเมื่ออ่านข่าวแบบเต็มๆ “ข่าวไอ้เทวาแต่งงานนี่” เขาพึมพำกับตนเองในขณะที่กวาดตาอ่านรายละเอียดของข่าวนั้น “แล้วยัยคุณกานต์นี่ถอนหายใจเพราะอ่านข่าวไหนวะ?”


หากยังไม่ทันได้หาคำตอบกับตนเองเสียงลงฝีเท้าหนักๆที่เป็นของใครไปไม่ได้นอกจากไอ้เพื่อนสนิทของเขาก็ดังขึ้น แล้วไม่กี่นาทีต่อมาเจ้าของเสียงโครมครามนั่นก็มาหยุดตรงหน้าเขา


“สวัสดีตอนเช้า” เทวินทร์ตบไหล่เพื่อนหนักๆสองสามทีแล้วทรุดลงนั่งแทนที่กานต์กมลที่เพิ่งลุกผละไป


“อ่านข่าวอะไรน่ะ” เขาถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นตะวันถือหนังสือพิมพ์ในมือ


“ข่าวแต่งงานของไอ้เทวา...”


“เฮ้ย! งั้นที่แกบอกเมื่อวานนี่เรื่องจริงเหรอ?” เทวินทร์ร้องออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขานึกว่าที่อีกฝ่ายพูดเมื่อวานนั้นเป็นเรื่องโกหก


“เออ” ตะวันตอบในขณะที่เทวินทร์ดึงหนังสือพิมพ์ในมือเพื่อนมาทันที ภาพในข่าวแม้จะไม่ชัดนักหากเค้าหน้าของคนในข่าวที่เหมือนเขาเป๊ะๆก็ทำให้ชายหนุ่มดูออก ในภาพนอกจากเทวาที่อยู่ในชุดสูทสีขาวแล้วยังมีภาพเจ้าสาวตัวเล็กในชุดแต่งงานสีขาวยืนเคียงคู่กัน


ดูจากเค้าหน้าในหนังสือพิมพ์ยัยนี่ก็เป็นคนสวยนี่นา...ไม่น่าปัญญานิ่มให้พ่อแม่จับคลุมถุงชนเล้ย! เทวินทร์ส่ายศีรษะกับตนเอง โชคดีแล้วกันนะไอ้วา เขาได้แต่อวยพรพี่ชายฝาแฝดของตนอยู่ในใจโดยไม่สนใจอ่านเนื้อความของข่าวสักนิด


“แล้วนี่แกจะเข้าไร่ตอนกี่โมง” เทวินทร์หันมาสนใจถามเพื่อนหมดความสนใจในข่าวที่เจ้าบ่าวแท้จริงควรจะเป็นเขาไว้แค่นั้น


“ตอนนี้” ตะวันตอบพลางลุกขึ้นยืนทำให้เทวินทร์ลุกตาม


“งั้นขอยืมรถสักคันได้ไหม ฉันว่าจะพาคุณกานต์เข้าเมืองไปแจ้งความกับพาไปซื้อของ”


“ได้ กุญแจรถก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละ อ้อ...ฉันสั่งป้าสร้อยจัดห้องใหม่ให้คุณกานต์แล้วนะ อยู่ตรงข้ามห้องยัยเปรมนั่นแหละ” ตะวันเอ่ย


“ขอบใจ”


“ฉันไปก่อนนะ อ้อ..อย่าลืมไปตามคุณกานต์มาทานข้าวล่ะ เธออยู่ข้างนอก เดี๋ยวฉันจะต้องแวะไปที่รีสอร์ตก่อนเข้าไร่ด้วย ยัยเปรมก็ไม่อยู่ไม่มีคนดูแลรีสอร์ตเลย” บ่นไปขายาวของตะวันก็ก้าวตรงไปยังประตูบ้านไปด้วย เทวินทร์เดินตามด้วยส่ายหน้าแล้วยิ้มขัน


“มิน่า...แกเลยหน้าบูดเมื่อวานเพราะน้องเปรมไม่อยู่นี่เอง”


ชายหนุ่มเอ่ยอย่างล้อเลียนเพื่อน ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นคิดอย่างไรกับ ‘น้องเปรม’ ที่เอ่ยถึง


เปรมปรีดาเป็นเพียงเด็กที่คุณจันทร์ฉายมารดาของตะวันขอมาเลี้ยงเท่านั้นโดยที่ทั้งตะวันและเปรมปรีดาไม่ได้มีสายเลือดใดๆเกี่ยวพันกันเลย เพียงแต่อีกฝ่ายถูกเลี้ยงมาในสถานะน้องสาวเท่านั้น หากพี่ชายอย่างตะวันที่รู้ทุกอย่างอยู่เต็มอกและหลงรักน้องสาวนอกสายเลือดอยู่เต็มหัวใจกลับไม่ยอมขยับตัวทำอะไรหรือแสดงออกให้ฝ่ายหญิงรับรู้เสียเลย คอยแต่เฝ้าทำตัวเป็นมดแดงแฝงพวงมะม่วงไปเรื่อยๆมาเป็นสิบปี ระวังเท้อ! สักวันมะม่วงลูกงามจะมีไอ้มือดีมาสอยไปเสียก่อนแล้วจะรู้สึก!


“ไอ้!”


อยากจะด่าแต่ก็ด่าไม่ออก หัวใจกระดากเกินกว่าจะยอมรับว่าที่เพื่อนพูดมาแทงใจดำทุกอย่าง ตะวันจึงได้แต่กระแทกเท้าหนักๆเดินหนีออกมา ทิ้งไว้แต่เสียงหัวเราะหึๆในลำคออย่างขบขับของเทวินทร์ที่ดังไล่หลังออกมา ไอ้ตะวันเอ้ย! ถ้าแกไม่ยอมพูดแล้วน้องเปรมเขาจะรู้เหรอวะว่าแกชอบเขา!



หลังจากที่ตะวันออกไปทำงานแล้วเทวินทร์ก็ลากสังขารของตนเองออกไปนอกบ้านเพื่อตามหญิงสาวให้เข้ามารับประทานอาหารเช้าตามที่ตะวันบอก หากกว่าเขาจะหาเธอเจอก็กินเวลาไปเกือบสิบนาทีเมื่อเจ้าหล่อนนั้นกลับไปนั่งก้มๆเงยๆทำอะไรก็ไม่รู้ที่ชานระเบียงด้านหลังบ้าน


“ทำอะไรน่ะคุณ!”


เทวินทร์ร้องเสียงดังออกมา ทำเอาคนที่กำลังยื่นมือไปสัมผัสกลีบดอกสีม่วงสวยของกล้วยไม้ชักมือกลับแทบไม่ทัน หญิงสาวรีบหมุนตัวหันกลับไปมองต้นเสียงแล้วส่งยิ้มแหยๆให้


“ไม่มีอะไร!” เธอเอ่ยปฏิเสธเสียงสูงทันควัน “ฉันก็แค่อยากลองแตะกล้วยไม้นี่เท่านั้นเอง เห็นสีมันสวยดี” หญิงสาวเอ่ยออกมารัวเร็วเมื่อเห็นหัวคิ้วของเทวินทร์ยังไม่คลายจากอาการขมวดเข้าหากัน แต่ที่เธอพูดออกมาก็เป็นความจริงนี่นา หลังจากที่เธอขอตัวจากตะวันออกมาเดินเล่นเธอก็เดินสำรวจรอบๆบ้านหลังนี้จนมาหยุดสายตาอยู่ที่เจ้ากล้วยไม้สีสวยตรงชานระเบียงหลังบ้านพวกนี้นี่แหละ ก็เห็นสีมันสวยจนเหมือนกับไม่ใช่ของจริงแค่อยากลองแตะดูบ้างก็แค่นั้นเอง เธอไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อย


“คุณแตะลูกสาวของนายตะวันหรือยัง?”


“อะไรลูกสาว? ...กล้วยไม้พวกนี้เหรอ” หญิงสาวชี้ไปที่กล้วยไม้ที่เธอเกือบสัมผัสเมื่อครู่ เทวินทร์พยักหน้ารับ


“ใช่ นั่นแหละลูกสาวนายตะวัน”


“ย๊าง!” เจ้าหล่อนปฏิเสธเสียงสูงอีกครั้ง ไม่บอกหรอกว่าต้นที่ชี้นี่ยังแต่ข้างๆกันนี่จับไปแล้ว “ยังไม่ทันได้หายใจรดด้วยซ้ำคุณก็มาเรียกก่อนนี่แหละ ว่าแต่เรียกฉันนี่มีอะไร หรือว่าวันนี้คุณจะ...”


เธอรีบเอ่ยรัวออกมาเป็นชุดด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะจับได้ว่าเธอแอบแตะลูกสาวของเพื่อนเขาไปแล้ว ก็คนไม่รู้นี่ว่าเจ้าของเขาหวง


“พ๊อ! พอ หยุดพูดได้แล้ว” เทวินทร์ยกมือขึ้นเบรกหญิงสาวทันที “ผมแค่จะมาตามคุณไปทานข้าวแล้วก็ว่าจะพาเข้าเมืองไปแจ้งความซะหน่อย”


“แจ้งความ? แจ้งทำไม” หญิงสาวถามกลับอย่างงุนงง


“อ้าว...ก็พวกบัตรประชาชน บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม กับอีกสารพัดบัตรที่หายไปกับกระเป๋านั่นไง” เทวินทร์เอ่ยขึ้นด้วยความงุนงงไม่แพ้กัน แต่เมื่อเห็นใบหน้าเอ๋อๆของอีกฝ่ายแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “อย่างน้อยก็ต้องแจ้งนั่นแหละ”


“อ้าวเหรอ? ฉันก็ลืม แต่ฉันว่าคงไม่ต้องแจ้งก็ได้มั้ง” คนที่ดวงซวยจนโดนกระชากกระเป๋าเกาหัวแกรก...ก็เธอไม่รู้นี่


“ไม่ได้ ถ้าไม่แจ้งคุณก็ทำบัตรประชาชนใหม่ไม่ได้ แล้วอีกอย่าง...”


“พอๆไม่ต้องพูดต่อแล้ว” หญิงสาวยกมือขึ้นห้ามเขาทันทีก่อนที่เขาจะร่ายออกมายาวกว่านี้ “ฉันจะบอกคุณว่าไอ้สารพัดบัตรที่คุณร่ายมาฉันไม่ได้พกมาด้วยเลยนอกจากบัตรประชาชน อันนั้นค่อยไปโม้ๆแต่งเรื่องกับตำรวจทีหลังได้ไหม วันนี้ฉันขี้เกียจไป”


หญิงสาวรีบพูดหาทางไม่ไปโรงพักตอนนี้ เนื่องจากเพิ่งฉุกใจคิดได้ว่าถ้าเธอไปแจ้งความเรื่องมันก็น่าจะถึงที่บ้านเพราะอย่างน้อยเธอก็ต้องติดต่อกลับบ้าน ซึ่งเธอไม่อยากทำเลยเพราะเดี๋ยวแม่จะรู้ว่าเธอหนีมาอยู่กับเปรมปรีดาที่นี่แล้วจะมาตามลากเธอกลับกรุงเทพ


“แต่ว่า...”


“นะ ถือว่าฉันขอร้องแล้วกัน”


“เฮ้อ! ก็ได้ๆ งั้นไปทานข้าวกันได้แล้ว” เทวินทร์ร้องออกมาด้วยความใจอ่อนในที่สุดกับสายตาที่ดูเหมือนมันจะเปล่งประกายอ้อนวอนเหลือเกินคู่นั้น


“ทานเสร็จแล้วผมจะพาคุณออกไปข้างนอก สนใจรึเปล่าหรืออยากจะอยู่ที่บ้านเฉยๆวันนี้”


“สน! ไปๆ”

กานต์กมลรีบรับคำอย่างลิงโลดแล้วเดินนำอีกฝ่ายไปเข้าไปข้างในบ้านอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เทวินทร์ส่ายหัวกับตัวเองคนเดียว คิดๆไปอยู่กับหญิงสาวนี่เขาก็เหมือนกับมีน้องสาวตัวป่วนเข้ามาในชีวิตเหมือนที่เขาไม่เคยมีมาก่อน...ซึ่งมันก็...รู้สึกดีเหมือนกัน


+++++++++++++++++++++++


หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาเก้าโมงกว่าเข้าไปแล้วที่ทั้งคู่จะเคลื่อนพลออกจากบ้านของตะวันเทวินทร์ขับรถที่ยืมเจ้าของบ้านพากานต์กมลมาที่รีสอร์ตแสงตะวันก่อนด้วยหลังจากที่ไปตามหญิงสาวมาทานข้าวด้วยกันได้ไม่เท่าไหร่ตะวันก็โทร.มาให้แล้วบอกให้แวะให้ไปหาเขาก่อน

“คุณรอผมอยู่ที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวผมขอแวะเข้าไปหาไอ้ตะวันแป๊บนึง”


เทวินทร์หันมาบอกหญิงสาวหลังจากที่ทั้งคู่ลงจากรถเรียบร้อยแล้ว กานต์กมลหันไปมองบรรยากาศรอบๆของรีสอร์ตแสงตะวันแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆด้วยความรู้สึกสดชื่น


“ได้”


หญิงสาวตอบรับ เทวินทร์จึงเดินตรงไปยังอาคารเบื้องหน้าที่เป็นออฟฟิศของรีสอร์ตแสงตะวัน ในขณะที่กานต์กมลนั้นเดินตรงไปยังดอกกุหลาบหลากสีที่ขึ้นเป็นพุ่มสวยอยู่บริเวณนั้น แล้วก้มลงมองดูด้วยความชื่นชม...เฮ้อ...รีสอร์ตที่นี่สวยจริงๆ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเธอดวงซวยถังแตกเสียก่อนเธอจะตระเวนไปเที่ยวในจังหวัดนี้ให้ทั่วไปเลย คิดแล้วก็เสียดายที่แม่ของเธอไม่เคยยอมให้เธอมาไกลถึงเชียงใหม่เลยสักครั้ง ต่อให้มากับเพื่อนหรือออกค่ายในตอนเรียนก็ตาม ไม่รู้จะหวงห้ามไปถึงไหนสิน่า


คิดแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่...ใจอดคิดถึงข่าวที่เพิ่งอ่านเมื่อเช้าไม่ได้ แม่นะแม่...แทนที่จะยกเลิกงานแต่งบ้าบอนี่ไปเลย...นี่คิดอะไรไม่รู้ถึงให้กัตติกามาแต่งงานแทนเธอ ป่านนี้ยัยไก่อาละวาดบ้านแตกไปแล้วแน่ๆเลย


ผละจากพุ่มกุหลาบหญิงสาวจึงพบว่าตัวเองเดินห่างออกมาจากบริเวณออฟฟิศพอสมควร กานต์กมลจึงเดินกลับไปยืนรอแถวๆออฟฟิศมองโน่นนี่ไปเรื่อยจนตะวันและเทวินทร์ออกมา


“ไปกันเถอะคุณกานต์” เทวินทร์ที่ยืนอยู่เบื้องหลังเธอเอ่ยขึ้น กานต์กมลหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับเขาทันที “แต่ว่าวันนี้เราคงไม่ได้ไปกันแค่สองคนแล้วล่ะ พอดีไอ้ตะวันอยากจะแวะเข้าเมืองไปด้วยพอดี” จบคำพูดของเทวินทร์ ตะวันที่เดินออกมาพร้อมกันก็เอ่ยขึ้น


“พูดมากน่าไอ้วิน...”


“ฮ่าๆ แต่ก็แทงใจดำใช่ไหมล่ะ” เทวินทร์หัวเราะพลางคำสีหน้าล้อเลียนเพื่อน “ก็น้องเปรมเขากำลังจะมาถึงแล้วนี่ หัวใจมันเลยไม่อยู่ติดที่...”


“ถ้าแกไม่หยุดพูดเดี๋ยวนี้ฉันจะเตะแกออกจากบ้านฉันแล้วให้แกต้องรีบซมซานกลับไปหาเจ้าสาวของแกเดี๋ยวนี้เลยไอ้เทวินทร์!”


ตะวันสวนกลับด้วยความโมโหระคนเขิน ทิ้งให้คนนอกอย่างกานต์กมลได้แต่ส่ายหัวกับท่าทางราวกับเด็กๆของผู้ชายสองคนนี้ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วนะที่ทั้งคู่มาเถียงกันด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ต่อหน้าเธอ และดูเหมือนท่าทางจะไม่ยอมเลิกง่ายๆจนหญิงสาวต้องเอ่ยขึ้นอย่างตัดความรำคาญ เพราะไม่เช่นนั้นสองเพื่อนสนิทคงจะตั้งป้อมปักหลักทะเลาะกันที่ตรงนี้นี่แหละ!


“เลิกเถียงกันได้แล้วพวกคุณน่ะ! จะรีบไปไหนก็รีบไปซะที มัวแต่เถียงกันอยู่ได้...น่ารำคาญ!”






+++++++++++++++++++++++++++

(โปรดติดตามตอนต่อไป...)

ตัดสินใจเอามาลงให้อ่านแก้เซ็งกันค่ะ หุหุ

ช่วงนี้บล็อกวินุตตาไม่ได้อัพเดทเลย 5555



Create Date : 29 เมษายน 2553
Last Update : 29 เมษายน 2553 22:54:33 น.
Counter : 245 Pageviews.

1 comment
ชุลมุนลุ้นรัก บทที่ 3 - วินุตตา
บทที่ 3

จากตัวเมืองเชียงใหม่เดินทางสู่รีสอร์ตแสงตะวันนั้นทำเอาคนไม่เคยขึ้นเหนือเลยสักครั้งอย่างกานต์กมลอดที่จะมองสองข้างทางไม่ได้ ด้วยสองข้างทางที่รถแล่นผ่านนั้นช่างน่าสนใจเหลือเกินในความรู้สึกของเธอ เพราะที่แน่ๆมันน่าสนใจกว่าใบหน้ากวนประสาทของคนที่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณล้นเหลือเหนือหัวเธออย่างอีตาเทวินทร์นี่ก็แล้วกัน!
กานต์กมลนั่งด้านหลังมองสองข้างทางอย่างตื่นตาตื่นใจ ในจินตนาการของคนที่ไม่เคยมาเที่ยวที่จังหวัดนี้มาก่อนเลยอย่างเธอนอกจากดูในรายการโทรทัศน์และอ่านตามหน้าหนังสือหรือนิตยสารแล้ว ขอบอกว่าเมื่อได้มาเห็นกับตาตัวเองแล้วจังหวัดนี้มันก็สวยอย่างที่คิดนั่นแหละ แม้หลายๆคนจะบอกว่าเชียงใหม่ในอดีตนั้นแตกต่างจากปัจจุบันพอสมควร หากในสายตาของเธอนั้น ที่นี่ก็ยังคงสวยอยู่ดี
สองข้างทางที่รถแล่นผ่านนั้นทำเอาหญิงสาวตาโตครั้งแล้วครั้งเล่ากับทิวทัศน์ที่งดงาม นี่ถ้าไม่เกรงใจว่าเธอไร้ที่พึ่งพิงจนต้องมาอาศัยคนที่เพิ่งรู้จักที่พ่วงตำแหน่งไม่ถูกชะตาอย่างนายเทวินทร์นี่ล่ะก็ เธอจะขอให้คุณลุงคนขับรถจอดมันทุกสถานที่ที่ผ่านมาเลยทีเดียว
เทวินทร์เอี้ยวตัวมองหญิงสาวที่นั่งเบื้องหลังด้วยสายตาขบขัน ชายหนุ่มมองดูมือเล็กๆคู่นั้นที่เกาะกระจกรถด้วยแววตาเป็นประกายด้วยความรู้สึกตื่นเต้นราวกับเด็กๆนั้นจนถึงกับเผลอยิ้มออกมา ผู้หญิงคนนี้ช่างมีบุคลิกที่หลากหลายในตัวเหลือเกิน ตั้งแต่อยู่กับเจ้าหล่อนจวนจะยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วไม่มีเลยสักวินาทีที่เขาจะเบื่อเธอ เทวินทร์คิด แล้วความคิดนั้นก็ส่งผลให้ริมฝีปากหยักของชายหนุ่มคลี่ยิ้มกว้าง ก่อนเจ้าตัวจะสะดุดกึกกับความคิดของตนเองแล้วรีบหุบยิ้มทันใด
นี่เขาคิดอย่างนี้กับเจ้าหล่อนได้ยังไง...สยองจะตาย!
รถแล่นผ่านไปไม่นานเลยในความรู้สึกของกานต์กมลรถยนต์คันที่เธอนั่งอยู่ก็หักเลี้ยวเคลื่อนเข้าสู่เขตของรีสอร์ตแสงตะวัน หญิงสาวมองป้ายของรีสอร์ตที่แกะสลักอย่างสวยงามด้วยความสนใจ หากแต่เมื่อยามที่รถนั้นเคลื่อนจนเข้ามาสู่ตัวรีสอร์ตจริงๆก็ทำเอาหญิงสาวตาโตจนเผลออุทานออกมา
“แม่เจ้าโว้ย!”
คำอุทานที่ไม่สมกับเป็นผู้หญิงหลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่มสวยนั้นไม่ได้ทำเอาเทวินทร์รู้สึกขุ่นเคืองแม้แต่น้อย ชายหนุ่มกลับรู้สึกนึกขันจนต้องหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ในขณะที่คนขับรถอย่างลุงหนานเมืองเองนั้นก็อดที่จะหัวเราะไปกับท่าทางเหมือนเด็กๆของเพื่อนของคุณเทวินทร์ไม่ได้ ลุงหนานเมืองจึงชะลอความเร็วลงเพื่อให้หญิงสาวได้มองภาพเบื้องนอกรถนั้นอย่างเต็มตา
กานต์กมลไม่สนใจคนทั้งคู่ ในสายตาของเธอตอนนี้มีแต่เจ้าพื้นที่ตรงหน้ามากกว่า มันสวยเสียจนเธอคิดว่ามันคือแดนสวรรค์ หาใช่รีสอร์ตบนพื้นดินไม่ พื้นที่รอบๆรีสอร์ตแต่ละหลังนั้นต่างเต็มไปด้วยดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง ทำเอาเธออดคิดไปไม่ได้ว่าที่นี่นั้นยังกับสวรรค์บนดินเห็นจะไม่ผิดนัก
“ถ้าคุณชอบที่นี่นะ ผมว่าคุณต้องชอบไร่แสงตะวันมากกว่านี้”
เทวินทร์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของหญิงสาว เขาเคยมาพักที่นี่เสมอๆในทุกครั้งที่มีเวลาว่างด้วยอย่างที่บอกว่าเจ้าของสถานที่แห่งนี้คือเพื่อนสนิทของเขา ตะวันหรือที่คนที่นี่เรียกกันว่าพ่อเลี้ยงตะวันนั้นเป็นเพื่อนสนิทกับเขาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย เรียนก็ยังเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันแม้กระทั่งบินไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในการเรียนระดับปริญญาโทก็ยังไปด้วยกัน ส่วนตัวน้องชายฝาแฝดของเขาอย่างเทวานั้นก็เป็นเพื่อนกับตะวันเหมือนกันแต่ก็ไม่สนิทมากเท่ากับเขา เนื่องจากเขาและเทวานั้นเรียนกันคนละมหาวิทยาลัย
“ไม่ได้ถาม”
กานต์กมลเอ่ยขึ้นลอยๆจนทำเอาเทวินทร์อดที่จะหมั่นไส้เล็กๆไม่ได้ ดีกันได้ไม่ถึงชั่วโมงเจ้าหล่อนก็ชวนทะเลาะอีกแล้ว
“คุณผิดข้อตกลงของเรา” ชายหนุ่มเอ่ยขัดขึ้นทันควันเช่นกัน ทำเอาแม่คนปากดีเงียบกริบไม่ต่อล้อต่อเถียงอีกต่อไปทิ้งให้ลุงหนานเมืองที่เป็นคนฟังเงียบๆมาตลอดนั้นอดที่จะยิ้มขันไม่ได้
ก็คุณเทวินทร์กับคุณผู้หญิงคนนี้น่ารักดี
“คุณลุงจะพาหนูไปที่ไหนคะ?”
กานต์กมลที่เงียบได้ไม่ถึงนาทีกระเถิบตัวเองไปที่ทางด้านขวามือแล้วโผเอามือเกาะเบาะหน้าของคนขับเอ่ยถามลุงหนานเมืองเสียงหวานใส ทำเอาเทวินทร์อดไม่ได้(อีกแล้ว)ที่จะส่ายหัวกับอารมณ์แปรปรวนของหญิงสาว “ก็ไปไร่แสงตะวันอย่างที่คุณเทวินทร์บอกนั่นแหละครับ”
“แล้วทำไมมาทางนี้ล่ะคะ”
หญิงสาวถามอย่างสงสัยว่าทำไมถึงต้องพาเธอขับทะลุรีสอร์ตแสงตะวันเข้ามา ที่ถามไม่ใช่อะไรเธอก็แค่หาเรื่องชวนคุยไม่ให้เหงาปากจนเผลอจิกกัดนายเทวินทร์ก็เท่านั้นแหละ
“ที่จริงทางเข้าไร่แสงตะวันก็มีอีกทางนะครับ แต่ทางนั้นสำหรับคนนอกที่จะเข้าไปติดต่อที่ไร่ ส่วนทางรีสอร์ตเนี่ยมันใกล้กว่ากัน เพราะอีกฟากหนึ่งของที่ดินผืนนี้ก็คือไร่แสงตะวันนั่นแหละครับ”
“อ๋อ...” เธอลากเสียงยาวเป็นเชิงรับรู้ ในขณะที่เทวินทร์ที่ปลายตามองมายังเธอนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะในลำคอหึๆจนหญิงสาวนึกคันไม้คันมือขึ้นมาหากก็ต้องระงับอารมณ์เอาไว้
สุดท้ายเธอเลยต้องมานั่งที่เดิมแล้วเกาะกระจกรถมองทิวทัศน์ข้างทาง สบายใจกว่าที่ต้องมองหน้าของอีตาเทวินทร์เยอะเลย...เชอะ!

ไร่แสงตะวันสวยอย่างที่นายเทวินทร์โอ้อวดไว้ไม่มีผิด
กานต์กมลคิดในขณะที่ก้าวเท้าลงจากรถยนต์ที่จอดนิ่งสนิทแล้ว เบื้องหน้าหญิงสาวในขณะนี้คือบ้านหลังใหญ่ที่ทำด้วยไม้ ว่าบ้านพักที่รีสอร์ตสวยแล้วบ้านที่นี่สวยไม้แพ้กันเลย! กานต์กมลคิดในขณะที่รู้สึกได้ว่าเทวินทร์มาหยุดยืนเคียงข้างเธอแล้วรถที่มีลุงหนานเมืองขับก็แล่นจากไป สงสัยลุงแกคงจะขับไปจอดที่โรงจอดรถที่เห็นอยู่ไม่ไกลนั่นแหละมั้ง
หญิงสาวก้าวเท้าตามชายหนุ่มเข้าไปภายในบ้าน ว่าข้างนอกสวยแล้วข้างในนี่แทบจะทำให้เธอลืมหายใจ บ้านหลังนี้ไม่มีนิยามอื่นอีกเลยนอกจากคำว่าสวยถึงสวยมาก... หญิงสาวมองซ้ายขวาด้วยสายตาสำรวจจนตามคนที่ทำท่าราวกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเองมายังห้องรับแขกโดยไม่ทันได้รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีไหล่บางก็ถูกกดให้นั่งลงบนโซฟาตัวนุ่มเรียบร้อยแล้ว กานต์กมลตวัดตามองคนที่ถือวิสาสะแตะไหล่เธอแวบหนึ่งแล้วปล่อยผ่านไป ด้วยไม่อยากเอาเรื่องกับเขาให้มากมายนัก
“คุณเทวินทร์มาถึงแล้วเหรอคะ...พ่อเลี้ยงตะวันกำลังรอพอดีเลย”
สร้อยฟ้าแม่บ้านวัยกลางคนของตะวันเอ่ยทักเมื่อเห็นเพื่อนสนิทของเจ้านายหนุ่มมาถึงแล้ว เทวินทร์ยิ้มทักทายแม่บ้านก่อนจะพูดว่า
“งั้นเรียกตัวมันมาพบผมได้เลยครับป้าสร้อย”
ชายหนุ่มตอบราวกับตนเองเป็นเจ้าบ้านแทนที่จะเป็นแขกสร้างรอยยิ้มเอ็นดูบนใบหน้าของแม่บ้านวัยกลางคน หากคนฟังอย่างกานต์กมลกลับอดไม่ได้ที่จะทำหน้าเบ้ด้วยความหมั่นไส้ เธอรู้สึกไม่ถูกชะตากับผู้ชายคนนี้รุนแรงเสียจริง มันแรงจนถึงขนาดที่เธอไม่เคยทำตัวแบบนี้กับใครมาก่อน
“ใครมาบ้านใครกันแน่วะ”
ยังไม่ทันที่ป้าสร้อยจะได้ออกไปตามนายหนุ่มของบ้านให้กับเทวินทร์ เจ้าตัวก็ส่งเสียงมาเสียก่อนทำให้แม่บ้านวัยกลางคนได้แต่น้อมตัวเดินออกจากห้องไป
เจ้าของเสียงห้าวๆนั้นยืนพิงกรอบประตูห้องรับแขกโดยที่ไม่ได้ก้าวเข้ามาภายในห้องสักนิด ดวงตาคมปลาบสีดำสนิทคู่นั้นดูดุดัน เรือนร่างสูงใหญ่อย่างคนที่ออกกำลังเป็นประจำนั้นดูว่าน่าจะสูงกว่าเทวินทร์ที่จัดว่าเป็นคนสูงแล้วด้วยซ้ำ
เทวินทร์ลุกขึ้นยืนตั้งแต่ได้ยินเสียงของพ่อเลี้ยงหนุ่มเพื่อนสนิทแล้ว ชายหนุ่มส่งยิ้มกว้างที่ดูแล้วกวนอวัยวะเบื้องต่ำให้กับเพื่อนแล้วเดินตรงเข้าไปหาคนที่ยืนเก๊กไม่ยอมเดินเข้ามาภายในห้องเสียที ชายหนุ่มหยุดยืนตรงหน้าเจ้าของบ้านแล้วยกมือขึ้นตบบ่ากว้างนั้นหนักๆไปสองที
“เอาน่า...ใครมาบ้านใครไม่สำคัญหรอก” เทวินทร์บอกปัดแต่ตะวันเลิกคิ้วเข้มที่พาดเหนือดวงตาคมขึ้นสูงเป็นเชิงถามคนพูดว่า ‘แน่ใจ?’
“แกคิดอย่างนั้นเหรอ? แต่เมื่อคืนนี้แม่ใครก็ไม่รู้บอกฉันว่ามีคนหนีงานแต่ง อุ๊บ!”
คำพูดขาดหายไปทันทีเมื่อรู้ว่าเพื่อนรักจะเอ่ยถึงเรื่องอะไร เทวินทร์พ่นลมหายใจพรูออกมาจากปากเมื่อเอื้อมมือไปปิดปากคนพูดมากทัน เขาไม่อยากให้ใครพูดถึงเรื่องบ้าๆนี่เด็ดขาด!
เทวินทร์จัดการลากร่างใหญ่โตกว่าเขาออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้กานต์กมลมองด้วยความสงสัย เมื่อกี้ก็มัวแต่มองรอบๆห้องเพลินไม่ได้สนใจในสิ่งที่อีตาเทวินทร์พูดกับเพื่อนเลยสักนิด แถมเพื่อนของเขาที่เห็นแวบๆก็ตัวโตยังกับตึก เห็นหน้าแล้วก็ไม่อยากจะพูดด้วย คนอะไรทำหน้าบึ้งได้น่ากลัวซะขนาดนั้น หญิงสาวส่ายศีรษะกับตนเอง แล้วนี่อะไรก็ไม่รู้ จู่ๆก็ลากกันออกไปนอกห้อง บรื๊อ! หรือที่แท้เพื่อนสนิทที่พูดถึงนี่จะเป็นคู่กิ๊กเก้งกวางกันหรือเปล่าเนี่ย ผู้ชายแท้ๆสมัยนี้ยิ่งหายากอยู่ด้วย แล้วอย่างนายเทวินทร์ เอ๊ะ! หรือจะเป็นเพื่อนสาวเทวินทร์ดี โอ๊ย..ช่างมันเถอะ ก็ดูไปดูมาชักเข้าเค้า ผู้ชายอะไรจะปากจัดได้เท่าเขา แถมดูหน้าตาท่าทางอีก ก็ใบหน้าที่หล่อเหลาเข้าขั้นสวย จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากบางเฉียบราวกับผู้หญิงแบบนั้น แต่อย่างน้อยเธอก็วางใจได้แหละนะว่ามาอาศัยอีตานี่แล้วเธอจะปลอดภัยแน่นอน ถึงแม้อีตานี่จะบังอาจสัมผัสริมฝีปากเธอด้วยครั้งหนึ่งก็เถอะ! เฮ้อ...คิดแล้วก็เซ็ง นี่เธอถูกพวกเก้งกวางจูบเหรอเนี่ย ยิ่งคิดยิ่งขยะแขยง กานต์กมลยกมือขึ้นเช็ดปากตัวเองแรงๆ เสียดายที่เธอยังไม่มีโอกาสได้ล้างปากของตัวเองเลย
ทางฝ่ายเทวินทร์ที่ทิ้งให้หญิงสาวคิดอะไรเรื่อยเปื่อยนั้นก็ลากเพื่อนสนิทของตนเองออกมายืนข้างนอกห้องให้พ้นรัศมีการได้ยินไม่ว่าจะของใครก็ตาม จนเมื่อแน่ใจแล้วชายหนุ่มก็หยุดแล้วหันมาประจันหน้ากับเพื่อนที่ตนเองอุตส่าห์ถ่อสังขารขึ้นมาพึ่งใบบุญ
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าแกจะได้ยินเรื่องบ้าๆนี่มาจากไหนก็ตาม ฉันขอสั่งห้ามไม่ให้แกพูดถึงมันอีกเข้าใจไหมไอ้ตะวัน!”
เขากัดฟันพูดเสียงเบา หากคนที่ถูกขู่กลับหัวเราะร่าไม่สนใจท่าทีเพื่อนสักนิด กลับพูดนอกเรื่องไปเสียอย่างนั้น
“เมื่อเช้าไอ้วาก็โทร.มา มันบอกว่าถ้าแกมาหาฉันให้ฉันฝากเตะแกหนักๆสักสามทีโทษฐานที่ทำมันซวยต้องแต่งงานแทนแก”
“เดี๋ยว...” เทวินทร์ที่ได้ยินทำท่าเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง เขายกมือเคาะหูแล้วพูดว่า “ไหนแกพูดใหม่อีกทีสิ” “ไอ้เทวามันบอกให้ฉันช่วยกระทืบแกแทนมัน” ตะวันเอ่ยทวน
“ไม่ใช่ตรงนี้”
“โทษฐานที่ทำให้มันซวย” ตะวันต่อให้อีกฝ่ายตามที่ขอ ในขณะที่คนฟังอยากจะถีบมันสักเปรี้ยงที่พูดขยักๆอยู่ได้
“ต่อสิโว้ย! จะมาพูดทีละประโยคทำไม” ทนไม่ไหวเลยตวาดเข้าให้
“เอ๊ะ! ไอ้นี่ เดี๋ยวพ่อถีบจริงตามที่ไอ้วาฝากมาซะหรอก ก็มันต้องเข้าพิธีแต่งงานแทนแก จบ! อ้อ แม่แกโทร.มาบอกอีกด้วยนะว่าถ้าแกมาหาฉันให้ฝากบอกแกว่า ถ้าคิดอยากกลับบ้านเมื่อไหร่แกตายแน่...”
ตะวันพูดไปก็กลั้วหัวเราะไปด้วยความขบขัน ก็ใครจะไปคิดว่าคนอย่างเทวินทร์จะมีวันนี้คือวันที่ถูกจับแต่งงานจนต้องหนีงานแต่งของตัวเองมาไกลถึงขนาดนี้ นี่ถ้าแสดงว่ามันปล่อยให้มีงานแต่งขึ้นมาจนต้องใช้วิธีสุดท้ายคือหนีนั่นแสดงว่าคุณวารีแม่ของมันคงจะเอาจริง สงสารก็แต่เทวาที่ต้องมาตกที่นั่งลำบากแทนไอ้ตัวร้ายที่ลอยชายหนีหายมาหาเขาอย่างสบายใจเฉิบ
ส่วนเทวินทร์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกราวกับสวรรค์มาโปรด แม้จะแอบเสียใจไปกับเทวาด้วยที่โดนจับแต่งงานแทนเขาแต่ไอ้วามันฉลาดกว่าเขาคงจะหาทางรอดได้สบายอยู่แล้วต่อให้ถูกจับแต่งงานไปแล้วก็ตาม ต้องขอบคุณพี่ชายฝาแฝดของเขาเสียจริงที่ทำให้แม่เลิกเพ่งเล็งเขา มิฉะนั้นป่านนี้ถ้ารู้ว่าเขาอยู่ที่นี่แน่ๆ แม่คงจะตามจิกเขากลับบ้านไปแล้วแน่ๆ เดี๋ยวกลับบ้านเมื่อไหร่เขาจะตอบแทนเทวาอย่างงามเลยค่าที่ทำให้เขาเป็นไทเร็วกว่าที่คิด
เทวินทร์ยิ้มกว้างแล้วหัวเราะอย่างสบายใจ
“ถึงไอ้วาจะแต่งงานแทนฉันไปแล้ว แต่ฉันก็ไม่อยากให้แกพูดเรื่องนี้อีกเข้าใจไหม คิดแล้วปวดหัวใจว่าคนอย่างนายเทวินทร์เคยถูกจับแต่งงาน”
เทวินทร์พูดขึ้นมาในที่สุดในขณะที่ตะวันได้แต่ตอบรับพลางส่ายหัวอย่างระอาใจ นี่ดีนะที่พ่อแม่เขาท่านเสียไปหมดแล้ว มีหวังเขาคงไม่แคล้วโดนจับแต่งงานอย่างนายวินหรอก
“เออ!”
พอเคลียร์เรื่องจบเทวินทร์ก็เดินนำเจ้าของบ้านให้กลับมายังห้องนั่งเล่นอีกครั้ง จนเมื่อได้เห็นร่างบางของหญิงสาวที่นั่งหน้าบูดมามองเขาเท่านั้นแหละชายหนุ่มจึงคิดถึงอีกปัญหาขึ้นมาได้ทันที ในขณะที่ตะวันขมวดคิ้วฉับทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของคนไม่รู้จัก เมื่อกี้เขาก็ไม่ได้ทันสังเกตว่าเทวินทร์พาใครเข้ามาด้วย ชายหนุ่มหันขวับไปมองเพื่อนสนิทของตนเองทันที แล้วก็เห็นเทวินทร์ทำท่ายักไหล่แต่ดวงตากลับมองเขาเหมือนกับจะกล่อมให้เขายอมตกลงอะไรด้วยสักอย่าง
“ฉันลืมบอกนายไป นั่นคือคุณกานต์กมล เธอจะมาขออาศัยอยู่ด้วยสักพัก”
“คนรู้จักของแก?” ตะวันถามราวกับว่าหญิงสาวไม่ได้อยู่ในห้องนี้ด้วย ทำเอาคนที่อยู่ในหัวข้อสนทนาขมวดคิ้วฉับอีกคนกับน้ำเสียงของเขาที่เอ่ยถึงเธอ
เทวินทร์ยักไหล่แล้วตอบ “ก็ไม่เชิง”
“แกรู้นิสัยฉันดีวิน บ้านฉันไม่ต้อนรับคนที่ฉันไม่รู้จัก ต่อให้เป็นเพื่อนแกแต่ถ้าฉันไม่รู้จักก็อยู่ไม่ได้ โน่น...พาไปอยู่ที่รีสอร์ตเลยไป”
ตะวันพูดตัดบทโดยไม่สนใจอะไรสักนิด ไม่แม้แต่จะเหลือบไปมองใบหน้าของหญิงสาวที่เป็นหัวข้อสนทนานั่นเลยสักนิด กานต์กมลได้แต่กำหมัดแน่นแล้วมองเทวินทร์ด้วยสายตาเคืองขุ่นที่เขาเป็นคนพาเธอให้มาเจอกับคนแบบนี้ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเธอหมดหนทางไปแล้วเธอไม่ยอมทนให้ใครที่ไหนที่เธอไม่รู้จักมาดูถูกเธอแบบนี้เหมือนกัน! ตะวันมองใบหน้าเหมือนจะบอกว่าให้ช่วยหยวนๆของเทวินทร์แล้วก็ได้แต่แอบขำ แต่สำหรับเขากฎก็คือกฎ เขาไม่สามารถให้คนอื่นเข้ามาเพ่นพ่านในบ้านเขาได้จริงๆหรอก แล้วยิ่งช่วงนี้ตัวเขาเองก็กำลังมีเรื่องอยู่ด้วย จะไว้วางใจใครก็ยากเต็มทน
“แต่ว่าไอ้ตะวัน คุณกานต์มากับฉัน”
“ไม่” ตะวันปฏิเสธทันควัน “พาไปที่รีสอร์ต”
เทวินทร์รู้สึกหมั่นไส้เพื่อนของตนเองตงิดๆ ไอ้นี่มันจะอะไรกันนักหนา ถึงยังไงกานต์กมลก็เป็นผู้หญิงจะให้ไปอยู่รีสอร์ตของมันเพียงลำพังก็เห็นท่าจะไม่ดี แล้วอีกอย่างก็พาเธอมาถึงที่นี่แล้วจะให้ถ่อกลับไปที่รีสอร์ตอีกรอบทำไม มันจะหวงบ้านอะไรกันนักกันหนา
“งั้นแกจะให้ฉันทำยังไงเธอถึงจะอยู่ที่นี่ได้” เทวินทร์ถามด้วยน้ำเสียงประชด ความอยากเอาชนะเริ่มผุดพรายขึ้นมา ทุกทีมันก็หยวนให้เขามาตลอด ครั้งนี้เป็นบ้าอะไรจะมาเคร่งกฎบ้าๆบอๆ
แต่ตะวันกลับเหยียดยิ้มที่มุมปาก ชายหนุ่มรู้ว่าจะต่อรองอย่างไรกับคนที่กลัวพันธะทุกชนิดอย่างเทวินทร์ “คนที่ฉันอนุญาตให้อยู่ที่บ้านนี้ได้มีคนเดียวไอ้วิน...แฟนแก ถ้าเธอไม่ใช่ก็ต้องออกไป” เทวินทร์กัดฟันกรอด ไอ้ตะวันมันจะเล่นกับเขาแบบนี้เรอะ...ได้!
ชายหนุ่มสาวเท้าไปหยุดอยู่ตรงหน้ากานต์กมล แล้วเอ่ยถามหญิงสาวทันที
“คุณเป็นแฟนผมใช่ไหม...กานต์กมล”
หากคนถูกถามกลับทำตาโตร้องลั่น
“เฮ้ย!”
เทวินทร์ขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาของเขามีแววคาดคั้นอย่างเห็นได้ชัด “ผมไม่ได้อยากได้คำตอบว่าเฮ้ย ผมถามว่าเป็นหรือไม่เป็น...”
เพิ่งเป็นวินาทีแรกที่เธอรู้สึกกลัว เอ้ย...เกรงคนตรงหน้า เธอหันไปมองใบหน้าของตะวันที่มองมาทางเธอด้วยดวงตาวาววับแล้วใบหน้าถือดี หญิงสาวหันกลับมามองใบหน้าถมึงทึงของเทวินทร์แล้วก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย เอาวะ...ยังไงอีตานี่ก็เก้งนี่...เขาอาจจะแค่หึงหวงกันเฉยๆมั้ง เธอก็ตามๆน้ำไปแล้วกัน... คิดได้อย่างนั้นเธอก็กลั้นใจตอบกลับไป
“เป็น!”
สิ้นคำตอบของหญิงสาวก็ทำให้คนสองคนมีสีหน้าต่างกัน หนึ่งคือเทวินทร์ที่มีสีหน้าเหมือนจะสะใจอะไรสักอย่างและอีกคนคือเจ้าของบ้านอย่างตะวันที่ผิดคาดว่าเขาไม่ได้มีสีหน้าโมโห พ่อเลี้ยงตะวันแห่งรีสอร์ตแสงตะวันกลับเพียงเหยียดยิ้มเยาะที่มุมปากหนาแล้วเลิกคิ้วสูงเท่านั้น
“ก็แค่นั้นแหละ”
เทวินทร์ที่มีสีหน้าสะใจไม่คลายเอ่ยขึ้นแล้วเบือนสายตากลับมามองกานต์กมลตามเดิมหลังจากที่เมื่อครู่นั้นเขาและเพื่อนสนิทสบตากันด้วยอาการท้าทาย และสุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายชนะ
“แล้วทีนี้คุณกานต์เป็นแฟนฉันแล้ว แกก็ไม่ขัดใช่ไหมไอ้ตะวัน”
ตะวันกระตุกยิ้มแล้วตอบ “ฉันจะไปว่าอะไรแกได้ นอกจากจะแสดงความยินดีกับแกด้วย”
“ยินดีเรื่องอะไร?!” คนมีข่าวดีกระชากเสียงตอบ รู้สึกร้อนตัวเมื่อคิดว่าเพื่อนน่าจะเอ่ยถึงไอ้งานแต่งบ้าๆที่เขาสลัดทิ้งหนีมาอย่างไม่ไยดีนั่น
ตะวันมีสีหน้ารู้เท่าทัน พ่อเลี้ยงหนุ่มหัวเราะหึในลำคอแล้วปรายตามองหญิงสาวคนเดียวในห้องที่ตอนนี้ทำหน้าเอ๋อด้วยตามหัวข้อสนทนาของพวกเขาไม่ทันเสียแล้ว “ก็เรื่องที่ในที่สุดแกก็ยอมมีแฟนเป็นตัวเป็นตนเสียที คนอื่นได้เลิกเข้าใจผิดว่าแกกับฉันมันเป็นคู่เกย์กันได้แล้วไง...ไอ้เทวินทร์!”
คนฟังทั้งสองเบิกตากว้างหากคนที่เบิกกว้างกว่าคือเทวินทร์ที่หลุดอุทานเสียงดังลั่นด้วยไม่คิดว่าไอ้เพื่อนตัวร้ายของเขามันจะทำกับเขาเช่นนี้!
“เฮ้ย!!”
หากตะวันกลับหลุดหัวเราะเขาด้วยอาการของคนที่เรียกว่า ‘หัวเราะทีหลังดังกว่า’ อย่างแท้จริง





+++++++++++++





Create Date : 04 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2552 16:42:05 น.
Counter : 124 Pageviews.

0 comment
ชุลมุนลุ้นรัก บทที่ 2 - วินุตตา
บทที่ 2 ช่วย?!


และแล้ว...ก็ถึงซะที

กานต์กมลคิดอย่างสุขใจในขณะที่ก้าวลงจากรถทัวร์ออกมา หญิงสาวสูดลมหายใจลึกเข้าปอดในขณะที่ดวงตาก็กวาดมองภาพตรงหน้าไปด้วย

“ลงจากรถแล้วก็รีบๆเดินไปซะที ขวางทางคนอื่นเขาอยู่ได้” เสียงห้าวที่ดังขึ้นด้านหลังทำลายบรรยากาศสดใสรอบตัวของเธอทันตา กานต์กมลทำหน้าเมื่อยแล้วเบ้ปาก หญิงสาวก้าวเดินไปข้างซ้ายมือของตนเองอีกสองสามก้าวแล้วหันขวับไปจ้องใบหน้าของคนพูดด้วยดวงตาขุ่นมัว เธอทำปากขมุบขมิบสรรเสริญเขาจนพอใจนั่นแหละถึงหยุด ในขณะที่เขาเดินตรงไปหาพนักงานของรถที่ทำหน้าที่นำกระเป๋าหรือสัมภาระเดินทางอื่นๆของผู้โดยสารที่วางไว้ใต้ท้องรถส่งให้กับเขา

กานต์กมลผู้ไม่มีอะไรติดตัวมากนักนอกจากกระเป๋าเป้ใบเดียวที่กำลังสะพายอยู่ในขณะนี้ ภายในกระเป๋าของเธอมีเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ด้วยเหตุฉุกละหุกทำให้เธอรีบชิ่งหนีออกมาก่อน สิ่งที่คว้าได้ทันก็มีเพียงพวกของใช้จำเป็นและเงินเท่านั้น อ้อ! ที่อยู่ของเปรมปรีดาเพื่อนในกลุ่มของเธอที่เป็นเป้าหมายของการมาเยี่ยมเยียนอย่างกะทันหันในครั้งนี้ด้วย

หากการเดินทางครั้งนี้จะราบลื่นมากกว่านี้ถ้าเพียงแต่เพื่อนร่วมทางของเธอจะไม่ใช่ผู้ชายไร้มารยาทอย่างอีตานั่น! ยิ่งคิดยิ่งฉุน สุดท้ายกานต์กมลจึงละสายตาจากชายหนุ่ม แล้วเดินออกมาเรื่อยๆ ตอนนี้เธอเดินมาหยุดตรงหน้าอาเขต ดวงตาโตจ้องมองบรรดารถโดยสารหรือที่เคยได้ยินมาว่าเขาเรียกกันว่ารถแดง กำลังรอรับผู้โดยสารแล้วอดไม่ได้ที่จะเกาหัวแกรกด้วยความงง เธอจะต้องต่อรถไปหาเปรมปรีดายังไงหว่า... หญิงสาวคิดในใจก่อนจะฉุกคิดได้ว่าตนเองจดเบอร์โทรและที่อยู่ของเพื่อนมาด้วย

มือบางควานหากระดาษที่ว่าในกระเป๋าเป้ของตนเอง ก่อนจะคิดได้ว่าเธอสอดมันไว้กับกระเป๋าสตางค์ หญิงสาวหยิบกระเป๋าสตางค์ของตนควานหาสิ่งที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากบางของเธอเม้มแน่นเมื่อรับรู้ว่าเพื่อนเธอไม่ได้อยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่หากเจ้าเธออยู่ต่างอำเภอ... แม่ริม...นี่แสดงว่าเธอต้องต่อรถไปที่แม่ริมเหรอเนี่ย...

หญิงสาวถอนหายใจแล้วยัดกระดาษลงกระเป๋าสตางค์แล้วโยนส่งๆเข้าไปในกระเป๋าเป้แล้วปิดซิบ เธอเหลียวซ้ายมองขวาหาตู้โทรศัพท์สาธารณะด้วยตัดสินใจได้ว่า เธอควรจะโทร.บอกเปรมปรีดาด้วยจะดีกว่าการบุกเข้าไปหาโดยที่เพื่อนของเธอไม่รับรู้อะไรเลย หญิงสาวตรงดิ่งไปยังตู้โทรศัพท์สาธารณะหากในขณะนั้นเองสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

กานต์กมลที่ไม่ได้ระวังกระเป๋าเป้ของตัวเองด้วยการสะพายมันอย่างลวกๆคล้องกับไหล่เพียงข้างเดียวรู้สึกได้ถึงแรงกระชากเต็มแรงที่ทำให้เธอถึงกับเซถลา หากที่มันมากกว่านั้นก็คือความมึนงง กว่าจะตั้งสติได้ก็เห็นคนที่กระชากกระเป๋าเธอวิ่งนำหน้าไปได้หลายเมตรแล้ว

ชายร่างผอมที่มีกระเป๋าของเธอติดมือไปด้วยทำเอากานต์กมลพูดไม่ออกไปชั่วครู่ ด้วยตระหนักถึงว่าเธอประมาทมากมายเพียงไรที่เก็บของมีค่าทุกอย่างลงในกระเป๋าใบนั้น แล้วที่สำคัญคือที่อยู่ของเปรมปรีดาคนรู้จักเพียงคนเดียวที่อยู่ที่นี่ของเธอก็อยู่ในนั้นด้วย!

“ช่วยด้วย! โจรกระชากกระเป๋า!” กานต์กมลร้องลั่นในขณะที่ออกวิ่งตามโจรร่างผอมไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ปากก็ร้องตะโกนไปด้วย นี่ถ้าเธอไม่ได้กระเป๋าคืนมาเธอได้ระเห็จตัวเองไปนอนข้างถนนรับการเดินทางมาเชียงใหม่ครั้งแรกแน่ๆ!

ซวย... ซวยที่สุด! คนอื่นมีตั้งมากมายทำไมต้องกระชากกระเป๋าของเธอด้วย!!

เธอสบถในใจในขณะที่กวดไล่โจรไม่หยุด

++++++


ทางด้านเทวินทร์ หลังจากที่ได้รับกระเป๋าของตนเองมาเรียบร้อยแล้ว พอหันไปมองยังที่ที่ร่างบางของผู้หญิงที่สุดท้ายตลอดการเดินทางกว่าสิบชั่วโมงเขาก็ทะเลาะกับเธอมาตลอดทางจนได้แต่เมื่อมองกลับไปยังที่เดิมเขาก็ไม่เห็นเธอยืนอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว เทวินทร์ยักไหล่ด้วยไม่คิดจะเก็บเอามันมาใส่ใจนัก ชายหนุ่มหยิบเอาโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กของตนเองออกมาแล้วกดโทร.ออกหาเพื่อนสนิทของเขาที่เขาได้โทร.มาบอกอีกฝ่ายก่อนหน้านั้นแล้วว่าจะมาขออาศัยอยู่ด้วยสักพัก ชายหนุ่มบอกเพื่อนว่าตัวเขามาถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเพื่อนของเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะอีกฝ่ายส่งคนมารอรับเขาที่อาเขตแล้วเช่นกัน

ในขณะที่เดินออกมาด้านนอกชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกฟังไม่ได้ศัพท์ เขาจะไม่สนใจเลยถ้าจู่ๆจะไม่มีร่างของใครก็ไม่รู้วิ่งมาชนเขาเต็มแรง

“วิ่งหาห่าอะไรวะ! เสือกไม่ดูตาม้าตาเรือ!! ไม่แหกตาดูรึไงวะว่าคนกำลังเดินอยู่เนี่ย หรือว่าตาบอด!”

ชายหนุ่มสบถเสียงลั่นพลางพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน โดยที่คนที่ชนเขาล้มก็พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนโดยเร็วเช่นกัน

กานต์กมลมองคนที่เธอชนล้มด้วยดวงตาวาววับ หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะฉุนกับคำพูดของเขา และยิ่งเห็นว่าเป็นใครเธอแหวออกมาอย่างไม่คิดจะยั้งคำพูดของตนเอง

“หยุดเห่าได้แล้วน่า! ช่วยฉันวิ่งจับไอ้โจรบ้าเดี๋ยวนี้เลย มันขโมยกระเป๋าฉันไปแล้ว!!” พูดจบเธอก็คว้ามือของชายหนุ่มลากไปด้วยทันที โดยไม่สนใจเสียงโวยวายของเขาสักนิด หากเทวินทร์ก็ไม่ได้ขืนตัว เพราะเมื่อได้ยินว่าเธอถูกโจรกระชากกระเป๋าไปก็วิ่งตามไปแต่โดยดี

ชายหนุ่มและกานต์กมลวิ่งไล่ตามชายร่างผอมไม่หยุด แต่สุดท้ายก็คลาดจนได้ ด้วยเธอและผู้ชายที่ลากมาช่วยจับโจรด้วยไม่ใช่คนในพื้นที่ ทั้งเขาและเธอไม่ชำนาญเส้นทางเท่าโจรบ้านั่นซึ่งพาเธอวิ่งเข้าซอกซอยพาวกไปวนมา

“เราตามมันไม่ทันแล้ว หยุดเถอะ” เทวินทร์ที่วิ่งตามหลังมาหยุดยืนข้างหญิงสาวที่เมื่อกี้หยุดหอบเอาอากาศเข้าปอดเพื่อบรรเทาอาการเหนื่อยแล้วตั้งท่าจะวิ่งต่อไป หากชายหนุ่มคว้าแขนเรียวของหญิงสาวที่ตั้งท่าจะวิ่งตามต่อไปให้หยุด

กานต์กมลหันมามองเขาตาเขียวชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวขาเพราะแรงกระชากจากข้อมือที่ถูกจับ เธอสะบัดมือออกพลางพูดเสียงดัง “คิดบ้าๆ ของทุกอย่างของฉันอยู่ในกระเป๋าทั้งหมด ถ้าหยุดคืนนี้และคืนต่อๆไปฉันได้นอนข้างถนนแน่ๆ!”

เทวินทร์เงียบเมื่อได้ฟังเหตุผลของเธอ ใจหนึ่งก็นึกสงสารหากอีกใจก็นึกตำหนิ ทั้งที่รู้ว่าเดินทางไกลมาคนเดียวแต่ไม่รู้จักระวังตัว แถมของมีค่าก็ดันใส่ไว้ในกระเป๋ารวมกันทั้งหมดอีก “คุณไม่มีเงินติดตัวเลยเหรอ?”

“ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือร้อยยี่สิบ!” เธอกระแทกเสียงตอบ “แล้วนี่จะถามะไรมากมายจะช่วยก็วิ่งตามไป... ถ้าไม่ก็อย่ามาถ่วงเวลาของชาวบ้าน”

“ผมว่าคุณตามไม่ทันแล้ว”

กานต์กมลหันมามองคนที่พยายามตัดกำลังใจของเธอตาเขียวปั๊ด เธอตีมือข้างที่ว่างลงบนท่อนแขนข้างที่จับมือเธอไว้เต็มแรง

“ปล่อย! ไม่ช่วยก็อย่ามาขวาง ไปเลยไป๊! ไอ้คนไม่มีน้ำใจ” สิ้นคำพูดของเธอเทวินทร์ก็สะบัดข้อมือเล็กของหญิงสาวออกทันที ใบหน้าคมบูดบึ้งลงอย่างเห็นได้ชัด

“ถ้าคุณจะไปไล่จับไอ้โจรที่มันหายเข้ากลีบเมฆไปแล้วก็เชิญตามสบาย ไม่ต้องลากผมไปเหนื่อยเปล่า ตอนแรกผมคิดว่าจะช่วยคุณแต่ในเมื่อคุณยังมีความหวังว่าจะได้ของคืนก็ตามใจ!” พูดจบเขาก็หันหลังเดินย้อนกลับไปทางเดิมทันที ทิ้งให้กานต์กมลมองตามอ้าปากค้าง

“เฮ้ย!” หญิงสาวร้องไล่หลังอีกฝ่ายแล้วเปลี่ยนเป้าหมายวิ่งกลับไปหาเทวินทร์อย่างรวดเร็ว ก็ใครจะไปคิดว่าอีตานี่จะช่วยเธอเล่า! แต่ในเมื่อเขาเสนอมาเธอก็เห็นจะต้องรับความช่วยเหลือที่เขายื่นมาให้ด้วยความเต็มใจ ก็ถ้าไม่รับเดี๋ยวอีตานี่จะเสียใจน่ะสิ!

หญิงสาวคิดสะระตะด้วยความรวดเร็ว ถ้าไม่คว้าโอกาสนี้ไว้เธอได้ซุกหัวนอนที่อาเขตแน่ๆ แล้วไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าวิ่งไล่ตามโจรตอนนี้ยังไงก็ไม่ทัน

“นี่นาย...” หญิงสาววิ่งมาจนตีคู่กับชายหนุ่มที่จ้ำกลับทางเดิมด้วยความรวดเร็ว เธอผ่อนฝีเท้ามาเป็นเดินเคียงแล้วเอ่ยเรียกอีกฝ่าย แต่เทวินทร์กลับทำหน้าเฉยเมยเหมือนไม่ได้ยินในสิ่งที่เธอพูด

กานต์กมลเม้มริมฝีปากแน่น ข่มอารมณ์ที่อยากจะกระทืบผู้ชายที่ทำหน้านิ่งได้กวนประสาทเธอเหลือเกินลง แล้วลองเอ่ยเรียกเขาอีกครั้ง “นาย”

หากเทวินทร์ก็ยังทำเหมือนเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้กานต์กมลผู้ไม่เคยต้องง้อใครเกินหนึ่งครั้งและมีจุดเดือดต่ำเตี้ยเรี่ยดินฉุนขาด เธอทำเสียง ชิ! ในลำคอแล้วตัดสินในกระชากมือของเขาให้หยุดเดินทันที

“อย่ามาทำท่าแบบนี้ใส่ฉัน!” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงรอดไรฟัน ดวงตาแวววาวด้วยไฟโทสะ

แต่... เทวินทร์กลับไม่ได้ใส่ใจในท่าทีหรืออารมณ์ที่เดือดพล่านของเธอเลยสักนิด เขาก้มหน้าลงปรายตามองมือเล็กๆที่กำข้อมือของเขาและมองใบหน้าเรียวของเธอด้วยแววตาเฉยชา

“เรียกผมเหรอ?” ชายหนุ่มถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่แม้แต่เขายังรู้สึกเลยว่ามันช่างกวนเส้นอารมณ์เหลือเกิน

“ฉันพูดอยู่กับนายถ้าไม่เรียกนายจะเรียกหมาที่ไหน?!” เธอแหวออกมาดังลั่นและอดไม่ได้ที่จะตอกกลับให้อีกฝ่ายรู้สึกแสบๆคันๆกับวาจาของเธอ

“เหรอ...” เขาลากเสียงยาวแล้วพูดต่อไปว่า “มิน่าเมื่อกี้ได้ยินเสียงเหมือนหมากำลังเห่า”

กานต์กมลหน้าแดงก่ำทันทีด้วยความโกรธเมื่อเจอคำย้อนนั้น เธอสะบัดมือที่จับแขนเขาออกอย่างแรงราวกับว่ารังเกียจเหลือเกินทั้งๆที่เธอเป็นคนจับมือเขาเองแท้ๆ หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นแล้วจ่ำเท้าเดินแซงหน้าเขาไปทันที เธอไม่คิดจะง้อคนอย่างเขาหรอก! หญิงสาวคิดอย่างเดือดดาล คนอย่างกานต์กมลไม่เคยง้อใครเกินหนึ่งครั้ง แล้วอีตานี่คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน! ชิ! ไม่พึ่งนายฉันก็มีทางรอด หาทางไปสถานีตำรวจก็ได้ ถ้าตำรวจไม่ช่วยประชาชนที่เดือดร้อนแล้วจะมีไว้ทำไมน่ะตำรวจน่ะ!

คิดแล้วก็เจ็บใจว่าทำไมช่วงนี้ชีวิตของเธอมันมีแต่เรื่องซวยๆ! ถูกจับแต่งงานจนต้องซมซานหนีมา...มาเจอไอ้บ้ากวนประสาท และสุดท้ายก็ถูกโจรกระชากกระเป๋าหมดตัวในพริบตา! ฮือ...ไอ้หมอดูที่ไหนนะมันทำนายว่าเธอกำลังมีเคราะห์! เธอจะเอารองเท้าไปยัดปากม๊าน!! ยิ่งคิดยิ่งโมโห เธอจึงระบายอารมณ์ในทุกอย่างก้าวด้วยการเดินไปกระทืบเท้าไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังนั้น ร่างสูงของ ‘ไอ้บ้ากวนประสาท’ นั้นเดินตามมาพลางมองเธอแล้วส่ายศีรษะด้วยความขบขันกับท่าทางโมโหเหมือนเด็กของเธอ ที่ไม่พอใจอะไรก็อาละวาด สงสัยเขาคงมาเจอลูกคุณหนูที่พ่อแม่ประคบประหงมอย่างดีเยี่ยมละมั้งเนี่ย เทวินทร์คิด

“แล้วนั่นจะเดินไปทางไหน รถอยู่ทางนี้”

ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อตอนนี้เขากับเธอเดินมาถึงบริเวณด้านหน้าอาเขตแล้ว ชายหนุ่มพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าเธอเลี้ยวเหมือนจะเดินกลับเข้าไปข้างในอีกรอบ

“เรื่องของฉัน! ทางใครทางมัน!” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดแล้วตั้งท่าจะเดินหนี เทวินทร์ส่ายหน้ากับตนเองแล้วตัดสินใจเดินตรงไปลากแขนหญิงสาวให้เดินไปยังรถของคนขับรถที่เพื่อนเขาส่งมารับเขาที่จอดอยู่ที่อีกด้านทันที ชายหนุ่มสังเกตเห็นลุงหนานเมืองว่าแกยืนโบกไม้โบกมือให้เขาตั้งแต่แรกแล้ว

“ปล่อยนะไอ้บ้า”

“ก็จะเดินไปไหนเล่า รถจอดอยู่ทางนั้น” เขาพูดในขณะที่ลากเธอติดมือมาด้วย

“ก็ไหนว่าไม่ช่วย ทางใครทางมันสิ” เธอสะบัดเสียงใส่ “ใครว่าไม่ช่วย...เฮ้อ!” เทวินทร์ถอนหายใจยาวออกมา ยัยนี่ดื้อจริงๆ นี่ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งนะเขาจะตีเธอจริงๆด้วย

“แต่คุณก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอว่าการที่จะขอร้องให้ใครช่วยน่ะ ต้องหัดพูดเพราะๆไม่ใช่มาจิกเรียก นายๆอย่างนี้ แล้วอีกอย่างผมว่าผมอายุมากกว่าคุณด้วยซ้ำ”

“มากกว่าแต่ตัว...แต่อายุสมองน้อยกว่าน่ะสิ” หญิงสาวพูดออกมา ในขณะที่เทวินทร์ชะงักเท้า ใบหน้าคมบูดบึ้งลงทันควัน สงสัยว่าผู้หญิงคนนี้คงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขาหรอกในเมื่อปากเธอเก่งเสียขนาดนี้!

“โอเค! คุณช่วยเหลือตัวเองได้ ผมไม่น่าทำตัวสะเหร่อเสนอหน้าไปช่วยคุณเลย” พูดจบเขาก็ปล่อยแขนหญิงสาวทิ้งแล้วเดินจากไปทันที ทิ้งให้กานต์กมลตาค้างและอ้าปากค้าง(อีกรอบ) โอ๊ย! ตายแล้วฉัน ปากหนอปาก...

“ช่วยฉันด้วย...” หญิงสาวตัดสินใจพูดออกไปแล้วรีบก้าวตามเขาไปอย่างรวดเร็ว หากเทวินทร์ไม่มีทีท่าจะหยุดทำให้กานต์กมลกัดริมฝีปากจนเองแน่นเพื่อไม่ให้มันหลุดคำพูดเสียดสีอีกฝ่ายออกมาอีก แล้วคราวนี้เธอได้ซุกหัวนอนที่นี่ของแท้และแน่นอน

“คุณ...ช่วยฉันด้วย...”

“...”

หากความเงียบจากร่างสูงคือคำตอบของเขา ผู้ชายอะไรขี้ใจน้อยฉิบหาย! หล่อนสบถในใจด้วยไม่กล้าให้มันผ่านพ้นริมฝีปากออกมาอีกแล้ว รู้ดีว่าการที่เขาเสนอตัวช่วยและการที่เธอไปอยู่กับเขานั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ด้วยทั้งจังหวัดนี้เธอก็ไม่รู้จักใครนอกจากเขา ไอ้ที่คิดจะไปโรงพักพึ่งตำรวจก็ใช่ว่าตำรวจจะสนใจเธอนักด้วยใช่ว่าตำรวจจะมีหน้าที่ไล่จับโจรให้เธอเพียงอย่างเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบแบบนี้เธอไม่รู้จักใครนอกจากเขาอีกแล้วไปพึ่งเขานั่นแหละดีที่สุดแล้ว เสียหน้านิดๆหน่อยๆคงไม่เป็นไรหรอก... หญิงสาวถอนหายใจยาวในขณะที่พยายามคิดปลอบใจตนเอง

“คุณ...ช่วยฉันด้วย...นะคะ”

กลั้นใจพูดเป็นครั้งที่สาม เขาเป็นคนแรกและคนเดียวที่เธอเพียรง้อเกินสามครั้ง ถ้านับรวมกับก่อนหน้านี้ด้วยน่ะนะ

คราวนี้เทวินทร์ชะงักเท้าที่กำลังเดินทำให้กานต์กมลที่ก้มหน้าเดินตามหยุดแทบไม่ทัน ชายหนุ่มยอมพูดออกมาโดยที่ไม่ได้หันกลับมาว่า

“ถ้าผมพาคุณไปด้วยคุณจะเชื่อฟังผม?”

“ตกลง...” เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อยๆราวกับสำนึกผิด หากนิ้วชี้และนิ้วกลางกลับไขว้กันเบื้องหลัง

“ตลอดเวลา?” เขาย้ำ

“ได้”

กานต์กมลกัดฟันตอบออกมา


“จะไม่พูดจาว่าร้ายผม ไม่พูดส่อเสียดหรืออะไรก็ตามแต่ในแง่ร้าย?”

“ตกลง!” คราวนี้เธอตะโกนออกมาดังลั่น

เทวินทร์หันกลับมามองหญิงสาวด้วยใบหน้าและดวงตาที่พราวพร่างไปด้วยรอยยิ้ม และนั่นก็ทำให้กานต์กมลรู้ตัวว่าตนเองตกเป็นเบี้ยล่างให้เขาเสียแล้ว หญิงสาวถลึงตามองใบหน้าคมคายนั้นด้วยอาการไม่พอใจที่ตนเองเสียท่าให้อีกฝ่ายเอาคืนได้

“งั้นยินดีต้อนรับสู่ไร่แสงตะวัน...ที่ที่ผมจะพาคุณไปอยู่ด้วย” เขาพูดด้วยใบหน้าที่ยังคงพราวไปด้วยรอยยิ้ม แล้วยิ่งเมื่อเห็นใบหน้าฮึดฮัดที่เสียรู้ให้เขา ใบหน้านั้นราวกับเด็กขี้โมโหก็ยิ่งทำให้รอยยิ้มของเขากว้างมากยิ่งขึ้น

“ผม...เทวินทร์ ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการ”

ชายหนุ่มยื่นมือมาตรงหน้าหญิงสาว กานต์กมลมองใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นแล้วตวัดมือฟาดไปยังมือหนาที่ยื่นออกมาเต็มแรง

“ฉัน...กานต์กมล แต่ไม่ยินดีที่ได้รู้จัก...นายเทวินทร์!”

หญิงสาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเดือดดาลแล้วเดินแซงหน้าเขาขึ้นไป โดยที่ไม่ได้เอะใจเลยสักนิดไม่เหมือนกับชายหนุ่มที่มีสีหน้าครุ่นคิดในขณะที่เดินตามหลังเธอมาด้วย

“ชื่อคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหน...” เขาพึมพำกับตนเองเสียงเบา แล้วความทรงจำเมื่อวานก็หวนกลับมา

ชายหนุ่มใจหายวาบ ไม่หรอก! คนเรามันชื่อเหมือนกันได้...ป่านนี้ยัยนั่นคงนั่งเป็นเจ้าสาวแห่งเหี่ยวหัวโตเพราะไร้เจ้าบ่าวไปแล้ว ไม่มีทางมาอยู่ทีนี่เด็ดขาด!





+++++++++++++++++

จบตอนที่สองแล้วค่ะ เป็นอย่างไรชี้แนะด้วยนะคะ
แล้วก็ขออภัยในความผิดพลาด

++ตอบคอมเม้น++




เจิมๆค่ะ
555555นี่แหละค่ะเค้าถึงว่า
คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน
ยังดั๊นมาเจอกันได้
สนุกค่ะ สนุกมากเลย แล้วจะติดตามตอนต่อไปนะ
ขอแอดเป็นเพื่อนนะคะ



โดย: น้ำเคียงดิน วันที่: 13 ตุลาคม 2552 เวลา:12:34:38 น.


--------->>>> ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่แวะมา ตอนนี้แวะมาส่งตอนใหม่แล้วนะคะ ^^ เป็นอย่างไรชี้แนะได้เลยค้า ส่วนเรื่องขอแอดเป็นเพื่อน ยินดีมากๆเลยค่ะ ^_____^






Create Date : 14 ตุลาคม 2552
Last Update : 14 ตุลาคม 2552 23:10:43 น.
Counter : 130 Pageviews.

1 comment
ชุลมุนลุ้นรัก บทที่ 1 - วินุตตา
บทที่ 1 หนี!



ถ้ากานต์กมลจำไม่ผิด...ความซวยมาเยือนเธอเมื่อสามเดือนก่อน...


ในเย็นวันนั้น ขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นแล้วกดรีโมตโทรทัศน์ในมือเปลี่ยนช่องไปมาด้วยความเบื่อ สักพักแม่ที่มานั่งข้างเธอนานพอสมควรจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน แต่ถ้าเธอรู้เรื่องมาก่อนล่ะก็ว่าแม่จะพูดเรื่องอะไร กานต์กมลสาบานว่าวันนั้นเธอจะรีบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย!

‘แต่งงาน!’ หญิงสาวผุดลุกขึ้นตะโกนดังลั่นในขณะที่คนเป็นแม่ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก ราวกับไม่รับรู้ว่าตนเองนั้นคือต้นเหตุที่ทำให้คนเป็นลูกถึงกับร้อนรนอยู่ไม่สุข

‘ใช่แล้วยัยกานต์ แล้วนี่แกจะยืนค้ำหัวแม่อีกนานไหม นั่งลงได้แล้ว’

‘ยัยกานต์’ กระแทกตัวลงนั่งตามที่มารดาบอกทันทีใบหน้าสวยของเธอบูดบึ้งลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้มันปีไหน พ.ศ.ไหนกันแล้ว เรื่องคลุมถุงชนบ้าๆนี่มันเกิดขึ้นกับเธอได้ยังไงกัน?!

‘ขอถามสักคำ...ทำไมหนูถึงต้องแต่งงาน?’

หญิงสาวเอ่ยถามออกมาตรงๆ ด้วยความมึนกับสิ่งที่มารดาบอก...โอ๊ย! แค่คิดเธอก็ปวดหัวจี๊ดแล้ว...

‘ก็เมื่ออาทิตย์ก่อน ฉันกับน้ำไปดูดวงของพวกลูกๆกันมา แล้วแกรู้มั้ยยัยกานต์ว่าฉันขนลุกขนาดไหนตอนที่หมอดูเขาดูดวงแกกับตาเทวินทร์’ พูดมาถึงตรงนี้แม่เธอก็ยกมือลูบแขนตนเองเป็นเชิงบอกว่าท่านขนลุกแค่ไหนในตอนนั้น ‘หมอดูบอกว่าแกกับตาเทวินทร์ดวงเกื้อกูลอุปถัมภ์กัน...เป็นดวงเนื้อคู่ แล้วนี่! ที่สำคัญ...ตอนนี้หมอดูทายว่าแกจะมีเคราะห์...หากแต่งงานแล้วจะสามารถสะเดาะเคราะห์ได้’

‘เทวินทร์?...เนื้อคู่?...สะเดาะเคราะห์?’ หญิงสาวทวนคำมารดาด้วยความงุนงงไม่หาย

‘ใช่’

‘นี่แม่จะบ้าเหรอ?!’ กานต์กมลตะโกนดังลั่นออกมาเลยคราวนี้ ‘แม่จะให้หนูแต่งงานเพราะคำหมอดูนี่นะ บ้าไปแล้ว...บ้าไปแล้วแน่ๆ’

“ฉันไม่ได้บ้า...ก็ในเมื่อหมอดูก็บอกแล้วว่าดวงแกกับตาวินเป็นดวงเนื้อคู่กัน พวกแกก็แต่งงานกันเสียเลยสิ ดีซะอีกไม่ต้องจีบกันให้เสียเวลา แถมถูกใจผู้ใหญ่ทุกๆฝ่าย’ พูดมาถึงตรงนี้คุณเมษาก็ตาลอยฝันหวาน...ในที่สุดสิ่งที่หวังก็เป็นจริง เธอและวารีเพื่อนสนิทหรือมารดาของเทวินทร์ก็จะได้มาเป็นญาติกันเสียที

‘นี่แม่บ้าไปแล้วแน่ๆ แม่จะให้หนูแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักนี่นะ! เกิดอีตาเทวินทร์นี่พิการขาเป๋ ตาเหล่ น้ำลายยืดแม่จะทำยังไง’ หญิงสาวถอนหายใจเสียงดัง หากในใจนึกอาฆาตหมอดูที่แม่เธอไปหา เหอะ! ไอ้หมอดูนั่นมันโชคดีที่เธอไม่ได้เป็นคนพาแม่ไป ไม่อย่างนั้นเธอจะไปเอารองเท้ายัดปากหมอดูให้ดู!

‘แกก็พูดเกินไป ตายวินออกจะหล่อเหลา’

‘ก็แหงล่ะสิแม่ เหลาแล้วนี่ถึงได้หล่อน่ะ!’

‘เอ๊ะ! ยัยกานต์’ คุณเมษาร้องออกมาอย่างขัดใจ ‘ไม่รู้แหละ...ไม่ว่ายังไงแกก็ต้องแต่ง ทำเพื่อแม่สักครั้งไม่ได้เลยรึไง ตอนนี้เรามีกันแค่สองแม่ลูก...แกอยากให้แม่อกแตกตายรึไง!’

‘แม่...’ กานต์กมลจำได้ว่าหญิงสาวไม่อาจเถียงมารดาได้เลยแม้จะประท้วงด้วยวิธีสารพัดหากแม่ก็ไม่ยอมรับฟังอะไรเลย สุดท้ายเธอจำต้องทำตามสิ่งที่มารดาต้องการ แต่งงานสะเดาะเคราะห์เนี่ยนะ! แม่เธอเอาส่วนไหนคิดกัน...โธ่...เธอล่ะอยากจะบ้าตาย แต่เพราะรู้ว่าต่อให้บ้าตายไปจริงๆ แม่เธอคงต้องบุกนรกแล้วชิงวิญญาณเธอให้ขึ้นมาแต่งงานให้ได้แน่ๆ กานต์กมลจึงได้แต่ก้มหน้ารับความซวยที่มาเยือนเธอ

แน่นอนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาก่อนถึงเวลางานแต่งงานนั้น หญิงสาวและว่าที่เจ้าบ่าวของเธอ ต่างไม่เคยเจอหน้ากันเลยสักครั้ง สำหรับตัวเธอนั้นหลบได้เป็นหลบ...เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง จนมารดาของเธอถึงกับตบอกผางแล้วต่อว่าเธอจะเป็นจะตายแต่กานต์กมลไม่สนใจ จวบจนเวลาของวันงานกระชั้นชิดเข้ามา...และในที่สุดก็ถึงวันงาน... กานต์กมลกลุ้มใจมาก เธอไม่ต้องการแต่งงานกับคนที่เธอไม่เคยรัก...ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า...สงสัยผู้ชายคนนั้นต้องสติไม่สมประกอบแน่ๆถึงได้ยอมให้ผู้ใหญ่ทำอะไรแบบนี้โดยไม่คัดค้าน

จนสุดท้าย...ในขณะที่นั่งอยู่คนเดียวรอบรรดาช่างที่จะเข้ามาแต่งตัวให้กับเธอ...หญิงสาวตัดสินใจหนีไปตายเอาดาบหน้า ให้งานแต่งในวันนี้ล่มดีกว่าให้ชีวิตทั้งชีวิตของเธอล่ม! หญิงสาวตัดสินใจเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้มารดา แล้วหลังจากนี้ค่อยกลับมาง้อท่านทีหลังแล้วกัน ส่วนทางนี้คงต้องหวังพึ่งกัตติกา ญาติสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันให้ดูแลแม่ของเธอไปพลางๆก่อน ในขณะที่เธอกำลังหนีตาย



++++++++++++


“โอ๊ย!” ความคิดของกานต์กมลสะดุดลง หญิงสาวเซถลาไปข้างหน้าตามแรงกระแทกที่พูดได้เต็มปากว่าแรงมาก และเมื่อตั้งตัวได้เธอก็เงยหน้าขึ้นมามองคนที่เดินชนเธอทันที และสิ่งที่เธอเห็นก็มีเพียงแผ่นหลังกว้างที่อยู่ในเสื้อแจ็กเก็ตยีนเท่านั้น ผู้ชายที่เดินชนเธอไม่มีความคิดที่จะหันมาขอโทษเธอเลยด้วยซ้ำ กานต์กมลเม้มริมฝีปากบางของตนเอง ก่อนจะคลายออกแล้วบ่นกับตนเองและแน่นอนว่าต้องการให้คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าได้ยินด้วย

“คนอะไร ช่างไร้มารยาท ไร้สามัญสำนึก ชนคนอื่นแล้วไม่รู้จักขอโทษ...ยังงี้แหละน้าคนเราสมัยนี้...แค่คำขอโทษง่ายๆก็พูดไม่ได้” หญิงสาวลอยหน้าพูด(บ่น)หมายจิกกัดคนไร้มารยาทในความรู้สึกของเธอเต็มที่ แม่สาวห้าวกระชับกระเป๋าเป้ของตนเองแล้วเดินมาหยุดข้างๆผู้ชายที่เดินชนเธอ

ตอนนี้เธอกำลังรอรถแท็กซี่บริเวณป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโบสถ์ที่ใช้จัดพิธีแต่งงานในวันนี้ของเธอ...คิดถึงงานแต่งบ้าบอนั่นแล้วเสียอารมณ์! เธอชะเง้อมองทางขวามือของตนเองไม่หยุดสลับกับมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้อีกไม่นานใครๆก็จะรู้แล้วว่าเธอหายตัวไป แล้วไอ้รถแท็กซี่บ้าก็ไม่ผ่านมาเสียที! แล้วเมื่อไหร่เธอจะได้ไปให้พ้นๆจากที่นี่กันล่ะ คิดแล้วยิ่งหงุดหงิด...ทีตอนไม่ต้องการล่ะมาเยอะ ทีต้องการกลับไม่ผ่านมาสักคัน ชะเง้อมองไปทางขวามืออีกครั้งแล้วเห็นร่างสูงๆของคนไร้มารยาทแล้วยิ่งหงุดหงิดยกกำลังสอง คนเรานี่ก็ช่างไร้มารยาทและสามัญสำนึกกันเสียจริงจริ๊ง! แดกดันไปขนาดนั้นแล้วยังไม่รู้จักสำนึก แล้วยังกล้าที่จะวางหน้าเฉยอีก


กานต์กมลคิดแล้วมองปราดไปทั่วร่างสูงของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดตาแล้วก็ต้องยอมรับกับใบหน้าคมของเจ้าตัวนั้นดูดีไม่น้อย เหอะ! หน้าตาก็ดีและดันไร้สามัญสำนึกคนอย่างกานต์กมลก็ไม่สนใจหรอกนะยะ แล้วเธอก็มาสะดุดกับกระเป๋าใบใหญ่ที่เจ้าตัวหอบหิ้วเหมือนกัน ก่อนจะตัดใจไม่สนใจคนที่ยืนข้างๆอีกต่อไป

และแล้วรถแท็กซี่ที่เธอรอคอยก็ผ่านมาเสียที และที่สำคัญยังว่างซะด้วย หญิงสาวโบกมือเรียกรถทันที แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะถือเป็นวันมหาซวยของเธอ เพราะผู้ชายไร้มารยาทที่ยืนข้างๆเธอก็โบกมือเรียกรถคันนี้เช่นกัน และทันทีที่รถจอดเทียบตรงหน้าคนทั้งสอง ชายหนุ่มก็ทำท่าก้าวตรงไปเปิดประตูรถทันที หญิงสาวกระชากแขนของเขาทันที แล้วชี้หน้าชายหนุ่มพลางพูดด้วยความโมโห

“นี่คุณ หัดมีมารยาทซะบ้าง ฉันมารอก่อนฉันก็ต้องมีสิทธิ์ก่อนสิ!”

เขาปรายตามองใบหน้าของหญิงสาวสลับกับมือที่ยังคงเหนี่ยวแขนของเขาอยู่ และกริยานั้นก็เป็นเหมือนชนวนชั้นดีที่เพิ่มแรงโทสะให้กับแม่สาวขี้โมโหอย่างกานต์กมลได้ หญิงสาวกระชากแขนชายหนุ่มให้พ้นไปจากกรอบประตูรถเต็มๆแรง ชายหนุ่มก้าวถอยหลังตามแรงกระชากเต็มแรงนั้นและแน่นอนว่าเขาไม่ยอมถอยออกมาเพียงคนเดียวแน่ๆ เพราะเมื่อเขาเสียหลักกำลังจะล้มชายหนุ่มก็คว้าเอาร่างโปร่งของคนกระชากติดมือตามมาด้วย

“เฮ้ย!” เป็นอีกครั้งที่กานต์กมลต้องร้องออกมาด้วยความตกใจที่มือหนาของเขาคว้าเธอเป็นหลักยึด และต่อจากนั้นเธอก็รู้สึกทั้งจุกและเจ็บ จนเมื่อได้สติอีกทีหญิงสาวก็พบว่าตัวเองนั้นถูกโอบรัดด้วยวงแขนของชายหนุ่ม และที่สำคัญนั้น ริมฝีปากของชายหนุ่มยังกระแทกถูกริมฝีปากของเธอเต็มๆ! ดวงตาของทั้งคู่เบิกโตทันทีด้วยความตกใจ มือเรียวเล็กของกานต์กมลดันไหล่หนาของเขาให้ถอยห่าง แม้เวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้นจะผ่านไปไม่กี่นาทีแต่สำหรับกานต์กมลนั้นมันเหมือนกับยาวนานหลายชั่วโมง และที่สำคัญแม้ประจำเธอจะขึ้นชื่อว่าปากกล้าและไม่ค่อยเกรงกลัวอะไรแต่การที่ต้องมา ‘แสดงสด’ อะไรแบบนี้...เธอก็ไม่เคยนึกชอบมันสักที

และแล้ววันนี้กานต์กมลก็ได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองแล้วว่า วันนี้คือวันที่เธอดวงซวยสุดขีด...เพราะนอกจากเธอจะโดนจับแต่งงานในวันนี้แล้ว...ตอนนี้เธอยังโดนไอ้บ้ามารยาททรามที่ไหนก็ไม่รู้มาขโมยจูบไปด้วย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดก็เถอะ! หญิงสาวรีบลุกขึ้นยืนและในขณะที่ชายหนุ่มก็ทำเช่นเดียวกัน เธอพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโมโห ใบหน้าสวยแดงก่ำยามเมื่อมือข้างขวากำเป็นหมัดแน่นก่อนจะ...


ผัวะ!

...ซัดไปที่ใบหน้าของไอ้คนมารยาทแย่เต็มๆ แล้วชิ่งกระโดดขึ้นไปบนรถแท็กซี่ที่เปิดประตูอ้าค้างไว้ย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ชายหนุ่มที่โดนหมัดมองตามไปด้วยสายตาโมโหและกรุ่นโกรธ ยัยนั่นเป็นคนมาหาเรื่องเขาก่อนแท้ๆ...แล้วก็มาซัดเขาแบบนี้นี่นะ! อย่าให้เจออีกครั้งนะยัยบ้า...ฉันจะเอาคืนแบบทบต้นทบดอกเลย!


+++++++++++


กานต์กมลถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อบัดนี้ร่างของเธอได้สัมผัสกับเบาะนุ่มของเก้าอี้บนรถทัวร์ที่จะออกเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเอนหลังพิงพนักเบาะแล้วหลับตาลง สักพักหญิงสาวรู้สึกได้ว่าที่นั่งข้างๆมีคนมาทรุดลงนั่งเป็นที่เรียบร้อย และนั่นก็เลยทำให้หญิงสาวลืมตาขึ้นมามองเพื่อที่จะดูว่าคนที่มานั่งข้างๆเธอหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ถ้าเธอรู้ล่วงหน้าแล้วล่ะก็คือจะไม่ลืมตาขึ้นมาเด็ดขาด! และสิ่งที่กานต์กมลทำได้ในตอนนี้ก็มีเพียงร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจเท่านั้น


“เฮ้ย!” “รู้สึกว่าเราจะเจอกันอีกแล้วนะ” ‘เขา’ ถามเธอด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มน้อยๆ แต่เป็นยิ้มที่ดู ‘ร้าย’ ในสายตาของกานต์กมลจนเธอแทบอยากจะเอานิ้วจิ้มตาคมๆคู่นั้นให้มันบอดไปเสียเลย จะได้ไม่ต้องมามองเธอแบบนั้น! “นี่นายจะตามจองล้างจองผลาญฉันไปถึงไหน?”


“จองล้างจองผลาญอย่างนั้นเหรอ? คนที่สมควรพูดอย่างนั้นควรจะเป็นผมมากกว่านะ” ผู้ชายที่นั่งข่างเธอพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเยาะ ตอนนี้มุมปากของเขามีรอยช้ำจนเห็นได้ชัด “นาย!” หญิงสาวขึ้นเสียงเรียกอีกฝ่ายด้วยความโมโห หากเขากลับไม่สนใจ ดูเหมือนชายหนุ่มจะสะใจด้วยซ้ำที่เห็นเธอมีทีท่าโมโหจนแทบจะอกแตกตายแต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้

“แต่ไม่ต้องห่วง ผมจะเอาคืนเรื่องที่คุณชกหน้าผมแน่ๆ!” เขาพูดในขณะที่ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ ทำเอากานต์กมลจำต้องถดหลังซุกตัวลงกับเบาะจนถึงขนาดที่ว่า ถ้าเบาะมันทะลุลงไปได้ เธอคงหล่นหงายหลังไปเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวกำหมัดแน่น ดวงตากลมโตวาววับด้วยอารมณ์โกรธแต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะหากหาเรื่องเขาตอนนี้เธอเองนั่นแหละที่จะเสียเปรียบ รู้อย่างนี้เธอไม่น่าเลือกที่นั่งเป็นด้านหลังสุดของรถเลย ไอ้ที่คิดว่าจะได้อยู่อย่างสงบๆ ก็เห็นจะไม่สงบเพราะมีเพื่อนร่วมทางอย่างอีตาบ้ามารยาทยอดแย่นี่แหละ!



ทางด้านชายหนุ่มนั้น เขาได้แต่เหลือบตามองหญิงสาวตัวเล็กที่ตอนนี้เอนกายพิงกระจกหน้าต่างรถหลับไปแล้ว สายตาของเขาอ่อนลงในขณะที่มองใบหน้าของหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่ลึกลงไปคือความขบขัน เทวินทร์ละความสนใจเพื่อนร่วมทางของเขาเพียงแค่นั้น ชายหนุ่มไม่ได้คิดจะทำอย่างที่พูดขู่เธอหรอก แต่ที่พูดอย่างนั้นเพื่อตัดความรำคาญและเหตุการณ์ในอนาคตที่เธออาจจะก่อขึ้นในภายภาคหน้า เพราะเขากับเธอยังต้องติดแหง็กอยู่ด้วยกันอีกหลายชั่วโมง ด้วยคิดว่าเธอคงจะเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่น้อยดูได้จากเหตุการณ์ชิงรถแท็กซี่ที่ผ่านมาเมื่อครู่ทั้งที่ตอนแรกเขาไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ และที่สำคัญเขาในตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะมาทะเลาะกับใครแล้วด้วย

เทวินทร์เพิ่งหนีจากงานแต่งงานกับเจ้าสาวงี่เง่าที่ยอมแต่งงานกับเขาเพียงเพราะคำสั่งของบรรดาแม่ๆที่แสนจะเจ้ากี้เจ้าการ ชายหนุ่มไม่คิดว่าเรื่องมันจะล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ เพราะนึกว่าการที่เขาไม่ยอมไปเจอหน้าเธอเลยสักครั้งจะทำให้แม่ของเขาและเธอรู้ตัวว่าเขาไม่ได้อยากแต่งงานกับเธอเลยสักนิด หากใครจะคิดว่าการที่เขาเงียบมาตลอดจะทำให้เรื่องมันมาถึงขั้นนี้ ใครมันจะโง่ยอมแต่งงานกับคนที่แม้แต่หน้าก็ยังไม่เคยเห็น!!

สุดท้ายเขาเลยตัดสินใจทิ้งงานทั้งหมดมา กอรปกับเมื่อคืนก่อนได้คุยกับตะวันเพื่อนสนิททำให้เขาตัดสินใจบ่ายหน้าขึ้นเหนือเพื่อไปหาเพื่อนสนิททั้งของเขาที่นั่น ถึงแม้ว่าแม่จะรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนแต่ท่านก็ลากคอเขากลับมาไม่ได้อยู่ดี...หรือถึงแม้จะลากเขากลับไปได้ งานแต่งงานบ้าๆนั่นก็จบลงแล้วอย่างแน่นอน!


ลาขาด...ยัยเจ้าสาวสมองฝ่อ!


เทวินทร์คิดในใจแล้วหลับตาพริ้มลง









+++++++++++++++++

จบตอนที่ 1 แล้วนะคะ
ขอโทษด้วยที่หายไปนาน
พอดีมีสอบค่ะ
นี่ก็ยังสอบไม่เสร็จเลย แหะๆ

ขอบคุณทุกๆคนที่แวะมานะคะ





Create Date : 06 ตุลาคม 2552
Last Update : 6 ตุลาคม 2552 23:18:51 น.
Counter : 99 Pageviews.

1 comment
ชุลมุนลุ้นรัก บทนำ โดย วินุตตา
เรื่อง...ชุลมุนลุ้นรัก 1 [เทวินทร์]
โดย
วินุตตา






บทนำ

ก่อนพิธีแต่งงานช่วงเช้าในโบสถ์จะเริ่มขึ้นสองชั่วโมง...


หญิงสาวที่อยู่ในชุดแต่งงานสีขาวดูสวยราวกับนางฟ้าลงมาจากสวรรค์ขับผิวขาวของเธอให้ดูผ่องสวยยิ่งกว่าเดิมถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่เพียงลำพังภายในห้องที่จัดให้เป็นห้องแต่งตัวของเจ้าสาว แล้วกานต์กมลก็นั่งกระสับกระส่ายเมื่อความรู้สึกหดหู่กำลังคืบคลานเข้าสู่ใจของเธอเมื่อคิดถึงสิ่งที่กำลังจะมาถึง


คิดมาถึงตรงนี้แล้วเธอก็อดที่จะนึกถึงเจ้าบ่าวที่ไม่เคยพบกันมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียวไม่ได้ ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น เจ้าบ่าวที่เธอไม่ต้องการเลย หากเธอขัดคำขอร้องแกมสั่งของแม่ไม่ได้ต่างหาก!


เจ้าบ่าวของเธอนั้นเป็นถึงลูกชายเพื่อนสนิทของแม่ หากน่าแปลก...ลูกๆของทั้งคู่กลับไม่เคยเจอหน้ากันเลยแม้แต่ครั้งเดียว...


กานต์กมลหลุบเปลือกตามองมือของตนเองที่ประสานวางไว้บนหน้าตัก ดวงตาคมสวยมีแววครุ่นคิด ด้วยอีกไม่กี่ชั่วโมงเธอก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานแล้ว...


เธอจะอยู่...หรือจะไป...


กานต์กมลได้แต่ครุ่นคิดในใจ


นาทีสุดท้ายของเธอกำลังจะมาถึง







ครึ่งชั่วโมงต่อมา...


ในห้องแต่งตัวของเจ้าบ่าว...


ใบหน้าของคนสามคนที่อยู่ภายในห้องต่างซีดเผือดลงโดยพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะหญิงวัยกลางคนที่เป็นคนถือจดหมายหรือจะเรียกให้ถูกคือแผ่นกระดาษที่มีข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด แต่เป็นไม่กี่บรรทัดที่ทำให้คนถือนั้นถึงกับรู้สึกจะเป็นลม


แม่ครับ

ขอโทษด้วยที่ผมไม่สามารถฝืนใจแต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รักได้
หวังว่าแม่จะให้อภัยในสิ่งที่ผมตัดสินใจทำ

เทวินทร์



“ตายๆ ตาย! โอ๊ย! น้องล่ะอยากจะเป็นลมจริงๆนะคะคุณพี่! นายวินมันทำแบบนี้ได้ยังไงกั๊น!!”


คุณวารีกรีดเสียงร้องถามคนเป็นสามี แล้วยกมืออวบอูมของเธอทาบอก ร่างอวบทำท่าโงนเงนราวกับจะเป็นลมดังที่ปากพูดทำให้คุณเทวัญ ที่ยืนอยู่ข้างๆคุณวารีรีบเข้าไปประคองร่างของภรรยาอย่างรวดเร็ว

“ใจเย็นๆก่อนน้ำ”


“คุณพี่คะ! คุณพี่จะให้น้องใจเย็นได้ยังไงกัน นายวิน...นายวิน มันทำ...มัน...โฮ...”


จบคำพูดคุณวารีก็ส่งเสียงร้องไห้ออกมาดังลั่นพลางตบลงบนอกของตนเองพลางร้องคร่ำครวญถึงชื่อเสียงที่กำลังจะป่นปี้หากว่าแขกเหรื่อที่กำลังรออยู่ภายนอกรับรู้ว่าเจ้าบ่าวของงานในคืนนี้...หนีไปแล้ว
โฮ...เธอล่ะอยากจะกลั้นใจตายเสียจริงๆ! ลูกหนอลูก...ทำแบบนี้กับเธอได้อย่างไรกัน!!...


“แล้วอย่างนี้เราจะทำยังไงกันดีล่ะคะพี่น้ำ ตาวินเล่นหนีไปดื้อๆแบบนี้น่าตีจริงๆเชียว” คุณวารินพูดขึ้นในขณะที่มือก็โบกเจ้ากระดาษที่พ่อหลานชายตัวดีของเธอทิ้งข้อความบอกทุกๆคนไว้นั่นแหละโบกพัดให้กับพี่สาวที่ตอนนี้ยืนทำตาปรือทำท่าจะเป็นลมแหล่มิเป็นลมแหล่ภายในอ้อมแขนของคุณเทวัญ “ถ้าไม่อยากแต่งงานกับหนูกานต์ทำไมไม่บอกเสียตั้งแต่แรกๆ...นี่อาร๊าย! ทำท่ายอมมาตลอดแล้วจู่ๆเล่นหนีไปเฉยเลยแบบนี้ แล้วทีนี้พี่น้ำจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันล่ะคะ!”


“โฮ!”


ยิ่งได้ฟังคำพูดของน้องสาวคุณวารียิ่งร้องเสียงดังมากยิ่งขึ้นร้อนถึงคุณเทวัญที่ทำหน้าที่ปลอบคนเป็นภรรยาให้ใจเย็นลง ในขณะที่ปรายตาไปมองคุณวารินที่ยืนข้างๆกันเป็นเชิงปรามไม่ให้พูดมากไปกว่านี้ ในขณะที่มือก็พัดเจ้ากระดาษให้กับภรรยาของเขาด้วยสายตาไม่ชอบใจนักที่พูดให้คุณวารีคร่ำครวญมากขึ้นกว่าเดิม


“พี่ว่าน้ำหยุดร้องไห้ก่อนดีกว่าแล้วรีบมาช่วยกันคิดแก้ปัญหาก่อน”


“เอ๊ะ! นี่คุณพี่ว่าน้องเหรอคะ?”


คุณวารีที่ทำท่าจะเป็นลมถามสามีเสียงเขียว หมดสภาพคนเป็นลมในทันที


“พี่ก็บอกให้เธอเลิกร้องคร่ำครวญแล้วมาช่วยกันแก้ปัญหากันดีกว่าน่ะสิ”


“ดู๊! ดูนะฝน ดูพี่เขยของเธอมาหาว่าพี่เป็นตัวถ่วงปัญหา...” คุณวารีหันไปพูดเป็นเชิงฟ้องกับน้องสาวทำให้คุณเทวัญได้แต่ถอนหายใจเฮือกออกมาอย่างไม่ปิดบังและนั่นยิ่งทำให้คุณวารีรู้สึกเหมือนถูกว่าทางอ้อม “นั่นๆ ถอนหายใจด้วย...พี่เขยเธอถอนหายใจด้วยนะยัยฝน!”


“หยุดโวยได้แล้วน่าน้ำ” คุณเทวัญพูดในขณะที่ดึงตัวคุณวารีที่กำลังเกาะแขนคนเป็นน้องสาวแล้วฟ้องออกมา แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยอะไรออกมาต่อ ประตูของห้องพักที่พวกเขาจองเอาไว้ให้เป็นห้องแต่งตัวของเจ้าบ่าวก็เปิดออก


ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสูทสีดำสนิทแนบไปกับลำตัวขับให้คนใส่ดูดีถึงดีมาก แล้วยิ่งประกอบกับใบหน้าหล่อเหลาดั่งพระเจ้าบรรจงสร้างไม่ว่าจะเป็น จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบเหมือนริมฝีปากของผู้หญิง คิ้วเข้มพาดเหนือดวงตาคมสีดำสนิททำให้บุคคลทั้งสามในห้องต่างหยุดถกเถียงกันทันทีแล้วจ้องผู้มาใหม่เป็นตาเดียว


“คุณพ่อ...คุณแม่...น้าฝน มองผมทำไมเหรอครับ?”


“...”


ไม่มีคำตอบหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของบุคคลที่ถูกเรียก แต่ทุกๆคนต่างก็หันไปสบตากันอย่างมีเลศนัยเว้นแต่ผู้มาใหม่เท่านั้นที่ได้แต่มองคนโน้นทีคนนี้ทีด้วยสายตางุนงง


แล้วนี่นายวินมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนนะ! ตอนนี้ก็ใกล้จะเริ่มงานแล้วด้วย


ชายหนุ่มผู้เข้ามาใหม่คิดในขณะที่สอดส่ายสายตามองหาคนที่เป็นเจ้าบ่าวของงานในวันนี้ไปด้วย


“น้องว่าเรารอดตายแล้วนะคะพี่น้ำ...คุณพี่เขย”


คุณวารินพูดขึ้นมา ในขณะที่ ‘พี่น้ำและคุณพี่เขย’ ต่างพนักหน้ารับแล้วทุกๆสายตาก็หันขวับไปมองคนที่อายุน้อยที่สุดโดยพร้อมเพรียง ทำเอาคนถูกมองอดที่จะสะดุ้งไม่ได้


คุณวารีปราดเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว ตามด้วยคุณวารินที่ตามติดมาอย่างกระชั้นชิด สายตาของหญิงวัยกลางคนทั้งสองที่เอาแต่มองเขาอย่างประเมินทำให้ชายหนุ่มรู้สึกร้อนๆหนาวๆอย่างไรพิกล เขาหันไปสบตากับผู้เป็นบิดาก็เห็นว่าท่านมองเขาเขม็งด้วยสายตาครุ่นคิดเช่นกัน


“น้องว่าตาวาขาวกว่าตาวินนะคะพี่น้ำ”


“แต่พี่ว่าแค่ใบหน้าเหมือนกันนี่ก็ใช่ได้แล้วนะฝน”


“งั้นคงพอกล้อมแกล้มไปได้ล่ะค่ะคุณพี่อีกอย่างเขาคงไม่สักเกตหรอกมั้งคะว่านายวินมีผิวขาวมากกว่าปกติ”


“พี่ก็ว่าอย่างนั้น”


คุณวารีพยักหน้าหงึก ในขณะที่มือก็พลิกใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังถูกดูตัวอย่างพินิจพิจารณาไปด้วย


“ตาวา...”


คุณวารีเรียกชื่อเขาออกมาในที่สุด


“อะไรครับแม่”


“แม่วานอะไรหน่อยสิ”


“อะไรครับ?”


ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกเสียวสันหลังอย่างไรชอบกล...


“ช่วยเป็นเจ้าบ่าวแทนนายวินที...”


“หา!”






ในห้องแต่งตัวของเจ้าสาว...


คุณแม่คะ...

หนูขอโทษที่ไม่อาจแต่งงานกับคุณเทวินทร์ได้ หนูไม่ได้รักเขา
หวังว่าแม่จะให้อภัยหนูนะคะ

กานต์กมล



“โอย...ฉันจะเป็นลม”


หลังจากที่อ่านจบคุณเมษาร้องขึ้นแล้วพลันร่างของเธอก็ซวนเซไปมา จนหลานสาวที่ยืนหน้าซีดไม่แพ้กันรีบปรี่เข้ามาประคองอย่างรวดเร็ว


“ใจเย็นๆนะคะคุณป้า”


หญิงสาวพูดพลางพยุงร่างที่อวบของคนเป็นป้าให้ไปทรุดนั่งที่เก้าอี้อย่างทุลักทุเล


“จะให้ป้าใจเย็นได้ยังไงยัยไก่! หมด...หมดกัน! ป้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน มีลูกสาวกับเขาคนเดียวแล้วมาทำงามหน้านัก!”


คุณเมษาคร่ำครวญในขณะที่มือข้างหนึ่งที่มีกระดาษจดหมายของกานต์กมล ลูกสาวคนเดียวทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ก่อนที่เจ้าตัวจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย...ในวันแต่งงานของตัวเอง!


“ถ้ามันไม่เต็มใจตั้งแต่แรกทำไมมันไม่มาบอกฉัน!”


เธอร้องคร่ำครวญออกมาด้วยสีหน้าราวกับจะร่ำไห้...แล้วนี่ลูกสาวของเธอเล่นหนีไปแบบนี้เธอจะทำอย่างไรดีล่ะ?


“เอ่อ...ไก่ว่าเรารีบไปบอกคุณป้าวารีกับคุณลุงเทวัญดีกว่านะคะ” คุณเมษาที่ได้ยินคำแนะนำของหลานสาวก็ได้แต่ร้องค้านเสียงดัง


“ต๊าย! ไม่ได้ๆ ยังไงก็ไม่ได้นะยัยไก่! ถ้าไปบอกอย่างนั้นยัยน้ำต้องเอาป้าตายแน่ๆ แล้วไหนจะแขกเหรื่อที่รออยู่ข้างนอกอีกล่ะ โอย...แค่คิดป้าก็อยากจะตายแล้วยัยไก่”


“ถ้าไม่บอกคุณลุงเทวัญคุณป้าวารี แล้วคุณป้าจะทำยังไงล่ะคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยไม่เห็นว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาไหนดีเท่าวิธีนี้แล้ว


“เฮ้อ...” คุณเมษาถอนหายใจยาวพลางหลับตานิ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาแล้วสปริงตัวนั่งหลังตรงอย่างรวดเร็วหมดคราบคนกำลังจะเป็นลมและร้องไห้ฟูมฟายจนกัตติการู้สึกทึ่ง


“ยัยไก่!”


คุณเมษาเรียกชื่อหลานสาวออกมาดังลั่น จนคนถูกเรียกถึงกับสะดุ้ง


“อะไรคะคุณป้า?”


“เรานั่นแหละ...เราต้องช่วยป้านะ”


“ช่วยอะไรคะ?”


“ช่วยเป็นเจ้าสาวแทนยัยกานต์ที”


“อะไรนะคะ?!!”







+++++++++++++++++++

จบบทนำแล้วค่ะ
ไม่รู้ว่าฟอนต์จะออกมาเป็นยังไงเพราะลองเอาเครื่อง แม็กเข้ามาดู
เดี๋ยวมาแก้ไขอีกทีค่ะ








Create Date : 24 กันยายน 2552
Last Update : 24 กันยายน 2552 16:23:00 น.
Counter : 174 Pageviews.

3 comment

การิ๋งกิ๋งกิ๋ง
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีต้อนรับเข้าสู่บ้านหลังน้อยของธีรตี - พิรฏาค่ะ ^^
ผ่านไปผ่านมาแวะทักทายกันได้นะคะ



งานเขียนทั้งหมดใน blog นี้
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ พ.ศ.2537
ห้ามนำไปพิมพ์ เผยแพร่ หรือลอกไปกระทำการใดๆ ก็ตาม
New Comments
Group Blog